เคที เพร์รี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก เคที เพอร์รี)
เคที เพร์รี
เคที เพร์รี ณ งานเอ็นอาร์เจมิวสิกอวอร์ดส
เพร์รีเข้าร่วมงานเอ็นอาร์เจมิวสิกอวอร์ดส ที่กาน ฝรั่งเศส วันที่ 14 ธันวาคม 2013
เกิด แคเทอรีน เอลิซาเบท ฮัดสัน
25 ตุลาคม ค.ศ. 1984 (30 ปี)
ใกล้ ๆ แซนตาบาร์บารา แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา
ถิ่นพำนัก ลอสแอนเจลิส, แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา
ชื่ออื่น เคที ฮัดสัน
การศึกษา Dos Pueblos High School
Music Academy of the West
อาชีพ
  • นักร้อง
  • นักแต่งเพลง
  • นักแสดง
  • นักธุรกิจ
  • นักการกุศล
คู่สมรส รัสเซลล์ แบรนด์ (2010–2012) «start: (2010)แม่แบบ:End-date»"Marriage: รัสเซลล์ แบรนด์ to เคที เพร์รี" Location:แม่แบบ:Placename/adr (linkback://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%97%E0%B8%B5_%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%A3%E0%B8%B5)
ญาติ แฟรงก์ เพร์รี (ลุง)
เดวิด ฮัดสัน (น้องชาย)
Musical career
แนวเพลง
เครื่องดนตรี
  • ร้องนำ
  • กีตาร์
  • เปียโน
ช่วงปี 1997–ปัจจุบัน
ค่ายเพลง
ส่วนเกี่ยวข้อง เดอะแมทริกซ์
เว็บไซต์
katyperry.com

แคเทอรีน เอลิซาเบท ฮัดสัน (อังกฤษ: Katheryn Elizabeth Hudson; เกิด 25 ตุลาคม ค.ศ. 1984) หรือชื่อในวงการคือ เคที เพร์รี (อังกฤษ: Katy Perry) เป็นนักร้อง นักแต่งเพลง นักธุรกิจ นักการกุศล และนักแสดงชาวอเมริกัน เคที เพร์รีเติบโตที่แซนตาบาร์บารา แคลิฟอร์เนีย ในวัยเด็ก เธอจำกัดแนวเพลงตนเองเป็นแนวเพลงป็อปเท่านั้น และทำงานร้องเพลงกอสเปลในโบสถ์ขณะเป็นวัยรุ่น ออกเป็นสตูดิโออัลบั้มเปิดตัวในชื่อ เคที ฮัดสัน ในปี ค.ศ. 2001 ปีต่อมา เธอย้ายไปที่ลอสแอนเจลิสเพื่อลองเสี่ยงกับแนวดนตรีป็อปร็อก เธอบันทึกอัลบั้มร่วมกับทีมโปรดิวเซอร์เดอะแมทริกซ์ ออกจำหน่ายในปี ค.ศ. 2009 เธอยังทำอัลบั้มเดียวร่วมกับเกล็น บัลลาร์ด แต่ไม่เคยออกจำหน่าย

ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2007 เพร์รีเซ็นสัญญากับค่ายเพลงแคปิตอลเรเคิดส์ เธอเริ่มมีชื่อเสียงในปี ค.ศ. 2008 หลังจากออกซิงเกิล "ไอคิสด์อะเกิร์ล" จากอัลบั้มชุดที่สอง วันออฟเดอะบอยส์ อัลบั้มชุดที่สามในชื่อ ทีนเอจดรีม (ค.ศ. 2010) ตามมาพร้อมกับซิงเกิลที่ขึ้นอันดับหนึ่งบนชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 อย่าง "แคลิฟอร์เนียเกิลส์" และ "ทีนเอจดรีม" หลังจากนั้นก็มีซิงเกิลอันดับหนึ่งอีกหลายซิงเกิล เช่น "ไฟร์เวิร์ก", "อี.ที." และ "ลาสต์ฟรายเดย์ไนต์ (ที.จี.ไอ.เอฟ.)" อัลบั้มนี้กลายเป็นอัลบั้มของศิลปินหญิงอัลบั้มแรกที่มีซิงเกิลอันดับหนึ่งของชาร์ตบิลบอร์ดถึง 5 เพลง และเป็นรองจากอัลบั้ม แบด (ค.ศ. 1987) ของไมเคิล แจ็กสัน ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2012 เธอออกอัลบั้มซ้ำในชื่อ ทีนเอจดรีม: เดอะคอมพลีตคอนเฟกชัน มีซิงเกิลอันดับหนึ่งคือ "พาร์ตออฟมี" อัลบั้มชุดที่สี่ ปริซึม (ค.ศ. 2013) ก็มีซิงเกิลอันดับหนึ่งได้แก่ "โรร์" และ "ดาร์กฮอร์ส"

เพร์รีได้รับรางวัลและได้เสนอเข้าชิงรางวัลมากมาย เธอได้อยู่ในรายชื่อ "สตรีที่มีรายได้สูงสุดด้านดนตรี" ในปี ค.ศ. 2011, 2012 และ 2013 จัดโดยนิตยสารฟอบส์ เธอขายอัลบั้มได้มากกว่า 11 ล้านหน่วยและขายซิงเกิลได้ 81 ล้านหน่วยทั่วโลก เพร์รีได้ทำสินค้าของตัวเองและออกจำหน่ายน้ำหอมเพอร์ เมียว! และคิลเลอร์ควีน ในปลายเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2011 เธอเริ่มงานภาพยนตร์โดยพากย์เสียงให้ตัวละคร สเมิร์ฟเฟตต์ จากเรื่อง เดอะ สเมิร์ฟ ในต้นเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2012 เธอออกภาพยนตร์สารคดีชีวประวัติแบบ 3 มิติเรื่อง เคที เพร์รี: พาร์ตออฟมี มีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตของเธอในฐานะนักร้องทัวร์คอนเสิร์ตและการแยกทางจากนักแสดงตลกชาวอังกฤษ รัสเซลล์ แบรนด์ อดีตสามีที่สมรสกันเป็นเวลาหนึ่งปี

ชีวิตและอาชีพการงาน[แก้]

1984–98: ชีวิตช่วงแรก และการเริ่มต้นอาชีพ[แก้]

แคเทอรีน เอลิซาเบธ ฮัดสัน เกิดใกล้กับแซนตาบาร์บารา รัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นบุตรของนักบุญเพนเทคอสต์ เมารีซ คีธ ฮัดสัน และแมรี คริสตีน เพร์รี แห่งคณะสงฆ์คีธ ฮัดสัน (Keith Hudson Ministries)[1] พ่อแม่ของเธอล้วนแต่เป็นคริสต์ศาสนิกชนเกิดใหม่ (born again Christians) แต่ละคนได้กลับตัวเป็นคนดีหลังจากมี "วัยหนุ่มสาวเป็นคนเถื่อน" (wild youth) คีธเคยผลิตและค้าแอลเอสดีร่วมกับทิโมธี เลียรีมาก่อน ขณะที่แมรีเคยคบหากับนักดนตรีจิมิ เฮนดริกซ์มาก่อนเช่นกัน[2] เพร์รีเป็นหลานสาวไม่แท้ของผู้กำกับภาพยนตร์และโปรดิวเซอร์ แฟรงก์ โจเซฟ เพร์รี จูเนียร์[3] เธอยังมีน้องชายที่เป็นนักร้องเช่นกันชื่อ เดวิด ฮัดสัน[4] และพี่สาวชื่อแองเจลา[5]

ระหว่างอายุ 3-11 ขวบ ครอบครัวของเพร์รีย้ายที่อยู่บ่อยครั้งเพื่อสร้างโบสถ์คริสต์ทั่วประเทศ ก่อนที่จะย้ายกลับมาตั้งรกรากที่แซนตาบาร์บาราอีกครั้ง ตลอดวัยเด็ก เธอเข้าโรงเรียนและค่ายสอนศาสนา รวมถึงโรงเรียนคริสต์แซนตาบาร์บารา (Santa Barbara Christian School) ในระหว่างชั้นประถม เพร์รีกล่าวว่าในวัยเด็กมัน "ลำบาก" ที่ต้องย้ายโรงเรียนบ่อยครั้งและต้องขาดการติดต่อกับเพื่อน ๆ และบางครั้งเธอรู้สึกว่าเธอ "อยู่ผิดที่" (out of place) ตลอดเวลาที่เธอเป็นเด็ก ครอบครัวของเธอมีฐานะค่อนข้างยากจนตลอดวัยเด็กและวัยผู้ใหญ่[6] บางครั้งพวกเธอต้องกินอาหารจากธนาคารอาหารที่รวบรวมไว้ในโบสถ์ของพ่อแม่ของเธอ และใช้แสตมป์อาหาร[7]

เพร์รีกล่าวถึงพ่อแม่ว่าเป็นคน "เข้มงวดอย่างไม่เหมือนใคร" ขณะที่แองเจลาหวนคิดถึงอดีตแล้วพบว่าพ่อแม่เลี้ยงดูพวกเธอแบบ "God's way or no way" ทำให้พวกเธอถูกห้ามไม่ให้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่นิยม เดวิดจำได้ว่าพวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้กินซีเรียลลักกีชาร์ม (Lucky Charms) เพราะว่า "โชคเป็นของลูซิเฟอร์" (luck is of Lucifer) และต้องเรียกไข่ปีศาจ (deviled egg) ว่า "ไข่นางฟ้า" (angel egg)[5] เพร์รีฟังเพลงกอสเปลเป็นหลัก[8] เนื่องจากการฟัง "เพลงเกี่ยวกับทางโลก" ส่วนใหญ่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัว เธอถูกห้ามไม่ให้ดูโทรทัศน์ช่องเอ็มทีวี แต่ก็ได้รู้จักกับเพลงดังเมื่อเธอได้ดูช่องเพลงที่บ้านเพื่อนของเธอ[9]

เพร์รีเริ่มร้องเพลงโดย "เลียนแบบ" แองเจลา ฝึกฝนจากเทปคาสเซ็ตของพี่สาวเธอ เธอแสดงร้องเพลงต่อหน้าพ่อแม่ ซึ่งภายหลังแนะนำให้เธอเรียนร้องเพลง ต่อมาเธอได้ฝึกร้องเพลงตั้งแต่อายุ 9-16 ปี[10] เพร์รีเข้าเป็นส่วนหนึ่งของคณะสงฆ์และเริ่มร้องเพลงที่โบสถ์ตั้งแต่อายุ 9 ขวบก่อนที่พ่อแม่จะมอบกีตาร์ให้เป็นของขวัญวันเกิดอายุครบ 13 ปี [2][11] เธอเริ่มแต่งเพลงกอสเปลเพื่อใช้ร้องในโบสถ์ ในวัยรุ่น เพร์รีกล่าวว่าเธอ "อยากจะเป็นเด็กหญิงชาวแคลิฟอร์เนียธรรมดา ๆ" โดยลองเล่นกระดานโต้คลื่น และเข้าไปพัวพันกับการเล่นโรลเลอร์สเกตอย่างลึกซึ้ง เดวิดเรียกเธอในตอนนั้นเธอ "ค่อนไปทางทอมบอย"[5] นอกจากนั้น เธอยังเรียนเต้นรำในอาคารสันทนาการแห่งหนึ่งในแซนตาบาร์บารา โดยเริ่มจากการเต้นแบบสวิง ลินดีฮอป และจิตเตอร์บัก (jitterbug)[12]

1999–2006: เคที ฮัดสัน และ เดอะแมทริกซ์[แก้]

ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1999 เพร์รีผ่านการสอบเทียบวุฒิชั้นมัธยมศึกษา (General Educational Development) เพื่อเข้าเรียนภาคเรียนแรกของชั้นปีที่หนึ่งที่โดสพวยโบลสไฮสกูล (Dos Pueblos High School) และลาออกจากโรงเรียนเพื่อทุ่มเทกับงานดนตรี เพร์รีได้ศึกษาวิชาละครโอเปราอิตาลี (Italian opera) เป็นเวลาสั้น ๆ ที่สถาบันดนตรีตะวันตก (Music Academy of the West) ในแซนตาบาร์บารา[13] ตอนอายุ 15 ปี เธอได้ร้องเพลงจนเข้าตาผู้ชำนาญเพลงร็อกจากแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี ที่ต่อมาได้พาเธอไปฝึกฝนทักษะการแต่งเพลง[1] ที่แนชวิลล์ เธอบันทึกเสียงเดโมและเรียนรู้การแต่งเพลงและเล่นกีตาร์[8] หลังจากเซ็นสัญญาเร้ดฮิลล์เรเคิดส์ เพร์รีได้บันทึกเสียงอัลบั้มชุดแรกเป็นแนวเพลงกอสเปลในชื่อ เคที ฮัดสัน อัลบั้มออกจำหน่ายเดือนมีนาคม ค.ศ. 2001 และร่วมทัวร์คอนเสิร์ต เดอะสเตรนจ์ลีนอร์มัลทัวร์ (The Strangely Normal Tour) เพื่อส่งเสริมอัลบั้ม[14] อัลบั้มไม่ประสบความสำเร็จ ขายได้ประมาณ 200 หน่วย ก่อนที่ค่ายเพลงจะปิดตัวลงในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2001[1]

