โทะโยะโตะมิ ฮิเดะโยะชิ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Jump to navigation Jump to search
ชื่อนี้เป็นชื่อบุคคลญี่ปุ่นซึ่งเรียงโดยใช้ชื่อสกุลนำหน้าชื่อตัว
โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ
豊臣秀吉
{{{alt}}}
ภาพวาดของโทโยโตมิ ฮิเดโยชิ, ค.ศ. 1601
คัมปะกุ
ค.ศ. 1585 - ค.ศ. 1591
จักรพรรดิ จักรพรรดิโองะมะจิ
จักรพรรดิโกะ-โยเซ
ก่อนหน้า โคะโนะเอะ ซะกิฮิซะ
ถัดไป โทโยโตมิ ฮิเดะสึงุ
ระยะเวลา 6 ปี
อัครมหาเสนาบดี
ค.ศ. 1587 - ค.ศ. 1598
จักรพรรดิ จักรพรรดิโกะ-โยเซ
ก่อนหน้า ฟุจิวะระ โนะ ซะกิฮิซะ
ถัดไป โทะกุงะวะ อิเอะยะซุ
ระยะเวลา 11 ปี
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1536(1536-02-02)
หรือ 26 มีนาคม ค.ศ. 1537
นะกะมุระ-คุ, นะโงะยะ
คู่สมรส เนเนะ
โยะโดะ โดะโนะ

โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ (ญี่ปุ่น: 豊臣 秀吉 Toyotomi Hideyoshi; 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1537 – 18 กันยายน ค.ศ. 1598) เป็นไดเมียวคนสำคัญของญี่ปุ่นในยุคอะซุชิ-โมะโมะยะมะ เนื่องจากได้สร้างวีรกรรมต่อจากโอดะ โนบุนางะ

ปฐมวัย[แก้]

โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ เกิดเมื่อ ค.ศ. 1537 ในแคว้นโอะวะริ (尾張) ในบริเวณในเขตนะกะมุระ เมืองนะโงะยะในปัจจุบัน มีชื่อว่า ฮิโยะชิมะรุ (日吉丸) บิดาชื่อว่า คิโนะชิตะ ยะเอะมง (木下弥右衛門) เป็นอะชิงะรุ หรือชาวนาทหาร มารดาชื่อว่า นะกะ (Naka) มีพี่สาวคนหนึ่งชื่อว่า โตะโมะ (Tomo) ใน ค.ศ. 1543 ยะเอะมงผู้เป็นบิดาได้เสียชีวิตลง มารดาชื่อนางนะกะได้แต่งงานใหม่กับนายชิกุอะมิ (竹阿弥) ฮิโยะชิมะรุมีความสัมพันธ์ไม่สู้ดีนักกับบิดาเลี้ยงของตน จึงได้หนีออกจากบ้านไปผจญภัยเสี่ยงโชค โดยใช้ชื่อว่า คิโนะชิตะ โทกิชิโร (木下藤吉郎) ได้เป็นข้ารับใช้ของ มะสึชิตะ ยุกิสึนะ (松下之綱) ผู้ซึ่งเป็นซะมุไรที่รับใช้อยู่กับตระกูลอิมะงะวะ (今川) อีกทอดหนึ่ง ฝ่ายมารดาคือนางนะกะ มีบุตรกับสามีใหม่สองคน คือ นางซะโตะ (Sato) หรือต่อมาคือ นางอะซะฮี (朝日姫) และโคทะเกะ (Kōtake) หรือต่อมาคือโทโยโตมิ ฮิเดะนะงะ (豊臣秀長)

สมัยของโอดะ โนบุนางะ[แก้]

