เวทีทอง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เวทีทอง
เวทีทอง 2532.JPG
ผู้ผลิต บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน)
พิธีกร ปัญญา นิรันดร์กุล (2532)
วัชระ ปานเอี่ยม (2533-2535)
เสกสรร ชัยเจริญ (2535)
หม่ำ จ๊กมก (2535-2547)
เกียรติ กิจเจริญ (2535-2547)
ภูมิใจ ตั้งสง่า (2547-2550)
แอนดี้ เขมพิมุก (2547-2550)
ต้นกำเนิด ไทย
ภาษา ไทย
การผลิต
ผู้อำนวยการสร้าง ปัญญา นิรันดร์กุล

ประภาส ชลศรานนท์

สถานที่ สตูดิโอ ช่อง 7 สี
สตูดิโอกรุงเทพ
สตูดิโอ เวิร์คพอยท์
ความยาวตอน 60 นาที, 75 นาที (รวมโฆษณา)
การออกอากาศ
เครือข่าย/สถานี ไทยทีวีสีช่อง 3 ช่อง 3
(03-01-254131-07-2542)

ช่อง 5 ช่อง 5
(07-08-254213-01-2550)
ช่อง 7 ช่อง 7
(14-10-253228-12-2540)

ฉายครั้งแรก 14 ตุลาคม พ.ศ. 2532
ออกอากาศ 14 ตุลาคม 253213 มกราคม 2550
รายการที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์ทางการ

เวทีทอง เป็นรายการเกมโชว์และเป็นรายการแรกของบริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) ออกอากาศครั้งแรกเมื่อวันเสาร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2532 ทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 และยุติการออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 เมื่อวันเสาร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2550

ประวัติ[แก้]

รายการเวทีทอง ออกอากาศครั้งแรกเมื่อวันเสาร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2532 โดยรูปแบบรายการเวทีทองในยุคแรก เป็นการเปิดโอกาสให้นักแสดงอาชีพหรือนักแสดงสมัครเล่นที่มีความสามารถมาแสดงอะไรก็ได้บนเวที หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นเวทีที่เป็นโอกาสทองนั่นเอง ต่อมาจึงปรับรูปแบบเป็นเกมโชว์เกี่ยวกับภาษา ซึ่งรายการเวทีทอง มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบรายการอยู่หลายครั้ง

ชื่อรายการ[แก้]

รายการเวทีทองมักจะถูกเปลี่ยนชื่อแต่ยังคงใช้คำว่า เวทีทอง และใช้ซ้ำด้วยกันโดยมีรายชื่อที่ใช้และรวมชื่อใช้ซ้ำในปีต่างๆมีดังต่อไปนี้

ผู้ดำเนินรายการ[แก้]

ผู้ร่วมดำเนินรายการ[แก้]

ตั้งแต่เวทีทอง magic เป็นต้นมาได้เพิ่มผู้ร่วมดำเนินรายการมาโดยส่วนมากจะมาในช่วงตอบจดหมายด้วยกันและเป็นผู้ช่วยดำเนินรายการพร้อมโชว์มุขตลกในรายการด้วย

ในวันสุดท้ายของการออกอากาศเวทีทอง (ชื่อครั้งที่ 6) ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นเวทีทองซิกซ์ทีนนั้น ได้มีการจัดเทปอำลา กิ๊กและหม่ำที่ได้ร่วมดำเนินรายการมานานกว่า 13 ปี โดยในเทปนี้ กิ๊ก และหม่ำ ต้องมาทำหน้าที่เป็นผู้เข้าแข่งขันรายการเสียเอง หลังจากที่ทำหน้าที่เป็นพิธีกรเพียงอย่างเดียว โดยมีต้อย เวทีทอง, เท่ง เถิดเทิง และ ธงชัย ประสงค์สันติ มาเป็นพิธีกรรับเชิญเป็นกรณีพิเศษ ทั้งนี้ ในช่วงสุดท้ายของรายการภายหลังจากจบช่วงเปิดป้ายชิงทองแล้ว ต้อย เวทีทองได้พาดีเจแอนดี้ และวีเจภูมิมาเปิดตัวในรายการด้วย ในฐานะพิธีกรคนใหม่ ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนรูปแบบรายการมาเป็นเวทีทอง ซิกซ์ทีนในสัปดาห์ต่อมานั่นเอง[2]

ช่องสถานีโทรทัศน์ที่ออกอากาศ[แก้]

ระยะเวลาในการออกอากาศ[แก้]

สถานีโทรทัศน์ที่ออกอากาศ วัน เวลา ปีที่ออกอากาศ
สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 เสาร์ 15.30 น. - 16.30 น. 2532 - 2534
14.30 น. - 15.30 น. 2535 - 2538
อาทิตย์ 11.15 น. - 12.15 น. 2539 - 2540
อาทิตย์ 11.15 น. - 12.45 น. 2540
สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3
เสาร์ 09.00 น. - 10.15 น.[3] 2541 - 2542
สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 11.30 น. - 12.30 น. 2542 - 2544
12.00 น. - 13.00 น. 2544 - 2547
14.00 น. - 15.00 น. 2547 - 2548
22.00 น. - 23.00 น. 2549 - 2550
เวิร์คพอยท์ ทีวี จันทร์ 09.30-10.30
วันอังคาร 03.30 - 04.30
2554 - ปัจจุบัน

ช่วงต่างๆ ในรายการ[แก้]

  1. เปิดตัวผู้เข้าแข่งขัน (นับตั้งแต่เวทีทอง เมจิก ช่วงปี 2544 เป็นต้นมามีช่วงตอบจดหมาย ในยุคสุดท้ายจะเป็นช่วงโชว์การแสดงต่างๆ)
  2. สกัดดาวรุ่ง (2533 - 2535) , ภาพปริศนา (ปริศนาจ๊กมก) (2536 - 2550)
  3. คำศัพท์ปริศนา (หาดาวทอง) (2533 - 2545 และ 2547 - 2550) , พาดหัวข่าว (2545 - 2547)
  4. รอบตกรอบ (2533 - 2550)
  5. รอบ Jackpot (ชั่งทอง 2533 - 2545, เปิดป้ายชิงทอง 2545 - 2550)

เกมในเวทีทอง[แก้]

ในเกมเวทีทองของแต่ละยุคนั้นจะมีช่วงแต่ละช่วง

สกัดดาวรุ่ง[แก้]

