จัสติน บีเบอร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
จัสตีน บีเบอร์
Justin Bieber NRJ Music Awards 2012.jpg
จัสตีน บีเบอร์ ในงานเอ็นอาร์เจมิวสิกอวอดส์ 1
ข้อมูลพื้นฐาน
ชื่อจริง จัสติน ดรูว์ บีเบอร์
แหล่งกำเนิด ลอนดอน รัฐออนแทริโอ แคนาดา
แนวเพลง ป็อป, อาร์แอนด์บีร่วมสมัย, แดนซ์[1]
อาชีพ นักร้อง
เครื่องดนตรี เสียงร้อง, กีตาร์, เปียโน, เพอร์คัชชัน, ทรัมเป็ต[2]
ช่วงปี 2008–ปัจจุบัน
ค่ายเพลง Island, Teen Island, RBMG, School Boy
เว็บไซต์ www.justinbiebermusic.com

จัสติน ดรูว์ บีเบอร์ (อังกฤษ: Justin Drew Bieber)[3] เกิดเดือน มีนาคม ค.ศ. 1994 เป็นชาวแคนาดา โดยเริ่มอาชีพนักร้องจากการโพสวีดีโอ ณ เว็บไซต์ยูทูบ จนผู้จัดการในอนาคตของเขา สกูเตอร์ เบราน์ (Scooter Braun) ได้มาเห็น และนำบีเบอร์ไปแอตแลนตา รัฐจอร์เจียและพบกับอัชเชอร์ จนได้เซ็นสัญญาในนาม Raymond Braun Media Group (RBMG) ค่ายเพลง Island Records

อีพี มายเวิลด์ (My World) ผลงานชุดแรกของเขาออกจำหน่ายเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ค.ศ. 2009[4] มีซิงเกิลที่ประสบความสำเร็จก่อนออกอัลบั้มคือ "One Time" และ "One Less Lonely Girl" ที่ติดท็อป 15 บนชาร์ตฮอต 100ของแคนาดา และติดท็อป 20 บนชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100[5] ต่อมาก็ได้มีอัลบั้ม My World 2.0 ออกจำหน่ายเมื่อวันที่ 23 มีนาคม ค.ศ. 2010 และมีซิงเกิลเช่น "Baby (Feat.ludacris)" ติดท็อป 10 บนชาร์ตบิลบอร์ด

ประวัติ[แก้]

บีเบอร์เกิดเมื่อวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 1994 ณ ลอนดอน รัฐออนแทริโอ และโตในเมืองสแตรตฟอร์ด แม่ของเขา แพดตี้ แมลลิที (Pattie Mallette) อายุ 18 ปีตอนที่เธอได้มีลูกชายแมลลิทีได้ทำงานด้านสำนักงานโดยมีเงินเดือนต่ำ โดยเธอเลี้ยงดูบีเบอร์โดยตัวคนเดียว ยังไงก็ตาม บีเบอร์ก็ยังติดต่อกับพ่อของเขา เจเรมี บีเบอร์ (Jeremy Bieber)[6][7] และเมื่อเขาโตขึ้น บีเบอร์ได้เริ่มเรียนเปียโน, กลองชุด, กีตาร์, และทรัมเป็ต ด้วยตัวเอง[8] จนกระทั่งปี ศ.ศ. 2007 ตอนที่เขาอายุ 12 ปี บีเบอร์ได้ร้องเพลงของ Ne-Yo ชื่อเพลง "So Sick" ในการแข่งขันร้องเพลงที่สแตรตฟอร์ด และเขาได้ที่สอง[9] แมลลิที้ได้โพสวีดีโอขึ้นเว็บไซต์ยูทูบเพื่อให้ครอบครัวและเพื่อนๆของเขาได้ชม และเธอก็เริ่มโพสวีดีโอที่เขาได้ร้องเพลงอื่นๆ จนกระทั่งเขาเริ่มมีชื่อเสียงจากเว็บไซต์นี้[10]

