ลิงคินพาร์ก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ลิงคินพาร์ก
LinkinParkBerlin2010.jpg
ลิงคินพาร์กขณะแสดงคอนเสิร์ตที่เบอร์ลิน ปี 2553
ข้อมูลพื้นฐาน
ชื่ออื่น ซีโร, ไฮบริดทีโอรี
แหล่งกำเนิด สหรัฐอเมริกา รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา
แนวเพลง อัลเทอร์เนทีฟร็อก, นูเมทัล, อัลเทอร์เนทีฟเมทัล, แร็ปร็อก
ช่วงปี พ.ศ. 2539 – ปัจจุบัน
ค่ายเพลง Warner Bros. Records, Machine Shop Recordings
ส่วนเกี่ยวข้อง เจย์-ซี, ฟอร์ตไมเนอร์
เว็บไซต์ linkinpark.com
สมาชิก เชสเตอร์ เบนนิงตัน
ไมค์ ชิโนะดะ
โจ ฮาห์น
แบรด เดลสัน
รอบ บัวร์ดอน
เดฟ ฟาร์เรล
อดีตสมาชิก สกอตต์ โคซิโอล
ไคล์ คริสเทเนอร์
มาร์ก เวกฟิลด์

ลิงคินพาร์ก (อังกฤษ: Linkin Park) เป็นวงดนตรีร็อกชาวอเมริกันจากอะกูราฮิลส์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2539 เป็นศิลปินแนวนูเมทัล ประกอบไปด้วยบทเพลงที่น่าสนใจ และเต็มไปด้วยความหลากหลายของดนตรี ได้แก่ เมทัล ฮิปฮอป อิเล็กทรอนิค อินดัสเตรียล มีกลิ่นไอของฮิปฮอป และมีความเป็นป็อปอยู่ด้วย ประสบความสำเร็จกับอัลบั้มเปิดตัวของวง ไฮบริดทีโอรี (Hybrid Theory) ทำให้วงมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ด้วยยอดจำหน่าย 24 ล้านแผ่น โดยอัลบั้มชุดแรกนี้ได้รับการรับรองระดับเพชรโดย RIAA ในปี พ.ศ. 2548 และในระดับทองคำขาวในอีกหลายประเทศ[1] สตูดิโออัลบั้มชุดต่อมา เมทีโอรา (Meteora) ที่ประสบความสำเร็จ ด้วยการติดอันดับ 1 ในชาร์ตบิลบอร์ด 200 ในปี พ.ศ. 2546 เพลงที่เป็นที่รู้จัก เช่น อินดิเอ็นด์ นัมบ์ นิวดิไวด์ เป็นต้น ลิงคินพาร์กคว้ารางวัลแกรมมีมาแล้ว 2 ครั้งเมื่อปี พ.ศ. 2545 และ พ.ศ. 2549 และทำยอดจำหน่ายมาแล้วถึง 60 ล้านชุดทั่วโลก รวมทั้งยังก่อตั้งองค์กร Music For Relief ร่วมกับสภากาชาติสากลเมื่อต้นปี พ.ศ. 2548 เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์สึนามิเมื่อปลายปี พ.ศ. 2547 และต่อต้านภาวะโลกร้อน[2][3]

ประวัติ[แก้]

ช่วงแรกของวง (1996–2000)[แก้]

ไมค์ ชิโนะดะ ได้ชมคอนเสิร์ตของวงแอนแทร็กซ์ (Anthrax) และ พับลิก อีเนมี่ (Public Enemy) ในช่วง พ.ศ. 2532 - 2533 และการแสดงในช่วงที่แฟนเพลงเรียกร้องให้ขึ้นเวทีอีกครั้ง หรือช่วงอังกอร์ของคอนเสิร์ตในครั้งนั้น ทั้ง 2 วง ลุกขึ้นมาแสดงดนตรีร่วมกันในบทเพลง บริงก์ ดา น้อยซ์ (Bring Da Noise) ซึ่งเป็นการจุดประกายให้ ไมค์ อยากทำงานเพลงในทิศทางนั้น วง nu metal