เป็นเกมที่จะต้องทายคำปริศนา โดยจะมีคำใบ้ต่างๆมาในรูปของ VTR เช่น การออกเสียงคำปริศนา (ผู้พูดจะพูดคำปริศนาออกมา แต่จะถูกดูดเสียงไว้ จะสังเกตได้ที่การออกเสียงจากการขยับปากเท่านั้น), คำปริศนาจะถูกออกเสียงด้วยเครื่องดนตรีแต่ละชนิดตามคำตอบ, จำนวนพยางค์ของคำปริศนา, ที่มาของคำปริศนา เป็นต้น ซึ่งผู้เข้าแข่งขันจะต้องแข่งกันกดสัญญาณไฟ โดยในช่วงปี 2532 - 2535 จะเป็นปุ่มไฟ 2 ปุ่มอยู่ด้านหน้า และด้านหลังของผู้เข้าแข่งขัน ซึ่งผู้เข้าแข่งขันจะต้องวิ่งไปกดทั้ง 2 ปุ่ม ส่วนในปี 2535 (และใช้จนถึงจนถึงเทปสุดท้ายของรายการ) ได้เปลี่ยนมาเป็นแท่นวงจรไฟ 25 จุดที่ผู้เข้าแข่งขันจะต้องขึ้นไปเหยียบแท่นวงจรไฟเพื่อให้สัญญาณไฟติด ถ้ากดสัญญาณไฟได้แล้ว ผู้ที่กดสัญญาณไฟได้จะใช้สิทธิ์ตอบเองหรือโยนให้ผู้เล่นคนอื่นตอบก็ได้ ถ้าตอบถูกจะได้เข้ารอบต่อไป หรือเป็นดาวรุ่งนั่นเอง แต่ถ้าตอบผิดจะได้คะแนน -1 หากตอบผิดจนได้คะแนน -4 (ต่อมาในปี 2535 ลดเหลือ -3) จะถือว่าตกรอบทันที หรือเป็นดาวร่วงนั่นเอง เกมนี้ใช้มาตั้งแต่ปี 2532 - ปลายปี 2535

ภาพปริศนา (ปริศนาจ๊กมก)[แก้]

เกมนี้เริ่มใช้ในปี 2536 โดยจะมีภาพปริศนาอยู่ทั้งหมด 5 ภาพ โดยแต่ละภาพจะสื่อถึงคำต่าง ๆ (โดยการเล่นเกมนั้นมีที่มาจากเกมผะหมี) ผู้เข้าแข่งขันจะต้องทายคำศัพท์จากภาพนั้นให้ถูกต้อง โดยก่อนอื่นจะต้องแย่งกันกระโดดบนแท่นไฟ 25 ปุ่มให้ติด (ต่อมาในกลางปี 2537 เป็น 16 ปุ่ม และปี 2547 เป็น 5 ปุ่ม) หากไฟติดที่ใคร ผู้นั้นจะได้สิทธิ์เลือกภาพจากทั้งหมด 5 ภาพ และจะมีเวลาให้ตอบในแต่ละภาพ ภาพละ 7 วินาที ถ้าตอบถูกจะได้ 1 คะแนน ใครได้ 2 คะแนนก่อนเข้ารอบทันที ทั้งนี้ ถ้าหมดเวลา 7 วินาทีแล้ว ผู้เข้าแข่งขันคนถัดไปจะมีสิทธิ์ตอบบ้าง แต่เมื่อครบ 3 คน (หรือ 2 คน หากมีผู้เข้ารอบไปแล้ว 1 คน) แล้วยังไม่มีใครตอบถูกอีก พิธีกรจะมีคำใบ้และให้ผู้เข้าแข่งขันตอบใหม่ และเกมก็จะวนเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีผู้ตอบถูก โดยรอบนี้คัดเข้ารอบ 2 คน ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2537-2550 เป็นต้นมา ทางรายการได้เปิดโอกาสให้ผู้ชมจากทางบ้านวาดภาพคำปริศนาส่งมาใช้เป็นคำถามในรายการ ในกรณีที่ได้ 2 คะแนนทั้ง 2 คน ถือว่าเกมจะจบลงทันที โดยถ้าภาพของผู้ใดได้ถูกนำมาใช้เป็นคำถามในรายการ เจ้าของภาพจะได้รับรางวัลเป็นเงินรางวัลจากผู้สนับสนุน 3,000 บาท (ภายหลังลดเหลือเพียง 1,000 บาท)

คำศัพท์ปริศนา (หาดาวทอง)[แก้]

ในรอบนี้ ผู้เข้าแข่งขันที่เหลือ 2 คนจะต้องแข่งขันกันทายคำศัพท์ปริศนา โดยจะมีชุดคำถามอยู่ 4 ชุด ชุดละ 10 ข้อ ซึ่งคำถามจะถามถึงความหมายของคำปริศนา ซึ่งโจทย์จะมาในรูปของข้อความที่สื่อถึงคำศัพท์นั้น แล้วให้ผู้เข้าแข่งขันตอบออกมาเป็นคำศัพท์ปริศนา ถ้าตอบถูกข้อแรก พยางค์เริ่มต้นของคำนั้นจะเป็นพยางค์แรกของทุกคำที่เหลือในชุดนั้น แต่ถ้าผู้เข้าแข่งขันตอบคำถามข้อนั้นไม่ได้ จะต้องพูดคำว่า "ข้าม" หากว่าพิธีกรถามครบ 10 ข้อแล้ว ข้อใดที่ข้ามจะถูกนำมาถามซ้ำอีกครั้ง ทั้งนี้ เกมจะถูกแบ่งออกเป็น 2 รอบ รอบละ 60 วินาที (ภายหลังเหลือเพียง 45 วินาที) ในรอบแรกตอบถูกจะได้ข้อละ 1 คะแนน และรอบที่สองตอบถูกจะได้ข้อละ 2 คะแนน หากแข่งขันครบ 4 ชุด ผู้เข้าแข่งขันคนใดมีคะแนนมากกว่า จะเข้ารอบ Jackpot และถ้าผู้เข้าแข่งขันทำคะแนนเต็ม 30 คะแนนจะได้ทองคำ 1 บาท ถ้าหาก 2 คนมีคะแนนเท่ากัน ถือว่าเสมอ (รางวัลพิเศษเริ่มปรากฏให้เห็นชัดในช่วงกลางปี พ.ศ. 2535 และช่วงหนึ่งของปี 2537 จะมอบโทรทัศน์สี 14 นิ้วยี่ห้อไดสตาร์) โดยเริ่มใช้เกมนี้ตั้งแต่ พ.ศ. 2533 - 30 ธันวาคม พ.ศ. 2538,2539 และ 2540 - พ.ศ. 2545

ในช่วงปี 2540 - 2541 ได้เปลี่ยนช่วงเป็นช่วงที่ 3 และเปลี่ยนคะแนนในรอบต่างๆ โดยรอบแรกตอบถูกจะได้ข้อละ 2 คะแนนและรอบที่ 2 ตอบถูกจะได้ข้อละ 4 คะแนน

และตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา ในยุคของเวทีทองซิกซ์ทีน จนกระทั่งยุติการออกอากาศ เวทีทองได้เปลี่ยนรูปแบบของรอบคำศัพท์ปริศนาเล็กน้อย จากเดิมที่ทายคำโดยมีข้อความมาให้ ได้ถูกเปลี่ยนเป็นการทายคำปริศนาจากภาพซึ่งแต่ละภาพจะสื่อความหมายเป็นคำ โดยอาจดูจากบริบทหรือบริเวณภาพที่ใกล้เคียง และเพิ่มชุดคำถามจาก 4 ชุดเป็น 6 ชุด (ภายหลังเป็น 4 ชุดตามกฎเดิม) ทั้งนี้ หากตอบถูกเป็นข้อแรก พยางค์เริ่มต้นของคำนั้นจะเป็นตัวขึ้นต้นของทุกคำที่เหลือในชุดนั้น และกฎกติกาอื่นๆ นั้นตามกฎเดิมทุกประการ

ทายคำตัวอักษร[แก้]