จนกระทั่ง สกูเตอร์ เบราน์ (Scooter Braun) นักการตลาดของ So So Def ในตอนนั้น ได้เข้าไปดูวีดีโอของบีเบอร์โดยบังเอิญ[6] เบราน์สนใจในตัวบีเบอร์มากและเริ่มตามหาตัวเขา จนกระทั่งสามารถติดต่อแมลลิที้ได้ และเธอได้ตกลงที่จะให้พาตัวบีเบอร์ไป จนอายุ 13 ปี[10]แอตแลนตา รัฐจอร์เจีย เขาได้ทดลองอัดเสียง[6] และในสัปดาห์ต่อมานั่นเองเขาก็ได้ลองร้องเพลงให้อัชเชอร์ฟัง[11] ซึ่งต่อมาก็ได้ให้เขาเซ็นสัญญากับ Island Def Jam Music Group และ Island Records ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2008[10] ซึ่งมีการกล่าวว่าจัสติน ทิมเบอร์เลค ก็ได้ขอเซ็นสัญญากับบีเบอร์เช่นเดียวกัน แต่เขานั่นเลือกที่จะเซ็นสัญญากับอัชเชอร์ไป[12] และบีเบอร์ก็ได้ย้ายมาอยู่ที่แอตแลนต้า ซึ่งเป็นถิ่นที่อัชเชอร์และเบราน์ทำงาน

ผลงาน[แก้]

ค.ศ. 2008–2010: อีพี มายเวิลด์ และอัลบั้มมายเวิลด์ 2.0[แก้]

ซิงเกิลแรกของเขา "One Time" ได้เปิดตัวผ่านสถานีวิทยุในตอนที่เขากำลังทำอัลบั้มอยู่ และเพลงนี้ได้ขึ้นไปอยู่อันดับที่ 12 ของฮอต 100 ของแคนาดา ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2009 และหลงจากนั้นก็อยู่ที่อันดับที่ 17 ของบิลบอร์ดฮอต 100 จนกระทั่งปี ค.ศ. 2009 ผลงานก็ได้ออกไปสู่ตลาดสากล และได้รางวัลแผ่นเสียงทองคำขาวในแคนาดาและสหรัฐอเมริกา แผ่นเสียงทองคำในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ อัลบั้มแรกของบีเบอร์ "มายเวิลด์" (My World) ได้ออกจำหน่ายในวันที่ 17 พฤศจิกายน ค.ศ. 2009 และอีกสามซิงเกิล "One Less Lonely Girl", "Love Me", และ "Favorite Girl" ได้ออกจำหน่ายบนไอทูนส์สโตร์ และขึ้นอันดับชาร์จใน 40 อันดับของบิลบอร์ดฮอต 100 เพลง "One Less Lonely Girl" ได้เปิดตัวในสถานีวิทยุ และไต่ไปถึง 1 ใน 15 อันดับของแคนาดา และ สหรัฐอเมริกา และได้รางวัลแผ่นเสียงทองคำในเวลาต่อมา ส่วน อีพี มายเวิลด์ ก็ได้รางวัลแผ่นเสียงทองคำขาวในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา และแผ่นเสียงเงินในอังกฤษ และเพื่อการประชาสัมพันธ์อัลบั้ม บีเบอร์ได้ออกงานเช่น mtvU's VMA 09 Tour, รายการ The Dome ของยุโรป, YTV's The Next Star, The Today Show, The Wendy Williams Show, Lopez Tonight, The Ellen DeGeneres Show, It's On with Alexa Chung, Good Morning America, Chelsea Lately, และ BET's 106 and Park กับ ริอานน่า นอกจากนั้นยังเป็นแขกรับเชิญในรายการของ True Jackson, VP ในช่วงปี ค.ศ. 2009

จัสติน บีเบอร์ เมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 2009 ณ ร้าน Nintendo World Store