เธอเริ่มทิ้งแนวเพลงกอสเปลและเริ่มข้ามมาแนวป็อปและร็อก[5] เพร์รีเริ่มเขียนเพลงกับโปรดิวเซอร์ชื่อเกล็น บัลลาร์ด[3] และย้ายไปต่อยอดด้านอาชีพดนตรีที่ลอสแอนเจลิส[15] ในปี ค.ศ. 2003 เธอแสดงโดยใช้ชื่อแคเทอรีน เพร์รี เพื่อไม่ให้สับสนกับนักแสดงที่ชื่อเคต ฮัดสัน ต่อมาในปีนั้น เธอจึงได้ตั้งชื่อสเตจเนม (stage name) ของเธอว่า เคที เพร์รี หลังจากเธอหมดสัญญากับค่ายเพลงดิไอส์แลนด์เดฟแจมมิวสิกกรุ๊ป เธอได้เซ็นสัญญากับค่ายโคลัมเบียเรเคิดส์ในปี ค.ศ. 2004[1] โคลัมเบียต้องการจะให้เธอเป็นนักร้องนำผู้หญิงของทีมโปรดิวเซอร์เพลงชื่อ ดอะแมทริกซ์ ที่กำลังทำอัลบั้มเพลงอยู่ในขณะนั้น แต่อย่างไรก็ตาม ค่ายเพลงได้พักอัลบั้มไว้หลังจากทำเสร็จแค่ 80%[1] ค่ายเพลงที่สามได้หยุดให้งานเธอและอัลบั้มเดี่ยวที่เธอทำกับบัลลาร์ดก็โดนพักเช่นกัน[16] ในระหว่างที่เธอกำลังเซ็นสัญญากับค่ายเพลงอื่น เธอได้ทำงานในบริษัทคัดสรรและพัฒนาศิลปินอิสระแห่งหนึ่งชื่อว่า แท็กซีมิวสิก[1]

เพร์รีประสบความสำเร็จเพียงเล็กน้อยก่อนจะมีชื่อเสียง หนึ่งในเพลงที่เธอบันทึกเสียงกับบัลลาร์ดในอัลบั้มของเธอคือเพลง "ซิมเพิล" ได้กลายเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ปี ค.ศ. 2005 เรื่อง มนต์รักกางเกงยีนส์ (The Sisterhood of the Traveling Pants)[16] เธอยังร้องเสียงเบื้องหลังให้กับเพลง "โอลด์แฮบิตดายฮาร์ด" ของมิก แจ็กเกอร์[17] ซึ่งชนะรางวัลลูกโลกทองคำครั้งที่ 62 สาขา Best Original Song ด้วย (2005 Golden Globe Award for Best Original Song)[18] ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2004 นิตยสารเบลนเดอร์ขนานนามเพร์รีว่าเป็น "บุคคลยิ่งใหญ่คนต่อไป" (The Next Big Thing)[19] เธอยังร้องเบื้องหลังให้กับเพลง "กู๊ดบายฟอร์นาว" ของพี.โอ.ดี. เมื่อต้นปี ค.ศ. 2006 และรับบทเป็นคนรักกับนักร้องนำวงจิม คลาส ฮีโรส์ ชื่อ เทรวี แม็กคอย คนรักหนุ่มของเธอในขณะนั้น ในมิวสิกวิดีโอเพลง "คิวปิดส์โช้กโฮลด์" ในเดือนพฤศจิกายน[20]

2007–09: ประสบความสำเร็จจากอัลบั้ม วันออฟเดอะบอยส์[แก้]

เพร์รีกำลังแสดงดนตรีใน วาปต์ทัวร์
เพร์รีกำลังแสดงดนตรีในทัวร์คอนเสิร์ตชื่อ วาปต์ทัวร์ ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2008

หลังจากไม่ได้รับงานจากค่ายโคลัมเบียแล้วในปี ค.ศ. 2006 หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัทชื่อ แองเจลิกา ค็อบเบเลอร์ แนะนำเพร์รีให้ประธานค่ายเพลงเวอร์จินเรเคิดส์ชื่อ เจสัน ฟลอม โดยทำให้เขาเชื่อว่าเธอจะกลายเป็นดาวรุ่ง และเธอก็ได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงใหม่เอี่ยมในขณะนั้น แคปิตอลมิวสิกกรุ๊ป ซึ่งเกิดจากการรวมเวอร์จินกับแคปิตอลเรเคิดส์เข้าด้วยกันในเดือนเมษายน ค.ศ. 2007[1] ทางต้นสังกัดจัดเวลาให้เธอพบกับโปรดิวเซอร์เพลงชื่อ ดร.ลู้ก เพื่อทำให้ชิ้นงานที่ยังไม่เสร็จของเธอให้เป็น "ความสำเร็จอย่างปฏิเสธไม่ลง" (undeniable smash)[21] เพร์รีกับดร.ลู้ก ร่วมเขียนเพลง "ไอคิสด์อะเกิร์ล" และ "ฮอตเอ็นโคลด์" ให้อัลบั้มชุดที่สองของเธอ วันออฟเดอะบอยส์ การโฆษณาอัลบั้มนี้เริ่มด้วยการออกวิดีโอเพลง "ยัวร์โซเกย์" เมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2007 หวังที่จะเปิดตัวเธอในตลาดเพลงและสร้างภาพลักษณ์ให้เธอ ต่อมามีอีพีดิจิตอลเพลง "ยัวร์โซเกย์" ออกมาเพื่อสร้างกระแสออนไลน์ (online buzz)[2][22] มาดอนน่าช่วยประชาสัมพันธ์เพลงโดยกล่าวชื่นชมเพลงนี้ในรายการ จอห์นเจแอนด์ริช (JohnJay & Rich) ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2008[23]

เพร์รีเริ่มประสบความสำเร็จจากกระแสหลักจากซิงเกิล "ไอคิสด์อะเกิร์ล" เมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 2008 เป็นซิงเกิลเปิดตัวจากอัลบั้ม วันออฟเดอะบอยส์ สถานีแรกที่เปิดเพลงนี้คือ WRVW ในแนชวิลล์ ที่หลังจากเล่นเพลงนี้เพียง 3 วัน ก็มีโทรศัพท์เข้ามาขอเพลงอย่างล้มหลาม[22] ในเดือนเดียวกันนั้น เพลงขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100[24] อัลบั้ม วันออฟเดอะบอยส์ ออกวางขายวันที่ 17 มิถุนายน ค.ศ. 2008 ได้รับคำวิจารณ์แบบคละกัน[25] อัลบั้มขึ้นถึงอันดับที่ 9 บนชาร์ตบิลบอร์ด 200[26] เพลง "ฮอตเอ็นโคลด์" ออกมาในวันที่ 9 กันยายน ค.ศ. 2008 กลายเป็นเพลงที่สองที่ประสบความสำเร็จ ขึ้นอันดับ 3 บนบิลบอร์ดฮอต 100[27] และขึ้นอันดับ 1 ในเยอรมนีและแคนาดา[28][29] หลังจากนั้นมีซิงเกิลเพลง "ธิงกิงออฟยู" และ "เวกกิงอัปอินเวกัส" ออกมาและประสบความสำเร็จปานกลาง[27]

ในวันที่ 20 มิถุนายน ค.ศ. 2008 เพร์รีเริ่มทัวร์คอนเสิร์ตชื่อ วาปต์ทัวร์ 2008 (Warped Tour 2008)[30] หลังจากทัวร์สิ้นสุด เธอเริ่มแสดงคอนเสิร์ตในยุโรปก่อนจะมีทัวร์คอนเสิร์ตของตัวเองในชื่อ เฮลโลเคทีทัวร์ (Hello Katy Tour) ในวันที่ 23 มกราคม ค.ศ. 2009 ซึ่งประกอบไปด้วย 89 คอนเสิร์ตในหลายประเทศและจบลงในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2009 ในวันที่ 4 สิงหาคม ค.ศ. 2009 เธอแสดงคอนเสิร์ตเปิดงานให้กับวงโนเดาต์ ในคอนเสิร์ตชื่อ ซัมเมอร์ทัวร์ 2009[31] ต่อมาอัลบั้มของเดอะเมทริกซ์ที่เพร์รีเคยร่วมบันทึกเสียงเมื่อปี ค.ศ. 2004 ออกจำหน่ายหลังจากเพร์รีประสบความสำเร็จในผลงานเดี่ยว เธอได้ขอร้องให้รอจนกว่าซิงเกิลที่สี่ของอัลบั้ม วันออฟเดอะบอยส์ ออกมาก่อน แต่อัลบั้มเดอะแมทริกซ์ก็ออกจำหน่ายทางไอทูนส์ในวันที่ 27 มกราคม ค.ศ. 2009 แม้ว่าเธอเคยขอร้องไว้ก็ตาม[32] ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2009 รายการ เอ็มทีวีอันพลักด์ ประกาศว่าเธอได้บันทึกเสียงอัลบั้มบันทึกกการแสดงสดที่มีเพลงหลายเพลงจากอัลบั้ม วันออฟเดอะบอยส์ ในเวอร์ชันอคูสติก และยังมีเพลงใหม่ 2 เพลง ได้แก่ "บริกบายบริก" และเพลงเวอร์ชันทำใหม่ "แฮกเคนแซ็ก" ของฟาวน์เทนส์ออฟเวน อัลบั้มบันทึกการแสดงสดออกมาในวันที่ 17 พฤศจิกายน ค.ศ. 2009[33] เพร์รียังได้ปรากฏในซิงเกิลของศิลปินอื่น เช่น ในเวอร์ชันทำใหม่ของเพลง "สตาร์สตรักก์" ของวงดนตรีจากโคโลราโดชื่อ ทรีโอ!ทรี เมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 2009 และบันทึกเสียงคู่กับทิมบาแลนด์ในเพลง "อิฟวีเอฟเวอร์มีตอะเกน" จากอัลบั้ม ช็อกแวลยู II เมื่อเดือนมกราคม ค.ศ. 2010 ด้วย[34] บันทึกสถิติโลกกินเนสส์กำหนดให้เธอเป็น "ศิลปินหญิงที่เริ่มต้นได้ดีที่สุดบนชาร์ตดิจิตอล" (Best Start on the U.S. Digital Chart by a Female Artist) หลังจากที่เธอทำยอดขายดิจิตอลซิงเกิลได้มากกว่า 2 ล้านหน่วย[35]

จากที่เธอเข้าใจว่าพ่อแม่ของเธอไม่เห็นด้วยกับอาชีพด้านดนตรีของเธอ เพร์รีกล่าวกับเอ็มทีวีในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2008 ว่า พ่อแม่ของเธอไม่หวั่นใจกับความสำเร็จที่เธอได้[36] ความสัมพันธ์ระหว่างกับแม็กคอยจบลงในปลายเดือนธันวาคม ค.ศ. 2008[37] ในระหว่างฤดูร้อนปี ค.ศ. 2009 เพร์รีพบกับสามีในอนาคตชื่อ รัสเซลล์ แบรนด์ ขณะถ่ายทำภาพยนตร์ที่เขาแสดงเรื่อง จับร็อคซ่าส์มาโชว์เฟี้ยว (Get Him to the Greek) ฉากที่เธอเล่นเป็นฉากที่ทั้งสองคนจูบกันแต่โดนตัดออกและไม่ปรากฏในภาพยนตร์[38] เธอเริ่มคบหากับแบรนด์หลังจากพบกันอีกครั้งในเดือนกันยายนที่งานประกาศรางวัลเอ็มทีวีวิดีโอมิวสิกอะวอดส์ 2009[39] ทั้งคู่หมั้นกันในวันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ. 2009 ขณะพักร้อนที่รัฐราชสถาน ประเทศอินเดีย[40]

2010–12: อัลบั้มทีนเอจดรีม และ การสมรส[แก้]

หลังจากรับหน้าที่เป็นกรรมการรับเชิญในรายการอเมริกันไอดอล และดิเอ็กซ์แฟกเตอร์ สหราชอาณาจักร[41][42] เพร์รีออกเพลง "แคลิฟอร์เนียเกิลส์" ร้องร่วมกับสนูป ด็อกก์เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ค.ศ. 2010 เป็นซิงเกิลเปิดตัวของสตูดิโออัลบั้มชุดที่สาม ทีนเอจดรีม และขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 และอยู่ตำแหน่งนั้นเป็นเวลา 6 สัปดาห์ติดต่อกัน[43][44] เธอออกซิงเกิลติดอันดับ 1 เพลงที่สองคือ "ทีนเอจดรีม" ก่อนจะวางขายอัลบั้มในวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 2010 ทีนเอจดรีม เปิดตัวที่อันดับที่ 1 บนชาร์ตบิลบอร์ด 200[45] อัลบั้มพบกับคำวิจารณ์แบบคละกันและขายได้ 5.7 ล้านหน่วยทั่วโลก[46][47] ในวันที่ 18 ตุลาคม ค.ศ. 2010 เพลง "ไฟร์เวิร์ก" เป็นเพลงที่สามของอัลบั้ม กลายเป็นเพลงที่ติดอันดับ 1 บนชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 เป็นเพลงที่สามติดต่อกันในวันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ. 2010[48] เพลงได้รับการรับรอง 9 ครั้งในสหรัฐอเมริกา และถือเป็นเพลงที่ขายดีที่สุดของเพร์รีจนถึงปัจจุบัน[49]