ในช่วงปี 2540 - 2541 ได้เพิ่มเกมทายคำตัวอักษร โดยก่อนที่จะเล่นนั้นจะให้เลือกแผ่นป้ายทั้ง 10 แผ่นป้ายซึ่งในแต่ละป้ายจะมีเวลา 30, 45 และ 60 วินาทีโดยป้าย 30 และ 60 อย่างละป้ายส่วนป้าย 45 จะมี 8 แผ่นป้ายโดยผู้เข้าแข่งขันเลือกแผ่นป้ายเมื่อเลือกแผ่นป้ายผู้เล่นจะได้เวลาที่กำหนดจากป้ายที่เลือกและผู้เข้าแข่งขันเลือกชุดคำอยู่ 2 ชุดเมื่อเลือกแล้วพิธีกรจะเปิดชุดคำซึ่งจะมี 10 แถวแต่ละแถวนั้นรูปตัวการ์ตูนต่างๆแทนตัวพยัญชนะทั้ง 44 ตัวด้วยกันหรือจะเป็นตัวพยัญชนะแต่เป็นตัวกลับด้านแทนและรูปภาพบุคคลต่างๆที่มีความหมาย ส่วนสระนั้นยังคงอยู่ทั้งนี้ผู้เข้าแข่งขันต้องชี้รูปตัวการ์ตูนและทายตัวอักษรและตีความประโยคนั้นเมื่อหมดเวลาจะเฉลยแถวตัวอักษรที่เหลืออยู่โดยเมื่อนำมารวมกันจะได้เป็นบทความสั้นๆ และได้คะแนนตามแถวที่ได้ตอบถูก

สำหรับเกมนี้มีความคล้ายกับเกมคำศัพท์ปริศนาอยู่บางส่วนคือมี 10 ข้อและรอบของคะแนนทั้ง 2 รอบแต่มีความแตกต่างกันคือเกมนี้ไม่มีการข้ามเหมือนกับเกมคำศัพท์ปริศนา

พาดหัวข่าว[แก้]

ในช่วงปี 2545 - 2547 เกมคำศัพท์ปริศนาได้ถูกยกเลิกไปชั่วคราว และเปลี่ยนมาเป็นเกมพาดหัวข่าว โดยจะมีภาพพาดหัวข่าวจากหนังสือพิมพ์ทั้งหมด 4 ภาพ โดยแต่ละภาพนั้นข้อความหรือคำในพาดหัวข่าวจะไม่ได้เรียงเป็นประโยค ผู้เข้าแข่งขันจะต้องเลือกภาพ และจะต้องเรียงข้อความ หรือคำที่แบ่งออกมาได้ 9 คำในพาดหัวข่าวนั้นให้เป็นประโยคที่สมบูรณ์ โดยมีโอกาสเรียงข้อความ หรือภาพพาดหัวข่าวได้ 2 ครั้ง จะมีเวลา 30 วินาที ถ้าถูก 1 ช่อง ช่องละ 1 คะแนน (คะแนนเต็ม 9 คะแนน) ทั้งนี้ เมื่อหมดเวลาพิธีกรจะดึงคัทเอาท์เมื่อข้อความใดติดไฟจะได้คะแนน 1 คะแนน ส่วนชุดภาพข่าวจะมี 4 ชุดด้วยกันโดยแบ่ง 2 ชุดซึ่งชุดแรก (1-2) มี 1 คะแนน และชุดที่สอง (3-4) มี 2 คะแนน ผู้เข้าแข่งขันคนใดทำคะแนนได้มากที่สุดจะเข้ารอบ Jackpot ต่อไป และถ้าผู้เข้าแข่งขันคนใดที่สามารถเรียงข้อความถูกต้องทุกตำแหน่งในครั้งแรก หรือทำคะแนนได้ถึง 27 คะแนน (ทำคะแนนเต็มในพาดหัวข่าวทั้ง 2 รอบ) จะได้รับรางวัลพิเศษเป็นทองคำหนัก 1 บาทอีกด้วย

รอบตกรอบ[แก้]

ในเวทีทองนั้นได้มีเกมสำหรับคนที่ตกรอบ หรือดาวเทียมในรอบหาดาวทอง (2533-2535) , รอบคำศัพท์ปริศนา (2536-2545, 2547-2550) หรือรอบพาดหัวข่าว (2545-2547) โดยในช่วงแรก (2533-2535) จะมีสิ่งของที่เกี่ยวกับสีทองทั้งหมด 5 ชิ้น เช่น มงกุฏตกรอบ, ถ้วยรางวัลตกรอบ, สายสะพายตกรอบ, เข็มขัดมวยตกรอบ เป็นต้น ภายในนั้นจะมีทองคำซ่อนอยู่ ผู้เข้าแข่งขันจะต้องเลือกสิ่งของขึ้นมา 1 ชิ้นจากทั้งหมด 3 ชิ้น และเมื่อเลือกสิ่งของนั้นได้แล้ว พิธีกรจะค้นหาทองคำ (อยู่ในรูปของโลโก้เวทีทอง) ซึ่งซ่อนอยู่ในสิ่งของนั้น โดยมูลค่าทองคำจะมี 2 สลึง, 1 บาท และ 2 บาท หากได้ทองคำมูลค่าเท่าไหร่ ผู้เล่นจะได้รับทองคำไปมูลค่าตามนั้น

ต่อมาในช่วงกลางปี 2535-2537 เกมรอบตกรอบได้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น โดยจะมีกล่องทองทั้งหมด 6 กล่อง แบ่งเป็นทอง 5 บาทจำนวน 3 กล่อง และทอง 1 สลึง จำนวน 3 กล่องเช่นกัน ซึ่งเริ่มแรก พิธีกรจะมอบกล่องซึ่งมีทองคำหนัก 1 บาทจากป้ายเวทีทองให้กับผู้เข้าแข่งขันที่ตกรอบ จากนั้นจะถามผู้เข้าแข่งขันว่าต้องการเล่นเกมเพื่อลุ้นรับทอง 5 บาทหรือไม่ ถ้าต้องการเล่น ต้องแลกทอง 1 บาท ซึ่งถ้าแลก ทอง 1 บาทจะถูกเก็บ และผู้เข้าแข่งขันจะได้เลือกทอง 1 ใน 6 กล่องข้างต้น แต่ถ้าไม่เล่นก็รับทอง 1 บาท (ส่วนใหญ่จะเล่นเกมนี้)

ในปี 2537-2539 ได้มีการยกเลิกระบบในการแลกทอง 1 บาทโดยจะมี 10 กล่องซึ่งมีทอง 5 บาท 5 กล่องและทอง 1 บาทอย่างละ 5 กล่องโดยให้เลือกกล่องในแผ่นป้ายทั้ง 10 แผ่นป้ายตามผู้สนับสนุนรายการในยุคนั้นๆ