โทกิชิโร ปีนเขาอินะบะ

โทกิชิโรเดินทางกลับมายังแคว้นโอะวะริบ้านเกิดใน ค.ศ. 1557 และเข้ารับใช้ตระกูลโอดะ ซึ่งในขณะนั้นมีผู้นำคือโอดะ โนบุนางะ โดยมีหน้าที่เป็นผู้ดูแลรองเท้าของโนบุนางะ ในค.ศ. 1561 โทกิชิโรได้แต่งงานกับนางเนะเนะ (寧々) บุตรสาวบุญธรรมของอะซะโนะ นะงะคะสึ (浅野長勝) การรับใช้ตระกูลโอดะทำให้โทกิชิโรได้รู้จักกับมะเอะดะ โทะชิอิเอะ (前田利家) อันจะเป็นพันธมิตรคนสำคัญที่สุดของฮิเดโยชิในอนาคต ต่อมาโทกิชิโรจึงได้สร้างผลงานชิ้นแรกใน ค.ศ. 1567 คือการเข้ายึดปราสาทกิฟุ (岐阜) บนยอดเขาอินะบะ (稲葉山) จังหวัดกิฟุในปัจจุบัน โดยโทกิชิโรเป็นผู้ค้นพบเส้นทางลัดขึ้นสู้ยอดเขา ทำให้ทัพของโอดะ โนบุนางะ สามารถเข้ายึดปราสาทได้ และใน ค.ศ. 1568 ได้ติดตามทัพของโอดะ โนบุนางะ ในการเข้ายึดเมืองเกียวโต ในเวลาต่อมาภายหลัง โทกิจิโร่ได้เปลี่ยนชื่อและนามสกุลใหม่เป็น ฮะชิบะ ฮิเดโยชิ (羽柴秀吉) โดยชื่อสกุลใหม่นำมาจากขุนพลเอกของโนบุนางะสองคน ได้แก่ นิวะ นะงะฮิเดะ (丹羽長秀) และชิบะตะ คะสึอิเอะ (柴田勝家) ฮิเดโยชิได้รับฉายาว่า ซะรุ (Saru) ที่แปลว่า "ลิง" จากโอดะ โนบุนางะ ด้วยหน้าตาของฮิเดโยชิที่คล้ายกับลิง

ฮิเดโยชิได้เป็นขุนพลทหารครั้งแรกในยุทธการอะเนะงะวะ (姉川の戦い) ซึ่งโอดะ โนบุนางะ ได้เอาชนะอะซะกุระ โยะชิกะเงะ (朝倉義景) และอะซะอิ นะงะมะสะ (浅井長政) ใน ค.ศ. 1570 หลังจากศึกอะเนะงะวะแล้ว ฮิเดโยชิจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นไดเมียว โดยปกครองดินแดนในแคว้นโอมิ (近江) อันเป็นดินแดนแต่เดิมของตระกูลอะซะอิ และได้รับใช้โอดะ โนบุนางะ ในศึกสงครามอีกหลายครั้ง

จนกระทั่งใน ค.ศ. 1576 โอดะ โนบุนางะได้มอบหมายให้ฮะชิบะ ฮิเดโยชิ ร่วมกับอะเกะชิ มิสึฮิเดะ (明智光秀) ยกทัพไปทางตะวันตกสู่ภูมิภาคชูโงะกุ ซึ่งตระกูลโมริ นำโดยโมริ เทะรุโมะโตะ (毛利輝元) กำลังเรืองอำนาจอยู่ทางฝั่งตะวันตก ฮิเดโยชิได้พบกับ คุโระดะ โยะชิตะกะ (黒田孝高) ซึ่งต่อมาคือ คุโระดะ คัมเบ (黒田官兵衛) อันจะเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญของฮิเดโยชิในอนาคต ฮิเดะโยะค่อยๆ พิชิตดินแดนที่ละแคว้น ใช้เวลาร่วมหกปีจนกระทั่งในค.ศ. 1582 ฮิเดะโยะได้เข้าล้อมปราสาททะกะมะสึ (高松) ของตระกูลโมริ ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ฮิเดโยชิได้ทราบข่าวว่า โอดะ โนบุนางะ ได้ถูกอะเกะชิ มิสึฮิเดะ ลอบสังหารที่วัดฮนโน (本能寺) ใกล้กับเมืองเกียวโต

การขึ้นสู่อำนาจ[แก้]

เมื่อทราบข่าวการลอบสังหารโอดะ โนบุนางะแล้ว ฮิเดโยชิจึงรีบเจรจาสงบศึกกับตระกูลโมริ และยกทัพมาจากภูมิภาคชูโงะกุอย่างรวดเร็วมาสู่เมืองเกียวโตโดยใช้เวลาเพียงสองสัปดาห์ เพื่อแก้แค้นให้แก่นายของตน โดยสามารถเอาชนะอะเกะชิ มิสึฮิเดะได้ในยุทธการยะมะซะกิ (山崎の戦い) มิสึฮิเดะเสียชีวิตในที่รบ