ความสำเร็จของอัลบั้ม ทีนเอจดรีม ดำเนินต่อด้วยของเพลง "อี.ที." เวอร์ชันทำใหม่ (remix) ร้องร่วมกับแร็ปเปอร์ คานเย เวสต์ เป็นซิงเกิลที่สี่ของอัลบั้มในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2011 เพลงติดอันดับ 1 บนชาร์ตฮอต 100 เป็นเวลา 5 สัปดาห์ไม่ติดต่อกัน ทำให้อัลบั้ม ทีนเอจดรีม เป็นอัลบั้มที่เก้าในประวัติศาสตร์ที่ผลิตเพลงอันดับ 1 ถึง 4 เพลง[50] เพร์รีกลายเป็นนักร้องหญิงคนแรกที่มีเพลงติดอันดับ 1 บนชาร์ตฮอต 100 ถึง 5 เพลงจากอัลบั้มเดียว เมื่อเพลง "ลาสต์ฟรายเดย์ไนต์ (ที.จี.ไอ.เอฟ.)" ขึ้นอันดับหนึ่งบนชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ค.ศ. 2011 และเป็นนักร้องคนที่สอง ต่อจากไมเคิล แจ็กสัน ที่เคยทำแบบเดียวกันจากอัลบั้ม แบด ได้ เพื่อตอบแทนความสำเร็จนี้ เพร์รีกล่าวว่า "ขอบคุณทุกคนที่ช่วยทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ตอนที่ฉันอายุ 9 ขวบ ฉันยังร้องเพลงใส่แปรงหวีผม ฉันฝันถึงฝันที่ยิ่งใหญ่มาก แต่วันนี้มันยิ่งใหญ่กว่าที่ฉันฝันเสียอีก ช่างเป็นของขวัญวันเกิดของอัลบั้ม ทีนเอจดรีม ชิ้นแรกที่ดีเยี่ยมจริง ๆ"[51][52] ในวันที่ 7 กันยายน ค.ศ. 2011 เธอได้ทำสถิตินักร้องคนแรกที่มีเพลงอยู่สิบอันดับแรกนานถึง 69 สัปดาห์ติดต่อกัน[53] เพลง "เดอะวันแด้ตก๊อตอะเวย์" ออกมาเป็นเพลงที่หกและซิงเกิลสุดท้ายของอัลบั้มทีนเอจดรีม เป็นซิงเกิลแรกของอัลบั้มที่พลาดตำแหน่งอันดับหนึ่งบนชาร์ตฮอต 100 และขึ้นถึงอันดับที่ 3 บนชาร์ตฮอต 100[54] ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ เพร์รีออกเพลง "พาร์ตออฟมี" เป็นซิงเกิลเปิดตัวจากอัลบั้ม ทีนเอจดรีม: เดอะคอมพลีตคอนเฟกชัน เปิดตัวที่อันดับหนึ่งบนชาร์ตฮอต 100 และเป็นเพลงที่เจ็ดของเพร์รีที่ขึ้นอันดับ 1[55] อัลบั้ม ทีนเอจดรีม: เดอะคอมพลีตคอนเฟกชัน ออกมาวันที่ 23 มีนาคม ค.ศ. 2012 เพลง "วายด์อะเวก" ออกมาในวันที่ 22 พฤษภาคม เป็นซิงเกิลที่สองและซิงเกิลสุดท้ายของอัลบั้ม ขึ้นถึงอันดับ 2 บนชาร์ตฮอต 100[56] ในวันที่ 5 มกราคม ค.ศ. 2012 เธอเป็นนักร้องที่ขายเพลงดิจิตอลได้มากที่สุดเป็นอันดับที่ 6 ในสหรัฐอเมริกา ด้วยยอดขายทั้งหมด 37.6 ล้านหน่วยจากข้อมูลของนีลเซน ซาวด์สแกน[57] ในเดือนนั้น เธอเป็นนักร้องคนแรกที่มีเพลงได้ขายได้มากกว่า 5 ล้านหน่วยดิจิตอลถึง 5 เพลง[58]

เพร์รีในงานเปิดตัวภาพยนตร์ เคที เพร์รี: พาร์ตออฟมี ในออสเตรเลีย
เพร์รีกำลังส่งเสริมภาพยนตร์อัตชีวประวัติของเธอเรื่อง เคที เพร์รี: พาร์ตออฟมี ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2012

ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2011 เพร์รีเริ่มทัวร์คอนเสิร์ต แคลิฟอร์เนียดรีมส์ทัวร์ เพื่อส่งเสริมอัลบั้มทีนเอจดรีม ทัวร์มีการแสดงถึง 124 ครั้งในยุโรป โอเชียเนีย เอเชีย อเมริกาเหนือ และอเมริกาใต้ และทำรายได้ได้ 59 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ[59] ในวันที่ 23 กันยายน ค.ศ. 2011 เธอแสดงในวันเปิดงานร็อกอินริโอเฟสติวัล 2011 ร่วมกับเอลตัน จอห์น, Claudia Leitte และริอานนา[60] ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2010 เพร์รีได้ปรากฏตัวในตอนปฐมทัศน์ของรายการเซซามี สตรีท ซีซันที่ 41 หลังจากฉากที่เธอแสดงถูกอัปโหลดขึ้นยูทูบ ผู้ชมวิจารณ์เรื่องชุดที่เผยให้เห็นร่องอก หลังจากออกอากาศ 4 วัน เซซามีเวิร์กช็อปประกาศว่าฉากนั้นจะไม่ออกอากาศในโทรทัศน์ แต่ยังสามารถรับชมได้ทางออนไลน์[61] เพร์รีล้อเลียนคำวิจารณ์ไม่นานหลังจากนั้นในรายการแซตเทอร์เดย์ไนต์ไลฟ์ ซึ่งเธอเป็นศิลปินรับเชิญ และสวมเสื้อธีทเอลโมแสดงให้เห็นส่วนเว้าในการแสดงฉากหนึ่ง[62]

ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2010 เพร์รีแสดงเป็นแฟนสาวของ Moe Szyslak ในฉากหนึ่งของเดอะซิมป์สัน ตอน "The Fight Before Christmas"[63] ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2011 เธอเป็นนักแสดงรับเชิญในละครฮาวไอเม็ตยัวร์มาเธอร์ ตอน "Oh Honey" แสดงเป็นผู้หญิงชื่อ ฮันนี[64] บทบาทนี้ทำให้เธอได้รับรางวัลพีเพิลส์ช้อยส์อะวอร์ด สาขา Favorite TV Guest Star ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2012[65] เธอได้ทำงานภาพยนตร์ครั้งแรกในภาพยนตร์การ์ตูนแนวครอบครัวเรื่อง เดอะสเมิร์ฟ รับบทเป็น สเมิร์ฟเฟตต์ ในวันที่ 29 กรกฎาคม ค.ศ. 2011 ภาพยนตร์ทำรายได้ได้ 536,749,323 ดอลล่าร์สหรัฐทั่วโลกตลอดเวลาที่เข้าโรง[66] แม้ว่าจะได้รับคำวิจารณ์ทางลบก็ตาม[67] เธอยังเป็นพิธีกรในรายการ แซตเทอร์เดย์ไนต์ไลฟ์ ในวันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ. 2011 ร่วมกับโรบิน ที่เป็นแขกรับเชิญ จากงานพิธีกรดังกล่าว เพร์รีได้รับคำชมจากนักวิจารณ์ที่ยกย่องถึงจังหวะการแสดงมุกตลกและซีรีส์เรื่องสั้นที่เธอแสดงร่วมกับแอนดี้ แซมเบิร์ก[68] ในวันที่ 5 กรกฎาคม ค.ศ. 2012 เพร์รีได้ออกผลงานภาพยนตร์อัตชีวประวัติในชื่อ เคที เพร์รี: พาร์ตออฟมี ผ่านทางพาราเมาต์พิกเจอส์[69] ภาพยนตร์ได้รับคำชมและทำรายได้บนบ็อกซ์ออฟฟิศได้ 30 ล้านดอลล่าร์สหรัฐทั่วโลก[70][71]

เพร์รีเริ่มทำธุรกิจเมื่อเธอได้เซ็นรับรองน้ำหอมตัวแรกของเธอชื่อ เพอร์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2010[72] ตัวที่สองชื่อ เมียว! ออกจำหน่ายปีต่อมาในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2011 น้ำหอมทั้งสองตัวออกวางขายที่ห้างสรรพสินค้านอร์ดสตรอม[73] อิเล็คโทรนิค อาร์ตส ได้จ้างเธอให้ส่งเสริมภาคเสริมเกม เดอะซิมส์ 3: โชว์ไทม์[74] ก่อนจะออกภาคเสริมอีกภาคที่มีเฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า และทรงผมที่ได้แรงบันดาลใจจากเพร์รี ในชื่อ เดอะซิมส์ 3: เคที เพร์รีสวีตทรีตส์ ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2012[75] ในเดือนต่อมา เธอเป็นโฆษกและทูตให้กับผลิตภัณฑ์ ป็อปชิปส์ และลงทุนในบริษัทดังกล่าวด้วย[76] จากการจัดอันดับของนิตยสาร ฟอบส์ เธอได้อันดับที่ 3 ในรายชื่อ "ผู้หญิงที่ทำได้มากที่สุดจากวงการดนตรี" ในปี ค.ศ. 2011 ด้วยรายได้ 44 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ[77] และนิตยสารบิลบอร์ดจัดให้เธอเป็นอันดับที่ 14 จาก 40 อันดับผู้ทำรายได้สูงสุดในปี ค.ศ. 2012 ด้วยรายได้สุทธิ 12 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ[78]

เธอสมรสกับรัสเซลล์ แบรนด์ในวันที่ 23 ตุลาคม ค.ศ. 2010 โดยจัดพิธีสมรสแบบฮินดูใกล้ ๆ เขตสงวนพันธุ์เสือ Ranthambhore ในรัฐราชสถาน[79] แต่เนื่องจากตารางเวลางานไม่ตรงกัน และแบรนด์ต้องการมีลูกก่อนที่เพร์รีจะพร้อม[1] เขาได้ส่งข้อความหาเธอในวันที่ 30 ธันวาคม ค.ศ. 2011 ว่าเขาจะหย่ากับเธอหลังจากสมรสกันได้ 14 เดือน เขาไม่พูดกับเธออีกเลยนับแต่นั้นมา[80] ทีแรก เพร์รีรู้สึกกระวนกระวายใจเรื่องหย่าร้างจนเธอเคยคิดฆ่าตัวตาย[81] การสมรสสิ้นสุดลงในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2012[82] เพร์รีเริ่มต้นความสัมพันธ์ครั้งใหม่แบบรัก ๆ เลิก ๆ (on-again, off-again relationship) กับนักร้อง จอห์น เมเยอร์ ในเดือนสิงหาคม[83]

2013–ปัจจุบัน: อัลบั้มปริซึม[แก้]

ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2012 เพร์รีเริ่มทำงานอัลบั้มชุดที่สี่ ปริซึม เธอกล่าวกับบิลบอร์ดว่า "ฉันรู้ว่าผลงานที่ฉันจะทำต่อไป ฉันรู้ปกอัลบั้ม สีสัน โทน.... ฉันรู้แม้กระทั่งทัวร์คอนเสิร์ตที่ฉันจะทำ ฉันจะพอใจมากถ้าภาพที่ฉันคิดในหัวออกมาเป็นความจริงได้"[84] แม้ว่าเธอบอกกับ L'Uomo Vogue ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2012 ว่าเธอวางแผนไว้ว่าจะมี "องค์ประกอบที่มืดมนลง" (darker elements) ในอัลบั้มปริซึม[85] เธอเผยกับเอ็มทีวีในระหว่างงานประกาศรางวัลเอ็มทีวีวิดีโอมิวสิกอะวอดส์ 2013 ว่าเธอได้เปลี่ยนทิศทางของอัลบั้มหลังจากเธอใช้เวลาไตร่ตรองตนเอง เธอออกความเห็นว่า "ฉันรู้สึกถึงสีสันดั้งปริซึม (prismatic) อย่างมาก" ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับชื่ออัลบั้ม[86] เพลง "โรร์" ออกโรงเป็นซิงเกิลเปิดตัวจากอัลบั้ม ปริซึม ในวันที่ 10 สิงหาคม ค.ศ. 2013[87] เธอแสดงเพลงนี้ครั้งแรกในการปิดงานประกาศรางวัลเอ็มทีวีวิดีโอมิวสิกอะวอดส์เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ค.ศ. 2013[88] ในวันที่ 4 กันยายน ค.ศ. 2013 เพลงขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100[89] เพลง "อันคอนดิชันแนลลี" ออกเป็นซิงเกิลที่สองจากอัลบั้มในวันที่ 16 ตุลาคม ค.ศ. 2013[90]

อัลบั้ม ปริซึม ออกจำหน่ายในวันที่ 18 ตุลาคม ค.ศ. 2013 และเปิดตัวที่อันดับที่ 1 บนชาร์ตบิลบอร์ด 200[91] สี่วันต่อมา เพร์รีเปิดตัวเพลงใหม่จากอัลบั้มที่โรงละครไอฮาร์ตเรดิโอในลอสแอนเจลิส[92] เพลง "ดาร์กฮอร์ส" ออกมาเป็นซิงเกิลที่สามในวันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ. 2013[93] กลายเป็นเพลงที่ติดอันดับ 1 เป็นเพลงที่เก้าของเธอเมื่อวันที่ 29 มกราคม ค.ศ. 2014[94] เพลง "เบิร์ธเดย์" ออกมาเป็นซิงเกิลที่สี่จากอัลบั้มปริซึม[95][96] นอกจากนี้ เธอยังได้บันทึกเสียงและแต่งเพลงร่วมกับคนรักหนุ่มในขณะนั้น จอห์น เมเยอร์ ในเพลง "ฮูยูเลิฟ" จากอัลบั้มของเขา พาราไดซ์แวลลี เพลงออกมาวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 2013[97] เพร์รีเริ่มทัวร์คอนเสิร์ตของตนเองชื่อ เดอะพริสมาติกทัวร์ ในวันที่ 7 พฤษภาคม ค.ศ. 2014 เริ่มจากยุโรป[98] และมีแผนว่าจะไปที่อเมริกาเหนือ[99] และโอเชียเนีย[100]

ในวันที่ 30 พฤศจิกายน ค.ศ. 2012 นิตยสารบิลบอร์ดขนานนามเพร์รีว่าเป็น "ผู้หญิงแห่งปี" (Woman of the Year)[101] สมาพันธ์ผู้ผลิตสิ่งบันทึกเสียงระหว่างประเทศตั้งให้เพร์รีเป็นศิลปินระดับโลกอันดับที่ห้าของปี ค.ศ. 2013 ทำให้เธอเป็นผู้หญิงที่อยู่อันดับสูงสุดในรายชื่อ[102] ในวันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ. 2014 สมาคมผู้ประกอบกิจการเพลงของสหรัฐอเมริกาได้ประกาศให้เพร์รีเป็นศิลปินที่ได้รับการรับรองมากที่สุด (Top Certified Digital Artist Ever) หลังจากทำยอดขายได้ 72 ล้านหน่วยดิจิตอลในสหรัฐอเมริกา[49][103] ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2014 ภาพนิ่งของเพร์รีที่วาดโดยมาร์ก ไรเดน ได้แสดงในนิทรรศการ "The Gay 90s" และแสดงที่ Kohn Gallery ในลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย เธอยังได้บันทึกเสียงเพลงเวอร์ชันทำใหม่ "เดย์ซีเบลล์ (ไบซีเคิลบิลต์ฟอร์ทู)" ร่วมกับศิลปินอื่นมากมายในอัลบั้มฉบับจำกัดที่มาพร้อมกับนิทรรศการดังกล่าว[104] ในเดือนเดียวกันนั้น ภาพนิ่งอีกภาพหนึ่งของเพร์รีวาดโดยวิล ค็อตตัน ได้แสดงอยู่ในแกลอรีภาพนิ่งแห่งชาติ[105]