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2539-2547 เกมรอบตกรอบได้มีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง โดยในรอบตกรอบจะมีแผ่นป้ายของผู้สนับสนุนรายการทั้ง 12 แผ่นป้าย แบ่งเป็นแผ่นป้ายผู้สนับสนุนหลัก (เครื่องสำอางชีเน่ (2539-2541 โดยช่วงแรกจะเป็นตลับแป้งแบบเปิด ต่อมาในปี 2540-2541 เปลี่ยนเป็นลิปสติก) ต่อมาเป็นอายิโนะทะกะระ ผงชูรสแท้ (เอ็มเอสจี) ตราภูเขา (2541-2547)) 10 แผ่นป้าย และป้ายหยุด 2 แผ่นป้าย (เป็นรูปตลับแป้งแบบปิด (2539-2540) ต่อมาเป็นรูปปาก (2540-2541) และรูปกุ๊กกิ๊ก-กุ๊กหม่ำ (2541 - 2547)) ถ้าหากเปิดเจอป้ายหยุด เกมจะหยุดทันทีและได้ทองคำตามที่สะสมไว้ แต่ถ้าป้ายแรกเป็นป้ายหยุด แล้วป้ายต่อไปเป็นผู้สนับสนุนหลัก เกมจะหยุดทันทีและได้รับทองคำหนัก 1 บาทไปด้วย ทั้งนี้หากเปิดเจอรูปผู้สนับสนุนหลัก 10 แผ่นป้าย จะได้รับทองคำหนัก 10 บาท แต่ถ้าหากเปิดเจอป้ายหยุดครบ 2 แผ่นป้าย จะได้รับทองคำหนักครึ่งกิโลกรัม (ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นทองคำหนักครึ่งกิโลกรัมทั้ง 2 รูปแบบ)

สำหรับเกมนี้จะคล้ายคลึงกับเกมถังแตกในรายการชิงร้อยชิงล้านในช่วงปี 2539-2549 (ตั้งแต่ยุค Super Game จนถึง Cha Cha Cha ยุคกลาง) เกมขุมทองจารชนในรายการเกมจารชน รอบสะสมเงินรางวัลในรายการครัวตัวเอ้ รอบสะสมเงินรางวัลและสะสมทองคำในรายการแสบคูณสอง

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ประมาณปี 2547-2550 เกมรอบตกรอบยังมี 12 แผ่นป้ายเช่นเดิม แต่ในช่วงปี 2547-2549 ป้ายหยุดจะไม่ใช่รูปพิธีกรแต่จะเป็นป้ายรูปแบบต่างๆ โดยป้ายหยุดนั้นเป็นการเล่นคำของชื่อผู้สนับสนุนในช่วงรอบตกรอบ โดยแบ่งเป็นป้ายผู้สนับสนุนหลัก (สีกัปตัน (2547-2549) ต่อมาเป็นไบกอน (2549) และคุกกี้เดลิโอ (2549 - 2550)) 9 แผ่นป้าย และป้ายหยุด 3 แผ่นป้าย (เป็นรูปกับดัก (2547-2549) ใบแดง, ใบบัวบก (น้ำใบบัวบก) และใบหนาด (2549) และรูปการ์ตูนพิธีกร (แอนดี้, วีเจภูมิ, พัน) กินคุกกี้ (2549 - 2550)) ถ้าหากเปิดเจอป้ายหยุด เกมจะหยุดทันทีและได้ทองคำตามที่สะสมไว้ แต่ถ้าเปิดเจอป้ายหยุดเป็นป้ายแรกก็จะไม่ได้ทองคำในเกมนี้เลย โดยในช่วงปี 2547-2549 เมื่อเปิดป้ายกับดักผู้เข้าแข่งขันจะถูกขังในกรงใหญ่และได้ทองตามจำนวนที่เปิดมาได้ แต่หากป้ายแรกเป็นกับดัก ก็จะไม่ได้รับทองคำในรอบนี้ และในปี 2549 เมื่อเปิดป้ายหยุดจะได้สิ่งของตามป้ายที่ได้เลือก แต่ถ้าหากเปิดป้ายผู้สนับสนุนหลักได้ 9 แผ่นป้าย จะได้รับทองคำหนักครึ่งกิโลกรัม (ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นทองคำมูลค่า 300,000 บาท) และสำหรับเกมนี้จะคล้ายคลึงกับเกมถังแตกและลุ้นยิ้มลุ้นโชคในรายการชิงร้อยชิงล้านในช่วงปี 2549-2552 (Cha Cha Cha ยุคกลาง, ทเวนตี้ เซ็นจูรี่ ตั๊กและ Cha Cha Cha ยุคปลาย)

รอบสุดท้าย[แก้]

ชั่งทอง[แก้]

ในรอบสุดท้าย (Jackpot) ของเวทีทองนั้น เป็นรอบชั่งทอง ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ที่ใครหลายต่อหลายคนจดจำกันได้เป็นอย่างดีสำหรับรายการนี้ โดยจะเป็นการชั่งสิ่งของต่างๆ ซึ่งผู้ที่จะทำการแข่งขันในรอบนี้ คือ "ดาวทอง" (2533 - 2535) หรือผู้ชนะในแต่ละสัปดาห์นั้นๆ (2536 - 2545) ในยุคแรก (2533 - 2535) มีสิ่งของที่ให้ชั่งมีทั้งหมด 15 ชิ้น ดาวทองมีโอกาสเลือกสิ่งของที่จะชั่งได้ทั้งหมด 5 ชิ้น โดยจะต้องชั่งสิ่งของนั้นให้มีน้ำหนักมากกว่า 1 กิโลกรัม ทั้งนี้ หากสามารถชั่งสิ่งของที่มีน้ำหนักเกิน 1 กิโลกรัมได้ครบ 3,4 หรือ 5 ชิ้น จะได้รับ Jackpot เป็นทองคำหนัก 1 กิโลกรัม (โดยรูปแบบแรกนี้ ก่อนจะเล่น ผู้แข่งขันจะต้องเลือกแผ่นป้าย 1 แผ่นป้าย จากทั้งหมด 10 แผ่นป้าย ซึ่งสิ่งที่จะได้รับรางวัล คือของที่มีน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ซึ่งจะถูกใช้เป็นทุนในการที่จะไปแลกเป็นทองคำหนัก 1 กิโลกรัม หากชั่งทองสำเร็จ โดยตัวอย่างสิ่งของเช่น มะนาว 1 ถุง หนัก 1 กิโลกรัม เป็นต้น) ถ้าผิดเกิน 2 ครั้ง เกมจะจบลงทันที

ต่อมา เวทีทองในปี 2535 ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบเกมในรอบชั่งทอง โดยก่อนชั่งทอง ผู้ที่ได้เป็นดาวทอง จะต้องมาเลือกแผ่นป้าย 1 แผ่นป้ายจากทั้งหมด 10 แผ่นป้าย ซึ่งแต่ละป้ายนั้นจะเป็นการกำหนดจำนวนครั้งที่มีโอกาสในการชั่งสิ่งของได้ โดยที่มีป้ายการชั่ง 4 ครั้งและ 6 ครั้งอย่างละ 1 แผ่นป้าย ส่วน 5 ครั้งมี 8 แผ่นป้าย เมื่อเลือกจำนวนครั้งแล้ว จะเริ่มทำการแข่งขัน ซึ่งรอบชั่งทองในครั้งนี้ จะมีสิ่งของทั้งหมด 6 ชิ้น โดยก่อนจะชั่งจริง จะให้เวลาผู้เข้าแข่งขัน 20 วินาที ในการทดสอบน้ำหนักสิ่งของทั้ง 6 ชิ้นด้วยตัวเอง เพื่อคาดคะเนน้ำหนักของสิ่งของแต่ละชิ้นนั้น จากนั้น ผู้เข้าแข่งขันจะต้องเลือกสิ่งของอย่างละ 1 ชิ้น ขึ้นมาทายน้ำหนัก โดยจะต้องทายน้ำหนักให้อยู่ในบริเวณ ขีดทอง ซึ่งเป็นบริเวณน้ำหนักที่จะถือว่าชั่งได้ถูกต้อง โดยน้ำหนักที่ผู้เข้าแข่งขันทายนั้นสามารถผิดพลาดได้ไม่เกิน 1 กิโลกรัม หรือไม่น้อยกว่า 1 กิโลกรัมจากที่ทายไว้ หากสามารถทายน้ำหนักให้อยู่ในบริเวณขีดทองได้ครบ 3,4,5 หรือ 6 ครั้ง จะได้รับ Jackpot เป็นทองคำหนัก 1 กิโลกรัม แต่ทั้งนี้ ในการเล่น สามารถทายน้ำหนักผิดได้ 1, 2 หรือ 3 ครั้ง ขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งที่มีโอกาสชั่งน้ำหนักซึ่งได้จากการเปิดแผ่นป้ายช่วงแรก ถ้าผิดเกินป้ายที่กำหนดถือว่าเกมจบลง

