เส้นเวลาของอนาคตไกล

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

สัญลักษณ์ภาพ[แก้]

Key.svg หัวข้อ
ดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์ ดาราศาสตร์ และ ฟิสิกส์ดาราศาสตร์
ธรณีวิทยาและวิทยาดาวเคราะห์ ธรณีวิทยา และ วิทยาดาวเคราะห์
ฟิสิกส์อนุภาค ฟิสิกส์อนุภาค
คณิตศาสตร์ คณิตศาสตร์
เทคโนโลยีและวัฒนธรรม เทคโนโลยี และ วัฒนธรรม

อนาคตของโลก ระบบสุริยะ และเอกภพ[แก้]

Key.svg ปีจากปัจจุบัน เหตุการณ์
ดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์ 36,000 ดาวแคระแดงขนาดเล็ก Ross 248 ผ่านภายใน 3.024 ปีแสงจากโลก เป็นดาวที่เคลื่อนเข้ามาใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด[1]
ดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์ 42,000 อัลฟาคนครึ่งม้า มาเป็นระบบดาวคู่ที่ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดซึ่งมากกว่า Ross 248[1]
ธรณีวิทยาและวิทยาดาวเคราะห์ 50,000 (1) จุดสิ้นสุดของช่วงเวลาระหว่างยุคน้ำแข็ง (interglacial period) สืบเนื่องจากการศึกษาโดย Berger and Loutre[2] ส่งผลให้โลกกลับสู่ยุคน้ำแข็งอีกครั้งตามวัฎจักร โดยนำผลกระทบจากปรากฏการณ์โลกร้อนจากฝีมือมนุษย์มาคำนวณร่วมแล้ว

(2) น้ำตกไนแองการา พรมแดนระหว่างสหรัฐอเมริกาและแคนาดา จะกัดเซาะผาจนน้ำตกถอยร่นไปถึง 32 กิโลเมตร และสูญเข้าไปในทะเลสาบอีรี[3]

ดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์ 50,000 ความยาวของวันที่ใช้ในการจับเวลาทางดาราศาสตร์เพิ่มเป็น 86,401 วินาที (ตามระบบเอสไอ) จากปัจจุบันที่กำหนดไว้ใน 1 วันมี 86,400 วินาที สาเหตุเกิดจากแรงไทดัลของดวงจันทร์หน่วงการหมุนรอบตัวเองของโลก ทำให้โลกต้องใช้เวลาหมุนรอบตัวเองครบรอบเพิ่มขึ้น และหากเรายังใช้ระบบเวลาที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เราจะต้องเพิ่ม 1 วินาทีในทุกวัน[4]
ดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์ 100,000 เนื่องจากดาวฤกษ์แต่ละดวงมีการเคลื่อนที่เฉพาะตัวไปในดาราจักร ทำให้ในอีกแสนปีข้างหน้ากลุ่มดาวต่าง ๆ จะเริ่มมีตำแหน่งดาวฤกษ์เปลี่ยนแปลงและผิดเพี้ยนไป จนไม่สามารถยึดถือระบบกลุ่มดาวแบบเดิมได้[5]
ดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์ 100,000[a] ดาวฤกษ์ยักษ์ยิ่งยวด วีวาย สุนัขใหญ่ (VY Canis Majoris) มีโอกาสที่จะระเบิดเป็นไฮเปอร์โนวา[6]
ธรณีวิทยาและวิทยาดาวเคราะห์ 100,000[a] โลกมีโอกาสที่จะเจอกับการปะทุครั้งใหญ่ของมหาภูเขาไฟ (supervolcano) ซึ่งอาจมีแม็กมาปะทุออกมาถึง 400 ลูกบาศก์กิโลเมตร[7]
ธรณีวิทยาและวิทยาดาวเคราะห์ 250,000 ภูเขาใต้ทะเลโลอิฮี (Lōʻihi Seamount) ซึ่งเป็นภูเขาไฟอายุน้อยที่สุดในกลุ่มแนวภูเขาใต้ทะเลฮาวายเอ็มเพอเรอร์ (Hawaiian–Emperor seamount chain) จะโผล่พ้นน้ำและกลายเป็นเกาะภูเขาไฟแห่งใหม่[8]
ดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์ 500,000[a] โลกมีโอกาสที่จะถูกอุกกาบาตขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราว 1 กิโลเมตรพุ่งเข้าชนโดยไม่สามารถป้องกันหรือเบี่ยงเบนแนวโคจรได้[9]
ธรณีวิทยาและวิทยาดาวเคราะห์ 1 ล้าน[a] โลกมีโอกาสที่จะประสบกับการปะทุของมหาภูเขาไฟ ที่สามารถพ่นลาวาออกมาได้ถึง 3,200 ลูกบาศก์กิโลเมตร ใกล้เคียงกับการปะทุครั้งใหญ่ของภูเขาไฟโตบาบนเกาะสุมาตรา[7]
ดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์ 1 ล้าน[a] เวลาที่เป็นไปได้อย่างช้าที่สุดที่ดาวยักษ์แดง บีเทลจุส จะระเบิดเป็นซูเปอร์โนวา ซึ่งคาดว่าจะสามารถมองเห็นได้บนพื้นโลกแม้ในเวลากลางวัน[10][11]
ดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์ 1.4 ล้าน ดาวฤกษ์กลีเซอ 710 (Gliese 710) จะโคจรเข้าใกล้ระบบสุริยะมากที่สุดที่ 1.1 ปีแสง ก่อนจะโคจรห่างออกไป โดยในขณะนั้นดาวฤกษ์กลีเซอ 710 จะส่งแรงโน้มถ่วงรบกวนวัตถุในเมฆออร์ต ซึ่งเป็นแหล่งรวมวัตถุน้ำแข็งห้อมล้อมระบบสุริยะไว้ ทำให้ระบบสุริยะชั้นในมีความเสี่ยงต่อการชนของเทหวัตถุต่าง ๆ เพิ่มขึ้น[12]
ธรณีวิทยาและวิทยาดาวเคราะห์ 10 ล้าน หุบเขาทรุดแอฟริกาตะวันออก (East African Rift) ขยายกว้างขึ้นและถูกน้ำจากทะเลแดงเข้าท่วม เป็นต้นกำเนิดมหาสมุทรใหม่ที่จะแยกทวีปแอฟริกาออกจากกัน[13]
ดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์ 11 ล้าน ดวงจันทร์โฟบอสจะถูกความหน่วงจากแรงไทดัลดึงเข้าหาดาวอังคาร และในที่สุดก็จะเข้าชนดาวอังคาร[14]
ธรณีวิทยาและวิทยาดาวเคราะห์ 50 ล้าน (1) ชายฝั่งแคลิฟอร์เนียจะจมตัวและมุดตัวลงร่องลึกก้นสมุทรอะลูเชียน (Aleutian Trench) จากการเคลื่อนไปทางทิศเหนือตามรอยเลื่อนแซนแอนเดรอัส[15]