บีเบอร์ได้ร้องเพลงของ สตีวี วันเดอร์ (Stevie Wonder) "Someday at Christmas" สำหรับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา บารัก โอบามา และสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งแห่งสหรัฐอเมริกา มิเชลล์ โอบามา ที่ทำเนียบขาวสำหรับวันคริสต์มาสในวอชิงตัน ดี.ซี. และออกอากาศในวันที่ 20 ธันวาคม ค.ศ. 2009 บนสถานีโทรทัศน์ช่อง TNT ของสหรัฐอเมริกา และยังร้องเพลงในงาน Dick Clark's New Year's Rockin' Eve ร่วมกับไรอัน ซีเครสต์ ในวันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ. 2009 บีเบอร์ได้เป็นพรีเซ็นเตอร์ในงาน the 52nd Grammy Awards ในวันที่ 31 มกราคม ค.ศ. 2010 ได้รับเชิญในการบันทึกเสียงเพลง วีอาร์เดอะเวิลด์ 25 ฟอร์ เฮติ (We Are The World for its 25th anniversary to benefit Haiti) เนื่องจากในเหตุแผ่นดินไหวที่ประเทศเฮติ บีเบอร์ได้ร้องในช่วงท่อนเปิดเพลง เช่นเดียวกับไลโอเนล ริชชี ในเวอร์ชันต้นตำรับ และในวันที่ 12 มีนาคม ค.ศ. 2010 ก็ยังได้ไปร้องในเวอร์ชันของ K'naan's "Wavin' Flag" บันทึกเสียงโดยกลุ่มศิลปินวัยรุ่นชาวแคนาดา สำหรับเฮติ โดยบีเบอร์ได้ร้องในช่วงท่อนปิดเพลง

เพลงซิงเกิล "Baby" โดยร่วมกับลูดาคริส ได้เปิดตัวในเดือนมกราคม ค.ศ. 2010 และได้ฮิตมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา ได้ติดชาร์ต 1 ใน 5 ของสหรัฐอเมริกา และติด 1 ใน 10 อันดับของ 7 ประเทศทั่วโลก และอีกสองซิงเกิล "Never Let You Go" และ "U Smile" ได้ไต่อันดับฮิต 30 อันดับในสหรัฐของฮอต 100 และ 20 อันดับฮิตของแคนาดา และมันได้ขึ้นมาอันดับ 1 ของบิลบอร์ด 200 ของสหรัฐอเมริกา ทำให้บีเบอร์เป็นคนที่ติดอันดับ 1 ที่อายุน้อยที่สุดเช่นเดียวกับสตีวี วันเดอร์ในปี ค.ศ. 1963 นอกจากนั้นอัลบั้มมายเวิลด์ 2.0 (My World 2.0) ยังเปิดตัวขึ้นอันดับ 1 ในอัลบั้มชาร์ตของแคนาดา ไอริช ออสเตรเรีย และนิวซีแลนด์ และไต่ขึ้น 1 ใน 10 อันดับของ 15 ประเทศทั่วโลก และเพื่อการประชาสัมพันธ์อัลบั้ม บีเบอร์ยังได้ไปร่วมออกงาน The 2010 Kids Choice Awards, Nightline, The Late Show กับ เดวิด เลตเทอร์แมน, The Dome and 106 and Park วันที่ 10 เมษายน ค.ศ. 2010 ได้เป็นนักร้องรับเชิญในแซตเทอร์เดย์ไนต์ไลฟ์ และวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 2010 ได้แสดงในงาน The Macy's Fourth of July Fireworks Spectacular ในนครนิวยอร์ก และซิงเกิลที่สองของมายเวิลด์ 2.0 "Somebody to Love" ได้เปิดตัวในเดือนเมษายน ค.ศ. 2010 แต่กลับล้มเหลวในชาร์ตต่างๆ แต่ต่อมาก็ได้มีการเปิดตัวรีมิกซ์ใหม่โดยร่วมกับอัชเชอร์ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2010 และได้ติดอันดับ 15 บนบิลบอร์ดฮอต 100

ค.ศ. 2010–ปัจจุบัน: คอนเสิร์ตมายเวิลด์ ทัวร์ ผลงานในอัลบั้มที่สอง และอัลบั้มมายเวิลด์ อคูสติก[แก้]

