การล่าสัตว์ในเพชรพระอุมา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

การล่าสัตว์ในเพชรพระอุมา พนมเทียนได้นำเอาความรู้เกี่ยวกับผู้ที่ประกอบอาชีพพรานนำทางหรือพรานป่า ที่อาศัยการจับสัตว์ ดักสัตว์หรือยิงสัตว์ป่าในการดำรงชีพ มาสอดแทรกในเพชรพระอุมาให้เห็นถึงมีฝีมือในด้านการยิงปืน ล่าสัตว์รวมทั้งศิลปะในการล่าสัตว์ ตั้งแต่สัตว์ขนาดเล็กเช่นไก่ป่า กระรอก กระแต สัตว์ขนาดกลางเช่น หมูป่า ค่าง บ่าง จนกระทั่งถึงสัตว์ขนาดใหญ่เช่น เสือ หมี ช้าง เป็นต้นที่มีความแตกต่างกันออกไป ตามแต่ละท้องถิ่นที่อยู่อาศัยและการตกทอดศิลปะในการล่าสัตว์จากบรรพบุรุษ รวมทั้งความรู้และวิชาในเชิงพรานที่ได้รับสืบทอดกันต่อ ๆ มา

ในเพชรพระอุมา พนมเทียนได้สะท้อนให้เห็นถึงวิธีการ ทักษะรวมทั้งศิลปะในการล่าสัตว์ของพรานจัน พรานบุญคำ รวมทั้งรพินทร์ ไพรวัลย์ ที่เต็มไปด้วยการหลอกล่อและชั้นเชิงระหว่างมนุษย์และสัตว์ วิธีการล่าสัตว์ที่ปรากฏในเพชรพระอุมาเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการล่าสัตว์ ที่ประกอบไปด้วยวิธีการปฏิบัติ ขนบประเพณีต่าง ๆ ในการเข้าป่า วิธีการล่าสัตว์ในนวนิยายเพชรพระอุมา มีดังนี้

การล่าสัตว์[แก้]

การล่าสัตว์ป่า มีศิลปะในการล่าที่แตกต่างกันออกไปหลากหลายวิธี สัตว์บางชนิดออกล่าได้เพียงลำพัง แต่บางชนิดต้องใช้วิธีการล่าหลายคนจึงจะสามารถออกล่าได้สำเร็จ สัตว์ป่าที่พรานป่าหรือพรานนำทางนิยมล่ามาเป็นอาหารประทังชีวิตและล่าเพื่อการค้า ส่วนใหญ่จะเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ เช่น กวาง หมูป่า กระทิง เก้ง แรด สมเสร็จ ฯลฯ แต่สำหรับสัตว์ขนาดเล็ก เช่น ไก่ป่า นก กระรอก กระแต พรานป่าจะไม่นับว่าเป็นการล่า แต่เป็นการล่าเพื่อเป็นอาหารป่าในการดำรงชีพ

การไล่ราว[แก้]

การไล่ราว เป็นการล่าสัตว์วิธีหนึ่งที่พรานป่าและพรานนำทางนิยมใช้ในการล่าสัตว์ ด้วยการทำเสียงดัง โห่ร้อง และช่วยกันไล่สัตว์ที่หลบซ่อนอยู่ตามหลังก้อนหิน ต้นไม้หรือเถาวัลย์ต่าง ๆ โดยแบ่งหน้าที่ในการไล่ราวเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มที่ทำหน้าที่ไล่และกลุ่มที่ทำหน้าที่ยิง สำหรับหน้าที่ในการไล่สัตว์ของพรานป่า จะต้องทำให้สัตว์เกิดการตกใจเสียงโห่ร้อง แตกตื่นหนีออกมาจากที่ซ่อน และไล่ต้อนให้เข้าทางปืนของพรานป่าที่ทำหน้าที่ยิงด้วยการดักซุ่มยิงตามจุดต่าง ๆ ตามที่ได้นัดแนะกันไว้