ลิงคินพาร์ก จึงเริ่มต้นจาก ไมค์ ชิโนะดะ หนุ่มน้อยผู้คลั่งไคล้ในวัฒนธรรมดนตรีฮิปฮอป กับ แบรด เดลสัน (Brad Delson) มือกีตาร์สมัครเล่น ทั้ง 2 หนุ่มเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่เกรด 7 (ประมาณ 13 ปี ) โดยในช่วงแรก ไมค์ รับหน้าที่ทำบีทให้วงฮิปฮอป หลังจากนั้นจึงได้พบกับ ร็อบ บอร์ดอน (Rob Bourdon) มือกลอง ณ โรงเรียนใกล้ๆ ในแถบซาน เฟอร์นานโด แวลลีย์ (San Fernando Valley)[4] ส่วน โจ ฮาห์น (Joseph Hahn) DJ ผู้รู้จักกับ ไมค์ ขณะศึกษาที่ อาร์ต เซ็นเตอร์ คอลเลจ (Art Center College) ใน พาซาดีนา (Pasadena Art school) ตามมาเป็นหนึ่งในสมาชิก และร่วมตั้งวงดนตรีชื่อ ซีโร่ (Xero) ใน พ.ศ. 2539 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดการแสดงเล็กๆ สร้างความครื้นเครงและมันส์อย่างสุดๆ ในงานเลี้ยงสังสรรค์ที่บ้านเพื่อน[4][5]

เมื่อ ซีโร่ มีโอกาสได้ไปแสดงดนตรีที่ วิสกี้ อะโกโก้ (Whisky A Go-Go) คลับดังของแอลเอ และด้วยฝีมือการแสดงอันโดดเด่น จึงเป็นที่ถูกใจ เจฟฟ์ บลู (Jeff Blue) แห่ง ซอมบ้า มิวสิก พับลิชชิ่ง (Zomba Music Publishing) และได้เซ็นสัญญาในที่สุด ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์สำคัญและผลักดันให้ ซีโร่ มีโอกาสในวงการดนตรีมากขึ้น เนื่องจาก เจฟฟ์ มีส่วนผลักดันให้ผลงานเพลงตัวอย่างของ ซีโร่ เป็นที่รู้จักของผู้คนในวงการเพลงมากขึ้น[6]

ต่อมา ซีโร่ ได้เซ็นสัญญากับ วอร์เนอร์บราเธอร์ส (Warner Brothers) อย่างเป็นทางการ ภายหลังจากนั้นไม่นาน เจฟฟ์ ย้ายตามไปทำงานร่วมกันโดยดำรงตำแหน่ง เอ็กเซ็กคิวทีฟ โปรดิวเซอร์ (Executive Producer) ด้วย ขณะนั้น ซีโร่ ต้องการสมาชิกเพิ่มในตำแหน่ง นักร้องนำ เชสเตอร์ เบนนิงตัน (Chester Bennington: second vocal) หนุ่มจากอริโซน่าจึงเข้ามาเป็นสมาชิกคนต่อไปในฐานะนักร้องนำ โดย เชสเตอร์ ได้รับเทปตัวอย่างที่ ซีโร่ ทำขึ้นจากสตูดิโอเล็กๆ ในห้องนอนของไมค์

นอกจากนี้ทั้ง เชสเตอร์ และ ไมค์ รู้จักกันผ่านทางสำนักทนาย ไมเนียท เฟลพส์ แอนด์ เฟลพส์ (Miniet Phelps and Phelps) ที่ทั้งคู่ใช้บริการ เชสเตอร์สนใจที่จะร่วมงานกับ ซีโร่ มาก จนถึงกับแอบหนีงานเลี้ยงฉลองวันเกิดครบรอบ 23 ปีของตนไปอย่างหน้าตาเฉย เพื่อรีบไปบันทึกเสียงร้องของตนลงเทปตัวอย่างกลางดึก จากนั้นได้โทรศัพท์เปิดเทปตัวอย่างให้กับทางวงฟัง ซึ่งทุกคนชอบมาก จึงรับ เชสเตอร์ เป็นสมาชิกใหม่ทันที