ในฐานะผู้ที่สามารถแก้แค้นให้แก่โอดะ โนบุนางะได้สำเร็จ ทำให้ฮิเดโยชิได้รับการยกย่องและขึ้นมามีอำนาจในตระกูลโอดะ เมื่อโนบุนางะถูกลอบสังหารไปแล้ว โอดะ โนบุกัตสึ (織田信雄) บุตรชายคนที่สองของโนบุนางะ และโอดะ โนะบุตะกะ (織田信孝) บุตรชายคนที่สาม ได้แข่งขันกันเพื่อที่จะเป็นผู้สืบทอดตระกูลโอดะ ฮิเดโยชิจึงจัดการประชุมที่ปราสาทคิโยะสุ (清洲) ในแคว้นโอะวะริ เพื่อตกลงหาผู้สืบทอดตระกูลโอดะ ด้วยความเห็นชอบจากขุนพลอาวุโสเช่น นิวะ นะงะฮิเดะ ฮิเดโยชิจึงประกาศว่าให้ซันโปชิ (三法師) หรือต่อมาคือ โอดะ ฮิเดะโนะบุ (織田秀信) บุตรชายของโอดะ โนะบุทะดะ หลานชายของโอดะ โนบุนางะ ซึ่งมีอายุเพียงสองขวบ เป็นผู้สืบทอดตระกูลโอดะต่อมา การตัดสินใจในครั้งนี้ เป็นที่ต่อต้านอย่างมากจากขุนพลคนอื่นๆ ของตระกูลโอดะ โดยเฉพาะชิบะตะ คะสึอิเอะ ผู้ซึ่งเห็นว่าการที่ฮิเดโยชิให้เด็กสองขวบขึ้นมาปกครองตระกูลโอดะนั้น ก็เพื่อที่จะเป็นหุ่นเชิดแก่ตนในการเข้ายึดอำนาจในตระกูลโอดะ

ขุนพลตระกูลโอดะเริ่มที่จะแบ่งออกเป็นสองฝ่าย คือฝ่ายที่สนับสนุนฮิเดโยชิ และฝ่ายที่ต่อต้านฮิเดโยชิ นำโดยชิบะตะ คะสึอิเอะ ใน ค.ศ. 1583 ฮิเดโยชิจึงต้องทำสงครามกับชิบะตะ คะสึอิเอะ โดยนำกำลังเข้าบุกแคว้นเอะจิเซ็ง (越前) ซึ่งคะสึอิเอะปกครองอยู่ จังหวัดฟุกุอิในปัจจุบัน และเอาชนะคะสึอิเอะในยุทธการชิซุงะตะเกะ (賤ヶ岳の戦い) และเข้ายึดปราสาทคิตะโนะโช (北圧城) อันเป็นฐานที่มั่นของคะสึอิเอะได้สำเร็จ คะสึอิเอะจึงทำเซ็ปปุกุเสียชีวิตไปพร้อมกับนางอิจิภรรยา (น้องสาวของโอดะ โนบุนางะ) ฮิเดโยชิจึงรับเอาบุตรสาวทั้งสามของนางอิจิมาเป็นบุตรบุญธรรม

เมื่อกำจัดชิบะตะ คะสึอิเอะ ออกไปได้สำเร็จแล้ว ปรากฏว่าโอดะ โนะบุคะสึ ได้ร้องขอให้โทะกุงะวะ อิเอะยะซุ (徳川家康) ไดเมียวแห่งแคว้นมิกะวะ ช่วยเหลือให้ตนได้ขึ้นครองตระกูลโอดะ ฮะชิบะ ฮิเดโยชิ และ โทะกุงะวะ อิเอะยะซุ สองผู้ปกครองญี่ปุ่นในอนาคต จึงต้องทำสงครามกัน ในยุทธการที่โคะมะกิและนะงะกุเตะ (小牧・長久手の戦い) ในค.ศ. 1584 ปรากฏว่าไม่สามารถเอาชนะกันได้ จนต้องเจรจาสงบศึก โดยฮิเดโยชิได้ส่งน้องสาวต่างมารดาของตน คือนางอะซะฮี ไปเป็นภรรยาเอกของอิเอะยะซุ และส่งมารดาของตนคือนางนะกะ ไปเป็นตัวประกันที่แคว้นมิกะวะ

การรวบรวมญี่ปุ่น[แก้]

ปราสาทโอซะกะ

ใน ค.ศ. 1583 ฮิเดโยชิได้สร้างปราสาทโอซะกะ (大坂城) ให้เป็นที่พำนักของตน ให้ยิ่งใหญ่กว่าปราสาทอะซุจิอันเป็นที่พำนักของโอดะ โนบุนางะ