(2) ทวีปแอฟริกาจะเลื่อนไปทางเหนือและชนกับยูเรเชีย ซึ่งจะปิดกั้นทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและเกิดเทือกเขาคล้ายเทือกเขาหิมาลัยขึ้นแทน[16]

ดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์ 100 ล้าน[a] โลกมีโอกาสที่จะถูกอุกกาบาตขนาดใกล้เคียงกับที่เคยชนโลกเมื่อ 65 ล้านปีก่อนชน ซึ่งในครั้งนั้นทำให้เกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของสิ่งมีชีวิต[17]
คณิตศาสตร์ 230 ล้าน หลังจากนี้เป็นต้นไป จะไม่สามารถทำนายวงโคจรของดาวเคราะห์ต่าง ๆ ได้อีกตามเวลาเลียปูนอฟ (Lyapunow time)[18]
ดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์ 240 ล้าน หากนับเวลาจากปัจจุบันไปอีก 240 ล้านปี ระบบสุริยะจะโคจรรอบดาราจักรทางช้างเผือกและกลับมาอยู่ตำแหน่งเดิมในปัจจุบันครบหนึ่งรอบ เรียกว่าหนึ่งปีดาราจักร[19]
ธรณีวิทยาและวิทยาดาวเคราะห์ 250 ล้าน ทวีปต่าง ๆ บนโลกมีโอกาสที่จะรวมตัวกันเป็นมหาทวีป (supercontinent) ซึ่งเป็นไปได้สามรูปแบบคือ มหาทวีปอมาเชีย (Amasia) โนโวพันเจีย (Novopangaea) และพันเจียอัลติมา (Pangaea Ultima)[20][21]
ดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์ 500–600 ล้าน[a] ระยะเวลาโดยประมาณที่จะเกิดแสงวาบรังสีแกมมา หรือซูเปอร์โนวาพลังงานยิ่งยวด ในระยะห่างภายใน 6,500 ปีแสงจากโลก ซึ่งใกล้พอที่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อชั้นโอโซนของโลก และก่อให้เกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ได้ หากสมมุติฐานที่ว่าการระเบิดดังกล่าวเคยเกิดขึ้นในอดีตและทำให้เกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ในยุคออร์โดวิเชียน–ไซลูเรียน อย่างไรก็ตาม การระเบิดดังกล่าวจะต้องส่งพลังงานมีทิศทางมายังดลกโดยตรงเท่านั้นถึงจะเกิดผลกระทบต่อโลกได้[22]
ดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์ 600 ล้าน ความเร่งไทดัล (Tidal acceleration) จะผลักดวงจันทร์ให้ห่างออกจากโลกไปไกลจนไม่สามารถเกิดสุริยุปราคาแบบเต็มดวงได้อีกต่อไป[23]
ธรณีวิทยาและวิทยาดาวเคราะห์ 600 ล้าน The Sun's increasing luminosity begins to disrupt the carbonate-silicate cycle; higher luminosity increases weathering of surface rocks, which traps carbon dioxide in the ground as carbonate. As water evaporates from the Earth's surface, rocks harden, causing plate tectonics to slow and eventually stop. Without volcanoes to recycle carbon into the Earth's atmosphere, carbon dioxide levels begin to fall.[24] By this time, they will fall to the point at which C3 photosynthesis is no longer possible. All plants that utilize C3 photosynthesis (~99 percent of present-day species) will die.[25]
ธรณีวิทยาและวิทยาดาวเคราะห์ 800 ล้าน ระดับคาร์บอนไดออกไซด์จะลดต่ำจนปฏิกิริยาการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ (C4 carbon fixation) ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป[25] สิ่งมีชีวิตหลายเซลล์จะสูญพันธุ์[26]
ธรณีวิทยาและวิทยาดาวเคราะห์ 1 พันล้าน[b] The Sun's luminosity has increased by 10 percent, causing Earth's surface temperatures to reach an average of ~320 K (47 °C). The atmosphere will become a "moist greenhouse", resulting in a runaway evaporation of the oceans.[27] Pockets of water may still be present at the poles, allowing abodes for simple life.[28][29]
ธรณีวิทยาและวิทยาดาวเคราะห์ 1,300 ล้าน สิ่งมีชีวิตจำพวกยูแคริโอตทั้งหมดจะสูญพันธุ์เนื่องจากการขาดแคลนคาร์บอนไดออกไซด์ ส่วนสิ่งมีชีวิตจำพวกโปรคาริโอตจะยังคงมีชีวิตรอด[26]
ธรณีวิทยาและวิทยาดาวเคราะห์ 1,500–1,600 ล้าน ดวงอาทิตย์สว่างมากขึ้นทำให้เขตที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้เลื่อนออกจากโลกไป ในขณะเดียวกันทำให้คาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศของดาวอังคารสูงขึ้น ซึ่งเพิ่มอุณหภูมิของพื้นผิวดาวอังคารจนใกล้เคียงกับโลกในยุคน้ำแข็ง[26][30]
ธรณีวิทยาและวิทยาดาวเคราะห์ 2,300 ล้าน แก่นโลกชั้นนอกจะเย็นตัวลง หากแก่นโลกชั้นในค่อย ๆ ขยายตัวในอัตราปัจจุบันที่ 1 มิลลิเมตรต่อปี[31][32] และเมื่อแกนชั้นนอกที่เป็นของเหลวเย็นตัวลงกลายเป็นของแข็ง จะทำให้สนามแม่เหล็กของโลกหยุดทำงานและหายไป[33]
ธรณีวิทยาและวิทยาดาวเคราะห์ 2,800 ล้าน อุณหภูมิพื้นผิวของโลกเพิ่มสูงขึ้นจนอยู่ที่เฉลี่ย ~420 เคลวิน (147°C) แม้กระทั่งบริเวณขั้วโลก ทำให้สิ่งมีชีวิตในขณะนั้น (ซึ่งมีชีวิตรอดเหลือเพียงกลุ่มสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวในสภาพแวดล้อมที่โดดเดี่ยวและกระจัดกระจาย เช่น ตามทะเลสาบบนที่สูง หรือในถ้ำใต้ดิน) สูญพันธุ์โดยสิ้นเชิง[24][34][c]
ดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์ 3,000 ล้าน Median point at which the Moon's increasing distance from the Earth lessens its stabilising effect on the Earth's axial tilt. As a consequence, Earth's true polar wander becomes chaotic and extreme.[35]
ดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์ 3,300 ล้าน มีโอกาส 1 เปอร์เซ็นต์ที่วงโคจรของดาวพุธจะถูกขยายออกจนกระทั่งชนกับดาวศุกร์ ส่งผลให้เกิดความปั่นป่วนในระบบสุริยะชั้นใน และเพิ่มความเสี่ยงที่โลกจะถูกชนโดยวัตถุระดับดาวเคราะห์[36]
Geology and planetary science 3,500 ล้าน พื้นผิวของโลกจะคล้ายดาวศุกร์ในปัจจุบัน[37]
Astronomy and astrophysics 3,600 ล้าน ดวงจันทร์ของดาวเนปจูน ไทรทันจะเคลื่อนเข้าชนกับดาวเนปจูนจนทำให้เกิดวงแหวนของดาวเนปจูนที่คล้ายกับดาวเสาร์[38]
Astronomy and astrophysics 4,000 ล้าน ตำแหน่งมัธยฐานของดาราจักรแอนดรอเมดาจะชนกับดาราจักรทางช้างเผือก ซึ่งหลังจากนั้นจะดาราจักรจะรวมกันและมีชื่อว่าดาราจักร"Milkomeda".[39]
Astronomy and astrophysics 5,400 ล้าน ดวงอาทิตย์ใช้ไฮโดรเจนหมดทำให้ดวงอาทิตย์ออกจากแถบลำดับหลัก และเริ่มเข้าสู่ช่วงของ ดาวยักษ์แดง.[40]
Astronomy and astrophysics 7,500 ล้าน โลกและดาวอังคารเกิดการหมุนรอบตัวเองได้หยุดลง ซึ่งเกิดจากการขยายตัวของดวงอาทิตย์.[30]
Astronomy and astrophysics 7,900 ล้าน การขยายตัวของดวงอาทิตย์อาจจะเพิ่มขึ้นถึง 256 เท่าของดวงอาทิตย์ในปัจจุบัน หรืออาจจะมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 358,400,000 กิโลเมตร[40] ซึ่งส่งผลให้ดาวพุธ, ดาวศุกร์และอาจจะรวมถึงโลกถูกทำลาย [41]

