ยูโรปา (ดาวบริวาร)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก ยูโรปา (ดวงจันทร์))
สำหรับความหมายอื่น ดูที่ ยูโรปา (แก้ความกำกวม)
ยูโรปา
ภาพถ่ายสีจริง โดยยานกาลิเลโอ
ดาวบริวารยูโรปา
การค้นพบ
ค้นพบโดย: กาลิเลโอ กาลิเลอี
ไซมอน มาริอุส
ค้นพบเมื่อ: 7 มกราคม ค.ศ. 1610
ชื่ออื่น ๆ: จูปิเตอร์ II
ลักษณะของวงโคจร[1]
จุดเริ่มยุค 8 มกราคม 2004
รัศมีวงโคจรเฉลี่ย: 670 900 km[2]
ความเยื้องศูนย์กลาง: 0.009[2]
อัตราเร็วเฉลี่ย
ในวงโคจร
:
13.740 km/s[2]
ความเอียง: 0.470° (to Jupiter's equator) [2]
ดาวบริวารของ: ดาวพฤหัสบดี
ลักษณะทางกายภาพ
รัศมีเฉลี่ย: 1569 กม. (0.245 ของรัศมีโลก) [2]
พื้นที่ผิว: 3.09×107 กม.2 (0.061 ของโลก) [3]
ปริมาตร: 1.593×1010 กม.3 (0.015 ของโลก) [3]
มวล: 4.80×1022 kg (0.008 ของโลก) [2]
ความหนาแน่นเฉลี่ย: 3.01 ก./ซม.3[2]
ความโน้มถ่วง
ที่ศูนย์สูตร:
1.314 m/s2 (0.134 g) [4]
ความเร็วหลุดพ้น: 2.025 km/s[4]
ความเอียงของแกน: 0.1°[5]
อัตราส่วนสะท้อน: 0.67 ± 0.03[6]
อุณหภูมิพื้นผิว:
   พื้นผิว
ต่ำสุด เฉลี่ย สูงสุด
~50 K[7] 102 K 125 K
ลักษณะของบรรยากาศ
ความดันบรรยากาศ
ที่พื้นผิว:
0.1 µPa (10-12 bar) [8]

ยูโรปา (อังกฤษ: Europa; กรีก: Ευρώπη) เป็นดาวบริวารดวงหนึ่งของดาวพฤหัสบดี ค้นพบในปี ค.ศ. 1610 โดย กาลิเลโอ กาลิเลอี (เชื่อว่าในเวลาเดียวกันนั้น ไซมอน มาริอุส ก็ค้นพบด้วยเช่นเดียวกัน) ชื่อของดาวมาจากนางกษัตริย์ในตำนานปกรณัมกรีกคือยูโรปาผู้ได้แต่งงานกับเทพซูสและได้เป็นราชินีแห่งครีต ยูโรปาเป็นดาวบริวารดวงเล็กที่สุดในบรรดาดวงจันทร์ของกาลิเลโอ‎ทั้ง 4 ดวง

ยูโรปามีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3000 กิโลเมตร มีบรรยากาศที่เบาบางประกอบไปด้วยออกซิเจนเป็นส่วนใหญ่ พื้นผิวที่เป็นน้ำแข็งและมีความเรียบมากนี้ประกอบไปด้วยรอยแตกและเส้นริ้วบางๆ โดยมีหลุมอุกกาบาตอยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น พื้นผิวที่เรียบและดูใหม่นี้เองที่ทำให้เกิดสมมติฐานว่ามีมหาสมุทรอยู่ข้างใต้ซึ่งสามารถเป็นแหล่งที่อยู่ของสิ่งมีชีวิตต่างดาวได้ โดยสมมติฐานนี้เสนอว่าแรงดึงดูดที่มีมากของดาวพฤหัสบดีสร้างความร้อนให้กับยูโรปา

ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2013 นาซาได้รายงานการตรวจพบแร่ธาตุที่คล้ายกับดิน (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฟิลโลซิลิเกต) ซึ่งปะปนอยู่กับอินทรียวัตถุบนเปลือกน้ำแข็งของยูโรปา นอกจากนี้กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลยังตรวจพบพลูมไอน้ำคล้ายกับพลูมที่ตรวจพบในเอนเซลาดัส ดาวบริวารของดาวเสาร์