ฮิเดโยชิมีความทะเยอทะยานอยากที่จะเป็นผู้ปกครองญี่ปุ่นทั้งหมด และต้องการตำแหน่งโชกุน ฮิเดโยชิจึงสร้างสัมพันธ์อันดีกับราชสำนักเกียวโต แต่ฮิเดโยชิไม่สามารถรับตำแหน่งโชกุนได้เนื่องจากไม่ได้สืบเชื้อสายมาจากตระกูลมินะโมะโตะ ใน ค.ศ. 1585 ฮะชิบะ ฮิเดะโยชิ ร่วมกับฮะชิบะ ฮิเดะนะงะ น้องชาย และไดเมียวจากภูมิภาคชูโงะกุอีกสองคนคือ อุกิตะ ฮิเดะอิเอะ (宇喜多秀家) และโคะบะยะกะวะ ทะกะกะเงะ (小早川隆景) เข้ารุกรานเกาะชิโกกุ ซึ่งในขณะนั้นปกครองโดยโจโซะคะเบะ โมะโตะจิกะ (長宗我部 元親) โดยที่ตระกูลโจโซะคะเบะก็ได้ยอมจำนนแต่โดยดี

โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ ในชุดคัมปะกุ

ใน ค.ศ. 1586 ฮะชิบะ ฮิเดโยชิ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น "คัมปะกุ" (関白) หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระจักรพรรดิ รวมทั้งได้รับพระราชทานนามสกุลใหม่จากพระจักรพรรดิว่า โทโยโตมิ และในปีเดียวกันนั้นเอง คัมปะกุฮิเดโยชิได้สร้างคฤหาสน์จูระกุได (聚楽第) ไว้เป็นที่พำนักของตนในเมืองเกียวโตและเป็นที่รับรององค์พระจักรพรรดิ

การรุกรานคีวชู[แก้]

ฝ่ายทางเกาะคีวชูนั้น ตระกูลชิมะซุแห่งแคว้นซะสึมะทางตอนใต้ของเกาะคีวชู นำโดย ชิมะซุ โยะชิฮิสะ (島津義久) ได้เข้ารุกรานและมีชัยชนะเหนือตระกูลโอโตะโมะ (大友) ทางตอนเหนือของเกาะคีวชู ใน ค.ศ. 1585 ตระกูลโอโตะโมะจึงได้ขอความช่วยเหลือไปยังฮิเดโยชิ ฮิเดโยชิได้ออกคำสั่งในฐานะคัมปะกุว่า ให้ตระกูลชิมะซุหยุดการขยายอาณาเขต แต่ชิมะซุ โยะชิฮิสะ ไม่เชื่อฟัง ใน ค.ศ. 1586 คัมปะกุฮิเดโยชิจึงนำทัพขนาดมหึมาพร้อมกับฮิเดะนะงะน้องชายของตน เข้ารุกรานเกาะคีวชู (九州の役) เพื่อปราบปรามตระกูลชิมะซุ ผลคือความพ่ายแพ้ของตระกูลชิมะซุ โดยชิมะซุ โยะชิฮิสะยอมโกนศีรษะบวชเป็นพระภิกษุเพื่อแสดงความพ่ายแพ้และรักษาแคว้นซะสึมะไว้

เมื่อคัมปะกุฮิเดโยชิเดินทางมาถึงเกาะคีวชู ก็พบว่าดินแดนแห่งนี้เต็มไปด้วยชาวคริสเตียนและมิชชันนารีชาวโปรตุเกส ที่ได้เข้ามายังญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยเซงโงะกุ ใน ค.ศ. 1587 คัมปะกุฮิเดโยชิจึงได้ออกประกาศขับไล่ชาวคริสเตียนและมิชชันนารีออกจากญี่ปุ่น (バテレン追放令) นับว่าเป็นผู้นำญี่ปุ่นคนแรกที่ออกนโยบายกดขี่ชาวคริสเตียน แต่ประกาศในครั้งนี้ยังไม่เป็นที่ใส่ใจมากนัก และใน ค.ศ. 1588 ได้ออกกฎหมายริบอาวุธ (刀狩) เพื่อริบอาวุธคือจากชาวนาและอะชิงะรุหรือชาวนานักรบทั้งหลาย เพื่อป้องกันการลุกฮือหรือการเลี่อนชั้นจากชาวนามาเป็นซะมุไร อย่างเช่นตัวฮิเดโยชิเองได้กระทำ และกำหนดว่าชนชั้นซะมุไรเท่านั้นที่มีสิทธิถือครองอาวุธได้ กฎหมายนี้ยังคงมีผลต่อไปในสมัยเอะโดะ

สงครามกับตระกูลโฮโจ[แก้]