ในเวลานี้, ดาวบริวารของดาวเสาร์ ไททัน สามารถมีอุณหภูมิสูงพอที่จะให้กำเนิดชีวิตได้[42]

Astronomy and astrophysics 8,000 ล้าน ในเวลานี้ ดวงอาทิตย์เป็น ดาวแคระขาวที่ประกอบด้วยคาร์บอน และ ออกซิเจน ด้วยมวล 54.05 เปอร์เซนต์ของมวลดวงอาทิตย์ในปัจจุบัน[40][43][44][d]
Astronomy and astrophysics 14,400 ล้าน ในเวลานี้ ดวงอาทิตย์เป็น ดาวแคระดำ ซึ่งมีความสว่างอยู่ 3 ใน ล้านล้านส่วน, ส่วนอุณหภูมิเหลืออยู่ 2239 K ทำให้มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า[45]
Astronomy and astrophysics 2 หมื่นล้าน The end of the Universe in the Big Rip scenario, assuming a model of dark energy with w = -1.5.[46] Observations of galaxy cluster speeds by the Chandra X-ray Observatory suggest that this will not occur.[47]
Astronomy and astrophysics 5 หมื่นล้าน Assuming both survive the Sun's expansion, by this time the Earth and the Moon become tidelocked, with each showing only one face to the other.[48][49] Thereafter, the tidal action of the Sun will extract angular momentum from the system, causing the lunar orbit to decay and the Earth's spin to accelerate.[50]
Astronomy and astrophysics 1 แสนล้าน การขยายตัวของเอกภพ ทำให้ดาราจักรทั้งหมดเคลื่อนออกไปไกลจากกลุ่มท้องถิ่นของทางช้างเผือกจนเลยออกไปจากขอบเอกภพ และถูกลบเลือนไปจากเอกภพที่สังเกตได้[51]
Astronomy and astrophysics 150,000 ล้าน The cosmic microwave background cools from its current temperature of ~2.7 K to 0.3 K, rendering it essentially undetectable with current technology.[52]
Astronomy and astrophysics 450,000 ล้าน ตำแหน่งมัธยฐานของ ~47 ดาราจักร[53] ของกลุ่มท้องถิ่นจะรวมกันเป็นดาราจักรขนาดใหญ่แห่งเดียว[54]
Astronomy and astrophysics 8 แสนล้าน Expected time when the net light emission from the combined Milkomeda galaxy begins to decline as the red dwarf stars pass through their "blue dwarf" stage of peak luminosity.[55]
Astronomy and astrophysics 1012 (1 ล้านล้าน) Low estimate for the time until star formation ends in galaxies as galaxies are depleted of the gas clouds they need to form stars.[54]

The universe's expansion, assuming a constant dark energy density, multiplies the wavelength of the cosmic microwave background by 1029, exceeding the scale of the cosmic light horizon and rendering its evidence of the Big Bang undetectable. However, it may still be possible to determine the expansion of the universe through the study of hypervelocity stars.[51]

Astronomy and astrophysics 3×1013 (30 ล้านล้าน) Estimated time for the black dwarf Sun to undergo a close encounter with another star in the local Solar neighborhood. Whenever two stars (or stellar remnants) pass close to each other, their planets' orbits can be disrupted, potentially ejecting them from the system entirely. On average, the closer a planet's orbit to its parent star, the longer it takes to be ejected in this manner, because stars rarely pass so closely.[56]
Astronomy and astrophysics 1014 (100 ล้านล้าน) High estimate for the time until normal star formation ends in galaxies.[54] This marks the transition from the Stelliferous Era to the Degenerate Era; with no free hydrogen to form new stars, all remaining stars slowly exhaust their fuel and die.[57]
Astronomy and astrophysics 1.1–1.2×1014 (110–120 ล้านล้าน) Time by which all stars in the universe will have exhausted their fuel (the longest-lived stars, low-mass red dwarfs, have lifespans of roughly 10–20 trillion years).[54] After this point, the stellar-mass objects remaining are stellar remnants (white dwarfs, neutron stars and black holes). Brown dwarfs also remain.

Collisions between brown dwarfs will create new red dwarf stars on a marginal level: on average, a few dozen at most will be present in the galaxy. Collisions between stellar remnants will create occasional supernovae.[54]

Astronomy and astrophysics 1015 (1 พันล้านล้าน) เวลาโดยประมาณที่ดาวเคราะห์ต่างๆในระบบสุริยะจะโคจรออกนอกวงโคจรของพวกมัน[54]

ในเวลานี้, ดวงอาทิตย์มีอุณหภูมิเหนือศูนย์องศาสัมบูรณ์อยู่แค่ 5 องศาเซลเซียสเท่านั้น.[58]