จากนั้นสมาชิก ซีโร่ ทั้งหมดตกลงใจเปลี่ยนชื่อวงเป็น ไฮบริดทีโอรี (Hybrid Theory) แต่บังเอิญไปซ้ำกับชื่อวงดนตรีของศิลปินกลุ่มอื่น จนในที่สุดจำต้องเปลี่ยนชื่อมาเป็นวง ลิงคินพาร์ค (Linkin Park) ซึ่งเป็นชื่อที่แผลงตัวสะกดมาจาก ลินคอล์น พาร์ค (Lincoln Park) ซึ่งมีที่มาที่ไปจากการมองการณ์ไกลไปถึงการสร้างเว็บไซต์ประจำวง เนื่องจากมีการจดทะเบียนซื้อขายชื่อโดเมน ลินคอล์นพาร์ค.คอม (lincolnpark.com) ไปเรียบร้อย ก่อนที่ทางวงจะไปขึ้นทะเบียนวงดนตรีของพวกตน และหากยังคงต้องการใช้ชื่อนั้น ก็ต้องเตรียมจ่ายเงินจำนวนมหาศาลแน่นอน[7]

นอกจากนี้ในสหรัฐอเมริกามีสวนสาธารณะชื่อ ลินคอล์น พาร์ค (Lincoln Park) อยู่หลายแห่ง ดังนั้นหากไปเปิดการแสดงดนตรีที่ใดก็ตาม จะกลายเป็นเหมือนกับวงดนตรีท้องถิ่นทั่วไป ที่สำคัญคือทุกคนชอบชื่อ ลินคอล์น พาร์ค และยังเป็นสถานที่ที่ เชสเตอร์ ขับรถผ่านภายหลังจากซ้อมดนตรีเสร็จเป็นประจำ ลินคอล์น พาร์ค เป็นสถานที่แห่งหนึ่งของชนชั้นกลาง และ คนจรจัดของเมืองแซนตามอนิกา (Santa Monica)

ต่อมา ลิงคินพาร์ค ได้ร่วมงานกับ โปรดิวเซอร์ชื่อดังอย่าง ดอน กิลมอร์ (Don Gilmore) ผู้เคยร่วมงานกับศิลปินชื่อดังมาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เพิร์ล แจม (Pearl Jam), เอเพ็กซ์ ทีโอรี (Apex Theory), ชูการ์ เรย์ (Sugar Ray)

Hybrid Theory และ Reanimation (2000–2002)[แก้]

ดูบทความหลักที่: ไฮบริดทีโอรี และ รีแอนิเมชัน
สัญลักษณ์ของวงในสมัย Hybrid Theory จนถึงก่อน Minutes to Midnight

ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2543 ออกผลงานชุดแรกของลิงคินพาร์ค[8][9] จะใช้ชื่ออะไรไปไม่ได้นอกจากชื่อที่ยังคาใจทุกคนอยู่ นั่นก็คือ "ไฮบริดทีโอรี" [Hybrid Theory] ทุกคนยอมรับว่าคือ วลีที่สรุปจุดมุ่งหมายของวงได้ดีที่สุด และต้องมีการใสวงเล็บเพิ่มลงไปด้วย ่

"ไฮบริดทีโอรี" ของวงดนตรีหน้าใหม่วงนี้ ประกอบไปด้วยบทเพลงเยี่ยมยอดมากมาย ที่สามารถทะยานเข้าสู่ ท็อป 20 ของบิลบอร์ด (Billboard Top 20) ได้สัปดาห์แรก บทเพลง วัน สเต็ป โคลสเซอร์ (One Step Closer) โดนใจนักจัดรายการวิทยุทั่วโลกไปเต็มๆ รวมทั้ง ครอว์ลิง (Crawling) และ อินดิเอ็นด์ (In the End)