พรานป่าหรือพรานนำทางที่รับหน้าที่ในการดักยิง จะประจำจุดที่คาดหมายว่าจะเป็นเส้นทางที่สัตว์ป่าจะต้องวิ่งผ่าน บางครั้งการคาดคะเนก็มีการผิดพลาดเนื่องจากสัตว์ป่าตกใจเสียงโห่ร้อง วิ่งออกนกเส้นทางที่พรานป่าที่ทำหน้าที่ดักซุ่มยิงก็มี พรานป่าที่ทำหน้าที่ในการโห่ร้องไล่สัตวป่าให้ออกมาเข้าทางปืนนั้นเรียกว่า "ลูกราว" ส่วนใหญ่จะมีทักษะและฝีมือในการยิงปืนน้อย จะใช้เสียงของตนเองในการโห่ร้อง ปรบมือกระทืบเท้าเพื่อให้เกิดเสียงดัง หรือใช้อุปกรณ์ช่วยในการสร้างเสียงอึกทึกเช่นประทัด เป็นต้น

ในเพชรพระอุมา พนมเทียนกำหนดให้พรานป่าและลูกหาบผู้ติดตาม เป็นผู้ทำหน้าที่ "ลูกราว" ส่งเสียงโห่ร้อง ตะเพิดไล่เลียงผาให้วิ่งเตลิดมาเข้าทางปืนของคณะนายจ้างที่แอบดั่กซุ่มรอคอยอยู่[1] และนำเอาศิลปะในการล่าสัตว์ด้วยวิธีการไล่ราว มาสอดแทรกไว้ในเพชรพระอุมา ให้เห็นถึงวิธีการในการล่าสัตว์ด้วยชั้นเชิงและเล่ห์เหลี่ยมของมนุษย์ โดยกำหนดให้รพินทร์ ไพรวัลย์ ผู้รับหน้าที่พรานนำทางแก่คณะนายจ้าง จัดหาเกมเบา ๆ ให้พันโทหม่อมราชวงศ์เชษฐา วราฤทธิ์ หม่อมราชวงศ์ดาริน วราฤทธิ์และพันตรีไชยยันตร์ อนันตรัย เพื่อเป็นการซ้อมทิศทางของปืนด้วยการไล่ราวเลียงผาที่บริเวณเขาหัวโล้น[2]

การนั่งห้าง[แก้]

ลักษณะของห้างที่ใช้ชั่วคราวในการล่าสัตว์

การนั่งห้างในป่า เป็นการล่าสัตว์อีกวิธีหนึ่งที่พรานป่าหรือพรานนำทางนิยมใช้ โดยแบ่งเป็นการนั่งห้างเพื่อยิงสัตว์และการนั่งห้างเพื่อตามซาก การนั่งห้างเพื่อยิงสัตว์เป็นวิธีการดักยิงสัตว์ป่า โดยผู้ยิงจะอยู่บนห้างที่ทำไว้บนต้นไม้ ใกล้กับบริเวณที่สัตว์ป่าออกมาหากิน ส่วนมากการนั่งห้างส่องสัตว์จะนิยมยิงสัตว์ป่าในตอนกลางคืนมากกว่าตอนกลางวัน พรานป่าหรือพรานนำทางจะเลือกต้นไม้ใหญ่สำหรับผูกห้าง ทำห้างสำหรับพักอาศัยบนต้นไม้ประมาณสองคน แล้วปีนขึ้นไปนั่งอยู่บนห้างคอยดักยิงสัตว์ป่า

การนั่งห้างส่องสัตว์ส่วนใหญ่พรานป่าจะนิยมนั่งห้างส่องสัตว์เพียงลำพัง สามารถเป็นได้ทั้งผู้ส่องไฟและผู้ยิงได้ในเวลาเดียวกัน บางครั้งการนั่งห้างส่องสัตว์ ถ้าผู้นั่งห้างไม่สามารถอยู่บนห้างได้เพียงลำพัง อาจมีเพื่อนร่วมนั่งห้างป็นเพื่อนก็ได้ การนั่งห้างเพื่อยิงสัตว์ เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงวิธีการยิงสัตว์จากห้าง สำหรับการนั่งห้างยิงช้าง กระทง เสือ เวลาที่ขึ้นนั่งห้าง พรานป่าผู้ทำหน้าที่คุ้มกันภัยให้นักล่าสัตว์ จะเลือกชัยภูมิสำหรับขัดห้าง สร้างบันไดเถาวัลย์ เลือกรูปแบบและลักษณะห้างที่สำหรับใช้ยิงสัตว์และการเตรียมสัมภาระต่าง ๆ ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมาในการนั่งห้างของพรานป่า