ปฏิบัติการของยานสำรวจกาลิเลโอได้ส่งข้อมูลของยูโรปากลับมาเป็นจำนวนมาก ถึงแม้ว่าปัจจุบันยังไม่มียานอวกาศลำใดที่ลงสำรวจในดาวบริวารดวงนี้ แต่ลักษณะพิเศษที่น่าสนใจของยูโรปาก็ทำให้มันเป็นเป้าหมายของปฏิบัติการอันทะเยอทะยานหลายปฏิบัติการ ปฏิบัติการสำรวจดวงจันทร์น้ำแข็งดาวพฤหัส (JUICE) ขององค์การอวกาศยุโรปนั้นมีกำหนดการในปี ค.ศ. 2022[9] ส่วนนาซาก็ได้วางแผนส่งหุ่นยนต์ปฏิบัติการบนยูโรปาราวกลางคริสต์ทศวรรษที่ 2020[10]

การค้นพบและตั้งชื่อ[แก้]

ยูโรปาและดวงบริวารที่ใหญ่ที่สุดของดาวพฤหัสบดีอีกสามดวงได้แก่ ไอโอ แกนีมีด และ คาลลิสโต ถูกค้นพบในวันที่ 8 มกราคม ค.ศ. 1610 โดยกาลิเลโอ กาลิเลอี[11] และไซมอน มาริอุส ยูโรปาถูกตั้งชื่อตามสตรีชนชั้นสูงชาวฟินิเชียในเทพปกรณัมกรีกชื่อ ยูโรปา ผู้เป็นราชินีของครีตและถูกซูสเกี้ยวพาราสี

กาลิเลโอค้นพบยูโรปาและดวงจันทร์กาลิเลี่ยนดวงอื่นครั้งแรกโดยใช้กล้องโทรทรรศน์หักเหแสงกำลังขยาย 20 เท่าที่มหาวิทยาลัยปาโดวาในวันที่ 7 มกราคม อย่างไรก็ตามกาลิเลโอยังไม่สามารถแยกไอโอกับยูโรปาได้เนื่องจากประสิทธิภาพของกล้องต่ำเกินไป ดาวบริวารทั้งสองจึงถูกบันทึกเป็นจุดแสงจุดหนึ่งเท่านั้น ไอโอกับยูโรปาถูกค้นพบว่าเป็นคนละดวงได้ในวันต่อมา[11]

ยูโรปาถูกตั้งชื่อตามคนรักของซูสเหมือนกับดวงจันทร์แกลิเลี่ยนดวงอื่น ซึ่งในที่นี้คนรักนั้นคือ ยูโรปา ลูกสาวของกษัตริย์แห่งไทร์ โดยผู้ที่เสนอหลักการตั้งชื่อนี้คือ ไซมอน มาริอุส ที่เชื่อว่าน่าจะค้นพบดาวบริวารกาลิเลี่ยนทั้งสี่ด้วยเช่นกัน (แม้ว่ากาลิเลโอจะกล่าวหาว่าไซมอนเลียนแบบเขา) มาริอุสได้เสนอหลักการตั้งชื่อนี้ให้กับ โยฮันเนส เคปเลอร์[12][13]

ในบทเรียนดาราศาสตร์ยุคแรกๆ ยูโรปาถูกเรียกว่าดาวบริวารดวงที่สองของดาวพฤหัสบดี หรือ Jupiter II ส่วนชื่อยูโรปาไม่ได้ถูกพูดถึงโดยทั่วไปจนกระทั่งกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20[14]

การโคจรและการหมุนรอบตัวเอง[แก้]

ภาพเคลื่อนไหวแสดงการสั่นพ้องของวงโคจรของดวงจันทร์ยูโรปา รวมทั้งดวงจันทร์ไอโอและดวงจันทร์แกนิมีด

