โจนี มิตเชลล์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
โจนี มิตเชลล์
Joni Mitchell 2004.jpg
มิตเชลล์แสดงในเจนัว อิตาลี
ข้อมูลพื้นฐาน
ชื่อจริง โรเบอร์ตา โจแอน แอนเดอร์สัน
แหล่งกำเนิด Fort Macleod, Alberta, แคนาดา
แนวเพลง โฟล์กร็อก, โฟล์กป็อป, แจ๊ส, อาร์ตร็อก, เวิลด์มิวสิก
อาชีพ นักร้อง-นักแต่งเพลง, โปรดิวเซอร์, นักดนตรี, ศิลปิน
ช่วงปี 1964–ปัจจุบัน
ค่ายเพลง Reprise (1968-1972, 1994-2001)
Asylum (1972-1981)
Geffen (1982-1993)
Nonesuch (2002)
Hear Music (2007-present)
เว็บไซต์ www.JoniMitchell.com

โจนี มิตเชลล์ (อังกฤษ: Joni Mitchell), CC เกิดเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ค.ศ. 1943 เป็นนักดนตรี นักร้อง นักแต่งเพลง และจิตรกรชาวแคนาดา[1]

มิตเชลล์เริ่มร้องเพลงในไนต์คลับเล็ก ๆ ในแถบตะวันตกของแคนาดาจากนั้นแสดงดนตรีในที่สาธารณะตามท้องถนนในโตรอนโต กลางทศวรรษ 1960 เธอออกจากเมืองไปนิวยอร์กซิตีที่เต็มไปด้วยเพลงโฟล์ก บันทึกเสียงอัลบั้มแรกในปี 1968 และประสบความสำเร็จครั้งแรกในฐานะนักแต่งเพลง ("Urge for Going", "Chelsea Morning", "Both Sides Now", "Woodstock") และเธอก็ก้าวมาเป็นนักร้อง[2] จากนั้นมาตั้งรกรากทางใต้ของแคลิฟอร์เนีย มิตเชลล์ถือเป็นบุคคลสำคัญของดนตรีแนวโฟล์กร็อก อัลบั้ม Blue ในปี 1971 ถือเป็นผลงานที่แข็งแรงและมีอิทธิพลที่สุดอัลบั้มหนึ่ง[3] มิตเชลล์มีผลงานเพลงป็อปเช่นกัน อย่างเช่นเพลงดัง "Big Yellow Taxi", "Free Man in Paris" และ "Help Me" สองเพลงหลังจากอัลบั้มขายดีที่สุดในปี 1974 ชุด Court and Spark[4]

มิตเชลล์มีเสียงแบบโซปราโน กับสไตล์กีตาร์ที่กลมกลืนเด่นชัด และการเรียบเรียงเปียโน ที่ประสานกันอย่างซับซ้อน ผ่านแนวเพลงสไตล์ยุค 70 ที่เธอได้รับอิทธิพลจากเพลงแจ๊สอย่างมาก ผสมผสานกับเพลงป็อป โฟล์กและร็อก อย่างเช่นในผลงานชุดทดลองอย่าง Hejira ในปี 1976 เธอยังร่วมทำงานกับศิลปินแจ๊สอย่าง เวย์น ชอร์เตอร์, เจโค พาสโทเรียส, เฮอร์บีย์ แฮนค็อก และชาร์ลส มินกัส[5] จากทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา มิตเชลล์เริ่มมีผลานบันทึกเสียงและออกทัวร์น้อยลง เนื่องจากเธอหันหลังให้กับเพลงป็อป โดยจะทำผลงานที่ดียิ่งขึ้นโดยใช้เครื่องสังเคราะห์เสียงและมีเนื้อหาทักท้วงการเมืองในเนื้อเพลง ที่มักเอ่ยอ้างถึงสังคมผู้ชายและประเด็นสิ่งแวดล้อม ร่วมกับเนื้อหาความรักและอารมณ์

งานของมิตเชลล์เป็นที่ยอมรับทั้งกับนักวิจารณ์และนักดนตรี นิตยสารโรลลิงสโตน เรียกเธอว่า "หนึ่งในนักเขียนเพลงที่ดีที่สุด"[6] ขณะที่ออลมิวสิก พูดว่า "เมื่อธุลีเกิดขึ้น โจนี มิตเชลล์จะยืนเป็นสิ่งสำคัญและมีอิทธิพลให้กับศิลปินหญิงในปลายศตวรรษที่ 20"[7] ในช่วงสิ้นสุดศตวรรษ มิตเชลล์มีอิทธิพลให้กับศิลปินหลากหลายแนวเพลงตั้งแต่อาร์แอนด์บีไปถึงอัลเทอร์เนทีฟร็อกจนถึงแจ๊ส[8] มิตเชลล์ ยังเป็นจิตรกร เธอสร้างสรรค์ผลงานศิลปินบนปกอัลบั้มของเธอเอง และในปี 2000 เธออธิบายตัวเองไว้ว่า "จิตรกรบังเอิญโดยสภาวะแวดล้อม"[9] เธอหยุดการทำงานเพลงหลายปี โดยมุ่งเน้นไปที่งานจิตรกรรม แต่ปี 2007 เธอออกผลงานอัลบั้มชุด Shine ถือเป็นผลงานอัลบั้มแรกในรอบ 9 ปี

อ้างอิง[แก้]