นอกจากงานดนตรี เพร์รีได้กลับมารับบทสเมิร์ฟเฟตต์ ในภาพยนตร์ เดอะสเมิร์ฟ 2 ออกมาในวันที่ 31 กรกฎาคม ค.ศ. 2013[106] ภาพยนตร์ทำรายได้ได้ 347,545,360 ดอลล่าร์สหรัฐ[107] แม้ว่าจะได้รับคำวิจารณ์แง่ลบเช่นเดียวกับภาคแรก[108] น้ำหอมตัวที่สามชื่อ คิลเลอร์ควีน ออกมาในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2013 ผ่านทางบริษัทโคตี (Coty, inc.)[109] ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2014 เธอเป็นภัณฑารักษ์รับเชิญให้มาดอนน่าในโครงการริเริ่ม อาร์ตฟอร์ฟรีดอม[110] ในวันที่ 17 มิถุนายน ค.ศ. 2014 เพร์รีประกาศว่าเธอได้ก่อตั้งค่ายเพลงของตัวเองภายใต้สังกัดแคปิตอลเรเคิดส์ในชื่อ เมตามอร์โฟซิสมิวสิก เฟร์ราส์เป็นศิลปินคนแรกที่เซ็นสัญญาเข้าสังกัดดังกล่าว และเพร์รีเป็นหัวหน้าโปรดิวเซอร์ให้อีพีของเขา เธอยังบันทึกเสียงเพลง "เลเจนส์เนเวอร์ดาย" ร่วมกับเขาในอีพีด้วย[111] นิตยสารฟอบส์จัดให้เธอเป็น "ผู้หญิงที่ทำเงินได้มากที่สุดด้านดนตรี" อันดับที่ 5 ของปี ค.ศ. 2012 ด้วยรายได้ 45 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ[112] และอันดับที่ 7 ของปี ค.ศ. 2013 ด้วยรายได้ 39 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ[113] ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2014 ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเมเยอร์สิ้นสุดลง[114] หนึ่งเดือนก่อนจบความสัมพันธ์ เธอได้แก้ข่าวลือว่าเธอได้หมั้นกับเขา โดยบอกกับนิตยสารจีคิวว่าพวกเขายังไม่รีบแต่งงาน[6]

งานดนตรี[แก้]

อิทธิพล[แก้]

อลานิส มอริสเซตต์ กำลังให้ลายเซ็น
เฟรดดี เมอร์คูรี กำลังแสดงดนตรี
อลานิส มอริสเซตต์ (ซ้าย) และ เฟรดดี เมอร์คูรี (ขวา) ต่างก็มีอิทธิพลต่อเพร์รีและงานดนตรีของเธอ

ในช่วงแรกของงานดนตรี แนวเพลงที่เพร์รีเข้าหาบ่อย ๆ คือกอสเปล และเธออยากจะเป็นเหมือนเอมี แกรนต์[115] เมื่ออายุ 15 ปี เธอได้รู้จักเพลง "คิลเลอร์ควีน" ของวงควีน และนับว่าเป็นเพลงที่บันดาลใจเธอให้ทำอาชีพดนตรี[116] เธอกล่าวถึงนักร้องนำ เฟรดดี เมอร์คูรี ว่าเป็น "อิทธิพลใหญ่สุด" (biggest influence) ของเธอและอธิบายว่า "การผสมผสานของการแต่งเพลงแบบประชดประชันกับมุมมอง 'ฉันไม่ใส่ใจ' (I don't give a fuck) เป็นแรงบันดาลใจเธอได้อย่างไร"[117] เธอคารวะวงดังกล่าวโดยตั้งชื่อน้ำหอมตัวที่สามของเธอว่า คิลเลอร์ควีน เพร์รียังพูดถึงวงเดอะบีชบอยส์ และอัลบั้ม เพ็ตซาวด์ส ในฐานะที่เป็นอัลบั้มที่มีอิทธิพลต่อเธออย่างมากว่า "[มัน] เป็นหนึ่งในอัลบั้มที่ฉันโปรดปรานที่มีผลต่อเพลงที่ฉันแต่ง ทุก ๆ เมโลดีที่ฉันแต่งขึ้นก็มีที่มาจาก[อัลบั้มนี้]"[118] เพร์รีสรรเสริญอัลบั้มเดอะบีเทิลส์ ของวงเดอะบีเทิลส์ และอัลบั้ม เพ็ตซาวด์ส อย่างมากและถือว่าเป็น "อัลบั้มที่ฉันฟังนานถึง 2 ปีติดต่อกัน"[119]

เพร์รีกล่าวถึงอลานิส มอริสเซตต์ และอัลบั้ม แจ็กด์ลิตเติลพิล (ค.ศ. 1995) ว่าเป็นอีกหนึ่งอัลบั้มที่เป็นแรงบันดาลใจให้งานดนตรีของเธอ ได้ทำงานร่วมกับเกล็น บัลลาร์ด ซึ่งเคยทำงานกับมอริสเซตต์บ่อยครั้ง เพร์รีกล่าวว่า "อัลบั้มแจ็กด์ลิตเติลพิล เป็นอัลบั้มเพลงผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เคยทำมา มันมีเพลงที่แต่งไว้สำหรับทุกคน ฉันก็มีส่วนเกี่ยวกับเพลงพวกนั้นด้วย เพลงเหล่านั้นยังคงอยู่เป็นนิรันดร์ตลอดมา" นอกจากนี้ เพร์รียังได้รับอิทธิพลจากอัลบั้ม เฟลมมิงเร้ด ของแพตตี กริฟฟิน และอัลบั้ม 10 เซนต์วิงส์ ของโจนาธา บรู๊ก[120] เพร์รีใฝ่ฝันอยากจะเป็นอย่างคาโรล คิง, บอนนีย์ เรตต์ และโจนี มิตเชลล์ และตั้งใจจะเป็น "มากกว่าโจนี มิตเชลล์" โดยจะออกเพลงแนวโฟล์กและอคูสติก[121] ภาพยนตร์อัตชีวประวัติของเพร์รีเรื่อง เคที เพร์รี: พาร์ตออฟมี มีอิทธิพลมาจากภาพยนตร์เรื่อง มาดอนน่า: ทรูธออร์แดร์ เธอยกย่องความสามารถของมาดอนน่าในการนำเสนอตัวเองในรูปแบบใหม่ได้ และกล่าวว่า "ฉันอยากจะค่อย ๆ พัฒนาให้เหมือนกับมาดอนน่า"[122]

เพร์รียังมีศิลปินอีกหลายคนที่เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดเพลงบางเพลงและอัลบั้มบางอัลบั้ม อัลบั้มทีนเอจดรีม มีรูปแบบมาจากดนตรีของวงแอ็บบ้า และเดอะ คาร์ดิแกนส์ ในด้านรูปลักษณ์ เธอได้อิทธิพลจากเกว็น สเตฟานี และปีเยิร์ก โดยชื่นชมปีเยิร์กเป็นพิเศษในเรื่อง "ความเต็มใจที่จะลองเสี่ยงอยู่เสมอ" (willingness to always be taking chances)[120] เพลง "ไฟร์เวิร์ก" มีแรงบันดาลใจจากหนังสือชื่อ ออนเดอะโรด (On The Road) ของแจ็ก เครูแอ็ก ที่ผู้เขียนได้เปรียบเทียบคนที่มีชีวิตชีวาเป็นดั่งพลุที่พวยพุ่งไปบนท้องฟ้า และทำให้ผู้คนร้อง "ออว์!"[123] คอนเสิร์ตครั้งที่สองของเธอ แคลิฟอร์เนียดรีมส์ทัวร์ ทำให้นึกถึงภาพยนตร์เรื่องอลิซผจญแดนมหัศจรรย์ (Alice In Wonderland) และเรื่องพ่อมดแห่งเมืองออซ (The Wizard of Oz)[1] เธอยังให้เครดิตว่าภาพยนตร์ปี ค.ศ. 1996 เรื่องสี่แหววพลังแม่มด (The Craft) ทำให้เกิดเพลง "ดาร์กฮอร์ส"[124] และหนังสือเรื่องพลังแห่งจิตปัจจุบัน (The Power of Now) เขียนโดยเอ็กฮาร์ต โทลล์ ที่ทำให้เกิดอัลบั้ม ปริซึม ขึ้นมา[81]

แนวดนตรีและรูปแบบเพลง[แก้]

"ตอนที่ฉันกำลังบันทึกเสียงเพลงอยู่ บางครั้งฉันไม่แน่ใจตัวเอง ฉันจะรู้สึกว่า ฉันแค่โชคดี หรือฉันได้ทำให้คนทั้งโลกคิดว่าเพลงทั้งเจ็ดเพลงนั้นเหมาะกับอันดับหนึ่งแล้ว จากนั้นฉันก็กลับไปยังสตูดิโอและเริ่มเขียนเพลง และเชื้อน้ำมันที่แท้จริงในตัวฉันก็เดือดปุด ๆ ขึ้นมาและเตือนให้ฉันรู้ว่ามันอยู่ในตัวฉันมาตลอด ไม่มีใครจะเอามันไปจากฉันได้ไม่ว่าใครจะให้ความเห็นว่าอะไร มันก็จะอยู่ในนั้นเพราะฉันเกิดมาพร้อมกับมันและฉันต้องทำงานกับมันไปตลอดชีวิต"

— เพร์รีกล่าวถึงความมั่นใจในฐานะนักแต่งเพลง[80]

ขณะที่แนวเพลงเพร์รีจะเป็นแนวป็อป ร็อก อิเล็กทรอนิกส์ แดนซ์ และดิสโก้ แต่ "เคที ฮัดสัน" จะร้องแค่แนวกอสเปล อัลบั้มวันออฟเดอะบอยส์ มีแนวดนตรีป็อปร็อกโดดเด่นและมีเนื้อเพลงเกี่ยวข้องกับความรักที่พังลงและการผจญภัยของวัยรุ่น อัลบั้มทีนเอจดรีมจะมีแนวดนตรีอิเล็กทรอนิกส์และดิสโก้ และเพลงจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับความรักของวัยรุ่น การให้อำนาจแก่ตนเอง และการโตเป็นผู้ใหญ่ อัลบั้ม ปริซึม มีอิทธิพลแนวดนตรีแดนซ์และป็อป เนื้อเพลงพูดถึงความสัมพันธ์ การไตร่ตรองตนเอง และการมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน เพลงส่วนใหญ่ โดยเฉพาะจากอัลบั้มทีนเอจดรีม สะท้อนถึงชีวิตและความรักในวัยรุ่น นิตยสาร W พูดถึงเพลงเหล่านั้นว่าเป็น "บทกวีถึงความปรารถนาในวัยผู้ใหญ่ในบทเพลงที่น่าจดจำ" (odes to adolescent lust wrapped up in irresistible hook-laden melodies)[125] เนื้อหาเพลงแบบให้อำนาจตนเองเป็นธีมหลักในเพลงของเพร์รี[126]

เพร์รีแสดงให้เห็นว่า "นักร้อง-นักแต่งเพลงสวมรอยเป็นดาราเพลงป็อป"[127] และยืนยันว่าการแต่งเพลงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเธอ เธอกล่าวกับนิตยสาร มารี แคลร์ ว่า "ฉันรู้สึกเหมือนกับว่าลูกเล่นเวทมนตร์ลับของฉันที่ทำให้ฉันต้องแยกจากเพื่อนเป็นเรื่องที่กล้าหาญมากที่ต้องยอมอ่อนแอ จริงใจ และซื่อสัตย์" ฉันคิดว่าคุณจะผูกมิตรกับใครได้เมื่อจะต้องอ่อนแอ"[128] คริสเต็น วิก ให้ความเห็นว่า "เรียบง่าย เย็นสบาย และมีผลต่อผู้อื่นอย่างเพลงของเพร์รี ภายใต้พื้นผิวซ่อนทะเลอารมณ์ แรงจูงใจ และแรงกระตุ้นที่ขัดกันซับซ้อนมากพอที่จะเติมเต็มเพลงของคาโรล คิง" เกร็ก ค็อต แห่งหนังสือพิมพ์ชิคาโกทริบูน กล่าวว่า "การเอาจริงเอาจังอาจเป็นความท้าทายที่ดีที่สุดของเพร์รีแล้ว"[129] มีคำกล่าวถึงเพร์รีเกี่ยวกับความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ชมผ่านทางเพลงของเธอ ในนิตยสาร W กล่าวว่า "ปอนด์ต่อปอนด์... เป็นดาราเพลงป็อปที่ทรงพลังที่สุดของวัน เพลงดังของเธอสร้างความสัมพันธ์ได้ง่ายเพียงแค่คำบอกใบ้จากการทดลอง"[125] การใช้สำนวนและคำเปรียบเปรยของเธอในเนื้อเพลงได้รับคำวิจารณ์ จากแรนดอล โรเบิตส์ แห่งหนังสือพิมพ์ ลอสแอนเจลิสไทม์ส สังเกต "สำนวนจำเจ" ที่พบบ่อยในเนื้อเพลงของเธอ[130] เพร์รีได้ร่วมแต่งเพลงให้กับนักร้องคนอื่นด้วย เช่น แอชลีย์ ทิสเดล (เพลง "ไทม์สอัป")[131] ซีลีนา โกเมซ แอนด์ เดอะซีน (เพลง "ร็อกก็อด" และ "แด้ตส์มอร์ไลก์อิต")[132][133] เจสซี เจมส์ (เพลง "บุลเล็ต" และ "เกิร์ลเน็กซ์ดอร์")[134] เคลลี คลาร์กสัน ("ลองช็อต" และ "ไอดูน็อตฮุกอัป")[135] เลสลีย์ รอย (เพลง "สโลว์กู๊ดบาย")[136] บริตนีย์ สเปียส์ (เพลง "พาสเซ็นเจอร์")[137] และ อิกกี อะเซเลีย (เพลง แบล็กวิโดว์)[138]