ยูโรปาโคจรรอบดาวพฤหัสบดีโดยใช้เวลาเพียงสามวันครึ่งด้วยรัศมีวงโคจรประมาณ 670,000 กิโลเมตร และมีความเยื้องศูนย์กลางของวงโคจร เพียง 0.009 วงโคจรจึงมีลักษณะค่อนข้างกลม โดยมีความเอียงของวงโคจรอ้างอิงจากระนาบเส้นศูนย์สูตรฟ้าเล็กน้อย คือประมาณ 0.470 องศาเท่านั้น[15] ยูโรปาการหมุนรอบตัวเองแบบสมวาร คือมีคาบการหมุนรอบตัวเองเท่ากับคาบการโคจรรอบดาวพฤหัสบดีเหมือนดาวบริวารกาลิเลียนดวงอื่นๆ ดวงจันทร์ยูโรปาจึงหันหน้าเข้าหาดาวพฤหัสบดีเพียงด้านเดียวเสมอ ทำให้มีจุดๆหนึ่งบนดวงจันทร์ยูโรปาที่สามารถมองเห็นดาวพฤหัสบดี ณ จุดจอมฟ้าพอดี เส้นเมริเดียนที่ลากผ่านจุดๆนี้ถูกกำหนดให้เป็นเส้นเมริเดียนปฐมของดวงจันทร์ยูโรปา อย่างไรก็ตามผลการค้นคว้าได้ระบุว่าการหมุนของดวงจันทร์ยูโรปาอาจไม่ใช่การหมุนสมวารเพราะดวงจันทร์ยูโรปาหมุนรอบตัวเองเร็วกว่าโคจรรอบดาวพฤหัสบดี ทำให้เกิดการกระจายที่ไม่สมดุลของมวลภายในดวงจันทร์ยูโรปาและการมีน้ำในรูปของเหลวอยู่ระหว่างเปลือกน้ำแข็งและแกนหินข้างใน[16]

วงโคจรที่เบี้ยวไปเล็กน้อยของดวงจันทร์ยูโรปาเกิดจากการรบกวนทางแรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์กาลิเลียนดวงอื่น ทำให้จุดที่มองเห็นดาวพฤหัสบดี ณ จุดจอมฟ้าของยูโรปาแกว่งไปเล็กน้อย เมื่อดวงจันทร์ยูโรปาเข้าใกล้ดาวพฤหัสบดี แรงดึงดูดของดาวพฤหัสบดีจะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ยูโรปาขยายตัวเข้าหาและออกจากดาวพฤหัสบดี เมื่อยูโรปาเคลื่อนห่างจากดาวพฤหัสบดี แรงดึงดูดของดาวพฤหัสบดีจะลดลง ทำให้ยูโรปากลับมาอยู่ในสภาพที่เป็นทรงกลมกว่า นอกจากนี้ดวงจันทร์ไอโอที่ส่งอิทธิพลกับความเยื้องศูนย์กลางของวงโคจรของยูโรปาอยู่ตลอดเวลา[17]ก็ทำให้เกิดแรงไทดัลขึ้น ทั้งสองปรากฏการณ์นี้ทำให้ภายในยูโรปาเปลี่ยนแปลงและเกิดความร้อน และอาจส่งผลให้มีมหาสมุทรอยู่ในรูปของเหลวได้[17][18]

นักวิทยาศาสตร์ได้วิเคราะห์รอยแตกบนพื้นผิวน้ำแข็งอันเป็นเอกลักษณ์ของยูโรปาว่าเกิดจากการที่ดวงจันทร์ดวงนี้เคยหมุนรอบตัวเองตามแกนที่เอียงมาก่อน หากสมมติฐานนี้เป็นจริง แกนที่เคยเอียงนี้จะสามารถอธิบายลักษณะพิเศษต่างๆบนดวงจันทร์ดวงนี้ได้หลายอย่าง เช่น ร่างแหของรอยร้าวขนาดมหึมาบนยูโรปาเป็นร่องรอยของความเค้นของพื้นผิวที่เกิดจากคลื่นขนาดยักษ์ของมหาสมุทรภายในดวงจันทร์ เนื่องจากการเอียงของยูโรปาส่งอิทธิพลต่อการคำนวณและวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ในพื้นผิวน้ำแข็ง, ปริมาณความร้อนที่มหาสมุทรภายในสร้างขึ้น หรือแม้กระทั่งระยะเวลาที่มหาสมุทรเป็นของเหลว พื้นผิวของดวงจันทร์จำเป็นต้องยืดออกเพื่อทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ และการเปลี่ยนแปลงของพื้นผิวนี้ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดรอยแตกนั่นเอง[19]

ลักษณะทางกายภาพ[แก้]

เมื่อเปรียบเทียบยูโรปา (ซ้ายล่าง) กับดวงจันทร์ (ซ้ายบน) และโลก (ขวา) ตามมาตราส่วนโดยประมาณ