เมื่อขยายอำนาจไปจนสุดทางตะวันตกของญี่ปุ่นแล้ว ก็เหลือไดเมียวที่ทรงอำนาจเพียงตระกูลเดียวหลงเหลืออยู่ นั่นคือตระกูลโฮโจในภูมิภาคคันโตทางตะวันออก แต่ทว่าตระกูลโฮโจนั้น เป็นพันธมิตรกับโทะกุงะวะ อิเอะยะซุ แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่คัมปะกุฮิเดโยชิก็ยังคงยืนกรานที่จะขอความช่วยเหลือจากอิเอะยะซุในการปราบปรามตระกูลโฮโจ ใน ค.ศ. 1590 คัมปะกุฮิเดโยชิได้ส่งทัพไปทางตะวันออกนำโดยอิเอะยะซุเข้าปราบปรามตระกูลโฮโจ ท่ามกลางความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน อิเอะยะซุได้นำทัพเข้าล้อมปราสาทโอดะวะระ (小田原征伐) และสามารถหักตีเอาปราสาทได้ในที่สุด โฮโจ อุจิมะสะ (北条氏政) ผู้นำตระกูลโฮโจ ทำเซ็ปปุกุเสียชีวิตไป คัมปะกุฮิเดโยชิได้ตอบแทนโทะกุงะวะ อิเอะยะซุ โดยการยึดแคว้นมิกะวะ อันเป็นแคว้นของตระกูลโทะกุงะวะแต่เดิมคืนมา แล้วให้ไปปกครองภูมิภาคคันโตอันเป็นดินแดนที่เคยเป็นของตระกูลโฮโจ เพื่อเป็นการขับไล่อิเอะยะซุอันเป็นคู่แข่งคนสำคัญของฮิเดโยชิไปอยู่ทางตะวันออกอันห่างไกล อิเอะยะซุจึงย้ายฐานที่มั่นไปยังปราสาทเอะโดะ (เมืองโตเกียวในปัจจุบัน)

ชัยชนะเหนือตระกูลโฮโจทำให้ตระกูลโทโยโตมิปราศจากผู้ท้าทายอำนาจอีกต่อไป เมื่อดะเตะ มะซะมุเนะ (伊達政宗) ไดเมียวแห่งภูมิภาคโทโฮะกุทางตะวันออกเฉียงเหนือสุดของเกาะฮอนชูเข้าสวามิภักดิ์ต่อฮิเดโยชิ จึงเท่ากับว่าการรวบรวมอาณาจักรญี่ปุ่นให้เป็นหนึ่งเดียวตั้งแต่สมัยของโอดะ โนบุนางะนั้น เป็นอันเสร็จสมบูรณ์

การรุกรานเกาหลี[แก้]

ลายมือชื่อ (Kaō) ของฮิเดโยชิ
คาโต คิโยะมะสะ ล่าเสือในเกาหลี

ใน ค.ศ. 1589 นางโยะโดะ โดะโนะ (淀殿) ภรรยาน้อยคนโปรดของท่านคัมปะกุ (บุตรสาวของอะซะอิ นะงะมะสะ กับนางอิจิ และเป็นหลานสาวของโอดะ โนบุนางะ ซึ่งฮิเดโยชิได้รับเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมในค.ศ. 1583) ได้ให้กำเนิดบุตรชายแก่ฮิเดโยชิชื่อว่า สึรุมะสึ (鶴松) แต่ทว่าสึรุมะสึได้เสียชีวิตลงใน ค.ศ. 1591 ด้วยอายุเพียงสามปี ฝ่ายคัมปะก'ฮิเดโยชิอายุมากแล้วและยังไม่มีทายาท จึงได้รับโทโยโตมิ ฮิเดะซึงุ (豊臣秀次) ผู้เป็นหลานชาย (บุตรชายของนางโตะโมะ พี่สาวของฮิเดโยชิ) เป็นบุตรบุญธรรมและแต่งตั้งให้เป็นทายาทสืบทอดตระกูลโทโยโตมิต่อไป รวมทั้งน้องชายคือ โทโยโตมิ ฮิเดะนะงะ ก็ได้เสียชีวิตลงใน ค.ศ. 1591 เช่นกัน ทำให้ฮิเดโยชิเศร้าโศกเป็นอย่างมาก จึงตัดสินใจสละตำแหน่งคัมปะกุให้แก่ฮิเดะซึงุผู้ป็นหลานชาย ส่วนตนเองนั้นดำรงตำแหน่งเป็นไทโค (太閤) หรือผู้สำเร็จราชการที่สละตำแหน่งแล้ว