Astronomy and astrophysics 1019 to 1020 Estimated time until 90% - 99% of brown dwarfs and stellar remnants are ejected from galaxies. When two objects pass close enough to each other, they exchange orbital energy, with lower-mass objects tending to gain energy. Through repeated encounters, the lower-mass objects can gain enough energy in this manner to be ejected from their galaxy. This process eventually causes the galaxy to eject the majority of its brown dwarfs and stellar remnants.[54][59]
Astronomy and astrophysics 1020 Estimated time until the Earth's orbit around the Sun decays via emission of gravitational radiation,[60] if the Earth is neither first engulfed by the red giant Sun a few billion years from now[61][62] nor subsequently ejected from its orbit by a stellar encounter.[60]
Astronomy and astrophysics 1030 Estimated time until those stars not ejected from galaxies (1% - 10%) fall into their galaxies' central supermassive black holes. By this point, with binary stars having fallen into each other, and planets into their stars, via emission of gravitational radiation, only solitary objects (stellar remnants, brown dwarfs, ejected planets, black holes) will remain in the universe.[54]
Particle physics 2×1036 เวลาโดยประมาณของนิวคลีออนทั้งหมดในเอกภพที่สังเกตได้จะสลายตัว เมื่อการสลายตัวโปรตอนให้ค่าที่เป็นไปได้และน้อยที่สุดอยู่ที่ (8.2×1033 ปี).[63][64][e]
Particle physics 3×1043 เวลาโดยประมาณของนิวคลีออนทั้งหมดในเอกภพที่สังเกตได้จะสลายตัว เมื่อการสลายตัวโปรตอนให้ค่าที่เป็นไปได้และมากที่สุดอยู่ที่ 1041 ปี.,[54] assuming that the Big Bang was inflationary and that the same process that made baryons predominate over anti-baryons in the early Universe makes protons decay.[64][e] ในช่วงเวลานี้, เมื่อโปรตอนกำลังสลายตัว ยุคหลุมดำซึ่งในหลุมดำมีแต่วัตถุที่เหลืออยู่ในเอกภพได้เริ่มขึ้น[57][54]
Particle physics 1065 Assuming that protons do not decay, estimated time for rigid objects like rocks to rearrange their atoms and molecules via quantum tunneling. On this timescale all matter is liquid.[60]
Particle physics 5.8×1068 Estimated time until a stellar mass black hole with a mass of 3 solar masses decays by the Hawking process.[65]
Particle physics 1.9×1098 Estimated time until NGC 4889, the currently largest known supermassive black hole with a mass of 21 billion solar masses, decays by the Hawking process.[65]
Particle physics 1.7×10106 Estimated time until a supermassive black hole with a mass of 20 trillion solar masses decays by the Hawking process.[65] This marks the end of the Black Hole Era. Beyond this time, if protons do decay, the Universe enters the Dark Era, in which all physical objects have decayed to subatomic particles, gradually winding down to their final energy state.[57][54]
Particle physics 10200 Estimated high time for all nucleons in the observable Universe to decay (if they don't via the above process), through any one of many different mechanisms allowed in modern Particle physics (higher-order baryon non-conservation processes, virtual black holes, sphalerons, etc.), on time scales of 1046 to 10200 years.[54]
Particle physics 101500 Assuming protons do not decay, the estimated time until all baryonic matter has either fused together to form iron-56 or decayed from a higher mass element into iron-56.[60] (see iron star)
Astronomy and astrophysics 10^{10^{26}}[f][g] Low estimate for the time until all matter collapses into black holes, assuming no proton decay.[60] Subsequent Black Hole Era and transition to the Dark Era are, on this timescale, instantaneous.
Particle physics 10^{10^{50}} Estimated time for a Boltzmann brain to appear in the vacuum via a spontaneous entropy decrease.[66]
Particle physics 10^{10^{56}} Estimated time for random quantum fluctuations to generate a new Big Bang, according to Carroll and Chen.[67]
Astronomy and astrophysics 10^{10^{76}} High estimate for the time until all matter collapses into black holes, again assuming no proton decay.[60]
Particle physics 10^{10^{120}} High estimate for the time for the Universe to reach its final energy state.[66]
Mathematics 10^{10^{10^{76.66}}} Scale of an estimated Poincaré recurrence time for the quantum state of a hypothetical box containing an isolated black hole of stellar mass.[68] This time assumes a statistical model subject to Poincaré recurrence. A much simplified way of thinking about this time is that in a model in which history repeats itself arbitrarily many times due to properties of statistical mechanics, this is the time scale when it will first be somewhat similar (for a reasonable choice of "similar") to its current state again.
Mathematics 10^{10^{10^{10^{2.08}}}} Scale of an estimated Poincaré recurrence time for the quantum state of a hypothetical box containing a black hole with the mass within the presently visible region of the Universe.[68]
Mathematics 10^{10^{10^{10^{10^{1.1}}}}} Scale of an estimated Poincaré recurrence time for the quantum state of a hypothetical box containing a black hole with the estimated mass of the entire Universe, observable or not, assuming Linde's chaotic inflationary model with an inflaton whose mass is 10−6 Planck masses.[68]

เหตุการณ์ทางดาราศาสตร์[แก้]

รายชื่อเหตุการณ์เหล่านี้เริ่มต้นเมื่อหลังสหัสวรรษที่ 11 (Year 10,001)

Key.svg ปีจากปัจจุบัน วันที่ เหตุการณ์
Astronomy and astrophysics 8,000
ตำแหน่งแกนของโลกในปีนี้จะทำให้ Deneb เป็นดาวเหนือ.[69]
Astronomy and astrophysics 8,648 ปี 362 วัน 20 August, 10,663 AD การเกิดขึ้นพร้อมกันของ สุริยุปราคาเต็มดวงและการโคจรผ่านดวงอาทิตย์ของดาวพุธ[70]
Astronomy and astrophysics 8,705 ปี 131 วัน 10,720 AD ดาวเคราะห์ ดาวพุธ และ ดาวศุกร์ทั้งคู่จะ ข้ามเส้นสุริยวิถีในเวลาเดียวกัน[70]
Astronomy and astrophysics 9,254 ปี 2 วัน 25 August, 11,268 AD การเกิดขึ้นพร้อมกันของ สุริยุปราคาเต็มดวงและการโคจรผ่านดวงอาทิตย์ของดาวพุธ[70]
Astronomy and astrophysics 9,560 ปี 189 วัน 28 February, 11,575 AD การเกิดขึ้นพร้อมกันของ สุริยุปราคาวงแหวนและการโคจรผ่านดวงอาทิตย์ของดาวพุธ[70]
Astronomy and astrophysics 10,000
ปฏิทินเกรกอเรียนจะคลาดเคลื่อนกับตำแหน่งของดวงอาทิตย์ไป 10 วัน.[71]
Astronomy and astrophysics 11,411 ปี 25 วัน 17 September 13,425 AD การเกิดขึ้นที่ใกล้จะพร้อมกันของการโคจรผ่านดวงอาทิตย์ของดาวพุธและดาวศุกร์.[70]
Astronomy and astrophysics 12,000–13,000
ตำแหน่งแกนของโลกในปีนี้จะทำให้ Vega เป็นดาวเหนือ[72][73]
Astronomy and astrophysics 13,000
ในจุดนี้ ความเอียงของแกนโลกจะสลับกัน โดยที่ฤดูร้อน และ ฤดูหนาวจะอยู่ในตำแน่งตรงข้ามกับการหมุนรอบตัวเองของโลก หมายความว่าฤดูในซีกโลกเหนือซึ่งตามปกติจะเป็นฤดูหนาวแต่ในปีนี้จะเป็นฤดูร้อน ส่วนซีกโลกใต้ซึ่งปกติจะเป็นฤดูร้อนในปีนี้จะเป็นฤดูหนาว[73]
Astronomy and astrophysics 14,000-17,000
ตำแหน่งแกนของโลกในปีนี้จะทำให้ Canopus เป็นดาวใต้ แต่มันจะคลาดเคลื่อนไป 10° จากขั้วโลกใต้.[74]
Astronomy and astrophysics 13,217 ปี 226 วัน 5 April, 15,232 AD การเกิดขึ้นพร้อมกันของ สุริยุปราคาเต็มดวงและการโคจรผ่านดวงอาทิตย์ของดาวศุกร์[70]
Astronomy and astrophysics 13,775 ปี 240 วัน 20 April, 15,790 AD การเกิดขึ้นพร้อมกันของ สุริยุปราคาวงแหวนและการโคจรผ่านดวงอาทิตย์ของดาวพุธ[70]
Astronomy and astrophysics 18,859 ปี 131 วัน 20,874 AD จันทรคติของปฏิทินอิสลาม และ สุริยคติของปฏิทินเกรกอเรียน จะมีเลขปีเดียวกัน หลังจากนี้ปฏิทินอิสลามจะช้ากว่าปฏิทินเกรกอเรียน[75]
Astronomy and astrophysics 27,000
ความเยื้องศูนย์กลาง ของวงโคจรโลกจะเปลี่ยนไปเล็กน้อยเป็น 0.00236 (ปัจจุบัน 0.01671)[76][77][h]
Astronomy and astrophysics 36,158 ปี 39 วัน October, 38,172 AD การโคจรบังดาวยูเรนัสด้วยดาวเนปจูน, เป็นการโคจรบังที่หายากที่สุด.[78][i]
Astronomy and astrophysics 46,886 ปี 190 วัน 1 March, 48,901 AD ในปีนี้ ปฏิทินจูเลียน (365.25 วัน) และ ปฏิทินเกรกอเรียน (365.2425 วัน) จะเป็นวันเดียวกัน.[79][j]
Astronomy and astrophysics 65,158 ปี 131 วัน 67,173 AD ดาวเคราะห์ ดาวพุธ และ ดาวศุกร์ ทั้งคู่จะ ข้ามเส้นสุริยวิถีในเวลาเดียวกัน .[70]
Astronomy and astrophysics 67,148 ปี 337 วัน 26 July, 69,163 AD การเกิดขึ้นพร้อมกันของการโคจรผ่านดวงอาทิตย์ของดาวพุธและดาวศุกร์[70]
Astronomy and astrophysics 222,493 ปี 217 วัน 27 and 28 March, 224,508 AD ดาวศุกร์และดาวพุธจะโคจรผ่านดวงอาทิตย์ตามลำดับ[70]
Astronomy and astrophysics 569,726 ปี 131 วัน 571,741 AD การเกิดขึ้นพร้อมกันของการโคจรผ่านดวงอาทิตย์ของดาวศุกร์และโลกซึ่งสามารถมองเห็นได้จากดาวอังคาร[70]