ช่วงนั้น แบรด (Brad) จบระดับไฮสกูล และเข้าศึกษาต่อที่ ยูซีแอลเอ (UCLA) และเป็นเพื่อนร่วมห้องกับ ฟีนิกซ์ (Pheonix) สมาชิกรุ่นก่อตั้งวงในประมาณปี พ.ศ. 2544 จึงชักชวนให้กลับเข้าร่วมงานด้วยกันอีกครั้ง ในฐานะสมาชิกคนที่ 6 ของ ลิงคินพาร์ค (แต่ในปกผลงานชุด ไฮบริดทีโอรี ลงเครดิตเพียงแค่ 5 คน เท่านั้น)

ลิงคินพาร์ค ได้รับรางวัล The favor of MTV's pop-oriented TRL crowd และภายในปี 2544 ออกแสดงทัวร์คอนเสิร์ตทั้งสิ้น 324 คอนเสิร์ต รวมไปถึง การแสดงในเทศกาลดนตรี แฟมิลี่ แวลูส์ (Family Values) อ็อซเฟสท์ (Ozzfest) และ โปรเจกต์ รีโวลูชั่น (Projekt Revolution) ถูกเสนอชื่อเข้าชิง รางวัลแกรมมี่ 3 รางวัล ในสาขาผลงานเพลงร็อกยอดเยี่ยม (Best Rock Album) ศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม (Best New Artist) และ การแสดงดนตรีฮาร์ดร็อกยอดเยี่ยม (Best Hard Rock Performance) และคว้า รางวัลสาขาการแสดงดนตรีฮาร์ดร็อกยอดเยี่ยม (Best Hard Rock Performance) ประจำปี 2544 อีกทั้งยังสร้าง สถิติยอดจำหน่ายสูงสุดแห่งปี 2543 ต่อมา พ.ศ. 254 5 "ไฮบริดทีโอรี" ทำสถิติยอดจำหน่ายแพล็ทตินั่มกว่า 8 ล้านแผ่น และ สร้างยอดจำหน่ายสูงสุดอันดับ 5 ประจำปี 2545 อีกด้วย

กรกฎาคม พ.ศ. 2545 ออกผลงานรีมิกซ์ชุดต่อมา "รีแอนิเมชัน" (Reanimation)[10]

Meteora (2002–2004)[แก้]

ดูบทความหลักที่: เมทีโอรา

อัลบั้มนี้ใช้เวลานานถึง 18 เดือน ในการเขียนและบันทึกผลงานเต็มชุดที่ 2 ที่ประสบความสำเร็จภายใต้ชื่อ "เมทีโอรา" (Meteora) ที่โปรดิวซ์โดย ดอน กิลมัวร์ (Don Gilmore) มิกซ์เสียงโดย แอนดี้ วอลเลซ (Andy Wallace) ผู้เคยฝากผลงานไว้กับ แอตเดอะไดรฟ์อิน (At The Drive-In), ดิสเทิบด์ (Disturbed), ฟูไฟเตอร์ส (Foo Fighters), คอร์น (Korn), ลิมป์บิซกิต (Limp Bizkit), เนอร์วานา (Nirvana), เรจอะเกนสต์เดอะแมชชีน (Rage Against The Machine) และ ซิสเตมออฟอะดาวน์ (System of a Down)

อัลบั้ม Meteora จำหน่ายได้ 800,000 ชุด ใน 1 อาทิตย์ ในอัลบั้ม ประกอบด้วย ซิงเกิล "Somewhere I Belong", "Breaking the Habit", "Faint" และ "Numb" เมื่อใกล้จำหน่ายได้ 3 ล้านชุด ลิงคินพาร์คจึงจัด "Project Revolution" หรือเทศกาลดนตรีของลิงคินพาร์ค

ร่วมงานกับศิลปินอื่น (2004—2006)[แก้]