ยูโรปามีขนาดเล็กกว่าดวงจันทร์ของโลกเล็กน้อย คือมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3,100 กิโลเมตร (1,900 ไมล์) มันเป็นดาวบริวารที่ใหญ่เป็นอันดับที่หกและวัตถุที่ใหญ่เป็นอันดับที่สิบห้าของระบบสุริยะ แม้ว่ายูโรปาจะมีมวลน้อยที่สุดในบรรดาดาวบริวารของดาวพฤหัส แต่ก็มีมวลมากกว่าดาวบริวารอื่นๆในระบบสุริยะที่เล็กกว่ามันรวมกัน[20] ความหนาแน่นของยูโรปาบ่งบอกถึงองค์ประกอบพื้นฐานที่เป็นหินซิลิเกต คล้ายกันกับองค์ประกอบพื้นฐานของดาวเคราะห์ชั้นใน

โครงสร้างภายใน[แก้]

เชื่อกันว่ายูโรปามีโครงสร้างชั้นนอกที่ประกอบไปด้วยน้ำหนาประมาณ 100 กิโลเมตร (62 ไมล์) โดยที่ด้านบนของชั้นเป็นเปลือกน้ำแข็ง และมีน้ำซึ่งอยู่ในสถานะของเหลวอยู่ข้างใต้ ข้อมูลที่ถูกส่งมาจากยานอวกาศกาลิเลโอเมื่อไม่นานมานี้ระบุว่ายูโรปามีสนามแม่เหล็กเหนี่ยวนำผ่านทางการมีปฏิสัมพันธ์กับสนามแม่เหล็กของดาวพฤหัสบดี แสดงว่ายูโรปามีโครงสร้างบางอย่างที่นำกระแสไฟฟ้าได้อยู่ใต้เปลือกชั้นนอก[21] ซึ่งเป็นไปได้ว่าจะเป็นมหาสมุทรน้ำเค็ม เปลือกน้ำแข็งส่วนหนึ่งผ่านการหมุนมาแล้วเกือบ 80° โดยประมาณ (เกือบจะเป็นการพลิกกลับหัว) ซึ่งเกิดขึ้นได้ยากหากชั้นน้ำแข็งยึดติดกับชั้นแมนเทิลอย่างแน่นหนา[22] ยูโรปาน่าจะมีแกนกลางเป็นโลหะเหล็ก[23]

ลักษณะพื้นผิว[แก้]

สีตามธรรมชาติโดยประมาณ (ซ้าย) และสีที่ได้รับการปรับแต่งแล้ว (ขวา)

ยูโรปาเป็นหนึ่งในวัตถุที่เรียบที่สุดในระบบสุริยะ เนื่องจากมีลักษณะทางกายภาพขนาดใหญ่เช่นภูเขาหรืออุกกาบาตอยู่ไม่มาก[24] อย่างไรก็ตาม มีทฤษฎีกล่าวว่าบริเวณเส้นศูนย์สูตรของยูโรปานั้นถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งที่มีลักษณะแหลมเรียกว่า เพนิเทนเทส (Penitentes) สูงราว 10 เมตร ซึ่งเกิดจากการที่บริเวณดังกล่าวมีดวงอาทิตย์อยู่ในทิศเหนือศีรษะโดยตรง น้ำแข็งจึงละลายในแนวดิ่ง[25] ร่างแหของเส้นที่ตัดกันเป็นเอกลักษณ์ของพื้นผิวของยูโรปาส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะแอลบีโด (albedo features) ที่ชี้ให้เห็นถึงภูมิประเทศที่ต่ำ ยูโรปามีหลุมอุกกาบาตอยู่ไม่มากเพราะพื้นผิวของมันค่อนข้างแข็งแรงและยังใหม่อยู่[26][27] เปลือกน้ำแข็งของยูโรปาทำให้อัตราส่วนสะท้อนของมันอยู่ที่ 0.64 ทำให้มันเป็นหนึ่งในดาวบริวารที่มีอัตราการสะท้อนแสงมากที่สุดในบรรดาดาวบริวารทั้งหมด[15][27] ซึ่งน่าจะชี้ให้เห็นได้ถึงพื้นผิวที่ใหม่และมีพลัง โดยพื้นผิวดวงจันทร์ยูโรปามีอายุประมาณ 20 ถึง 180 ล้านปีเมื่อคำนวณจากความถี่ของการถูกดาวหางพุ่งชน[28] อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถอธิบายถึงลักษณะพื้นผิวของดวงจันทร์ยูโรปาทั้งหมดได้โดยสมบูรณ์[29]