การสำรวจอวกาศและยานอวกาศ[แก้]

To date five spacecraft (Voyagers 1 and 2, Pioneers 10 and 11 and New Horizons) are on trajectories which will take them out of the Solar System and into interstellar space. Barring an unlikely collision, the craft should persist indefinitely.[80]

Key.svg ปีจากปัจจุบัน เหตุการณ์
Astronomy and astrophysics 10,000 ไพโอเนียร์ 10 จะโคจรผ่าน ดาวของเบอร์นาร์ดที่ระยะ 3.8 ปีแสง .[80]
Astronomy and astrophysics 25,000 The Arecibo message, a collection of radio data transmitted on 16 November 1974, reaches its destination, the globular cluster Messier 13.[81] This is the only interstellar radio message sent to such a distant region of the galaxy. Assuming a similar mode of communication is employed, it should take at least as long again for any reply to reach Earth.
Astronomy and astrophysics 40,000 วอยเอเจอร์ 1 เคลื่อนที่ผ่าน AC+79 3888 ที่ระยะ 1.6 ปีแสง, เป็นดาวในกลุ่มดาว Camelopardalis.[82]
Astronomy and astrophysics 50,000 คีโอ ยานแคปซูลอวกาศ ได้เดินทางออกไปแล้วกลับมาสู่โลก[83]
Astronomy and astrophysics 296,000 วอยเอจเจอร์ 2 เคลื่อนที่ผ่าน ซิริอุส ที่ระยะ 4.3 ปีแสง, เป็นดาวที่สว่างที่สุดในท้องฟ้าเวลากลางคืน.[82]
Astronomy and astrophysics 300,000 ไพโอเนียร์ 10 เคลื่อนที่ผ่าน Ross 248 ที่ระยะ 3 ปีแสง.[84]
Astronomy and astrophysics 2 million ไพโอเนียร์ 10 เคลื่อนที่ผ่าน ดาวสว่าง Aldebaran.[85]
Astronomy and astrophysics 4 million ไพโอเนียร์ 11 เคลื่อนที่ผ่านดาวในกลุ่มดาว Aquila.[85]
Astronomy and astrophysics 8 million The LAGEOS satellites' orbits will decay, and they will re-enter Earth's atmosphere, carrying with them a message to any far future descendants of humanity, and a map of the continents as they are expected to appear then.[86]

เทคโนโลยี และ วัฒนธรรม[แก้]

Key.svg Years from now Event
technology and culture 10,000 Estimated lifespan of the Long Now Foundation's several ongoing projects, including a 10,000-year clock known as the Clock of the Long Now, the Rosetta Project, and the Long Bet Project.[87]
Mathematics 10,000 The end of humanity, according to Brandon Carter's Doomsday argument, which assumes that half of the humans who will ever have lived have already been born.[88]
technology and culture 100,000 – 1 million According to Michio Kaku, time by which humanity will be a Type III civilization, capable of harnessing all the energy of the galaxy.[89]
technology and culture 50 million Time by which the entire galaxy could be colonised, even at sublight speeds.[90]
Mathematics 292,277,024,582 At 15:30:08 UTC on 4 December 292,277,026,596 AD, the เครื่องหมายเวลายูนิกซ์ จะถึงเวลาที่มีค่าสูงสุดของ integer จำนวน 64 บิต.[91]

Graphical timelines[แก้]

For graphical, logarithmic timelines of these events see:

ดูเพิ่ม[แก้]

Notes[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 1.3 1.4 1.5 1.6 This represents the time by which the event will most probably have happened. It may occur randomly at any time from the present.
  2. Units are short scale
  3. There is a roughly 1 in 100,000 chance that the Earth might be ejected into interstellar space by a stellar encounter before this point, and a 1 in 3 million chance that it will then be captured by another star. Were this to happen, life, assuming it survived the interstellar journey, could potentially continue for far longer.
  4. Based upon the weighted least-squares best fit on p. 16 of Kalirai et al. with the initial mass equal to a solar mass.
  5. 5.0 5.1 Around 264 half-lives. Tyson et al. employ the computation with a different value for half-life.
  6. 10^{10^{26}} is 1 followed by 1026 (100 septillion) zeroes.
  7. Although listed in years for convenience, the numbers beyond this point are so vast that their digits would remain unchanged regardless of which conventional units they were listed in, be they nanoseconds or star lifespans.
  8. Data for 0 to +10 Myr every 1000 years since J2000 from Astronomical solutions for Earth paleoclimates by Laskar, et al.
  9. Calculated using Aldo Vitagliano's Solex software. 2011-09-30.
  10. Manually calculated from the fact that the calendars were 10 days apart in 1582 and grew further apart by 3 days every 400 years.