หลังจากนั้นช่วงกลางปี 2535 ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบเกมในรอบชั่งทอง โดยก่อนชั่งทอง ผู้ที่ได้เป็นดาวทอง จะต้องมาเลือกแผ่นป้าย 1 แผ่นป้ายจากทั้งหมด 10 แผ่นป้าย ซึ่งแต่ละป้ายนั้นจะเป็นการกำหนดของที่เลือกมาชั่ง มี 1 ดาวเพียง 1 อัน นอกนั้นเป็น 2 ดาว จากนั้น ผู้เข้าแข่งขันต้องเลือกของจากของเพื่อนำมาเป็นของที่มีน้ำหนักเบาหรือหนักที่สุด ซิ่งถ้าได้ 2 ดาว ต้องเลือกของ 2 ชิ้น แต่ถ้าได้ 1 ดาว ต้องเลือกของเพียงชิ้นเดียวที่เบาหรือหนักที่สุด ซึ่งหลังจากที่เลือก พิธีกรก็จะนำของที่เลือกมาชั่งและจะทำการขีดไว้ แล้วจะต้องชั่งของที่เหลือ โดยที่ของที่เหลือต้องหนักอยู่ในขีดน้ำหนักที่ขีดไว้ ถ้าชั่งครบ 4,5 ชิ้น แล้วของอยู่ในเขตที่ขีดไว้ จะได้ทองคำหนัก 1 กิโลกรัม แต่ถ้าเกินขีดที่หนักที่สุดหรือเบาที่สุด เกมจะจบลงทันที

ในปี 2536 - 2545 ได้เปลี่ยนรูปแบบของการชั่งทอง จากการทายน้ำหนักของสิ่งของแต่ละชิ้น มาเป็นการชั่งเรียงลำดับน้ำหนักของสิ่งของจากน้อยไปมาก โดยจะต้องเลือกชั่งสิ่งของให้มีน้ำหนักมากกว่าสิ่งของที่ชั่งไว้ในตอนแรก ทั้งนี้ จำนวนสิ่งของที่จะต้องชั่งน้ำหนักมาก-น้อยนั้น ขึ้นอยู่กับการเปิดแผ่นป้ายในช่วงแรก ซึ่งวิธีการคล้ายคลึงกับเวทีทองในปี 2535 ทว่าจะเป็นป้ายชั่งสิ่งของ 5 ชิ้นเพียงแค่แผ่นป้ายเดียว นอกนั้นเป็นการชั่งสิ่งของ 6 ชิ้นทั้งหมด โดยมีแผ่นป้ายของผู้สนับสนุนรายการทั้งหมด 10 แผ่นป้าย แบ่งเป็นแผ่นป้ายที่มีพีระมิดที่มีเลข 6 กำกับทั้งหมด 9 แผ่นป้าย และแผ่นป้ายที่มีพีระมิดที่มีเลข 5 กำกับทั้งหมด 1 แผ่นป้าย จากทั้งหมด 6 ชิ้น ต่อมาในปี 2539 - 2545 ได้ปรับเปลี่ยนโดยมีแผ่นป้ายของผู้สนับสนุนรายการทั้งหมด 12 แผ่นป้าย แบ่งเป็นแผ่นป้ายที่มีพีระมิดที่มีเลข 6 กำกับทั้งหมด 11 แผ่นป้าย และแผ่นป้ายที่มีพีระมิดเลข 5 กำกับทั้งหมด 1 แผ่นป้าย โดยถ้าหากเปิดเจอพีระมิดที่มีหมายเลข 5 กำกับจะได้รับทองคำหนัก 1 บาทจากผู้สนับสนุนหลักก่อนเริ่มต้นเล่น โดยหากสามารถชั่งน้ำหนักได้ถูกต้อง (น้ำหนักมากขึ้น) จะได้รับทองคำหนัก 1 บาท ต่อ 1 ครั้ง (ภายหลังเพิ่มเป็นทองคำหนัก 2 บาท ต่อ 1 ครั้ง) หากทายผิด (น้ำหนักน้อยลง) ถือว่าเกมจะหยุดลงและผู้เข้าแข่งขันจะได้รับทองคำตามที่ทำได้ แต่เวทีทองในปี 2543 - 2545 ถ้าผู้เข้าแข่งขันเลือกได้ชั่งของ 5 ชิ้น และทายได้ถูกต้อง 4 ชิ้น แต่ผิดในชิ้นสุดท้าย ชิ้นที่ 4 จะได้ทองคำหนักอีก 2 บาท (คือได้ทองคำรวม 5 บาท) แต่ถ้าหากผู้เข้าแข่งขันสามารถทายน้ำหนักได้ครบ 5 ครั้ง หรือ 6 ครั้ง (ตามจำนวนครั้งที่ได้จากการเปิดแผ่นป้าย) จะได้รับทองคำหนัก 2 กิโลกรัม โดยจะแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนละ 1 กิโลกรัม ให้กับผู้เข้าแข่งขัน และผู้โชคดีจากทางบ้านที่มาจากการจับชิ้นส่วนของผู้สนับสนุนหลักของรายการนั่นเอง

เปิดป้ายชิงทอง[แก้]

รอบสุดท้าย (Jackpot) ของเวทีทองจะมีแผ่นป้ายของผู้สนับสนุนรายการทั้งหมด 12 แผ่นป้ายด้วยกัน ในช่วงแรก จะเป็นการเปิดป้ายเพื่อประกอบตัวอักษรเป็นข้อความ โดยจะมีตัวอักษร 2 ชุด ชุดละ 6 แผ่นป้าย ทั้งนี้ ชุดหนึ่ง จะเป็นตัวอักษรที่สามารถประสมกันเป็นชื่อของเครื่องดิ่มยี่ห้อโอวัลติน ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักของทางรายการ และอีกชุดหนึ่ง จะเป็นตัวอักษรที่สามารถประสมกันเป็นชื่อรายการ เวทีทอง สำหรับเกมนี้ ผู้เข้าแข่งขันจะต้องเปิดแผ่นป้าย 6 แผ่นป้าย ให้ได้ชุดตัวอักษรที่เป็นชื่อผู้สนับสนุนรายการหลัก ซึ่งแต่ละแผ่นป้ายที่เปิดได้จะได้ทองคำหนัก 1 บาท แต่ถ้าเปิดเจอชุดอักษร เวทีทอง จะไม่ได้รับทองคำแต่อย่างใด แต่ถ้าหากผู้เล่นสามารถเปิดเจอชุดอักษรที่ประกอบกันเป็นชื่อผู้สนับสนุนรายการ (โอวัลติน) ได้ครบ 6 แผ่นป้าย จะได้รับ Jackpot เป็นทองคำหนัก 2 กิโลกรัม โดยจะแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนละ 1 กิโลกรัม ให้กับผู้เข้าแข่งขัน และผู้โชคดีจากทางบ้านที่มาจากการจับชิ้นส่วนของผู้สนับสนุนหลักของรายการนั่นเอง