เพร์รีมีช่วงเสียงร้องต่ำแบบคอนทราลโต (contralto)[139][140] การร้องเพลงของเธอได้รับทั้งคำชมและคำตำหนิ เบ็ตตี คลาร์ก แห่งหนังสือพิมพ์ เดอะการ์เดียน ให้ความเห็นว่า "เสียงร้องของเธอทรงพลัง" (hard-edged)[141] ขณะที่ร็อบ เชฟฟิลด์ จากนิตยสาร โรลลิงสโตน ติว่าเสียงร้องของเพร์รี "มีปัญหาในเรื่องโน้ตสแตกคาโต" (staccato) จากในอัลบั้ม ทีนเอจดรีม[142] ดาร์เรน ฮาร์วีย์ จากเว็บไซต์มิวสิกโอเอ็มเอช เปรียบเทียบเสียงเพร์รีจากอัลบั้ม วันออฟเดอะบอยส์ กับเสียงของอลานิส มอริสเซตต์ ว่าทั้งคู่มี "เสียงมีชีวิตชีวา ที่เปลี่ยนระดับเสียงในกลางพยางค์ของคำเป็นอ็อกเทฟได้" (perky voice shifting octaves mid-syllable)[143] อเล็กซ์ มิลเลอร์ จากนิตยสาร เอ็นเอ็มอี รู้สึกว่าในอัลบั้ม วันออฟเดอะบอยส์ ปัญหาของเพร์รีคือเสียง... ในบางช่วงของท่อน มีคนทำให้เธอเชื่อว่าเธอเหมือนลูกไก่ร็อกใจกล้า (ballsy rock chick)[144] แม้ว่าเบอร์นาเด็ตต์ แม็กทัลตี จาก เดอะเดลีเทเลกราฟ ชื่นชม "เสียงลูกไก่ร็อก" ของเธอในบทวิจารณ์ของคอนเสิร์ตส่งเสริมอัลบั้มปริซึมแห่งหนึ่ง[145]

ภาพลักษณ์ในที่สาธารณะ[แก้]

เพร์รีแสดงดนตรีในชุดที่ตกแต่งด้วยลายเป็ปเปอร์มินต์หมุนวน
ชุดเป็ปเปอร์มินต์หมุนวน (spinning peppermint swirl dress) ที่มีเครื่องหมายการค้าของเพร์รี

เพร์รีถือว่าเป็นดาราที่เป็นสัญลักษณ์ทางเพศ (sex symbol) นิตยสาร จีคิว ติดป้ายให้เธอเป็น "จินตนิมิตไร้ขีดจำกัดของผู้ชาย" (full-on male fantasy)[6] ขณะที่นิตยสาร แอล บรรยายร่างกายเธอว่า "ราวกับถูกร่างภาพขึ้นจากเด็กชายวัยรุ่น"[146] นิตยสาร ไวซ์ บรรยายเธอว่าเป็น "ดาราป็อป/ผู้หญิง/สัญลักษณ์ทางเพศ ที่เอาจริงเอาจัง"[147] เธอถูกจัดอันดับให้อยู่อันดับหนึ่งในชาร์ตฮอต 100 ของนิตยสารแม็กซิม ในปี ค.ศ. 2010 จากคะแนนโหวตของผู้อ่านที่โหวตให้เธอเป็น "ผู้หญิงที่ร้อนแรงที่สุดในโลก" (hottest woman on Earth)[148] นักอ่านนิตยสารเม็นส์เฮลต์ โหวตให้เธอเป็น "ผู้หญิงที่เซ็กซี่ที่สุดในปี ค.ศ. 2013"[149] ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2010 เพร์รีกล่าวกับนิตยสาร ฮาร์เปอร์สบะซาร์ ว่าเธอภูมิใจและพอใจในรูปร่างของเธอ[150]

เนื่องจากชุดของเธอมีรูปแบบเป็นที่โดดเด่นไม่ธรรมดา[12] แฟชันเสื้อผ้าที่เธอเลือกมักจะมีอารมณ์ขัน มีสีสันฉูดฉาด และมีอาหารประดับ[151] อย่างเช่น ชุดเป็ปเปอร์มินต์หมุนวน (spinning peppermint swirl dress) ที่มีเครื่องหมายการค้าของเธอ[152] นิตยสารโว้ก บรรยายตัวเธอว่า "เป็นคนที่ไม่เคยหลบเลี่ยงพวกที่ระรานหรือสุดโต่งในทุกอาณาบริเวณ"[153] ขณะที่นิตยสาร แกลเมอร์ ตั้งชื่อให้เธอว่า "ราชินีนักเล่นสำนวน" (queen of quirk)[154] ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2009 เพร์รีกล่าวกับนิตยสาร เซเวนทีน ว่ารูปแบบแฟชันของเธอเป็น "การประกอบสิ่งที่แตกต่างเล็ก ๆ น้อย ๆ เข้าด้วยกัน" และกล่าวว่าเธอชอบแต่งตัวให้ดูอารมณ์ขัน[12] เธอยังบรรยายตนเองว่ามีแฟชันแบบ "หลายบุคลิกภาพ" (multipersonality disorder)[150] เพร์รีถือว่าเกว็น สเตฟานี, เชอร์ลีย์ แมนสัน, โคลอี เซอเวนี, แดฟนี กินเนส, นาตาลี พอร์ตแมน และตัวละคร โลลิตา เป็นต้นแบบแฟชันของเธอ[125][155]

ในโซเชียลมีเดีย ทวิตเตอร์ของเพร์รีมียอดผู้ติดตามสูงที่สุด นำหน้าจัสติน บีเบอร์ไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2013[156] ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2014 เธอกลายเป็นคนแรกที่มีผู้ติดตามถึง 50 ล้านคน[157] นิตยสารฟอบส์ ยกย่องเพร์รีในเรื่องโซเชียลมีเดียว่า "เพร์รีใช้ทวิตเตอร์ได้อย่างฉลาด โดยพูดคุยกับแฟนคลับของเธอและแบ่งปันรูปภาพและวิดีโอตลก ๆ แบบที่ทำให้พวกเขารู้สึกว่าเพร์รีเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเขา"[158] คีธ คอลฟิลด์ จากนิตยสารบิลบอร์ด กล่าวว่า เธอเป็น "คนดังหายากที่มีความนิยมมหาศาลแต่ประพฤติตัวแบบติดดินกับกลุ่มผู้ติดตามเพร์รี หรือเคทีแคตส์ (KatyCats) ที่เธอรัก"[159]

กิจกรรมอื่น ๆ[แก้]

องค์กรการกุศล[แก้]

เพร์รีโพสท่าให้ช่างถ่ายรูปในงานกาลาแห่งหนึ่ง
เพร์รีเข้าร่วมงานยูนิเซฟสโนว์เฟลกบอลในปลายเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2012

เพร์รีได้ร่วมสนับสนุนองค์กรและหัวข้ออภิปรายการกุศลตลอดอาชีพด้านดนตรี เธออุทิศตนให้กับองค์กรที่มุ่งเน้นการปรับปรุงคุณภาพชีวิตและค่าธรรมเนียมของเด็ก ๆ เป็นพิเศษ ในเดือนเมษายน เธอเข้าร่วมองค์กรยูนิเซฟเพื่อช่วยเหลือเด็ก ๆ ในมาดากัสการ์ในด้านการศึกษาและโภชนาการ[160] ในวันที่ 3 ธันวาคม ค.ศ. 2013 เธอได้กลายเป็นทูตสันถวไมตรีของยูนิเซฟอย่างเป็นทางการ "ด้วยความมุ่งเน้นในการช่วยเด็กหนุ่มสาวในองค์กรเพื่อช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิตเด็ก ๆ และผู้ใหญ่ที่อ่อนแอที่สุดในโลก"[161] เงินส่วนหนึ่งที่ได้จากค่าตั๋วคอนเสิร์ตพริสมาติกเวิลด์ทัวร์จะเข้าองค์การยูนิเซฟ[99] ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2010 เธอช่วยสร้างและออกแบบมูลนิธิความหวังเด็กชาย/ความหวังเด็กหญิง (Boys Hope/Girls Hope) ในบัลติมอร์เพื่อเป็นที่พักให้กับคนหนุ่มสาวร่วมกับเรเวน ซิโมน, ชาคีล โอนีล และนักแสดงจากรายการเรียลลิตีเรื่อง เอ็กซ์ตรีมเมกโอเวอร์: โฮมเอดิชัน [162] เธอยังสนับสนุนการศึกษาของเด็ก ๆ ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2014 เพร์รีและนักร้องที่ได้รับเลือกชุดหนึ่งได้ร้องเพลง "เดซีเบลล์ (ไบซีเคิลบิลต์ฟอร์ทู)" จากอัลบั้มที่ออกควบคู่กับนิทรรศการศิลปะ "เดอะเกย์ 90s" ของจิตรกรชื่อ มาร์ก ไรเดน รายได้ทั้งหมดจากยอดขายของอัลบั้มจะถูกบริจาคเข้าองค์กรการกุศลชื่อลิตเติลคิดส์ร็อก ที่สนับสนุนการศึกษาดนตรีให้กับโรงเรียนประถมที่ด้อยโอกาส[104] ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2014 เธอร่วมมือกับบริษัทสเตเปิลในโปรเจกต์ชื่อ "เมกโรร์แฮปเพิน" ที่บริจาคเงิน 1 ล้านดอลล่าร์สหรัฐให้กับองค์กรโดเนอร์สชูส องค์กรที่สนับสนุนครูและหาทุนเพื่อสร้างห้องเรียนในโรงเรียนสาธารณะ[163]

เพร์รียังสนับสนุนองค์กรที่มุ่งช่วยเหลือผู้ป่วยโรคต่าง ๆ เช่นโรคมะเร็ง และเอดส์ ในระหว่างทัวร์คอนเสิร์ต 2008 วาปต์ทัวร์ เธอได้ทำเฝือกรูปหน้าอกที่จำลองแบบจากหน้าอกของเธอเพื่อหาเงินให้มูลนิธิคีปอะเบรสต์[164] เธอเป็นพิธีกรและแสดงดนตรีในคอนเสิร์ตวีแคนเซอร์ไวฟ์ ร่วมกับบอนนี แม็กคี, เคซี มัสเกรฟส์, ซารา บาเรลลิส, เอลลี โกลดิง และศิลปินคู่ ทีแกน และ ซารา ที่ฮอลลิวูดโบลในลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ในวันที่ 23 ตุลาคม ค.ศ. 2013 โดยบริจาครายได้จากคอนเสิร์ตให้กับองค์กรยังเซอร์ไวเวิลโคอะลิชัน องค์กรที่ช่วยเหลือผู้หญิงที่เป็นโรคมะเร็งเต้านม[165] ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2009 เธอได้ออกแบบชิ้นส่วนประดับเสื้อผ้าให้กับเอชแอนด์เอ็มในโครงการรณรงค์ "แฟชันต่อต้านเอดส์" (Fashion Against AIDS) ที่ช่วยหาเงินให้กับโครงการที่ตระหนักเรื่องโรคเอดส์[166]

รายได้จากซิงเกิล "พาร์ตออฟมี" ถูกบริจาคเข้าองค์การกุศลมิวสิแคส์ (MusiCares) ที่ช่วยนักดนตรียามตกทุกข์ได้ยาก[167] ในขณะทัวร์คอนเสิร์ตแคลิฟอร์เนียดรีมส์ทัวร์ เธอนำเงินมากกว่า 175,000 ดอลล่าร์ เข้ากองระดมทุนทิกเก็ตส์ฟอร์แชริตี เงินแบ่งให้กับ 3 องค์การ ได้แก่ กองทุนสุขภาพเด็ก (Children's Health Fund) องค์การเอื้อเฟื้อน้ำ (Generosity Water) และองค์การส่งเสริมมนุษยธรรมแห่งสหรัฐอเมริกา (The Humane Society of the United States)[168] ในวันเกิดครบรอบ 27 ปี เพร์รีได้สร้างหน้าเว็บบริจาคสำหรับสมาคมป้องกันความรุนแรงต่อสัตว์ (Society for the Prevention of Cruelty to Animals) ที่อ็อกแลนด์[169] และสร้างหน้าเว็บคล้าย ๆ กันให้กีบมูลนิธิเดวิด ลินช์ (David Lynch Foundation) ในวันเกิดอายุ 28 ปี[170] ในวันที่ 29 มีนาคม ค.ศ. 2014 เธอช่วยนำเงิน 2.4 ล้านดอลล่าร์สหรัฐให้กับพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย (Museum of Contemporary Art) ในลอสแอนเจลิสร่วมกับคนดังเช่น ไรอัน ซีเครสต์, ฟาร์เรลล์ วิลเลียมส์, ทิม อัลเลน, ลิซา เอเดลสไตน์ และไรลีย์ คีโอ[171]

การเมือง[แก้]