รายการอ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 Matthews, R. A. J. (Spring 1994). "The Close Approach of Stars in the Solar Neighborhood". Quarterly Journal of the Royal Astronomical Society 35 (1): 1. Bibcode:1994QJRAS..35....1M. 
  2. Berger, A, and Loutre, MF (2002). "Climate: an exceptionally long interglacial ahead?". Science 297 (5585): 1287–8. doi:10.1126/science.1076120. PMID 12193773. 
  3. "Niagara Falls Geology Facts & Figures". Niagara Parks. สืบค้นเมื่อ 29 April 2011. 
  4. Finkleman, David; Allen, Steve; Seago, John; Seaman, Rob; Seidelmann, P. Kenneth (June 2011). "The Future of Time: UTC and the Leap Second". ArXiv eprint 1106: 3141. arXiv:1106.3141. Bibcode:2011arXiv1106.3141F. 
  5. Tapping, Ken (2005). "The Unfixed Stars". National Research Council Canada. สืบค้นเมื่อ 29 December 2010. 
  6. Monnier, J. D.; Tuthill, P.; Lopez, GB และคณะ (1999). "The Last Gasps of VY Canis Majoris: Aperture Synthesis and Adaptive Optics Imagery". The Astrophysical Journal 512 (1): 351. arXiv:astro-ph/9810024. Bibcode:1999ApJ...512..351M. doi:10.1086/306761. 
  7. 7.0 7.1 "Super-eruptions: Global effects and future threats". The Geological Society. สืบค้นเมื่อ 25 May 2012. 
  8. "Frequently Asked Questions". Hawai'i Volcanoes National Park. 2011. สืบค้นเมื่อ 22 October 2011. 
  9. Bostrom, Nick (March 2002). "Existential Risks: Analyzing Human Extinction Scenarios and Related Hazards". Journal of Evolution and Technology 9 (1). สืบค้นเมื่อ 10 September 2012. 
  10. "Sharpest Views of Betelgeuse Reveal How Supergiant Stars Lose Mass". Press Releases. European Southern Observatory. 29 July 2009. สืบค้นเมื่อ 6 September 2010. 
  11. Sessions, Larry (29 July 2009). "Betelgeuse will explode someday". EarthSky Communications, Inc. สืบค้นเมื่อ 16 November 2010. 
  12. Bobylev, Vadim V. (March 2010). "Searching for Stars Closely Encountering with the Solar System". Astronomy Letters 36 (3): 220–226. arXiv:1003.2160. Bibcode:2010AstL...36..220B. doi:10.1134/S1063773710030060. 
  13. Haddok, Eitan (29 September 2008). "Birth of an Ocean: The Evolution of Ethiopia's Afar Depression". Scientific American. สืบค้นเมื่อ 27 December 2010. 
  14. Sharma, B. K. (2008). "Theoretical formulation of the Phobos, moon of Mars, rate of altitudinal loss". Eprint arXiv:0805.1454. สืบค้นเมื่อ 10 September 2012. 
  15. Garrison, Tom (2009). Essentials of Oceanography (5 ed.). Brooks/Cole. p. 62. 
  16. "Continents in Collision: Pangea Ultima". NASA. 2000. สืบค้นเมื่อ 29 December 2010. 
  17. Nelson, Stephen A. "Meteorites, Impacts, and Mass Extinction". Tulane University. สืบค้นเมื่อ 13 January 2011. 
  18. Hayes, Wayne B. (2007). "Is the Outer Solar System Chaotic?". Nature Physics 3 (10): 689–691. arXiv:astro-ph/0702179. Bibcode:2007NatPh...3..689H. doi:10.1038/nphys728. 
  19. Leong, Stacy (2002). "Period of the Sun's Orbit Around the Galaxy (Cosmic Year)". The Physics Factbook. สืบค้นเมื่อ 2 April 2007. 
  20. Scotese, Christopher R. "Pangea Ultima will form 250 million years in the Future". Paleomap Project. สืบค้นเมื่อ 13 March 2006. 
  21. Williams, Caroline; Nield, Ted (20 October 2007-10-20). "Pangaea, the comeback". New Scientist. สืบค้นเมื่อ 28 August 2009. 
  22. Minard, Anne (2009). "Gamma-Ray Burst Caused Mass Extinction?". National Geographic News. สืบค้นเมื่อ 2012-08-27. 
  23. "Questions Frequently Asked by the Public About Eclipses". NASA. สืบค้นเมื่อ 7 March 2010. 
  24. 24.0 24.1 O'Malley-James, Jack T.; Greaves, Jane S.; Raven; John A.; Cockell; Charles S. (2012). Swansong Biospheres: Refuges for life and novel microbial biospheres on terrestrial planets near the end of their habitable lifetimes. arxiv.org. สืบค้นเมื่อ 2012-11-01. 
  25. 25.0 25.1 Heath, Martin J.; Doyle, Laurance R. (2009). "Circumstellar Habitable Zones to Ecodynamic Domains: A Preliminary Review and Suggested Future Directions". arΧiv:0912.2482. 
  26. 26.0 26.1 26.2 Franck, S.; Bounama, C.; Von Bloh, W. (November 2005). "Causes and timing of future biosphere extinction". Biogeosciences Discussions 2 (6): 1665–1679. Bibcode:2005BGD.....2.1665F. doi:10.5194/bgd-2-1665-2005. สืบค้นเมื่อ 19 October 2011. 
  27. Schröder, K.-P.; Connon Smith, Robert (1 May 2008). "Distant future of the Sun and Earth revisited". Monthly Notices of the Royal Astronomical Society 386 (1): 155–163. arXiv:0801.4031. Bibcode:2008MNRAS.386..155S. doi:10.1111/j.1365-2966.2008.13022.x. 
  28. Brownlee, Donald E. (2010). "Planetary habitability on astronomical time scales". In Schrijver, Carolus J.; Siscoe, George L. Heliophysics: Evolving Solar Activity and the Climates of Space and Earth. Cambridge University Press. ISBN 978-0-521-11294-9. 
  29. Li King-Fai; Pahlevan, Kaveh; Kirschvink, Joseph L.; Yung, Luk L. (2009). "Atmospheric pressure as a natural climate regulator for a terrestrial planet with a biosphere". Proceedings of the National Academy of Sciences of the United States of America 106 (24). Bibcode:2009PNAS..106.9576L. doi:10.1073/pnas.0809436106. PMC 2701016. PMID 19487662. 
  30. 30.0 30.1 Kargel, Jeffrey Stuart (2004). Mars: A Warmer, Wetter Planet. Springer. p. 509. ISBN 978-1-85233-568-7. สืบค้นเมื่อ 29 October 2007. 
  31. Waszek, Lauren; Irving, Jessica; Deuss, Arwen (20 February 2011). "Reconciling the Hemispherical Structure of Earth's Inner Core With its Super-Rotation". Nature Geoscience 4 (4): 264–267. Bibcode:2011NatGe...4..264W. doi:10.1038/ngeo1083. 