ระดับการแผ่รังสีบนพื้นผิวของยูโรปามีค่าเทียบเท่ากับการได้รับปริมาณรังสี 5400 มิลลิซีเวอร์ต (540 เรม) ต่อวัน[30] ซึ่งเป็นปริมาณที่สามารถทำให้มนุษย์เกิดอาการเจ็บป่วยร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ภายในหนึ่งวัน[31]

เส้นบนพื้นผิวดาว[แก้]

ลิเนียบนดวงจันทร์ยูโรปาโดยยานอวกาศกาลิเลโอ
ภาพโมเสกจากยานอวกาศกาลิเลโอแสดงให้เห็นถึงลักษณะของลิเนีย, เนิน, หลุมบ่อ และภูมิประเทศที่ยุ่งเหยิงชื่อ โคนามารา เคออส (Conamara Chaos)

ลักษณะทางพื้นผิวที่โดดเด่นที่สุดบนยูโรปาคือ ลิเนีย (lineae) หรือ ลายเส้นยาวจำนวนมากที่ครอบคลุมไปทั่วดาว จากการตรวจสอบอย่างใกล้ชิดพบว่าขอบของรอยแตกมีการเคลื่อนที่อย่างสัมพันธ์กัน แถบเส้นที่มีขนาดใหญ่ที่มีระยะทางมากกว่า 20 กิโลเมตร (12 ไมล์) มักจะเกิดริ้วลายที่มืดขนานกันไป[32] สมมติฐานที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดกล่าวว่าลิเนียบนยูโรปาอาจเกิดจากการปะทุอย่างต่อเนื่องของน้ำแข็งที่อุ่นกว่าภายใต้พื้นผิวดวงจันทร์[33] คล้ายกันกับการเกิดของเทือกเขาสมุทรบนโลก