เพร์รีเป็นนักกิจกรรมสิทธิชายรักร่วมเพศคนหนึ่ง เธอสนับสนุนองค์กรการกุศลสโตนวอลล์ในโครงการรณรงค์ชื่อ "อิตเก็ตส์เบ็ตเทอร์.....ทูเดย์" เพื่อป้องกันการรังแกพวกรักร่วมเพศ[172] และทำมิวสิกวิดีโอเพลง "ไฟร์เวิร์ก" อุทิศให้กับโครงการอิตเก็ตส์เบ็ตเทอร์โปรเจกต์[173] เพร์รีกล่าวกับองค์กรดูซัมธิงเมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2008 ว่าเธอภูมิใจที่ได้เป็นนักสงเคราะห์ชายรักร่วมเพศ "ฉันเป็นคนที่ใจกว้างอยู่ตลอดเวลา และเชื่อในความเสมอภาค" เธอยืนยันว่าเธอไม่เห็นด้วยกับญัตติข้อที่ 8 ข้อกฎหมาย (ที่ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ) ว่าด้วยการสมรสที่ถูกกฎหมายจะต้องเกิดขึ้นจากผู้ชายและผู้หญิงเท่านั้นในแคลิฟอร์เนีย[174] ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2012 เพร์รีตั้งความหวังเกี่ยวกับความเสมอภาคของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBT) กล่าวว่า "หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะมองย้อนมาถึงเวลานี้และคิดอย่างที่เราคิดในขณะนี้เกี่ยวกับประเด็นสิทธิมนุษยชน[อื่น ๆ]" เราจะไม่ส่ายหน้าเป็นนัยว่าไม่เชื่อ บอกว่า 'ขอบคุณพระเจ้าที่เราเติบโตมา' นั่นจะเป็นคำอธิษฐานของฉันในวันข้างหน้า"[175] ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2012 เพร์รีได้รับรางวัลเทรเวอร์ฮีโรอะวอร์ด จากโครงการเดอะเทรเวอร์โปรเจกต์ สำหรับงานและนโยบายของเธอในฐานะคนหนุ่มสาวที่สนับสนุน LGBT[176] เธอเป็นผู้สนับสนุนสิทธิสตรี[177] และปรากฏในวิดีโอคลิปของโครงการ "ไชม์ฟอร์เชนจ์" เมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 2013 มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมอำนาจให้แก่ผู้หญิง[178] เธอยังกล่าวว่าความขาดแคลนการบริการทางสาธารณสุขฟรีในอเมริกาทำให้เธอ "บ้าจริงๆ" (absolutely crazy)[179]

เพร์รีสนับสนุนประธานาธิบดีบารัก โอบามา ในการลงเลือกตั้งสมัยที่สองและยกย่องที่เขาสนับสนุนการสมรสเพศเดียวกัน[180] และความเสมอภาค[181] ผ่านทางทวิตเตอร์และการแสดงในงานชุมนุม เธอแสดงในงานชุมนุมให้แก่โอบามา 3 ครั้งในลอสแอนเจลิส ลาสเวกัส และวิสคอนซิน โดยร้องเพลง "เล็ตส์สเตย์ทูเก็ตเตอร์" และเพลงของเธออีกหลายเพลง ในระหว่างการแสดง เธอสวมชุดที่ทำเลียนแบบใบลงคะแนนเลือกตั้งที่กาช่องเลือกโอบามา[182] ในทวิตเตอร์ เธอเชิญชวนให้ผู้ติดตามเลือกโอบามาด้วย[183] ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2013 เพร์รีรณรงค์ให้สาธารณชนไม่เลือกโทนี แอ็บบอตต์ให้เป็นนายกรัฐมนตรีของออสเตรเลีย เพราะว่าเขาต่อต้านการสมรสกับชายรักร่วมเพศ และบอกว่าแอ็บบอตต์ว่า "ฉันรักคุณในฐานะมนุษย์คนหนึ่งแต่ฉันไม่อาจเลือกคุณได้"[184] ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2014 เธอเข้าร่วมงานแถลงข่าวทางการเมืองเพื่อสนับสนุนมาเรียน วิลเลียมสัน ในโครงการรณรงค์ของเขตเลือกตั้งที่ 33 แห่งแคลิฟอร์เนีย[185]


ความสำเร็จ[แก้]

ดูบทความหลักที่: List of awards and nominations received by Katy Perry

ตลอดอาชีพนักร้องของเธอ เพร์รีได้รับรางวัลอเมริกันมิวสิกอะวอดส์ 2 สาขา[186][187] รางวัลเอ็มทีวีวิดีโอมิวสิกอะวอดส์ 4 สาขา[188][189] รางวัลพีเพิลส์ช้อยส์อะวอดส์ 14 สาขา[190] และรางวัลกินเนสส์เวิลด์เรเคิดส์ 2 สาขา[35][52] ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2012 บิลบอร์ดขนานนามให้เธอเป็น "ผู้หญิงแห่งปี" (Woman of the Year)[101] เธอมีเพลงอยู่บน 10 อันดับแรกของชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 นานติดต่อกันมากที่สุดถึง 69 สัปดาห์ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2010 ถึงกันยายน ค.ศ. 2011[53][191] อัลบั้ม ทีนเอจดรีม เป็นอัลบั้มของนักร้องผู้หญิงอัลบั้มแรกที่มีเพลงที่ขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ตบิลบอร์ดได้ทั้งหมด 5 เพลง และเป็นอัลบั้มที่สองรองจากอัลบั้ม แบด ของไมเคิล แจ็กสัน (ค.ศ. 1987)[51] สมาพันธ์ผู้ผลิตสิ่งบันทึกเสียงระหว่างประเทศประกาศให้เธอเป็น ศิลปินหญิงระดับโลกแห่งปี ค.ศ. 2013 (Top Global Female Recording Artist of 2013)[102] นับจนถึงเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2014 เธอมีเพลงที่ขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ตฮอต 100 ทั้งหมด 9 เพลง เพลงล่าสุดคือ "ดาร์กฮอร์ส"[94]

จากข้อมูลของสมาคมผู้ประกอบกิจการเพลงของสหรัฐอเมริกา เพร์รีเป็นศิลปินที่มีดิจิตอลซิงเกิลขายดีที่สุดในสหรัฐอเมริกา ขายได้ทั้งหมด 72 ล้านซิงเกิลผ่านช่องทางออนดีมานด์สตรีมมิง (on-demand streaming)[192] เพลง "ไฟร์เวิร์ก", "อี.ที.", "แคลิฟอร์เนียเกิลส์", "ฮอตเอ็นโคลด์", "โรร์" และ "ดาร์กฮอร์ส" ต่างขายได้มากกว่า 5 ล้านหน่วยดิจิตอล[193] นับถึงเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2013 เพร์รีขายได้ทั้งหมด 11 ล้านอัลบั้ม และ 81 ล้านซิงเกิลทั่วโลก[194][195]

ผลงาน[แก้]

ทัวร์[แก้]

คอนเสิร์ตของตัวเอง

คอนเสิร์ตร่วมกับศิลปินอื่น

ผลงานการแสดง[แก้]

โทรทัศน์
ปี ชื่อ บทบาท หมายเหตุ
2008 Young and the Restless, TheThe Young and the Restless ตัวเธอเอง ตอนที่ 8914
Wildfire ตัวเธอเอง "Life's Too Short" (Season 4, episode 8)
2010 American Idol กรรมการรับเชิญ "Season 9, episode 5"
The X Factor กรรมการรับเชิญ "Series 7, episode 2"
Sesame Street ตัวเธอเอง Online special (deleted from televised episode due to viewer controversy)
The Simpsons ตัวเธอเอง 1 episode, "The Fight Before Christmas"
Extreme Makeover: Home Edition ตัวเธอเอง "Boys Hope/Girls Hope" (Season 8, Episode 1)
2010–2011 Saturday Night Live ตัวเธอเอง / พิธีกร / Musical Guest "Amy Poehler/Katy Perry" (Season 36, episode 681)
"Katy Perry/Robyn" (Season 37, episode 710)
2011 How I Met Your Mother ฮันนี 1 episode, "Oh Honey"
People's Choice Award for Favorite TV Guest Star
America's Got Talent กรรมการรับเชิญ July 27 (Season 6, Qtr Finals 3 results)
"50 Greatest Wedding Shockers" ตัวเธอเอง TV Documentary
2012 Raising Hope ริกกี 1 episode, "Single White Female Role Model"
ภาพยนตร์
ปี ชื่อ บทบาท หมายเหตุ
2010 Get Him to the Greek ตัวเธอเอง ฉากที่ถูกตัดทิ้ง
Uncredited
Out in the Desert ตัวเธอเอง Post-production
2011 The Smurfs Smurfette ให้เสียง
Kids' Choice Award for Favorite Voice from an Animated Movie
Nominated – People's Choice Award for Favorite Animated Movie Voice
The Muppets ตัวเธอเอง ฉากที่ถูกตัดทิ้ง
Cameo appearance
2012 Katy Perry: Part of Me ตัวเธอเอง นักแสดงนำ
3D film