ในระยะเวลาต่อมาได้มีการเปลี่ยนกติกาใหม่ แต่ยังคงมีแผ่นป้ายของผู้สนับสนุนรายการทั้งหมด 12 แผ่นป้าย แบ่งเป็นตัวอักษรที่สามารถประสมกันเป็นชื่อรายการ เวทีทอง 6 แผ่นป้าย และอีกชุดหนึ่ง จะเป็นแผ่นป้ายของผู้สนับสนุนหลัก (โอวัลติน) 6 แผ่นป้าย โดยถ้าผู้เข้าแข่งขันสามารถเปิดได้ชุดตัวอักษรที่สามารถประสมกันเป็นชื่อของรายการเวทีทอง และถูกตำแหน่ง จะได้รับทองคำหนัก 2 บาท แต่ถ้าเปิดได้แผ่นป้ายของผู้สนับสนุนหลัก (โอวัลติน) จะได้รับกิ๊ฟเซ็ทของผลิตภัณฑ์โอวัลตินไปแผ่นป้ายละ 1 ชุด หากเปิดได้ตัวอักษรคำว่า เ ว ที ท อ ง หรือโอวัลตินครบทั้ง 6 แผ่นป้าย จะได้รับรางวัล Jackpot เป็นทองคำหนัก 2 กิโลกรัม โดยจะแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนละ 1 กิโลกรัม ให้กับผู้เข้าแข่งขัน และผู้โชคดีจากทางบ้านที่มาจากการจับชิ้นส่วนของผู้สนับสนุนหลักของรายการนั่นเอง

แต่ทว่าในช่วงปลายปี 2545 จนถึงปี 2547 ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบโดยไม่มีแผ่นป้ายตัวอักษร เวทีทอง แต่เป็นการเปิดแผ่นป้ายจากผู้สนับสนุนรายการเพียงอย่างเดียว โดยครั้งนี้จะเป็นการเปิดแผ่นป้ายผู้สนับสนุนรายการซึ่งเป็นสบู่ยี่ห้อวาสลีนฮาร์โมนี ซึ่งจะมีแผ่นป้ายของผู้สนับสนุนรายการทั้งหมด 12 แผ่นป้าย ซึ่งใน 12 แผ่นป้ายนั้นจะมี 6 แผ่นป้ายจะเป็นป้ายผู้สนับสนุนหลัก (สบู่วาสลีนฮาร์โมนี) โดยมีทองคำหนักป้ายละ 2 บาทส่วนอีก 6 แผ่นป้ายเป็นป้ายหลอก 6 แผ่นป้ายซึ่งจะมี ต้นทองพันชั่ง,ปลาทอง (แต่ในรายการจะเรียกว่า ทองหัววุ้น) ,ฝอยทอง, ทองคำเปลว, ทองเหลือง (ที่เป็นก๊อกน้ำ) และทองม้วน เป็นต้น ซึ่งหากเปิดป้ายหลอก จะได้รับรางวัลเป็นสิ่งของซึ่งมาจากป้ายหลอกนั้น (เช่นถ้าเปิดได้ปลาทอง จะได้ปลาทอง เป็นต้น) แต่ถ้าหากผู้เข้าแข่งขันสามารถเปิดได้แผ่นป้ายผู้สนับสนุนหลักครบทั้ง 6 แผ่นป้าย จะได้รับรางวัล Jackpot เป็นทองคำหนัก 2 กิโลกรัม โดยจะแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนละ 1 กิโลกรัม ให้กับผู้เข้าแข่งขัน และผู้โชคดีจากทางบ้านที่มาจากการจับชิ้นส่วนของผู้สนับสนุนหลักของรายการนั่นเอง

และในเวทีทองซิกซ์ทีน และเวทีทองในยุคสุดท้าย (2547 - 2550) ได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบถึง 2 ครั้ง ในครั้งแรก จะเป็นการเปิดแผ่นป้ายของผู้สนับสนุนทั้งหมด 12 แผ่นป้าย ซึ่ง 6 แผ่นป้ายจะเป็นแผ่นป้ายของผู้สนับสนุนรายการหลักซึ่งในขณะนั้นเป็นน้ำผลไม้ยี่ห้อ Qoo และอีก 6 แผ่นป้าย จะเป็นแผ่นป้ายของ "คุณครู" หากเปิดได้แผ่นป้ายผู้สนับสนุนหลัก จะได้รับทองคำหนักแผ่นป้ายละ 2 บาท แต่ถ้าหากเปิดได้แผ่นป้าย "คุณครู" จะมีเสียงของ "คุณครู" ดังขึ้นในห้องส่ง ผู้เข้าแข่งขันจะต้องตอบคำถามของ "คุณครู" ให้ถูกต้อง (คำถามจะเกี่ยวข้องกับการใช้ภาษาไทย) หากตอบได้ถูกต้องจะได้รับทองคำหนัก 1 สลึง ทั้งนี้ หากเปิดแผ่นป้ายได้เป็นผู้สนับสนุนรายการหลักครบทั้ง 6 แผ่นป้าย จะได้รับทองคำหนัก 2 กิโลกรัม โดยจะแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนละ 1 กิโลกรัม ให้กับผู้เข้าแข่งขัน และผู้โชคดีจากทางบ้านที่มาจากการจับชิ้นส่วนของผู้สนับสนุนหลักของรายการนั่นเอง

แต่ทว่าในช่วงเวทีทองในยุคสุดท้ายได้มีการเปลี่ยนรูปแบบโดยไม่มีแผ่นป้าย "คุณครู" แต่เป็นการเปิดแผ่นป้ายจากผู้สนับสนุนหลักเพียงอย่างเดียว โดยคราวนี้จะเป็นการเปิดแผ่นป้ายผู้สนับสนุนรายการซึ่งเป็นแป้งเย็นชาวเวอร์ทูชาวเวอร์ โดยผู้เข้าแข่งขันจะมีสิทธิเลือกแผ่นป้ายของผู้สนับสนุนรายการ 6 แผ่นป้ายจากแผ่นป้ายทั้งหมด 12 แผ่นป้าย ซึ่งใน 12 แผ่นป้ายนั้นจะมี 9 แผ่นป้ายที่เป็นแป้ง ซึ่งมีสีต่างกันออกไป สีละ 3 แผ่นป้าย (ตามแป้งซึ่งมีขายทั้งหมด 3 สี) ส่วนอีก 3 แผ่นป้ายที่เหลือ จะเป็นป้ายหลอกซึ่งเป็นรูปภาพการ์ตูนของพิธีกรโดยเรียกว่าสุดหล่อสุดร้อน ทั้งนี้ ผู้เข้าแข่งขันจะต้องเปิดแผ่นป้าย 6 แผ่นป้ายให้มีสีถูกต้องตรงกับตำแหน่งของแป้งสีนั้นๆ หากเปิดได้แป้ง และถูกตำแหน่งจะได้รับทองคำหนัก 2 บาท (หรือทองคำมูลค่า 20,000 บาท) หากเปิดได้แป้ง แต่ไม่ถูกตำแหน่ง (สีไม่ตรงกัน) จะได้รับทองคำ 2 สลึง (หรือทองคำมูลค่า 5,000 บาท) แต่ถ้าหากเปิดเจอป้ายสุดหล่อสุดร้อนจะไม่ได้รับทองคำในตำแหน่งนั้น ทั้งนี้หากสามารถเปิดได้เป็นแป้งทั้ง 6 แผ่นป้าย และถูกต้องตรงตามตำแหน่งของสี ผู้เข้าแข่งขันจะได้รับทองคำหนัก 1 กิโลกรัม ทั้งนี้ ในช่วงที่ราคาทองคำมีมูลค่าสูงกว่าบาทละ 10,000 บาท รางวัล Jackpot ได้ถูกเปลี่ยนไปเป็นทองคำมูลค่า 600,000 บาท (ทองคำหนัก 60 บาท) แทน และยุติการจับชิ้นส่วนของผู้ชมทางบ้าน