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. "JPL HORIZONS solar system data and ephemeris computation service". Solar System Dynamics. NASA, Jet Propulsion Laboratory. http://ssd.jpl.nasa.gov/horizons.cgi. เรียกข้อมูลเมื่อ 2007-08-10. 
  2. 2.0 2.1 2.2 2.3 2.4 2.5 2.6 "Overview of Europa Facts". NASA. http://www2.jpl.nasa.gov/galileo/europa/. เรียกข้อมูลเมื่อ 2007-12-27. 
  3. 3.0 3.1 ใช้ค่ารัศมีเฉลี่ย
  4. 4.0 4.1 คำนวณจากค่าพารามิเตอร์พื้นฐานอื่น
  5. Bills, Bruce G. (2005). "Free and forced obliquities of the Galilean satellites of Jupiter". Icarus 175: 233–247. doi:10.1016/j.icarus.2004.10.028. 
  6. Yeomans, Donald K. (2006-07-13). "Planetary Satellite Physical Parameters". JPL Solar System Dynamics. http://ssd.jpl.nasa.gov/?sat_phys_par. เรียกข้อมูลเมื่อ 2007-11-05. 
  7. Lucy-Ann McFadden, Paul Weissman, Torrence Johnson (2007). The Encyclopedia of the Solar System. Elsevier. p. 432. 
  8. McGrath (2009). "Atmosphere of Europa". In Pappalardo, R.T.; McKinnon, W. B.; Khurana, K. Europa. University of Arizona Press. ISBN 0-816-52844-6. 
  9. "Esa selects 1bn-euro Juice probe to Jupiter". BBC News Online. 2 May 2012. สืบค้นเมื่อ 2 May 2012. 
  10. Borenstein, Seth (4 March 2014). "NASA plots daring flight to Jupiter's watery moon". AP News. 
  11. 11.0 11.1 "Planet and Satellite Names and Discoverers". USGS. http://planetarynames.wr.usgs.gov/append7.html. 
  12. "Simon Marius (January 20, 1573 – December 26, 1624)". Students for the Exploration and Development of Space. University of Arizona. http://web.archive.org/web/20060821060833/http://seds.lpl.arizona.edu/messier/xtra/Bios/marius.html. เรียกข้อมูลเมื่อ 9 August 2007. 
  13. Marius, S.; (1614) Mundus Iovialis anno M.DC.IX Detectus Ope Perspicilli Belgici [1], where he attributes the suggestion to Johannes Kepler
  14. Marazzini, Claudio (2005). "I nomi dei satelliti di Giove: da Galileo a Simon Marius (The names of the satellites of Jupiter: from Galileo to Simon Marius)". Lettere Italiane 57 (3): 391–407. 
  15. 15.0 15.1 "Europa, a Continuing Story of Discovery". Project Galileo. NASA, Jet Propulsion Laboratory. http://www2.jpl.nasa.gov/galileo/europa/#overview. เรียกข้อมูลเมื่อ 9 August 2007. [ลิงก์เสีย]
  16. Geissler, P. E.; Greenberg, R.; Hoppa, G.; Helfenstein, P.; McEwen, A.; Pappalardo, R.; Tufts, R.; Ockert-Bell, M.; Sullivan, R.; Greeley, R.; Belton, M. J. S.; Denk, T.; Clark, B. E.; Burns, J.; Veverka, J. (1998). "Evidence for non-synchronous rotation of Europa". Nature 391 (6665): 368–70. Bibcode:1998Natur.391..368G. PMID 9450751. doi:10.1038/34869. 
  17. 17.0 17.1 Showman, Adam P.; Malhotra, Renu (1997). "Tidal Evolution into the Laplace Resonance and the Resurfacing of Ganymede" (PDF). Icarus 127 (1): 93–111. Bibcode:1997Icar..127...93S. doi:10.1006/icar.1996.5669. 
  18. "Tidal Heating". geology.asu.edu. Archived from the original on 2006-03-29. http://geology.asu.edu/~glg_intro/planetary/p8.htm. 
  19. Cook, Jia-Rui C. (18 September 2013) Long-stressed Europa Likely Off-kilter at One Time. jpl.nasa.gov
  20. มวลของยูโรปา: 48×1021 กก. มวลของไทรทันรวมกับดวงจันทร์ที่เล็กกว่า: 39.5×1021 กก.)
  21. Phillips, Cynthia B.; Pappalardo, Robert T. (20 May 2014). "Europa Clipper Mission Concept:". Eos, Transactions American Geophysical Union 95 (20): 165–167. doi:10.1002/2014EO200002. สืบค้นเมื่อ 2014-06-03. 
  22. Cowen, Ron (7 June 2008). "A Shifty Moon". Science News. 
  23. Kivelson, Margaret G.; Khurana, Krishan K.; Russell, Christopher T.; Volwerk, Martin; Walker, Raymond J.; and Zimmer, Christophe (2000). "Galileo Magnetometer Measurements: A Stronger Case for a Subsurface Ocean at Europa". Science 289 (5483): 1340–1343. Bibcode:2000Sci...289.1340K. PMID 10958778. doi:10.1126/science.289.5483.1340. 
  24. "Europa: Another Water World?". Project Galileo: Moons and Rings of Jupiter. NASA, Jet Propulsion Laboratory. 2001. http://teachspacescience.org/cgi-bin/search.plex?catid=10000304&mode=full. เรียกข้อมูลเมื่อ 9 August 2007. 
  25. Ice blades threaten Europa landing
  26. Arnett, Bill (7 November 1996) Europa. astro.auth.gr
  27. 27.0 27.1 Hamilton, Calvin J.. "Jupiter's Moon Europa". solarviews.com. http://www.solarviews.com/eng/europa.htm. 
  28. Schenk, Paul M.; Chapman, Clark R.; Zahnle, Kevin; and Moore, Jeffrey M. (2004) "Chapter 18: Ages and Interiors: the Cratering Record of the Galilean Satellites", pp. 427 ff. in Jupiter: The Planet, Satellites and Magnetosphere, Cambridge University Press, ISBN 0-521-81808-7.
  29. "High Tide on Europa". Astrobiology Magazine. astrobio.net. 2007. http://www.astrobio.net/exclusive/603/high-tide-on-europa. เรียกข้อมูลเมื่อ 20 October 2007. 
  30. Frederick A. Ringwald (29 February 2000). "SPS 1020 (Introduction to Space Sciences)". California State University, Fresno. http://zimmer.csufresno.edu/~fringwal/w08a.jup.txt. เรียกข้อมูลเมื่อ 4 July 2009.  (Webcite from 20 September 2009)
  31. The Effects of Nuclear Weapons, Revised ed., US DOD 1962, pp. 592–593
  32. doi:10.1006/icar.1998.5980
    This citation will be automatically completed in the next few minutes. You can jump the queue or expand by hand
  33. Figueredo, P. H.; Greeley, R. (2004). "Resurfacing history of Europa from pole-to-pole geological mapping". Icarus. 167 (2): 287.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]