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 1.3 1.4 1.5 1.6 1.7 1.8 Cutforth, Dan; Lipsitz, Jane (directors);Perry, Katy (autobiographer) (July 5, 2012). Katy Perry: Part of Me (Motion picture). United States; filmed in studios:Insurge Pictures, Imagine Entertainment, Perry Productions et la.: Paramount Pictures. 
  2. 2.0 2.1 2.2 Graff, Gary (February 21, 2009). "Interview: Katy Perry—Hot N Bold". The Scotsman (Johnston Press). สืบค้นเมื่อ February 28, 2009. 
  3. 3.0 3.1 Robinson, Lisa (May 3, 2011). "Katy Perry on Her Religious Childhood, Her Career, and Her Marriage to Russell Brand". Vanity Fair (Advance Publications). 
  4. Wass, Mike (August 20, 2013). "7 Questions With David Hudson: His Movement, The Music & Advice From Big Sister Katy Perry". Idolator. Spin Media. สืบค้นเมื่อ April 30, 2014. 
  5. 5.0 5.1 5.2 5.3 E! Special: Katy Perry (Motion picture). United States; filmed in studios:E!: NBCUniversal. December 29, 2010. 
  6. 6.0 6.1 6.2 Wallace, Amy (January 19, 2014). "Katy Perry's GQ Cover Story". GQ (Advance Publications). สืบค้นเมื่อ February 6, 2014. 
  7. Grigoriadis, Vanessa (August 19, 2010). "Sex, God Katy Perry". Rolling Stone (Jann Wenner). สืบค้นเมื่อ May 20, 2014. 
  8. 8.0 8.1 Montgomery, James (June 24, 2008). "Katy Perry Dishes on Her 'Long And Winding Road' From Singing Gospel To Kissing Girls". MTV News. Viacom. สืบค้นเมื่อ February 15, 2009. 
  9. "Katy Perry Discusses Evangelical Childhood, Term 'Deviled Eggs' Banned from House". Billboard (Prometheus Global Media). May–June 2011. สืบค้นเมื่อ February 6, 2014. 
  10. Friedlander 2012, p. 8
  11. Friedlander 2012, p. 18
  12. 12.0 12.1 12.2 "Find Out What Influences Katy Perry's Cute Style!". Seventeen (Hearst Corporation). February 5, 2009. สืบค้นเมื่อ April 29, 2014. 
  13. Hudson 2012, p. 37
  14. "Phil Joel to play in West Hartford". West Hartford News. December 8, 2011. สืบค้นเมื่อ April 29, 2014. 
  15. Greenblatt, Leah (May 30, 2008). "'Kiss' Me, Katy". Entertainment Weekly (Time Inc.). สืบค้นเมื่อ April 29, 2014. 
  16. 16.0 16.1 Summers 2012, p. 11
  17. "Mick Jagger says he never hit on 18-year-old Katy Perry". USA Today (Gannett Company). October 31, 2013. สืบค้นเมื่อ October 31, 2013. 
  18. Hay, Carla (January 29, 2005). "'Alfie', 'Aviator', and 'Ray' Rack Up Awards". Billboard (Prometheus Global Media). สืบค้นเมื่อ April 24, 2014. 
  19. Leahey, Andrew. "Katy Perry: Biography". AllMusic. All Media Network. สืบค้นเมื่อ January 5, 2014. 
  20. Summers 2012, p. 12
  21. "Correction to the interview with Chris Anokute". HitQuarters. January 21, 2011. สืบค้นเมื่อ April 29, 2014. 
  22. 22.0 22.1 "Interview With Chris Anokute". HitQuarters. October 18, 2010. สืบค้นเมื่อ April 29, 2014. 
  23. Summers 2012, pp. 38–39
  24. Cohen, Jonathan (August 14, 2008). "Rihanna Topples Katy Perry on Hot 100". Billboard (Prometheus Global Media). สืบค้นเมื่อ March 15, 2014. 
  25. "One of the Boys". Metacritic. CBS Interactive. สืบค้นเมื่อ March 6, 2009. 
  26. "Katy Perry — Chart history". Billboard (Prometheus Global Media). สืบค้นเมื่อ March 2, 2009. 
  27. 27.0 27.1 "Katy Perry — Chart history". Billboard (Prometheus Global Media). สืบค้นเมื่อ June 26, 2014. 
  28. "Hot n Cold (Single)". Musicline. สืบค้นเมื่อ June 26, 2014. 
  29. "Katy Perry — Chart history". Billboard (Prometheus Global Media). สืบค้นเมื่อ June 26, 2014. 
  30. "Katy Perry on Warped 2008: Mosh Pits, Injuries and Andrew WK". Rolling Stone (Jann Wenner). August 25, 2008. สืบค้นเมื่อ April 3, 2014. 
  31. Ching, Albert (August 5, 2009). "Last Night: No Doubt, Katy Perry, the Sounds at Verizon Wireless Amphitheater". OC Weekly (Voice Media Group). สืบค้นเมื่อ May 20, 2014. 
  32. Kaufman, Gil (January 27, 2009). "The Matrix Drop Long-Lost Album Featuring Katy Perry". MTV News. Viacom. สืบค้นเมื่อ April 29, 2014. 
  33. Montgomery, James (October 12, 2009). "Katy Perry's MTV Unplugged Album Will Feature Two New Songs". MTV News. Viacom. สืบค้นเมื่อ April 28, 2014. 
  34. "Video: Timbaland f/ Katy Perry – 'If We Ever Meet Again'". Rap-Up (Rap-Up, LLC). January 18, 2010. สืบค้นเมื่อ August 2, 2010. 
  35. 35.0 35.1 Glenday, Craig (2010). Guinness World Records 2010. Random House LLC. p. 405. ISBN 978-1-9049-9450-3. 
  36. Vena, Jocelyn (August 20, 2008). "Katy Perry Responds To Rumors of Parents' Criticism: 'They Love And Support Me'". MTV News. Viacom. สืบค้นเมื่อ April 29, 2014. 
  37. "Katy Perry And Travis Split". MTV News. Viacom. January 5, 2009. สืบค้นเมื่อ April 29, 2014. 
  38. Vena, Jocelyn (June 4, 2010). "Katy Perry Explains Why She Was Cut From 'Get Him to the Greek'". MTV News. Viacom. สืบค้นเมื่อ February 18, 2012. 
  39. Ziegbe, Mawuse (September 4, 2010). "Katy Perry, Russell Brand's Love Story Began at the VMAs – Music, Celebrity, Artist News". MTV News. Viacom. สืบค้นเมื่อ November 9, 2010. 
  40. Heldman, Breanne L. (January 6, 2010). "Katy Perry and Russell Brand Engaged in India". E!. NBCUniversal. สืบค้นเมื่อ January 6, 2010. 
  41. Barrett, Annie (January 27, 2010). "'American Idol': The Kara vs. Katy Lifetime movie". Entertainment Weekly (Time Inc.). สืบค้นเมื่อ April 29, 2014. 
  42. "Katy Perry Hits Dublin For X Factor Auditions". MTV News. Viacom. June 28, 2010. สืบค้นเมื่อ June 28, 2010. 
  43. Montgomery, James (June 9, 2010). "Katy Perry's 'California Gurls' Makes History in Rise To #1". MTV News. Viacom. สืบค้นเมื่อ April 28, 2014. 
  44. Trust, Gary (June 9, 2010). "Katy Perry Speeds To No. 1 on Hot 100". Billboard (Prometheus Global Media). สืบค้นเมื่อ June 9, 2010. 
  45. Langhorne, Cyrus. "Eminem Gets Knocked from the Top, Drake Hits a Milli, Fantasia and Usher Make Strong Debuts". SOHH. 4Control Media. สืบค้นเมื่อ March 15, 2014. 
  46. "Teenage Dream Reviews". Metacritic. CBS Interactive. สืบค้นเมื่อ March 15, 2014. 
  47. Patricia Reaney (October 22, 2013). "Katy Perry shows vulnerability, maturity on new album 'Prism'". Reuters. สืบค้นเมื่อ June 3, 2014. 
  48. Pietroluongo, Silvio (December 8, 2010). "Katy Perry's 'Firework' Shines Over Hot 100". Billboard (Prometheus Global Media). สืบค้นเมื่อ December 8, 2010. 
  49. 49.0 49.1 "RIAA Crowns Katy Perry Top Certified Digital Artist Ever". Recording Industry Association of America. June 26, 2014. สืบค้นเมื่อ June 26, 2014. 
  50. Trust, Gary (March 30, 2011). "Katy Perry's 'E.T.' Rockets To No. 1 on Hot 100". Billboard (Prometheus Global Media). สืบค้นเมื่อ March 30, 2011. 
  51. 51.0 51.1 Trust, Gary (August 17, 2011). "Katy Perry Makes Hot 100 History: Ties Michael Jackson's Record". Billboard (Prometheus Global Media). สืบค้นเมื่อ August 17, 2011. 
  52. 52.0 52.1 Glenday, Craig (2013). Guinness World Records 2013. Random House LLC. p. 423. ISBN 978-1-9049-9487-9. 
  53. 53.0 53.1 Trust, Gary (September 7, 2011). "Adele's 'Someone Like You' Soars To No. 1 on Hot 100". Billboard (Prometheus Global Media). สืบค้นเมื่อ September 7, 2011. 
  54. Trust, Gary (December 26, 2011). "Katy Perry Notches Record Seventh No. 'One' From 'Teenage Dream' On Dance/Club Play Songs". Billboard (Prometheus Global Media). สืบค้นเมื่อ April 29, 2014. 
  55. Trust, Gary (February 11, 2012). "Katy Perry's' 'Part of Me' Hits iTunes, Radio Monday". Billboard (Prometheus Global Media). สืบค้นเมื่อ April 29, 2014. 
  56. "Katy Perry — Chart History". Billboard (Prometheus Global Media). สืบค้นเมื่อ June 20, 2012. 
  57. Loynes, Anna. "The Nielsen Company & Billboard's 2011 Music Industry Report". Business Wire. สืบค้นเมื่อ January 5, 2012. 
  58. Grein, Paul (January 19, 2012). "Week Ending Jan. 15, 2012. Songs: The Song That Won't Drop". Yahoo! Music. สืบค้นเมื่อ April 29, 2014. 
  59. "Top 25 Worldwide Tours (01/01/2011 – 12/31/2011)". Pollstar (Pollstar, Inc.). December 28, 2011. สืบค้นเมื่อ December 28, 2011. 
  60. "Rock in Rio 2011: A hora e a vez do pop". Jornal da Cidade de Bauru (ใน Portuguese). September 26, 2011. สืบค้นเมื่อ November 5, 2011. 
  61. "Katy Perry Too Hot for 'Sesame Street'?". CBS News. CBS Corporation. September 23, 2010. สืบค้นเมื่อ January 14, 2014. 
  62. "Katy Perry mocks Sesame Street ban". Capital. Global Group. สืบค้นเมื่อ January 14, 2014. 
  63. Kaufman, Gil (September 27, 2010). "Katy Perry to appear on 'The Simpsons' in December". MTV News. Viacom. สืบค้นเมื่อ August 19, 2011. 
  64. Tucker, Ken (February 7, 2011). "How I Met Your Mother: 'Oh Honey'". Entertainment Weekly. Time Inc. สืบค้นเมื่อ August 27, 2011. 
  65. "Katy Perry Wins Five People's Choice Awards Including Fave Guest Star for 'How I Met Your Mother'". The Hollywood Reporter (Prometheus Global Media). January 11, 2012. สืบค้นเมื่อ February 25, 2014. 
  66. "The Smurfs (2011)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ November 6, 2011. 
  67. "The Smurfs". Rotten Tomatoes. Flixster. สืบค้นเมื่อ January 16, 2014. 
  68. McGee, Ryan (December 11, 2011). "Recap: Saturday Night Live – Katy Perry and Robyn". HitFix. สืบค้นเมื่อ August 8, 2013. 
  69. Warner (March 7, 2012). "Katy Perry: Part Of Me' Concert Movie Due This Summer". MTV News. Viacom. สืบค้นเมื่อ April 27, 2014. 
  70. "Katy Perry: Part of Me (2012)". Rotten Tomatoes. Flixster. สืบค้นเมื่อ August 4, 2012. 
  71. "Katy Perry: Part of Me". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ August 16, 2012. 
  72. "Katy Perry To Launch Perfume". MTV News. Viacom. July 23, 2010. สืบค้นเมื่อ May 19, 2014. 
  73. Perry, Katy. "Meow! by Katy Perry Eau de Parfum". Nordstrom. สืบค้นเมื่อ November 2011. 
  74. Sweeney, Mark (January 17, 2012). "Katy Perry becomes a Sim". The Guardian (Guardian Media Group). สืบค้นเมื่อ January 22, 2012. 
  75. "The Sims 3 Katy Perry's Sweet Treats". Electronic Arts. สืบค้นเมื่อ April 3, 2014. 
  76. Donnelly, Matt (July 25, 2012). "First Look: Katy Perry joins Popchips as its face, an investor". Los Angeles Times (Tribune Company). สืบค้นเมื่อ July 25, 2012. 
  77. Greenburg, Zack O'Malley (December 14, 2011). "The Top-Earning Women In Music 2011". Forbes (Forbes Inc.). สืบค้นเมื่อ December 14, 2011. 
  78. "Music's Top 40 Money Makers 2012". Billboard (Prometheus Global Media). March 9, 2012. สืบค้นเมื่อ March 9, 2012. 
  79. Ganguly, Prithwish (October 26, 2010). "Katy affirms Brand loyalty". The Times of India (The Times Group). สืบค้นเมื่อ November 9, 2010. 
  80. 80.0 80.1 Woods, Vicki (June 2013). "Katy Perry's First Vogue Cover". Vogue (Advance Publications). สืบค้นเมื่อ July 2013. 
  81. 81.0 81.1 Diehl, Matt (September 27, 2013). "Katy Perry's 'PRISM': The Billboard Cover Story". Billboard (Prometheus Global Media). สืบค้นเมื่อ September 27, 2013. 
  82. Fossi, Michele (June 22, 2012). "The new cover with Katy Perry on L'Uomo Vogue". Vogue. Advance Publications. สืบค้นเมื่อ March 14, 2014. 
  83. "John Mayer Dedicates Song to Katy Perry During Tour Opener". Billboard (Prometheus Global Media). July 8, 2013. สืบค้นเมื่อ July 11, 2013. 
  84. "Katy Perry Won't Rush New Album: "I Know Exactly The Record I Want To Make Next"". Capital. Global Group. December 1, 2012. สืบค้นเมื่อ May 19, 2014. 
  85. "Katy Perry inspired by Madonna". MTV News. Viacom. June 29, 2012. สืบค้นเมื่อ April 29, 2014. 
  86. Garibaldi, Christina (August 27, 2013). "Katy Perry 'Lets the Light In' On Prism". MTV News. Viacom. สืบค้นเมื่อ August 28, 2013. 
  87. Caulfield, Keith (August 10, 2013). "Katy Perry's 'Roar' Arrives Early: Listen". Billboard (Prometheus Global Media). สืบค้นเมื่อ May 19, 2014. 
  88. Wickman, Kase (August 26, 2013). "Katy Perry Makes Brooklyn 'Roar' With Epic VMA Finale". MTV News. Viacom. สืบค้นเมื่อ May 19, 2014. 
  89. Trust, Gary (September 4, 2013). "Katy Perry Dethrones Robin Thicke Atop Hot 100". Billboard (Prometheus Global Media). สืบค้นเมื่อ September 4, 2013. 
  90. Benjamin, Jeff (October 16, 2013). "Katy Perry Wails on New Single "Unconditionally"". Fuse. The Madison Square Garden Company. สืบค้นเมื่อ October 16, 2013. 
  91. Caulfield, Keith. "Katy Perry's 'PRISM' Shines at No. 1 on Billboard 200". Billboard (Prometheus Global Media). สืบค้นเมื่อ November 9, 2013. 
  92. Gundersen, Edna (October 22, 2013). "Live stream: Katy Perry's 'Prism' album release party". USA Today (Gannett Company). สืบค้นเมื่อ May 22, 2014. 
  93. Trust, Gary (December 9, 2013). "Perry's 'Dark Horse' Hit". Billboard (Prometheus Global Media). สืบค้นเมื่อ December 18, 2013. 
  94. 94.0 94.1 Trust, Gary (January 29, 2014). "Katy Perry's 'Dark Horse' Gallops to No. 1 on Hot 100". Billboard (Prometheus Global Media). สืบค้นเมื่อ January 29, 2014. 
  95. "CHR/Top 40". Radio & Records. Archived from the original on April 11, 2014. สืบค้นเมื่อ April 11, 2014. 
  96. "Rhythmic". Radio & Records. Archived from the original on April 11, 2014. สืบค้นเมื่อ April 11, 2014. 
  97. Danton, Eric R. (August 13, 2013). "Listen to John Mayer's 'Paradise Valley' Now". Rolling Stone (Jann Wenner). สืบค้นเมื่อ August 13, 2013. 
  98. Lipshutz, Jason (November 18, 2013). "Katy Perry Announces First 'PRISMATIC' World Tour Dates". Billboard (Prometheus Global Media). สืบค้นเมื่อ April 29, 2014. 
  99. 99.0 99.1 Ryan, Reed (January 15, 2014). "Katy Perry Cues Up 'Prismatic' World Tour". Rolling Stone (Jann Wenner). สืบค้นเมื่อ April 28, 2014. 