  32. McDonough, W. F. (2004). "Compositional Model for the Earth's Core". Treatise on Geochemistry 2: 547–568. Bibcode:2003TrGeo...2..547M. doi:10.1016/B0-08-043751-6/02015-6. ISBN 978-0-08-043751-4. 
  33. Luhmann, J. G.; Johnson, R. E.; Zhang, M. H. G. (1992). "Evolutionary impact of sputtering of the Martian atmosphere by O+ pickup ions". Geophysical Research Letters 19 (21): 2151–2154. Bibcode:1992GeoRL..19.2151L. doi:10.1029/92GL02485. 
  34. Adams, Fred C. (2008). "Long-term astrophysicial processes". In Bostrom, Nick; Cirkovic, Milan M. Global Catastrophic Risks. Oxford University Press. pp. 33–47. 
  35. Neron de Surgey, O.; Laskar, J. (1996). "On the Long Term Evolution of the Spin of the Earth". Astronomie et Systemes Dynamiques, Bureau des Longitudes 318: 975. Bibcode:1997A&A...318..975N. 
  36. "Study: Earth May Collide With Another Planet". Fox News. 11 June 2009. สืบค้นเมื่อ 8 September 2011. 
  37. Hecht, Jeff (2 April 1994). "Science: Fiery Future for Planet Earth". New Scientist (subscription required) (1919). p. 14. สืบค้นเมื่อ 29 October 2007. 
  38. Chyba, C. F.; Jankowski, D. G.; Nicholson, P. D. (1989). "Tidal Evolution in the Neptune-Triton System". Astronomy & Astrophysics 219: 23. Bibcode:1989A&A...219L..23C. 
  39. Cox, J. T.; Loeb, Abraham (2007). "The Collision Between The Milky Way And Andromeda". Monthly Notices of the Royal Astronomical Society 386 (1): 461. arXiv:0705.1170. Bibcode:2008MNRAS.tmp..333C. doi:10.1111/j.1365-2966.2008.13048.x. 
  40. 40.0 40.1 40.2 Schroder, K. P.; Connon Smith, Robert (2008). "Distant Future of the Sun and Earth Revisited". Monthly Notices of the Royal Astronomical Society 386 (1): 155–163. arXiv:0801.4031. Bibcode:2008MNRAS.386..155S. doi:10.1111/j.1365-2966.2008.13022.x. 
  41. Rybicki, K. R.; Denis, C. (2001). "On the Final Destiny of the Earth and the Solar System". Icarus 151 (1): 130–137. Bibcode:2001Icar..151..130R. doi:10.1006/icar.2001.6591. 
  42. Lorenz, Ralph D.; Lunine, Jonathan I.; McKay, Christopher P. (1997). "Titan under a red giant sun: A new kind of "habitable" moon" (PDF). Geophysical Research Letters 24 (22): 2905–8. Bibcode:1997GeoRL..24.2905L. doi:10.1029/97GL52843. PMID 11542268. สืบค้นเมื่อ 21 March 2008. 
  43. Balick, Bruce. "Planetary Nebulae and the Future of the Solar System". University of Washington. สืบค้นเมื่อ 23 June 2006. 
  44. Kalirai, Jasonjot S. และคณะ (March 2008). "The Initial-Final Mass Relation: Direct Constraints at the Low-Mass End". The Astrophysical Journal 676 (1): 594–609. arXiv:0706.3894. Bibcode:2008ApJ...676..594K. doi:10.1086/527028. 
  45. Vila, Samuel C. (1971). "Evolution of a 0.6 M_{sun} White Dwarf". Astrophysical Journal 170 (153). Bibcode:1971ApJ...170..153V. doi:10.1086/151196. 
  46. "Universe May End in a Big Rip". CERN Courier. 1 May 2003. สืบค้นเมื่อ 22 July 2011. 
  47. Vikhlinin, A.; Kravtsov, A.V.; Burenin, R.A. และคณะ (2009). "Chandra Cluster Cosmology Project III: Cosmological Parameter Constraints". The Astrophysical Journal (Astrophysical Journal) 692 (2): 1060. arXiv:0812.2720. Bibcode:2009ApJ...692.1060V. doi:10.1088/0004-637X/692/2/1060. 
  48. Murray, C.D. and Dermott, S.F. (1999). Solar System Dynamics. Cambridge University Press. p. 184. ISBN 978-0-521-57295-8. 
  49. Dickinson, Terence (1993). From the Big Bang to Planet X. Camden East, Ontario: Camden House. pp. 79–81. ISBN 978-0-921820-71-0. 
  50. Canup, Robin M.; Righter, Kevin (2000). Origin of the Earth and Moon. The University of Arizona space science series 30. University of Arizona Press. p. 177. ISBN 978-0-8165-2073-2. 
  51. 51.0 51.1 Loeb, Abraham (2011). "Cosmology with Hypervelocity Stars". Harvard University. arXiv:1102.0007v2.pdf. 
  52. Chown, Marcus (1996). Afterglow of Creation. University Science Books. p. 210. 
  53. "The Local Group of Galaxies". University of Arizona. Students for the Exploration and Development of Space. สืบค้นเมื่อ 2 October 2009. 
  54. 54.00 54.01 54.02 54.03 54.04 54.05 54.06 54.07 54.08 54.09 54.10 54.11 Adams, Fred C.; Laughlin, Gregory (April 1997). "A dying universe: the long-term fate and evolution of astrophysical objects". Reviews of Modern Physics 69 (2): 337–372. arXiv:astro-ph/9701131. Bibcode:1997RvMP...69..337A. doi:10.1103/RevModPhys.69.337. 
  55. Adams, F. C.; Graves, G. J. M.; Laughlin, G. (December 2004). Red Dwarfs and the End of the Main Sequence. In García-Segura, G.; Tenorio-Tagle, G.; Franco, J. และคณะ. "Gravitational Collapse: From Massive Stars to Planets. / First Astrophysics meeting of the Observatorio Astronomico Nacional. / A meeting to celebrate Peter Bodenheimer for his outstanding contributions to Astrophysics". Revista Mexicana de Astronomía y Astrofísica (Serie de Conferencias) 22: 46–49. Bibcode:2004RMxAC..22...46A.  See Fig. 3.
  56. Tayler, Roger John (1993). Galaxies, Structure and Evolution (2 ed.). Cambridge University Press. p. 92. ISBN 978-0-521-36710-3. 
  57. 57.0 57.1 57.2 Adams, Fred; Laughlin, Greg (1999). The Five Ages of the Universe. New York: The Free Press. ISBN 978-0-684-85422-9. 
  58. Barrow, John D.; Tipler, Frank J. (19 May 1988). The Anthropic Cosmological Principle. foreword by John A. Wheeler. Oxford: Oxford University Press. ISBN 978-0-19-282147-8. LC 87-28148. สืบค้นเมื่อ 31 December 2009. 
  59. Adams, Fred; Laughlin, Greg (1999). The Five Ages of the Universe. New York: The Free Press. pp. 85–87. ISBN 978-0-684-85422-9. 