เกมเปิดป้ายชิงทอง ถูกใช้มาตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2545 จนกระทั่งยุติการออกอากาศในปี 2550 เพื่อทดแทนเกมชั่งทองซึ่งเป็นที่รู้จักกันมาตลอด เช่นเดียวกับเกมเปิดป้ายชิงเงินล้านในรายการชิงร้อยชิงล้าน ที่ถูกใช้มาตั้งแต่ปี 2536 ถึง 2555 เพื่อทดแทนเกมทายใจ

ผู้เข้าแข่งขัน[แก้]

ในเวทีทองจะมีผู้เข้าแข่งขัน 3 คนต่อสัปดาห์ ในช่วงของยุคแรกๆ ของคุณปัญญาจะให้ทางบ้านมาโอกาสแสดงความสามารถ แต่ในช่วงยุคของคุณวัชระ ปานเอี่ยมได้ปรับเปลี่ยนจากทางบ้านมาเป็นดารานักแสดงแทน ซึ่งผู้ชนะในสัปดาห์นั้นๆ จะได้รับตำแหน่ง ดาวทอง ซึ่งเปรียบเสมือนแชมป์ของรายการ ทั้งนี้ หากดาวทองสามารถรักษาตำแหน่งของตนเองไว้ได้จนครบ 3 สมัย จะได้รับรางวัลพิเศษ เป็นตั๋วเครื่องบินไปกลับกรุงเทพฯ-โตเกียว 1 ที่นั่งโดยสายการบินออล นิปปอน แอร์เวย์ (ANA) ซึ่งภายหลังเปลี่ยนเป็นทองคำหนัก 10 บาท

อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่ปี 2536 - 2550 เวทีทองได้ยกเลิกการมี "ดาวทอง" และปรับเปลี่ยนมาเป็นเกมโชว์แบบสัปดาห์ต่อสัปดาห์นั่นเอง และปี 2538 ทางรายการได้เปิดโอกาสให้ผู้ชมทางบ้านมาร่วมเล่นเกมช่วงหนึ่ง

ผู้เข้าแข่งขันที่เคยทำแจ็กพอตแตก[แก้]

รางวัลที่ได้รับ[แก้]

  • รางวัลเมขลา สาขารายการส่งเสริมความสามารถดีเด่น (พ.ศ. 2532)
  • รางวัลเมขลา สาขารายการแข่งขันชิงรางวัลดีเด่น (พ.ศ. 2538)

เพลงรายการ[แก้]

ในรายการเวทีทอง มีการใช้เพลงไตเติ้ลรายการหลายรูปแบบ โดยในช่วงที่วัชระ ปานเอี่ยมเป็นพิธีกร เพลงรายการจะเป็นเพลงบรรเลงแนวนิวเวฟ[ต้องการอ้างอิง] แบบยุค 80 และมีเสียงคอรัส เวทีทอง ในตอนท้าย ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนพิธีกรมาเป็นเสกสรร ชัยเจริญ และหม่ำ จ๊กมก เพลงไตเติ้ลได้ถูกเปลี่ยนมาเป็นเพลงเวทีทองซึ่งเป็นรากของเพลงไตเติ้ลเวทีทองที่เป็นที่คุ้นหูในหมู่ผู้ชมรายการขณะนั้น และในปี 2536 เวทีทองจึงได้ใช้เพลงไตเติ้ลที่มีผู้ขับร้องเป็นครั้งแรก ซึ่งขับร้องโดยคุณ ธานินทร์ เคนโพธิ์, เกียรติ กิจเจริญ (ซูโม่กิ๊ก) และหม่ำ จ๊กมก[4] โดยเพลงไตเติ้ลในปี 2536 ได้ถูกใช้มาจนถึงปี 2545 จึงเปลี่ยนเพลงอีกครั้งเพื่อให้สอดรับกับธีมของรายการที่เปลี่ยนแปลงไปแต่หลังจากนั้นจะไม่มีเนื้อเพลงที่ร้องแต่จะมีเสียงคอรัสคำว่าเวทีทองทำให้ผู้ชมคุ้นหูเป็นอย่างมาก และในยุคเวทีทอง เมจิก ก็ได้มีการเพิ่มจังหวะเพลงแบบอินเดียเข้าไปด้วย แต่รูปแบบเพลงยังคงเหมือนเดิม และเวทีทองในปี 2545 กลับใช้เพลงบรรเลงแทนแต่ทำนองรูปแบบยังคงเดิมแต่เสียงเพลงจะเป็นแนวเทคโนไซเบอร์ซึ่งเป็นแนวธีมหลักของยุคนั้นและเมื่อถึงยุคของเวทีทองซิกซ์ทีน ก็ได้มีการเปลี่ยนเพลงมาเป็นเพลงขับร้องทำนองฮิปฮอปคล้ายเสียงยุคแรก ตามสไตล์ของรายการและมีเพลงแทรกที่เข้ามาคือเพลง 16 ปี แห่งความหลังของสุรพล สมบัติเจริญ ซึ่งเสมือนช่วงในระยะเวลา 16 ปีไปด้วย ส่วนเพลงบรรเลงในรายการนั้นต่างกับเวทีทองยุคก่อนๆ เป็นอย่างมากจนไม่เหลือเค้าของเวทีทองยุคก่อนๆ และในเวทีทองยุคสุดท้าย เพลงไตเติ้ลถูกใช้เป็นเพลงบรรเลงจนยุติการออกอากาศ

การยุติการออกอากาศ[แก้]

ภายหลังจากยุคเวทีทองซึ่งมีเกียรติ กิจเจริญ และหม่ำ จ๊กมกเป็นพิธีกร ได้ผ่านพ้นไปแล้ว เวทีทองในยุคดีเจแอนดี้ และดีเจภูมินั้น กระแสความนิยมเริ่มลดลง แม้ว่าในช่วงเวทีทองซิกซ์ทีนจะยังคงได้รับความนิยมอยู่ก็ตาม ทั้งนี้ องค์ประกอบหลายๆด้าน ตลอดจนกระแสของรายการเกมโชว์ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมส่งผลทำให้รายการเวทีทอง ได้รับผลกระทบอย่างมาก [5] โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถูกย้ายเวลามาอยู่ในวันเสาร์ เวลา 22.00 น. ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เวทีทองถูกย้ายเวลามาออกอากาศในช่วงกลางคืน ทั้งๆที่ตลอดระยะเวลากว่า 17 ปี เวทีทอง ไม่เคยออกอากาศในช่วงกลางคืนมาก่อน แล้วช่วงเวลาดังกล่าวนั้น เป็นเวลาเดิมของเศษ 1 ส่วน 2 ชั่วโมง ที่ ทีมงานศึกเพชรยินดี ได้จัดรายการการชกมวยไทย ในรายการ ศึกมวยไทยลุมพินีเกริกไกร ซึ่งทำการแข่งขันที่ สนามมวยเวทีลุมพินี ซึ่งรายการเวทีทอง ไปออกอากาศแทนเวลาดังกล่าว ทำให้แฟนรายการมวยฯ ไม่ค่อยนิยมติดตามรับชมการแข่งขันรายการฯดังกล่าว จึงดูเป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นถึงการจากไปของรายการ