เมื่อรวบรวมญี่ปุ่นได้แล้ว ไทโคฮิเดโยชิก็มีความทะเยอทะยานอยากที่จะพิชิตจีนราชวงศ์หมิง จึงได้ส่งทูตไปยังราชสำนักเกาหลีราชวงศ์โชซอนเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ไม่ได้รับความร่วมมือ ไทโคฮิเดโยชิจึงตัดสินใจที่จะเข้ารุกรานเกาหลีเพื่อเป็นทางผ่านในการเข้ารุกรานจีนต่อไป ไทโคจึงได้ระดมขุนพลที่เก่งกล้าสามารถของตนทั้งหมดไปรุกรานเกาหลีใน ค.ศ. 1592 เรียกว่า การรุกรานปีบุงระกุ (文禄の役) ประกอบด้วย อุกิตะ ฮิเดะอิเอะ เป็นแม่ทัพใหญ่ และขุนพลคนอื่นๆ ได้แก่ โคะนิชิ ยุกินะงะ (小西行長), คะโต คิโยะมะซะ (加藤清正), คุโระดะ นะงะมะสะ (黒田長政 บุตรชายของคุโระดะ คัมเบ), ชิมะซุ โยะชิฮิโระ (島津義弘 น้องชายของชิมะซุ โยะชิฮิสะ), ฟุกุชิมะ มะซะโนะริ (福島正則), โคะบะยะกะวะ ทะกะกะเงะ, และโมริ เทะรุโมะโตะ โดยที่ท่านไทโคคอยบัญชาการอยู่ที่เมืองฟุกุโอกะบนเกาะคีวชู โคะนิชิ ยุกินะงะ ได้นำทัพแรกขึ้นฝั่งที่เมืองปูซาน และสามารถนำทัพเข้ายึดเมืองฮันซอง (โซลในปัจจุบัน) โดยใช้เวลาเพียงสองสัปดาห์เท่านั้น พระเจ้าซอนโจกษัตริย์เกาหลีได้เสด็จหนีไปอยู่เมืองเปียงยาง ทัพญี่ปุ่นจึงติดตามไปเข้าบุกยึดเมืองเปียงยาง จนกษัตริย์เกาหลีต้องเสด็จหนีไปเมืองปักกิ่งเพื่อทูลขอความช่วยเหลือจากจักรพรรดิว่านลี่ จักรพรรดิว่านลี่จึงทรงส่งแม่ทัพจีนชื่อว่า หลี่หรู้ซ้ง (Li Ruzong) นำทัพจีนเข้ามาขับไล่ทัพญี่ปุ่นกลับไป ฝ่ายทัพญี่ปุ่นซึ่งอ่อนกำลังลงและไม่สามารถต้านทานทัพจีนได้ จึงต้องเจรจาสงบศึกในที่สุดใน ค.ศ. 1593

ใน ค.ศ. 1593 นางโยโดได้ให้กำเนิดบุตรชายอีกคนให้แก่ท่านไทโค มีชื่อว่า ฮิโระอิมะรุ (拾丸) ทำให้ไทโคฮิเดโยชิเกิดความต้องการที่จะให้บุตรชายของตนเป็นผู้สืบทอดแทนที่ฮิเดะสึงุหลานชายที่ได้แต่งตั้งไปแล้ว จึงได้มีคำสั่งให้ปลดคัมปะกุฮิเดะสึงุออกจากตำแหน่งทายาทและเนรเทศไปยังเขาโคยะ (高野) สองปีต่อมาใน ค.ศ. 1595 ฮิเดโยชิจึงมีคำสั่งให้ฮิเดะสึงุทำเซ็ปปุกุเสียชีวิตไป และนำตัวภรรยาเอกภรรยาน้อยและบุตรทั้งหมดของฮิเดะสึงุร่วมหลายสิบชีวิตมาประหารชีวิตในเมืองเกียวโต

ในขณะที่ไทโคฮิเดโยชิพำนักอยู่บนเกาะคีวชูนั้น ได้สังเกตว่าชาวคริสเตียนและมิชชันนารียังคงดำเนินกิจกรรมของตนต่อไปตามปกติ แม้จะมีประกาศขับไล่ออกไปใน ค.ศ. 1587 แล้วก็ตาม ใน ค.ศ. 1597 ไทโคฮิเดโยชิจึงมีคำสั่งให้นำตัวชาวญี่ปุ่นที่เป็นคริสเตียนและมิชชันนารีชาวโปรตุเกสที่เมืองนะงะซะกิรวมทั้งหมดจำนวนยี่สิบหกคน มาประหารชีวิตด้วยการตรึงกางเขน เรียกว่า เหตุการณ์ยี่สิบหกมรณสักขี (日本二十六聖人) นับว่าเป็นการสังหารชาวคริสเตียนครั้งแรกในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น