วันที่ 23 มิถุนายน ค.ศ. 2010 บีเบอร์ได้ออกทัวร์คอนเสิร์ตครั้งแรกของเขา โดยเริ่มที่ ฮาร์ตฟอร์ด คอนเนตทิคัต สำหรับการประชาสัมพันธ์อีพีมายเวิลด์ และอัลบั้มมายเวิลด์ 2.0[13] ทัวร์ครั้งนี้ถูกเรียกว่า "มายเวิลด์ ทัวร์" (My World Tour) โดยจะตระเวนแสดงสดไปทั่วอเมริกาและแคนาดาในปี 2010-2011 และในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2010 มีการรายงานว่าบีเบอร์เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงที่ถูกค้นหาในอินเตอร์มากที่สุด[14] เช่นเดียวกับมิวสิกวีดีโอของเพลง "เบบี้" (อังกฤษ: Baby) ซึ่งแซงเพลงของ เลดี้ กาก้า "แบดโรมานส์" จนเป็นวีดีโอที่มีคนชมมากที่สุดของเว็บไซต์ยูทูบเท่าที่เคยมีมา[15]

จัสติน บีเบอร์ ในงาน Annual Critics Choice Movie 2011

ตรงจุดนี้ โทนเสียงของบีเบอร์เริ่มต่ำลงเนื่องจากเสียงเริ่มแตกจากการเข้าวัยหนุ่มสาว ก่อนหน้านั้นในเดือนเมษายน ค.ศ. 2010 เขาได้ให้สัมภาษณ์ว่า "มันเริ่มแย่ เหมือนกับวัยรุ่นหนุ่มทุกๆคน ผมกำลังทำงานกับมัน และผมก็มีโค้ชทางด้านเสียงร้องที่ดีที่สุดคนหนึ่งของโลก [...] ในบางงานผมร้องเพลง "เบบี้" แต่ตอนนี้ผมทำไม่ได้แล้ว พวกเราต้องลดคีย์ของเพลงลงเวลาผมต้องร้องเพลงนี้สด"[16] นักร้อง/นักแต่งเพลงของอังกฤษ ไทโอ ครูซ (อังกฤษ: Taio Cruz) ยืนยันว่าในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2010 นั้นเขาได้เขียนเพลงให้กับบีเบอร์สำหรับอัลบั้มถัดไป[17] และผู้สร้างงานฮิปฮอป ดร. เดร (Dr. Dre) ได้ร่วมทำเพลงกับบีเบอร์ ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2010[18] แต่ก็ยังไม่มีรายละเอียดใดๆเกี่ยวกับอัลบั้มนี้ และคาดว่าจะเปิดตัวอัลบั้มนี้ในปี ค.ศ. 2011

นอกจากนั้นเขายังได้เป็นนักแสดงรับเชิญของFwrutghdslktiyo84tghre5 figfgnml

บีเบอร์ยังได้มีภาพยนตร์ 3 มิติ "Never Say Never" โดยเกี่ยวกับตัวเขาเอง กำกับโดย Jon Chu ผู้กำกับจาก Step Up 3D จะออกฉายครั้งแรกในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2011 [19] และในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2010 เขาได้ออกอัลบั้ม ชื่อว่า มายเวิลด์ อคูสติก (|My Worlds Acoustic) [20] โดยได้ออกจำหน่ายในวัน Black Friday ในสหรัฐอเมริกา โดยเป็นเพลงเก่าในรูปแบบอคูสติก เพลงซิงเกิล และเพลงซิงเกิลใหม่ "Pray" ในปี 2010 [21]

ผลงานอัลบั้ม[แก้]

ทัวร์คอนเสิร์ต[แก้]

ผลงานทางโทรทัศน์[แก้]

ปี เรื่อง ในนาม หมายเหตุ
2009 True Jackson, VP ตัวเอง เป็นแขกรับเชิญ
My Date With...
2010 Silent Library
School Gyrls Cameo
Saturday Night Live แขกรับเชิญ/นักแสดง ฤดูกาลที่ 35 ตอนที่ 18
CSI: Crime Scene Investigation Jason McCann แสดงตอน Shock Waves (ฤดูกาลที่ 11, ตอนที่ 1) และตอน Targets of Obsession (ฤดูกาลที่ 11, ตอนที่ 15)
Hubworld แขกรับเชิญ ฤดูกาลที่ 1, ตอนที่ 1
The X Factor (อังกฤษ) ตัวเอง (แสดงสด) ซีรีส์ 7, สัปดาห์ที่ 8
2011 Never Say Never[22] ตัวเอง โดย MTV Films และ Insurge Pictures จะออกฉายในโรงภาพยนตร์ในวันวาเลนไทน์ 2011 และทั่วโลกในเดือนมีนาคม-เมษายน 2011[23] ตัวอย่างหนังได้ออกอากาศในวันที่ 26 ตุลาคม 2010[24] โดยมีการถ่ายทำในระบบ 3 มิติอีกด้วย