และในช่วงปลายปี 2549 ได้เริ่มมีการโฆษณารายการเกมโชว์ใหม่ คือรายการ ตู้ซ่อนเงิน ซึ่งออกอากาศในช่วงเวลาเดียวกันกับเวทีทอง จึงเป็นที่แน่ชัดว่าเวทีทองได้มาถึงจุดอวสานแล้ว และด้วยเหตุนี้รายการเวทีทองจึงต้องยุติการออกอากาศตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2550 นับเป็นการปิดตำนานเกมโชว์ชื่อดังที่อยู่คู่เมืองไทยมานานถึง 18 ปี และเป็นการปิดฉากรายการแรกที่ผลิตขึ้นโดยบริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) อีกด้วย ทำให้รายการที่เก่าแก่ที่สุดของบริษัท กลายมาเป็น ชิงร้อยชิงล้าน ที่เริ่มต้นออกอากาศหลังเวทีทอง 2 เดือน มาจนถึงปัจจุบัน

รายการสตอเบอรี่ชีสเค้ก เทปวันที่ 29 มีนาคม 2552 (ย้อนอดีตเกมโชว์) ได้จำลองเกมในรายการช่วงชั่งทองให้พิธีกรได้ร่วมสนุก โดยในเทปนั้นมีเกมในรายการเกมโชว์อีก 4 รายการ ได้แก่ พลิกล็อก เกมพิศวง มาตามนัด และเกมจารชน[ต้องการอ้างอิง] และรายการ My Man Can แฟนฉันเก่ง เทปวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2557 ได้จำลองเกมในช่วงชั่งทองของเวทีทองมาเป็นภารกิจในเกมที่ 5 อีกด้วย

เอกลักษณ์ของรายการ[แก้]

ฉาก
  • ตาชั่งขนาดกลาง (ประเภทชั่งข้าวสาร) ที่อยู่ตรงกลางฉาก (2532-2535)
  • ตาชั่งขนาดใหญ่ (ประเภทแมคคานิกส์) ที่อยู่ตรงกลางฉาก (2535 - 2536)
  • ป้ายโลโก้รายการเวทีทองขนาดใหญ่ (2537 - 2545)
    • ป้ายโลโก้รายการที่มีลักษณะเป็นหกเหลี่ยมที่บิดเบี้ยวแต่ตัวอักษรและสีได้ปรับเปลี่ยนแปลงอยู่ 3 แบบ (2537-2539)
  • แบล็คกราวน์รูปภาพวาดซูเปอร์ฮีโร่ต่างๆภายในฉากหลัง (2537)
  • แบล็คกราวน์รูปภาพวาดล้อเลียนดารา นักร้อง นักแสดง (2538 - 2541)
  • หุ่นยนต์ กิ๊ก และหุ่นยนต์ หม่ำ (2545 - 2547)
  • ฉากคล้ายลานเล่นบาสเกตบอล และพัดลมประกอบฉากด้านหลังโพเดียมของผู้เล่น (2547 - 2550)
อุปกรณ์เกี่ยวกับการแข่งขัน
  • ปุ่มสำหรับใช้ในการเล่นเกมช่วงที่ 1 (ใช้เหยียบเพื่อให้สัญญาณไฟติด) เป็นรูปวงกลม,สามเหลี่ยม,สี่เหลี่ยม (2532 - 2535)
  • แท่นวงจรไฟซึ่งมีช่องปุ่มทั้งหมด 25 ปุ่ม (แต่ในเวทีทองช่วงปี 2538 - 2540 จะมีเพียง 16 ปุ่ม) สำหรับใช้ในการเล่นเกมช่วงที่ 1 (ใช้เหยียบเพื่อให้สัญญาณไฟติด) (2535 - 2547) โดยในช่วงปี 2538 - 2541 รูปแบบของปุ่มจะถูกจัดเป็นรูปตารางสี่เหลี่ยมจัตุรัส เมื่อเข้าสู่ยุคของเวทีทองเมจิกเป็นต้นไป รูปแบบปุ่มจึงถูกเปลี่ยนเป็นวงกลม
  • แท่นวงจรไฟซึ่งมีช่องปุ่มทั้งหมด 5 ปุ่ม โดยรูปแบบคล้ายกับเกมเต้น (2547 - 2550)
  • จอแสดงผลคะแนนและเวลาอยู่หลังแท่นโพเดียม (2532 - 2545)
  • กลางเวทีรูป Ultraman (2540-2541)
อื่นๆ
  • แท่นแก้วทรงสี่เหลี่ยมใส (2537-2539)
  • ภายหลังจะมีการติดจอคะแนนและหลอดไฟในแท่น (2540-2541)
  • แท่นโพเดียมเป็นรูปหุ่นยนต์ (2545 - 2547)
  • แท่นโพเดียมของพิธีกร (2532-2550)
  • ตาชั่งขนาดกลาง (ประเภทชั่งข้าวสาร) (2536-2545)
  • คอมพิวเตอร์ (2532-2545/2547-2550)
  • ที่ใส่สร้อยคอทองคำผู้สนับสนุนรายการในรอบชั่งทอง (2539-2541)
  • การแต่งกาย ของพิธีกรในยุคแรกกับยุคที่ 2 จะใส่ชุดสูทและชุดแต่งกาย ตั้งแต่ยุคกิ๊ก-หม่ำกับยุคแอนดี้-ภูมิ ได้มีการออกแบบชุดพิธีกรให้แปลกแหวกแนว (2536 - 2550)
  • รอบชั่งทอง เปิดได้เลข 5 รับทองคำ 1 บาท ก่อนเริ่มเล่นชั่งทอง (2537 - 2541)
  • ซาวด์ประกอบช่วงชั่งทอง (2533 - 2545)

อ้างอิง[แก้]

  1. http://www.ryt9.com/s/prg/131373/ เวทีทอง ซิกซ์ทีน (16th) หม่ำ เยือนเวทีทอง ซิกซ์ทีน ชื่นชม น้องใหม่ แอนดี้ - ภูมิ เก่ง ไม่ผิดหวัง
  2. http://www.ryt9.com/s/prg/128669 16 ปี​แห่ง​ความหลัง ทีมงาน​ทำ​เซอร์​ไพร์ส จับกิ๊ก - หม่ำลง​เล่น​เกม ชิง​แจ๊คพอต​เวทีทอง
  3. กติกาของเวทีทอง ช่วงปี 2542
  4. http://www.youtube.com/watch?v=XFArgroaw1c เพลงไตเติ้ลรายการเวทีทอง
  5. จวก'เวทีทอง' ภาษาไทยอ่อน