ดูบทความหลักที่: คอลลิชันคอร์ส

หลังจากที่ประสบความสำเร็จกับ อัลบั้ม Hybrid Theory และ Meteora เชสเตอร์ได้ร่วมงานกับวงอื่น เช่น "Dead by Sunrise" ส่วนไมค์ได้ร่วมงานกับ ดีเพชเชโมด (Depeche Mode)[10] ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2547 วงลิงคินพาร์ค ทำอัลบั้ม Collision Course ที่นำเพลงจากอัลบั้มเก่าร่วมกับ Jay-Z นอกจากนี้ ไมค์ยังได้ก่อตั้งวงใหม่ของเขา ฟอร์ตไมเนอร์ (Fort Minor) พร้อมกับออกจำหน่ายอัลบั้มชุดแรก The Rising Tied[11][12]

Minutes to Midnight (2006–2008)[แก้]

ดูบทความหลักที่: มินิตส์ทูมิดไนต์
สัญลักษณ์ของวงตั้งแต่สมัย Minutes to Midnight จนถึงปัจจุบัน

ในปี 2006 ลิงคินพาร์คได้กลับเข้าสตูดิโออีกครั้ง และเปลี่ยนแนวเพลง ด้วยอัลบั้ม Minutes to Midnight ออกวางจำหน่าย วันที่ 15 พฤษภาคม 2007 ชื่ออัลบั้มนั้นได้แนวคิดมาจากนาฬิกาโลกาวินาศซึ่งมาจากนักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยชิคาโก หลังจากสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดปรมาณูใส่ญี่ปุ่นก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จะสิ้นสุดลง อัลบั้มชุดนี้เป็นร่วมกันโปรดิวซ์ระหว่างโปรดิวเซอร์ที่ดังที่สุดแห่งยุค และเจ้าของรางวัล Producer of The Year คนล่าสุดจากเวทีแกรมมี่อย่าง ริค รูบิน และ ไมค์ ชิโนะดะ เอ็มซีและมันสมองของลิงคินพาร์ค

A Thousand Suns (2008–2011)[แก้]

ดูบทความหลักที่: อะเทาซันด์ซันส์

ลิงคินพาร์คได้ออกซิงเกิลใหม่ในเพลง "นิวดิไวด์" (New Divide) ในวันที่ 18 พฤษภาคม ค.ศ. 2009 ซิงเกิลนี้เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ในเรื่อง "ทรานส์ฟอร์มเมอร์ส อภิมหาสงครามแค้น" (Transformers: Revenge of the Fallen)[13] ในวันที่ 19 มกราคม ค.ศ. 2010 ลิงคินพาร์คได้ออกซิงเกิลในเพลง "Not Alone" เพื่อองค์กร "Music For Relief" ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวในประเทศเฮติ และในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2010 ลิงคินพาร์คออกมิวสิกวิดีโอของเพลง "Not Alone" ที่หน้าแรกของเว็บลิงคินพาร์ค

ในวันที่ 26 เมษายน ค.ศ. 2010 ลิงคินพาร์คได้ออกเกม "8-Bit Rebellion" สำหรับไอพอด ไอโฟน และไอแพด จุดเด่นของเกมคือมีตัวละครในเกมเป็นสมาชิกในวง ภายในเกมประกอบด้วยเพลง "Blackbirds" จะถูกปลดล็อกเมื่อผู้เล่นเล่นเกมจบ ต่อมาเพลงนี้ได้รวมอยู่ในโบนัสแทร็คในอัลบั้ม A Thousand Suns อีกด้วย

วันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ. 2010 ลิงคินพาร์คเปิดเผยว่าอัลบั้มใหม่ใกล้เสร็จแล้ว จนในวันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ. 2010 ลิงคินพาร์กประกาศกำหนดวันออกอัลบั้ม A Thousand Suns อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 8 กันยายน ค.ศ. 2010 รวมทั้งประกาศรายชื่อเพลงในอัลบั้ม และกำหนดวันออกซิงเกิลแรกในเพลง "The Catalyst" ในวันที่ 2 สิงหาคม ค.ศ. 2010[14][15][16] นอกจากนี้ยังมีการกำหนดการจัดคอนเสิร์ตครั้งแรกของปี 2010 ที่เบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน

Living Things และ Recharged (2011–2013)[แก้]

ดูบทความหลักที่: ลีฟวิงทิงส์ และ รีชาจด์
เชสเตอร์ เบนนิงตัน แสดงคอนเสิร์ตในงานเทศกาลคอนนิสเพีร์ย ประเทศฟินแลนด์

ออกจำหน่ายเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2555 โปรดิวซ์โดย ไมค์ ชิโนะดะ และ ริก รูบิน อัลบั้มนี้ประกอบด้วยองค์ประกอบหลายอย่างจากอัลบั้มที่ผ่านมาทั้งหมดในการสร้างเสียงรูปแบบใหม่ๆ หลังจากการทดลองใน 2 อัลบั้มที่ผ่านมาอย่าง มินิตส์ทูมิดไนต์ และ อะเทาซันด์ซันส์ เป็นเวลาหลายปี

ต่อมาในวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2556 ลิงคินพาร์กได้ออกผลงานรีมิกซ์โดยใช้ผลงานเพลงจากอัลบั้มลีฟวิงทิงส์นำมารีมิกซ์ในอัลบั้ม รีชาจด์ (Recharged)

The Hunting Party (2013–ปัจจุบัน)[แก้]

ดูบทความหลักที่: เดอะฮันติงปาร์ตี

ออกจำหน่ายเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2557[17] มีแบรด เดลสัน และ ไมค์ ชิโนะดะ เป็นโปรดิวเซอร์ อัลบั้มนี้มีแนวเพลงที่เปลี่ยนไปเป็นฮาร์ดร็อก และยังคงมีความเป็นแร็ปร็อก และยังมีศิลปินรับเชิญมาทำงานร่วมกันกับลิงคินพาร์ก ได้แก่ Page Hamilton จาก Helmet, Rakim, Daron Malakian จาก System of a Down และ Tom Morello จาก Rage Against the Machine[18][19]

แนวเพลง[แก้]

อัลบั้ม ไฮบริดทีโอรี และ เมทีโอรา ทั้งคู่แป็นแนวเพลง อัลเทอร์เนทีฟเมทัล[20][21] นูเมทัล[22][23] แร็ปร็อก[23][24] และมีกลิ่นไอของป็อป ฮิปฮอป อัลเทอร์เนทีฟ[25] และ อิเล็กทรอนิกาและเพิ่มโปรแกรมคอมพิวเตอร์แต่งเสียงและใช้เครื่องสังเคราะห์เสียงช่วยเพิ่มรูปแบบเสียงที่มีความแปลกใหม่และสนุกยิ่งขึ้น ทำให้เป็นแนวเพลงที่ไม่ซ้ำแบบใครและเป็นสไตล์เป็นตัวของตัวเองอีกด้วย

อัลบั้ม มินิตส์ทูมิดไนต์ ได้ทำการทดสอบซาวด์หลายรูปแบบและค้นหารูปแบบเสียงซาวด์เพลงแบบใหม่ๆ และได้รับอิทธิพลจากผลงานเพลงของศิลปินวงยูทู[26] และในผลงานชิ้นนี้มีจังหวะเพลงส่วนใหญ่ที่เป็นเพลงแนวอัลเทอร์เนทีฟร็อก มากกว่าที่จะเป็นแนวเพลงนูเมทัลและแร็ปร็อกและในผลงานชิ้นนี้เป็นอัลบั้มแรกที่มีจังหวะโซโลกีต้าซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในอัลบั้มอื่นๆ[27][28]