อ้างอิง[แก้]

  1. Collar, Matt. "allmusic ((( Justin Bieber > Overview )))". Allmusic. Macrovision Corporation. สืบค้นเมื่อ 2009-10-21. 
  2. "MTV- Justin Bieber artist profile". MTV. MTV Networks. สืบค้นเมื่อ December 22, 2009. 
  3. Greenblatt, Leah (March 10, 2010). "My World 2.0 (2010)". Entertainment Weekly (Time). สืบค้นเมื่อ June 11, 2010. 
  4. "Justin Bieber: Just want to clear up the rumors...". Twitter. 
  5. "Justin Bieber Fever Hits Miami". CBS News. CBS Interactive. February 5, 2010. สืบค้นเมื่อ March 27, 2010. 
  6. 6.0 6.1 6.2 Hoffman, Jan (December 31, 2009). "Justin Bieber is Living the Tween Idol Dream". The New York Times (The New York Times Company). 
  7. Bartolomeo, Joey (June 20, 2010). "Meet Justin Bieber's Rockin' Dad". People (Time Inc.). 
  8. "The Today Show + Justin Bieber = Awesome". Island Def Jam (Universal Music Group). September 11, 2009. สืบค้นเมื่อ September 22, 2009. 
  9. Mitchell, Gail (2009-04-28). "Usher Introduces Teen Singer Justin Bieber". Billboard. สืบค้นเมื่อ 2009-07-23. 
  10. 10.0 10.1 10.2 Herrera, Monica (July 13, 2009). ""Time" is right for teen singer Justin Bieber". Reuters (Thomson Reuters). สืบค้นเมื่อ July 22, 2009. 
  11. TJ (August 11, 2009). "Neon Limelight Interviews: Usher Protegé Justin Bieber: Accidental Star". Neon Limelight. สืบค้นเมื่อ August 11, 2009. 
  12. Vena, Jocleyn; Kos, Saimon (September 13, 2009). "Justin Bieber's Debut Album Isn't Just About Teen Love". MTV. MTV Networks. สืบค้นเมื่อ September 13, 2009. 
  13. "Justin Bieber's 2010 North American summer tour dates: 'My World' to hit New York in August". New York Daily News. March 17, 2010. 
  14. Bieber the king of the Internet Toronto Sun 7 July 2010
  15. "Justin Bieber is Officially King of YouTube". The Wall Street Journal (staff blog). 15 July 2010. สืบค้นเมื่อ 16 July 2010. 
  16. Justin Bieber's Voice Breaking contactmusic April 27, 2010
  17. Bhansali, Akshay (2010-03-19). "Taio Cruz Talks Collaborating With Ludacris, Ke$ha – News Story | Music, Celebrity, Artist News | MTV News". Mtv.com. สืบค้นเมื่อ 2010-06-21. 
  18. Koroma, Salima (20 July 2010). "Dr. Dre". HipHopDX. สืบค้นเมื่อ 21 July 2010. 
  19. "Director named for Justin Bieber movie". The Globe and Mail. 13 August 2010. สืบค้นเมื่อ 2010-11-22. 
  20. Vena, Jocelyn (2010-10-18). "Justin Bieber To Release Acoustic Album - Music, Celebrity, Artist News". MTV. สืบค้นเมื่อ 2010-11-14. 
  21. "How Will Justin Bieber’s My Worlds Acoustic Rank Against Great Unplugged Albums? » MTV Newsroom". Newsroom.mtv.com. 2010-11-10. สืบค้นเมื่อ 2010-11-14. 
  22. Justin Bieber: Never Say Never | Official Movie Website | In Theaters February 11. Justinbieberneversaynever.com. Retrieved on 2010-10-21.
  23. Global Sites & Release Dates Page. Justin Bieber Never Say Never. Retrieved on 2010-10-21.
  24. Justin Bieber: Never Say Never | Official Movie Trailer | In Theaters February 11. Trailerdownload.net.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]