ไทโคฮิเดโยชิได้ยื่นข้อเสนอต้องการที่จะนำพระธิดาของพระจักรพรรดิจีนมาเป็นภรรยา ทำให้ไม่เป็นที่พอใจของราชสำนักจีน แต่ราชสำนักจีนก็ได้แต่งตั้งให้ไทโคฮิเดโยชิเป็น "กษัตริย์แห่งญี่ปุ่น" (日本国王) เข้าสู่ระบบบรรณาการของจีน แต่ไทโคฮิเดโยชิไม่ต้องการที่จะส่งบรรณาการให้แก่ราชวงศ์หมิง และเท่ากับเป็นการละเลยองค์พระจักรพรรดิที่เกียวโตด้วย (ซึ่งจีนและเกาหลีไม่ทราบว่ามี) การเจรจาจึงไม่ประสบความสำเร็จและไทโคฮิเดโยชิได้ส่งทัพเข้ารุกรานเกาหลีอีกครั้งใน ค.ศ. 1597 เรียกว่า การรุกรานปีเคโจ (慶長の役) แต่ทว่าทางฝ่ายจีนและเกาหลีนั้นได้เตรียมการรับมือไว้เป็นอย่างดี ทำให้ทัพญี่ปุ่นไม่ประสบความสำเร็จเหมือนการรุกรานปีบุงระกุ อีกทั้งยังพ่ายแพ้ที่ยุทธนาวีโนรยาง (Battle of Noryang) ด้วยการนำของขุนพลลีซุนชิน (Yi Sunsin) ในค.ศ. 1598

สิ้นสุดการปกครอง[แก้]

ไทโคฮิเดโยชิหลังจากที่ได้จัดงานดอกซะกุระบานที่วัดไดโง (醍醐の花見) ในเมืองเกียวโตใน ค.ศ. 1598 ได้ล้มป่วยลงในฤดูร้อนปีนั้น ในขณะที่สงครามในเกาหลียังไม่คลี่คลาย ท่านไทโคแม้ว่าจะมีผู้สืบทอดแล้ว คือฮิโระอิมะรุ หรือ โทโยโตมิ ฮิเดะโยะริ (豊臣秀頼) ซึ่งอายุเพียงห้าปี ไทโคฮิเดโยชิเกรงว่าหากว่าตนเสียชีวิตไปโดยที่บุตรชายอายุยังน้อยอาจถูกไดเมียวผู้ทรงอำนาจคนอื่นแย่งชิงอำนาจไป จึงได้ก่อตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแทนขึ้น ได้แก่ โงะไทโร (五大老) หรือผู้อาวุโสทั้งห้า ประกอบด้วยไดเมียวผู้ทรงอำนาจที่สุดในเวลานั้นจำนวนห้าท่าน ได้แก่

และยังมีคณะผู้บริหารที่ทำหน้าที่บริหารงานหลังจากที่ท่านไทโคถึงแก่อสัญกรรม จำนวนห้าคน เรียกว่า โงะบุเกียว (五奉行) ประกอบด้วย

  • อิชิดะ มิสึนะริ (石田三成)
  • อะสะโนะ นะงะมะสะ (浅野長政)
  • มะชิตะ นะงะโนะริ (増田長盛)
  • นะงะสึกะ มะซะอิเอะ (長束正家)
  • มะเอะดะ เง็นอิ (前田玄以)

ไทโคฮิเดโยชิ ได้ถึงแก่อสัญกรรมลงในฤดูใบไม้ร่วงปี ค.ศ. 1598 ที่ปราสาทฟุชิมิ (伏見) หรือปราสาทโมะโมะยะมะ (桃山) ในเมืองเกียวโต ด้วยอายุ 61 ปี ได้มีคำสั่งสุดท้ายให้ถอนทัพญี่ปุ่นทั้งหมดกลับคืนมาจากเกาหลี และให้ปิดบังการถึงแก่อสัญกรรมของท่านไทโคไม่ให้เหล่าทหารได้ทราบด้วยเกรงว่าจะเสียกำลังใจ ในปีต่อมาใน ค.ศ. 1599 จึงได้มีการประกาศการถึงแก่อสัญกรรมของไทโคฮิเดโยชิอย่างเป็นทางการ

โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ นับเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น มีกำเนิดจากชนชั้นชาวนา แต่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นซะมุไรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่ง บรรลุภารกิจการรวบรวมประเทศญี่ปุ่นที่แตกออกเป็นแคว้นต่างๆ ในยุคเซงโงะกุได้สำเร็จ สืบสานเจตนารมณ์ของโอดะ โนบุนางะ