การทำห้างดักซุ่มยิงสัตว์บนต้นไม้ เป็นการช่วยกลบเกลื่อนร่องรอยของผู้ยิง และช่วยไม่ให้สัตว์ป่าตื่นตกใจกลัวหรือรู้ตัวในการออกหากิน หรือเข้ามากินดินโป่งภายในป่า เนื่องจากห้างสำหรับใช้ยิงสัตว์อยู่บนต้นไม้สูง ทำให้สัตว์ป่ามองไม่เห็นพรานป่าและช่วยอำพรางกลิ่นของพรานป่าอีกด้วย การเลือกต้นไม้สำหรับทำห้างส่องสัตว์ พรานป่าจะเลือกต้นไม้ใหญ่ที่มีความมั่นคงแข็งแรง มีกิ่งก้านสาขาแข็งแรงสำหรับวางพาดไม้ที่ใช้ทำห้างได้ และต้องอยู่ไม่ไกลจากพื้นที่บริเวณที่สัตว์ป่าจะออกหากินมากนัก

การผูกห้างต้องผูกให้ได้ระดับของวิถีกระสุน ไม่ต่ำและสูงจนเกินไป ไม่มีมดหรือแมลงรบกวนในการส่องสัตว์ มีขอบราวกั้นรอบห้าง เพื่อเป็นการป้องกันการพลัดตกลงมาจากห้างในยามนั่งห้างดึก ๆ พื้นที่สำหรับผูกห้างของพรานป่า นิยมผูกห้างในพื้นที่ที่เป็นเหล่งหากินของสัตว์ป่า เช่นพื้นที่ที่เป็นดินโป่ง บริเวณห้วยและลำธาร หรือต้นไม้ใหญ่ที่มีผลของต้นไม้ที่ร่วงหล่นลงพื้น พอที่จะเป็นอาหารของสัตว์ป่า การนั่งห้างของพรานป่าจะเป็นการนั่งห้างด้วยความอดทนเป็นอย่างมาก ไม่ขยับเขยื้อนร่างกายหรือเคลื่อนย้ายจากบริเวณที่นั่งห้าง บางครั้งอาจต้องทนนั่งห้างบนต้นไม้เป็นวันเป็นคืน

พนมเทียนได้นำเอาทักษะและวิชาความรู้ในการทำห้าง การเลือกต้นไม้สำหรับทำห้างและการนั่งห้างส่องสัตว์ในตอนกลางคืน การเลือกใช้อาวุธปืนสำหรับดักซุ่มยิงสัตว์ สอดแทรกในเพชรพระอุมาโดยกำหนดให้รพินทร์ ไพรวัลย์ ผู้เป็นพรานนำทาง อธิบายถึงหลักการของการนั่งห้างในป่าเพื่อดักซุ่มส่องยิงสัตว์ป่าให้พันตรีไชยันต์ อนันตรัยได้รับทราบ[3]

การนั่งห้างเพื่อตามซาก พรานป่าผู้ทำหน้าที่ส่องไฟและยิง จะผูกห้างให้สูงจากระดับพื้นดินมากกว่าการผูกห้างในการยิงสัตว์ทั่วไป ควาสูงสำหรับห้างเพื่อตามซาก ควรสูงจากพื้นดินอย่างน้อย 8 เมตร เพื่อเป็นการป้องกันอันตรายจากสัตว์ร้ายเช่น เสือ หมี และเป็นการป้องกันตนเองจากสัตว์ที่ติดตามซากอีกด้วย ในเพชรพระอุมา พนมเทียนได้นำเอาวิธีการผูกห้างเพื่อตามซาก สอดแทรกในเพชรพระอุมาโดยกำหนดให้รพินทร์ ไพรวัลย์ สั่งให้เกิดและพรานป่าผู้ติดตามสร้างห้างบนต้นไม้ เพื่อเฝ้าติดตามซากของเอิ้น ซึ่งเป็นลูกหาบที่ถูกไอ้กุดขบกัดเสียชีวิต[4]

การยิงสัตว์[แก้]