อัลบั้ม อะเทาซันด์ซันส์ ได้คว้าตัว Rick Rubin (U2, Johnny Cash) มาทำหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ร่วมกับ Mike Shinoda นักร้องนำ แนวเพลงในอัลบั้นนี้ได้ทำแนวเพลงที่ต่างไปจากอัลบั้มก่อนๆ เนื้อหาเพลงและจังหวะดนตรียังมีความเป็นนูเมทัล และมีเนื้อหาด้านการเมืองอยู่ในเพลงนั้น[29][30]

อัลบั้ม ลีฟวิงทิงส์ เป็นอัลบั้มแนวเพลงอิเล็กทรอนิกส์ร็อก ที่รวมแนวเพลงจากองค์ประกอบหลายอย่างจากอัลบั้มที่ผ่านมาทั้งหมดในการสร้างเสียงรูปแบบใหม่ๆ[31][32] และได้กลับไปสร้างแนวเพลงที่หนักหน่วงอีกครั้ง เมื่อเทียบกับอัลบั้มสามชุดที่แล้ว ในผลงานอัลบั้ม เดอะฮันติงปาร์ตี ซึ่งในอัลบั้มชุดนี้มีแนวเพลงเป็นแบบ อัลเทอร์เนทีฟเมทัล และ ฮาร์ดร็อก[33][34]

ลิงคินพาร์คยอมรับว่าได้รับอิทธิพลดนตรีมาจาก เดฟโทนส์ (Deftones), ไนน์อินช์เนลส์ (Nine Inch Nails), เอเฟ็กซ์ ทวิน (Aphex Twin) และ เดอะรูตส์ (The Roots)[35]

รายชื่อสมาชิกในวง[แก้]

สมาชิกวงลิงคินพาร์ก (ซ้ายไปขวา) เชสเตอร์ เบนนิงตัน, ไมค์ ชิโนะดะ, แบรด เดลสัน, โจ ฮาห์น, เดฟ ฟาร์เรล, รอบ บัวร์ดอน
รายชื่อสมาชิกที่เกี่ยวข้อง
อดีตสมาชิก
  • Mark Wakefield มาร์ก เวคฟิลด์ – ร้องนำ (เข้าร่วมวงตั้งแต่ ค.ศ. 1996–1999)
เส้นเวลา

ผลงาน[แก้]

สตูดิโออัลบั้ม[แก้]

รีมิกซ์อัลบั้ม[แก้]