แต่ทว่าการปกครองของตระกูลโทโยโตมิหลังจากการอสัญกรรมของฮิเดโยชิแล้วนั้นอยู่ได้เพียงไม่นาน ใน ค.ศ. 1599 มะเอะดะ โทะชิอิเอะ ไทโรผู้อาวุโสที่สุดได้ถึงแก่อสัญกรรมลง ทำให้โทะกุงะวะ อิเอะยะซุกลายเป็นไดเมียวผู้ที่มีอำนาจมากที่สุดในญี่ปุ่น แต่ก็ยังเป็นที่ต่อต้านของผู้ที่จงรักภักดีต่อตระกูลโทโยโตมิ อันประกอบด้วยอิชิดะ มิสึนะริ (石田三成) คนรับใช้คนสนิทของฮิเดโยชิ และไทโรอีกสามคนที่เหลือ จนกระทั่งนำไปสู่ยุทธการเซะกิงะฮะระ (関ヶ原の戦い) ซึ่งเป็นความพ่ายแพ้ของอิชิดะ มิสึนะริผู้ซึ่งถูกประหารชีวิตไป ชัยชนะของอิเอะยะซุทำให้เขาได้อำนาจเป็นผู้ปกครองญี่ปุ่นโดยแท้จริงอย่างเบ็ดเสร็จ และได้รับการแต่งตั้งเป็นโชกุนใน ค.ศ. 1603 อันเป็นจุดเริ่มต้นของรัฐบาลโชกุนเอะโดะ (江戸幕府)

ฝ่ายโทโยโตมิ ฮิเดะโยะริ ยังคงมีชีวิตเติบใหญ่อยู่ในปราสาทโอซะกะ ภายใต้การดูแลของนางโยโดผู้เป็นมารดา ได้ถูกโชกุนอิเอะยะซุลดฐานะลงเป็นเพียงไดเมียวธรรมดา ใน ค.ศ. 1614 ฮิเดะโยะริได้สมคบคิดกับมารดาของตน ซ่องสุมกำลังพลเตรียมก่อการกบฏเพื่อคืนอำนาจให้แก่ตระกูลโทโยโตมิ ทำให้อิเอะยะซุตัดสินใจที่จะกำจัดตระกูลโทโยโตมิให้สิ้นซาก นำไปสู่การล้อมปราสาทโอซะกะ (大坂の陣) ในฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวใน ค.ศ. 1615 เมื่อทัพของฝ่ายโทโยโตมิพ่ายแพ้และทัพโทะกุงะวะสามารถเข้ายึดปราสาทได้ ฮิเดะโยะริจึงกระทำเซ็ปปุกุเสียชีวิตไปพร้อมกับมารดา เป็นการอวสานของตระกูลโทโยโตมิ

ครอบครัว[แก้]

  • บิดา: คิโนะชิตะ ยะเอะมง (木下弥右衛門 ? - ค.ศ. 1543)
  • มารดา: นางนะกะ (Naka) ค.ศ. 1513 - 1592 ต่อมาดำรงตำแหน่งเป็น โอมันโดะโกะโระ (大政所)
  • บิดาเลี้ยง: นายชิกุอะมิ (Chikuami)
  • พี่น้อง
    • นางโทะโมะ (Tomo) หรือนิชโช-นิ (日秀尼) ค.ศ. 1534 - 1625 พี่สาวบิดาเดียวกัน สมรสกับมิโยะชิ โยะชิฟุสะ (三好吉房)
      • โทะโยะโทะมิ ฮิเดะสึงุ (豊臣秀次 ค.ศ. 1568 - 1595) คัมปะกุ
      • โทะโยะโทะมิ ฮิเดะกะสึ (豊臣秀勝 ค.ศ. 1569 - 1592)
      • โทะโยะโทะมิ ฮิเดะยะสุ (豊臣秀保 ค.ศ. 1579 - 1595)
    • โทะโยะโทะมิ ฮิเดะนะงะ (豊臣秀長 ค.ศ. 1540 - 1591) น้องชายต่างบิดา
    • อะซะฮิ-ฮิเมะ (朝日姫 ค.ศ. 1543 - 1590) น้องสาวต่างบิดา สมรสกับโทะกุงะวะ อิเอะยะซุ
  • ภรรยาเอก: นางเนะเนะ (寧々) ค.ศ. 1547 - 1624 บุตรสาวบุญธรรมของอะซะโนะ นะงะคะสึ (浅野長勝) ต่อมาดำรงตำแหน่งเป็น คิตะ-โนะ-มันโดะโกะโระ (北政所)
  • ภรรยาน้อย: มินะมิ-โดะโนะ (南殿)
    • อิชิมะสึ-มะรุ (Ishimatsu-maru) หรือ ฮะชิบะ ฮิเดะกะสึ (羽柴秀勝 ค.ศ. 1570 - 1576)
  • ภรรยาน้อย: ชะจะ (Chacha) หรือ โยโด-โดะโนะ (淀殿) บุตรสาวของอะซะอิ นะงะมะซะ หลานสาวของโอดะ โนบุนางะ