  60. 60.0 60.1 60.2 60.3 60.4 60.5 Dyson, Freeman J. (1979). "Time Without End: Physics and Biology in an Open Universe". Reviews of Modern Physics (subscription required) 51 (3): 447. Bibcode:1979RvMP...51..447D. doi:10.1103/RevModPhys.51.447. สืบค้นเมื่อ 5 July 2008. 
  61. Schröder, K.-P.; Connon Smith, Robert (2008). "Distant Future of the Sun and Earth Revisited". Monthly Notices of the Royal Astronomical Society 386 (1): 155. arXiv:0801.4031. Bibcode:2008MNRAS.386..155S. doi:10.1111/j.1365-2966.2008.13022.x. 
  62. Sackmann, I. J.; Boothroyd, A. J.; Kraemer, K. E. (1993). "Our Sun. III. Present and Future". Astrophysical Journal 418: 457. Bibcode:1993ApJ...418..457S. doi:10.1086/173407. 
  63. Nishino, Super-K Collaboration และคณะ (2009). "Search for Proton Decay via Error no symbol defined → Error no symbol definedError no symbol defined and Error no symbol defined → Error no symbol definedError no symbol defined in a Large Water Cherenkov Detector". Physical Review Letters 102 (14): 141801. Bibcode:2009PhRvL.102n1801N. doi:10.1103/PhysRevLett.102.141801. 
  64. 64.0 64.1 Tyson, Neil de Grasse; Tsun-Chu Liu, Charles; Irion, Robert (2000). One Universe: At Home in the Cosmos. Joseph Henry Press. ISBN 978-0-309-06488-0. 
  65. 65.0 65.1 65.2 Page, Don N. (1976). "Particle Emission Rates From a Black Hole: Massless Particles From an Uncharged, Nonrotating Hole". Physical Review D 13 (2): 198–206. Bibcode:1976PhRvD..13..198P. doi:10.1103/PhysRevD.13.198.  See in particular equation (27).
  66. 66.0 66.1 Linde, Andrei. (2007). "Sinks in the Landscape, Boltzmann Brains and the Cosmological Constant Problem". Journal of Cosmology and Astroparticle Physics (subscription required) 2007 (1): 022. arXiv:hep-th/0611043. Bibcode:2007JCAP...01..022L. doi:10.1088/1475-7516/2007/01/022. สืบค้นเมื่อ 26 June 2009. 
  67. Vaas. Rüdiger (2006). "Dark Energy and Life's Ultimate Future". In Vladimir Burdyuzha. The Future of Life and the Future of our Civilization. Springer. pp. 231–247. ISBN 978-1-4020-4967-5. 
  68. 68.0 68.1 68.2 Page, Don N. (1995). "Information Loss in Black Holes and/or Conscious Beings?". In Fulling, S.A. Heat Kernel Techniques and Quantum Gravity. Discourses in Mathematics and its Applications (4). Texas A&M University. p. 461. arXiv:hep-th/9411193. ISBN 978-0-9630728-3-2. 
  69. "Deneb". University of Illinois. 2009. สืบค้นเมื่อ 5 September 2011. 
  70. 70.00 70.01 70.02 70.03 70.04 70.05 70.06 70.07 70.08 70.09 70.10 Meeus, J. and Vitagliano, A. (2004). "Simultaneous Transits". Journal of the British Astronomical Association 114 (3). สืบค้นเมื่อ 7 September 2011. 
  71. Borkowski, K.M. (1991). "The Tropical Calendar and Solar Year". J. Royal Astronomical Soc. of Canada 85 (3): 121–130. Bibcode:1991JRASC..85..121B. 
  72. "Why is Polaris the North Star?". NASA. สืบค้นเมื่อ 10 April 2011. 
  73. 73.0 73.1 Plait, Phil (2002). Bad Astronomy: Misconceptions and Misuses Revealed, from Astrology to the Moon Landing "Hoax". John Wiley and Sons. pp. 55–56. 
  74. Kieron Taylor (1 March 1994). "Precession". Sheffield Astronomical Society. สืบค้นเมื่อ 2013-08-6. 
  75. Strous, Louis (2010). "Astronomy Answers: Modern Calendars". University of Utrecht. สืบค้นเมื่อ 14 September 2011. 
  76. Laskar, J. และคณะ (1993). "Orbital, Precessional, and Insolation Quantities for the Earth From −20 Myr to +10 Myr". Astronomy and Astrophysics 270: 522–533. Bibcode:1993A&A...270..522L. 
  77. Laskar et al. "Astronomical Solutions for Earth Paleoclimates". Institut de mecanique celeste et de calcul des ephemerides. สืบค้นเมื่อ 20 July 2012. 
  78. Aldo Vitagliano (2011). "The Solex page". Università degli Studi di Napoli Federico II. สืบค้นเมื่อ 20 July 2012. 
  79. "Julian Date Converter". US Naval Observatory. สืบค้นเมื่อ 20 July 2012. 
  80. 80.0 80.1 "Hurtling Through the Void". Time Magazine. 20 June 1983. สืบค้นเมื่อ 5 September 2011. 
  81. "Cornell News: "It's the 25th Anniversary of Earth's First (and only) Attempt to Phone E.T."". Cornell University. 12 November 1999. Archived from the original on 2 August 2008. สืบค้นเมื่อ 29 March 2008. 
  82. 82.0 82.1 "Voyager: The Interstellar Mission". NASA. สืบค้นเมื่อ 5 September 2011. 
  83. "KEO FAQ". keo.org. สืบค้นเมื่อ 14 October 2011. 
  84. "Pioneer 10: The First 7 Billion Miles". NASA. สืบค้นเมื่อ 5 September 2011. 
  85. 85.0 85.1 "The Pioneer Missions". NASA. สืบค้นเมื่อ 5 September 2011. 
  86. "LAGEOS 1, 2". NASA. สืบค้นเมื่อ 21 July 2012. 
  87. "The Long Now Foundation". The Long Now Foundation. 2011. สืบค้นเมื่อ 21 September 2011. 
  88. Carter, Brandon; McCrea, W. H. (1983). "The anthropic principle and its implications for biological evolution". Philosophical Transactions of the Royal Society of London A310 (1512): 347–363. Bibcode:1983RSPTA.310..347C. doi:10.1098/rsta.1983.0096. 
  89. Kaku, Michio (2010). "The Physics of Interstellar Travel: To one day, reach the stars". mkaku.org. สืบค้นเมื่อ 29 August 2010. 
  90. Crawford, I. A. (July 2000). "Where are They? Maybe we are alone in the galaxy after all". Scientific American. สืบค้นเมื่อ 20 July 2012. 
  91. Saxena, Ashutosh; Sanjay, Rawat. "IDRBT Working Paper No. 9". Institute for Development and Research in Banking Technology. สืบค้นเมื่อ 9 March 2012. 

อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "Komatsu" ซึ่งนิยามใน <references> ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้า

อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "Nave" ซึ่งนิยามใน <references> ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้า

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]