การยิงสัตว์ป่า เป็นศิลปะในการล่าสัตว์ที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง นอกเหนือจากการยิงเพื่อเป็นการล่าในเกมกีฬาแล้ว การยิงสัตว์ยังสามารถเป็นการยิงเพื่อป้องกันตนเองได้อีกด้วย สัตว์ป่าที่พรานป่า นักเดินป่าพบเห็นในเวลาเข้าป่า เช่น กระทิง เสือ กวาง หมูป่าหรือช้าง อาจจะพบเจอในลักษณะกิริยาท่าทางที่แตกต่างกัน เช่นสัตว์ที่วิ่งตรงไปยังด้านหน้าด้วยการตื่นตกใจกลัง วิ่งหลบไปยังด้านข้างเพื่อเอาตัวรอด หรือวิ่งพุ่งตรงพุ่งสวนเข้าใส่พรานโดยตรง การยิงสัตว์เพื่อเป็นการยั้บยั้งและหยุดการจู่โจมของสัตว์ป่า พรานป่าหรือนักเดินป่าจะต้องเลือกอาวุธปืนและเล็งเป้าให้เหมาะสมกับวิถีกระสุนก่อนเหนี่ยวไกปืน

ถ้าพรานป่าเกิดการตกใจกลัวกับการพุ่งเข้าใส่ของสัตว์ป่า รีบร้อนเหนี่ยวไกปืนและยิงออกไปโดยที่ไม่ได้เล็งยังเป้าหมาย ทำให้ไม่สามารถหยุดยั้งการปะทะของสัตว์ป่าแล้ว ยังเป็นการสร้างความเจ็บปวดและโกรธแค้นให้แก่สัตว์ป่าอีกด้วย หลักสำคัญในการยิงสัตว์ป่าของพรานป่าหรือพรานนำทาง เมื่อพบเห็นสัตว์ป่าตรงหน้า ไม่ว่าจะอยู่ในลักษณะกิริยาท่าทางใดก็ตามแต่ ต้องควบคุมสติสัมปชัญญะให้แน่วแน่ อย่าตื่นเต้นตกใจ และเลือกอาวุธปืนให้เหมาะสมกับสัตว์ที่จะยิง ก่อนเล็งยังเป้าหมายแล้วยิง

พนมเทียนได้นำเอาสิ่งสำคัญที่พรานป่าหรือนักเดินทาง ต้องพึงระลึกไว้เสมอถึงหลักในการยิงสัตว์ป่าคือ พยายามยิงให้ถูกจุดสำคัญซึ่งเป็นจุดอ่อน เช่น หัวใจ คอ กระดูกสันหลัง หัว กระดูกคอ ปอด เป็นต้น เพื่อที่จะเป็นการทำอันตรายถึงชีวิตสัตว์ป่าได้ในทันที การเหนี่ยวไกปืนยิงสวนออกไปโดยไม่คำนึงถึงจุดสำคัญ เป็นการสร้างความลำบากให้แก่สัตว์ นอกจากจะเป็นการสร้างบาดแผลและความเจ็บปวด ซึ่งเป็นการทรมานสัตว์แล้ว ยังเป็นการสิ่นเปลืองกระสุนปืนโดยใช่เหตุ

การยิงสัตว์ในเพชรพระอุมา พนมเทียนได้นำเอาทักษะการใช้อาวุธปืนในการยิงสัตว์ สอดแทรกผ่านตัวละครในเพชรพระอุมาเช่นรพินทร์ ไพรวัลย์ พันโทหม่อมราชวงศ์เชษฐา วราฤทธิ์ หม่อมราชวงศ์ดาริน วราฤทธิ์ พันตรีไชยยันต์ อนันตรัย มาเรีย ฮอฟมัน แงซาย ที่ต่างมีทักษะและฝีมือในการยิงสัตว์ที่แตกต่างกัน สะท้อนให้เห็นลักษณะการยิงสัตว์ของพรานโดยเล็งจุดที่สำคัญของสัตว์ป่า โดยวิธีการยิงสัตว์ในเพชรพระอุมา

อ้างอิง[แก้]

  1. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนไพรมหากาฬ เล่ม 1 หน้า 144-146, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 144-146
  2. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนไพรมหากาฬ เล่ม 1 หน้า 121, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 121
  3. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนไพรมหากาฬ เล่ม 1 หน้า 103, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 103
  4. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนไพรมหากาฬ เล่ม 1 หน้า 266, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 266