  100. Hill, Dan (February 26, 2014). "Katy Perry's Prismatic World Tour!". 2Day FM. Austereo Radio Network. สืบค้นเมื่อ May 25, 2014. 
  101. 101.0 101.1 "Katy Perry: Billboard's Woman of the Year". Billboard (Prometheus Global Media). September 25, 2012. สืบค้นเมื่อ April 29, 2014. 
  102. 102.0 102.1 Brandle, Lars (January 30, 2014). "One Direction Named Most Popular Recording Artist for 2013". Billboard (Prometheus Global Media). สืบค้นเมื่อ February 5, 2014. 
  103. "Katy Perry Becomes the RIAA's All-Time Top Digital Artist". Billboard (Prometheus Global Media). June 26, 2014. สืบค้นเมื่อ June 26, 2014. 
  104. 104.0 104.1 Williams, Maxwell (May 2, 2014). "Katy Perry Featured on Pop Artist Mark Ryden's $100 'Gay Nineties' Album". The Hollywood Reporter (Prometheus Global Media). สืบค้นเมื่อ May 3, 2014. 
  105. Press, Associate (May 21, 2014). "Katy Perry Added to US National Portrait Gallery". Billboard (Prometheus Global Media). สืบค้นเมื่อ May 29, 2014. 
  106. "Katy Perry taped background vocals for 'Ooh La La'". United Press International. News World Communications. July 29, 2013. สืบค้นเมื่อ August 8, 2013. 
  107. "The Smurfs 2 (2013)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ April 29, 2014. 
  108. "The Smurfs 2". Rotten Tomatoes. Flixster. สืบค้นเมื่อ January 16, 2014. 
  109. Wilson, Gaby (May 3, 2013). "Katy Perry Launches Third Fragrance: Killer Queen". MTV News. Viacom. สืบค้นเมื่อ June 18, 2013. 
  110. "Katy Perry to Guest Curate Madonna's Art for Freedom Project". Billboard (Prometheus Global Media). January 7, 2014. สืบค้นเมื่อ May 26, 2014. 
  111. Lindner, Emilee (June 17, 2014). "Katy Perry Starts Her Own Record Label and Reveals First Signee". MTV News. Viacom. สืบค้นเมื่อ June 17, 2014. 
  112. Greenburg, Zack O'Malley (December 12, 2012). "The Top-Earning Women In Music 2012". Forbes (Forbes Inc.). สืบค้นเมื่อ December 12, 2012. 
  113. Greenburg, Zack O'Malley (December 11, 2013). "The Top-Earning Women In Music 2013". Forbes (Forbes Inc.). สืบค้นเมื่อ December 11, 2013. 
  114. "Katy Perry on the 180 That Saved Her Career". NPR. National Public Radio, Inc. October 26, 2013. สืบค้นเมื่อ February 3, 2014. 
  115. Schneider, Marc (May 12, 2012). "Katy Perry Wants a 'Fucking Vacation' After Next Single". Billboard (Prometheus Global Media). สืบค้นเมื่อ February 3, 2014. 
  116. "Freddie Mercury inspired Katy Perry to 'Kiss a Girl'". NME (IPC Media). สืบค้นเมื่อ February 3, 2014. 
  117. "Katy Perry, The Things They Say". Contactmusic.com. Channel 4. สืบค้นเมื่อ February 3, 2014. 
  118. Wiig, Kristen (March 2, 2012). "Katy Perry". Interview (Brant Publications). สืบค้นเมื่อ February 3, 2014. 
  119. 120.0 120.1 Mitchell, Gail (November 30, 2012). "Katy Perry Q&A: Billboard's Woman of the Year 2012". Billboard (Promethues Global Media). สืบค้นเมื่อ November 30, 2012. 
  120. Michaels, Sean. "Katy Perry wants to go folk acoustic – in style of Joni Mitchell". The Guardian (Guardian Media Group). สืบค้นเมื่อ February 3, 2014. 
  121. Dinh, James (April 6, 2012). "Katy Perry's 'Part of Me' Film Inspired By Madonna". MTV News. Viacom. สืบค้นเมื่อ April 29, 2014. 
  122. Friedlander 2012, p. 123
  123. Rutherford, Kevin (October 22, 2013). "Katy Perry Reveals 'Prism' Influences, Adds Stripped-Down Performances at Album Release Event". Billboard (Prometheus Global Media). สืบค้นเมื่อ December 9, 2013. 
  124. 125.0 125.1 125.2 Hirschberg, Lynn (October 22, 2013). "Katy Perry". W (Advance Publications). สืบค้นเมื่อ November 2013. 
  125. Reed, James (October 20, 2013). "Perry shows many colors on 'Prism'". The Boston Globe (John W. Henry). สืบค้นเมื่อ February 7, 2014. 
  126. Wallace, Amy (January 19, 2014). "Katy Perry's GQ Profile Outtakes: Going Back to School, Dating Musicians and Plastic Surgery". GQ (Advance Publications). สืบค้นเมื่อ February 2014. 
  127. Hoffman, Claire (December 9, 2013). "Katy Conquers All". Marie Claire (Hearst Corporation). สืบค้นเมื่อ December 10, 2013. 
  128. Kot, Greg (October 20, 2013). "Katy Perry album review; Prism reviewed". Chicago Tribune (Tribune Company). สืบค้นเมื่อ February 5, 2014. 
  129. Roberts, Randall (October 22, 2013). "Review: Hits pack Katy Perry's 'Prism'". Los Angeles Times (Tribune Company). สืบค้นเมื่อ February 4, 2014. 
  130. Guilty Pleasure. Ashley Tisdale. Warner Bros. Records. 2009. 
  131. Vena, Jocelyn. "Selena Gomez 'Had To Fight' To Get Katy Perry Song 'Rock God'". MTV News. Viacom. สืบค้นเมื่อ September 22, 2010. 
  132. When the Sun Goes Down. Selena Gomez & the Scene. Hollywood Records. 2011. 
  133. Jessie James. Jessie James. Mercury Records, The Island Def Jam Music Group. 2009. 
  134. All I Ever Wanted. Kelly Clarkson. RCA Records/19 Recordings. 2009. 
  135. Castellanos, Melissa (September 26, 2008). "Second Cup Cafe: Lesley Roy". CBS. CBS Corporation. สืบค้นเมื่อ May 24, 2014. 
  136. Britney Jean. Britney Spears. RCA Records. 2013. 
  137. The New Classic. Iggy Azalea. The Island Def Jam Music Group. 2014. 
  138. Grewal, Samar (October 9, 2008). "Review: Katy Perry – One of the Boys". Rolling Stone (Jann Wenner). สืบค้นเมื่อ March 16, 2014. 
  139. Pirkin, Steven (February 1, 2009). "Review: 'Katy Perry'". Variety (Penske Media Corporation). สืบค้นเมื่อ March 16, 2014. 
  140. Clarke, Betty (October 1, 2013). "Katy Perry – review". The Guardian (Guardian Media Group). สืบค้นเมื่อ February 5, 2014. 
  141. Sheffield, Rob. "Teenage Dream". Rolling Stone (Jann Wenner). สืบค้นเมื่อ February 5, 2014. 
  142. Harvey, Darren (September 15, 2008). "Katy Perry – One of the Boys". musicOMH. สืบค้นเมื่อ February 5, 2014. 
  143. Miller, Alex. "NME Album Reviews – Katy Perry". NME (IPC Media). สืบค้นเมื่อ February 5, 2014. 
  144. McNulty, Bernadette (October 1, 2013). "Katy Perry, iTunes Festival, Roundhouse, review". The Daily Telegraph (Telegraph Media Group). สืบค้นเมื่อ February 5, 2014. 
  145. Hudson, Kathryn (August 29, 2013). "Katy Perry: Elle Canada Interview". Elle (Hachette Filipacchi Médias). สืบค้นเมื่อ February 6, 2014. 
  146. George, Kat (May 24, 2014). "Does Madonna Need Katy Perry More Than Katy Perry Needs Madonna?". Vice (Vice Media). สืบค้นเมื่อ May 29, 2014. 
  147. "2010 Hot 100". Maxim (Biglari Holdings Inc.). สืบค้นเมื่อ December 1, 2013. 
  148. "The Hottest Women of 2013". Men's Health (Rodale, Inc.). January 2013. สืบค้นเมื่อ April 29, 2014. 
  149. 150.0 150.1 Apodaca, Rose. "Katy Perry's Interview – Quotes from Katy Perry". Harper's Bazaar (Hearst Corporation). สืบค้นเมื่อ February 6, 2014. 
  150. Larson, John (September 14, 2010). "Katy Perry // "Teenage Dream"". Tacoma Weekly (Pierce County Community Newspaper Group). สืบค้นเมื่อ June 19, 2013. 
  151. Menyes, Carolyn (July 12, 2012). "Katy Perry Asked to Ditch Hazardous Peppermint Bra". Billboard (Prometheus Global Media). สืบค้นเมื่อ June 19, 2013. 
  152. "Fashion Fireworks: Katy Perry's Best Performance Looks". Vogue (Advance Publications). สืบค้นเมื่อ February 6, 2014. 
  153. Lyons Powell, Hannah. "Katy Perry's Changing Style and Fashion". Glamour (Advance Publications). สืบค้นเมื่อ February 6, 2014. 
  154. Young, Katy (October 1, 2013). "Katy Perry reveals her perfume preferences". The Daily Telegraph (Telegraph Media Group). สืบค้นเมื่อ October 1, 2013. 
  155. Hollister, Sean (November 3, 2013). "Katy Perry passes Justin Bieber as most popular person on Twitter". The Verge (Vox Media). สืบค้นเมื่อ November 4, 2013. 
  156. Buli, Liv (January 31, 2014). "Katy Perry Hits 50 Million Twitter Followers". Billboard (Prometheus Global Media). สืบค้นเมื่อ February 1, 2014. 
  157. Pomerantz, Dorothy. "Katy Perry – In Photos: Social Networking Superstars". Forbes (Forbes Inc.). สืบค้นเมื่อ February 6, 2014. 
  158. Gundersen, Edna (October 21, 2013). "Katy Perry tells how to 'tame the social media dragon'". USA Today (Gannett Company). สืบค้นเมื่อ February 7, 2014. 
  159. "Katy Perry teams up with UNICEF and visits children in Madagascar". UNICEF. Anthony Lake. สืบค้นเมื่อ April 7, 2013. 
  160. "Katy Perry is UNICEF's newest Goodwill Ambassador". UNICEF. Anthony Lake. December 3, 2013. สืบค้นเมื่อ April 28, 2014. 
  161. "Boys Hope/Girls Hope". American Broadcasting Company. The Walt Disney Company. สืบค้นเมื่อ April 28, 2014. 
  162. Trakin, Roy (June 12, 2014). "Katy Perry and Staples 'Make Roar Happen' to Help Support Teachers". Billboard (Prometheus Global Media). สืบค้นเมื่อ June 18, 2014. 
  163. "The Keep A Breast Foundation". Keep A Breast Foundation. สืบค้นเมื่อ May 20, 2014. 
  164. Aguila, Justino (October 24, 2013). "Katy Perry Hosts Famous Friends, Previews Next Tour at Hollywood Bowl: Live Review". Billboard (Prometheus Global Media). สืบค้นเมื่อ April 28, 2014. 
  165. Vena, Jocelyn. "Katy Perry, Tokio Hotel Join H&M for Fashion Against AIDS". MTV News. Viacom. สืบค้นเมื่อ March 14, 2014. 
  166. Myers, Alexandra (February 16, 2012). "Katy Perry donates proceeds from new single to charity". Yahoo! News. สืบค้นเมื่อ May 25, 2014. 
  167. "Katy Perry Celebrates Over $175K Raised for Charity on Her California Dreams Tour through Tickets-for-Charity". Santa Barbara Independent (Joe Cole). December 14, 2011. สืบค้นเมื่อ April 28, 2014. 
  168. "Katy Perry Asks For Charity Donations To Mark Birthday". Contactmusic.com. Channel 4. October 26, 2011. สืบค้นเมื่อ November 11, 2011. 
  169. Davidson, Danica. "Sweet Treat: Katy Perry asks for Charitable Donations for her 28th Birthday". MTV. สืบค้นเมื่อ 27 June 2014. 
  170. Daunt, Tina (March 31, 2014). "Katy Perry, Pharrell Williams Help Raise $2.4 Million for MOCA". Billboard (Prometheus Global Media). สืบค้นเมื่อ April 10, 2014. 
  171. "High profile support: Other messages". Stonewall. November 17, 2010. สืบค้นเมื่อ March 13, 2014. 
  172. Mapes, Jillian (October 28, 2010). "Katy Perry Dedicates Leaked 'Firework' Video to LGBT Campaign". Billboard (Prometheus Global Media). สืบค้นเมื่อ April 28, 2014. 
  173. "Katy Perry talks about gay rights in interview with CGG". Do Something. November 4, 2008. สืบค้นเมื่อ November 5, 2011. 
  174. Hauser, Brooke (June 28, 2012). "Katy Perry Celebrates Her Independence". Parade (Advance Publications). สืบค้นเมื่อ February 6, 2014. 
  175. "Katy Perry Accepts Hero Award From Trevor Project". Contactmusic.com. 4 Channel. December 3, 2012. สืบค้นเมื่อ April 28, 2014. 
  176. Stampler, Laura (March 18, 2014). "Katy Perry: Maybe I am a Feminist After All". Time (Time Inc.). สืบค้นเมื่อ June 16, 2014. 
  177. Levinson, Lauren (April 16, 2013). "Watch: Beyoncé, Blake Lively, Katy Perry, and More Unite in Chime for Change Video". Elle (Hachette Filipacchi Médias). สืบค้นเมื่อ April 28, 2014. 
  178. "Katy Perry Talks Body Image, Fame, and Politics in Rolling Stone Cover Story". Rolling Stone (Jann Wenner). June 22, 2011. สืบค้นเมื่อ February 16, 2014. 
  179. Porter, Amber (Oct 8, 2012). "Katy Perry Nails it for Obama". ABC News. The Walt Disney Company. สืบค้นเมื่อ November 4, 2012. 
  180. Strecker, Erin (November 1, 2012). "Katy Perry performing another free concert at Obama rally". Entertainment Weekly (Time Inc.). สืบค้นเมื่อ November 4, 2012. 
  181. Strecker, Erin. "Katy Perry performs at third President Obama rally in Wisconsin". Entertainment Weekly (Time Inc.). สืบค้นเมื่อ February 9, 2014. 
  182. Nessif, Bruna (November 5, 2012). "K2012 Election: Katy Perry, George Lopez, Rashida Jones, and More Take to Twitter to Get Out the Vote". E!. NBCUniversal. สืบค้นเมื่อ February 16, 2014. 
  183. "Katy Perry confronts Tony Abbott on gay marriage". The Daily Telegraph (Telegraph Media Group). August 15, 2013. สืบค้นเมื่อ February 6, 2014. 
  184. Schwiegershausen, Erica (April 9, 2014). "Katy Perry Exposed a Springy Strip of Upper Belly". New York (New York Media, LLC). สืบค้นเมื่อ April 9, 2014. 
  185. Dinh, James (November 20, 2011). "Katy Perry Strips Down 'One That Got Away' At AMAs". MTV News. Viacom. สืบค้นเมื่อ April 26, 2014. 
  186. "AMAs 2012: Full Winners List". Billboard (Prometheus Global Media). November 18, 2012. สืบค้นเมื่อ April 26, 2014. 
  187. Vary, Adam B. (August 28, 2011). "MTV 2011 VMAs: Katy Perry, Lady Gaga, Adele big winners". Entertainment Weekly (Time Inc.). สืบค้นเมื่อ September 10, 2011. 
  188. "MTV Video Music Awards 2012: List of winners". CBS. CBS Corporation. September 6, 2012. สืบค้นเมื่อ April 27, 2014. 
  189. People's Choice Awards for Katy Perry:
  190. Trust, Gary (May 12, 2011). "Katy Perry Celebrates Year in Hot 100's Top 10". Billboard (Prometheus Global Media). สืบค้นเมื่อ May 13, 2011. 
  191. "RIAA – Top Artists (Digital Singles)". Recording Industry Association of America. สืบค้นเมื่อ May 26, 2014. 
  192. Grein, Paul (May 21, 2014). "MJ Makes Hot 100 History". Yahoo! Music. Yahoo!. สืบค้นเมื่อ May 21, 2014. 
  193. "Katy Perry First Confirmed Performer For Capital FM's Jingle Bell Ball 2013". Capital. Global Group. November 6, 2013. 
  194. "Katy Perry To Headline Day One of 2013 Jingle Bell Ball". MTV News. Viacom. November 6, 2013. สืบค้นเมื่อ April 28, 2014.