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. Recording Industry Association of America, RIAA Record Sales. Retrieved June 13, 2007
  2. "T-Shirts Designed By Mike Shinoda To Benefit Tsunami Relief". Musicforrelief.org. March 14, 2011. สืบค้นเมื่อ November 2, 2011. 
  3. Kaufman, Gil (March 14, 2011). "Lady Gaga, Linkin Park Urge Fans To Help Japan Earthquake Victims". MTV. MTV. สืบค้นเมื่อ March 21, 2011. 
  4. 4.0 4.1 AskMen.com, Linkin Park – Biography Retrieved March 20, 2007
  5. "Linkin Park — band history and biography". สืบค้นเมื่อ December 23, 2007. 
  6. Lptimes.com, Band History Retrieved March 20, 2007
  7. Ragogna, Mike (July 25, 2012). "A Conversation With Linkin Park's Mike Shinoda, Plus Chatting With VideofyMe's Oskar Glauser and The Villains and Ben Arthur Exclusives". The Huffington Post. AOL. สืบค้นเมื่อ January 31, 2013. 
  8. "Linkin Park – Hybrid Theory released October 24, 2000.". สืบค้นเมื่อ December 23, 2007. 
  9. "Linkin Park fansite — Album release date". Archived from the original on December 21, 2007. สืบค้นเมื่อ December 23, 2007. 
  10. 10.0 10.1 MusicMight.com, Linkin Park – MusicMight Biography Retrieved March 20, 2007
  11. Semansky, Matt (February 13, 2006). "Mike Shinoda's Fort Minor Rise To The Occasion". Chart. Archived from the original on December 7, 2008. สืบค้นเมื่อ November 17, 2008. 
  12. "Machine Shop". Wayback.archive.org. สืบค้นเมื่อ 2013-06-14. 
  13. Sciretta, Peter (May 18, 2009). "Linkin Park’s New Divide from Transformers 2". SlashFilm.com. สืบค้นเมื่อ May 9, 2011. 
  14. "Linkin Park Official Tour Dates". Linkinpark.com. สืบค้นเมื่อ August 26, 2010. 
  15. Stickler, Jon (June 15, 2010). "Linkin Park Announce Return To UK". stereoboard. สืบค้นเมื่อ July 4, 2010. 
  16. First 2010 Linkin Park Tour Dates Retrieved on June 6, 2010
  17. Graham Hartmann (2014-04-09). "Linkin Park Reveal Title, Art + Release Date for 2014 Album". Loudwire.com. สืบค้นเมื่อ 2014-05-02. 
  18. "Mike Shinoda Says New Linkin Park Album Will Be Loud and Aggressive". ABC News Radio. 2014-04-07. สืบค้นเมื่อ 2014-04-07. 
  19. Miriam, Coleman (2014-06-01). "Linkin Park Unleash Apocalyptic New Track 'Wastelands'". Rolling Stone. สืบค้นเมื่อ 2014-06-07. 
  20. MacKenzie Wilson. [ลิงคินพาร์ก ที่ ออลมิวสิก "allmusic ((( Linkin Park > Overview )))"]. Allmusic. สืบค้นเมื่อ October 28, 2008. 
  21. "Linkin Park hits the X in January". Star Tribune. 2010-11-15. สืบค้นเมื่อ 2013-08-14. 
  22. Dickison, Stephanie. "Linkin Park review at Popmatters". Popmatters.com. สืบค้นเมื่อ August 26, 2010. 
  23. 23.0 23.1 Spence D. (April 16, 2003). "Linkin Park review at IGN music". Uk.music.ign.com. สืบค้นเมื่อ August 26, 2010. 
  24. Leahey, Andrew. [ลิงคินพาร์ก ที่ ออลมิวสิก "Linkin Park at Allmusic"]. Allmusic.com. สืบค้นเมื่อ August 26, 2010. 
  25. "Linkin Park Biography on Yahoo! Music". Wayback.archive.org. 2008-12-25. สืบค้นเมื่อ 2013-06-14. 
  26. "Linkin Park | Remember where you're from - Los Angeles Times". Wayback.archive.org. สืบค้นเมื่อ 2013-06-14. 
  27. IGN, Linkin Park – Minutes To Midnight. Retrieved January 27, 2008.
  28. Metacritic, Minutes To Midnight. Retrieved January 27, 2008.
  29. "Linkin Park pay homage to Public Enemy on new album". NME. UK. September 6, 2010. สืบค้นเมื่อ September 7, 2010. 
  30. Montgomery, James (September 1, 2010). "Linkin Park's A Thousand Suns: Kid A, All Grown Up?". MTV. สืบค้นเมื่อ September 7, 2010. 
  31. Sergio PereiraMore Posts - Website. "Review: Linkin Park – LIVING THINGS". MusicReview. สืบค้นเมื่อ 2013-06-02. 
  32. "Linkin Park: 'Our last album was bonkers' | News". Nme.Com. 2012-03-21. สืบค้นเมื่อ 2013-06-02. 
  33. Roffman, Michael (June 19, 2014). "Linkin Park – The Hunting Party | Album Reviews". Consequence of Sound. สืบค้นเมื่อ June 24, 2014. 
  34. Childers, Chad. "Linkin Park, 'The Hunting Party' - Album review". Loudwire. สืบค้นเมื่อ June 24, 2014. 
  35. "Linkin Park Biography | Bio | Faint | Hybrid Theory | Meteora | Picture | Pic | Reanimation | Crawling". Kidzworld.com. สืบค้นเมื่อ June 11, 2012. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]