ขงจื๊อ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ขงจื๊อ

ขงจื๊อ (จีนตัวย่อ: 孔子; อังกฤษ: Confucius ; ภาษาไทยมีเรียกกันหลายชื่อ เช่น ขงฟู่จื่อ ขงจื่อ ข่งชิว) (ตามธรรมเนียม, 8 กันยายน 551 - 479 ปีก่อน ค.ศ.) [1] ชื่อรอง จ้งหนี เป็นนักคิดและนักปรัชญาสังคมที่มีชื่อเสียงของจีน คำสอนของขงจื๊อนั้น ฝังรากอิทธิพลลึกลงไปในสังคมเอเชียตะวันออกมาเป็นเวลาถึง 20 ศตวรรษ หลักปรัชญาของขงจื๊อนั้นเน้นเกี่ยวกับศีลธรรมส่วนตัว และศีลธรรมในการปกครอง ความถูกต้องเหมาะสมของความสัมพันธ์ในสังคม และ ความยุติธรรมและบริสุทธิ์ใจ

ก่อนสิ้นใจ ขงจื๊อได้ทิ้งท้ายข้อความไว้กับ ซื่อคง ไว้ว่า "ขุนเขาต้องพังทลาย ขื่อคานแข็งแรงปานใด สุดท้ายต้องพังลงมา เหมือนเช่น บัณฑิตที่สุดท้ายต้องร่วงโรย"

ประวัติ[แก้]

เมื่อขงจื๊อเกิดมาได้เพียง 3 ปี บิดาที่มีร่างกายสูงใหญ่และแข็งแรงได้เสียชีวิตจากไป ขงจื๊อในวัยเยาว์ชอบเล่นตั้งโต๊ะเซ่นไหว้ ชอบเลียนแบบท่าทางพิธีกรรมของผู้ใหญ่ เมื่ออายุได้ 15 ปี ฝักไฝ่การเล่าเรียน อายุ 19 ปี ได้แต่งงานกับแม่นางหยวนกวน ในปีถัดมาได้ลูกชายให้ชื่อว่า คงลี้ อายุ 20 ขงจื๊อได้เป็นเสมียนยุ้งฉาง และได้ใส่ใจความถูกต้องเนื่องจากทำงานกับตัวเลข ต่อมาได้ทำหลายหน้าที่รวมทั้ง คนดูแลสัตว์ คนคุมงานก่อสร้าง และในระหว่างที่ศึกษาพิธีกรรมจากรัฐโจว ได้โอกาสไปเยี่ยมเล่าจื๊อ ขงจื๊อมีความสัมพันธ์อันดีกับ เสนาธิบดีของอ๋องจิง และได้ฝากตัวเป็นพ่อบ้าน และได้มีการพูดคุยกับอ๋องในการวางแผน และหลักการปกครอง แต่เนื่องจากโดนใส่ความจากที่ปรึกษาของรัฐ ขงจื๊อจึงเดินทางต่อไปรัฐอื่น ภายหลังได้ฝากฝังตัวเองช่วยบ้านเมืองกับอ๋องติง และได้รับการแต่งตั้งดินแดนส่วนกลางของแคว้นหลู่ เป็นเสนาธิบดีใหญ่ บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง อาชญากรลดลง คนมีคุณธรรมและเคารพผู้อาวุโส และในระหว่างนั้นได้มีการแบ่งแย่งดินแดน การแย่งชิงเมืองต่างๆ เกิดขึ้น ขงจื๊อได้เดินทางจากเมืองไปสู่เมืองต่างๆ เรียนรู้หลักการปกครอง และวัฒนธรรมท้องถิ่นแต่ละที่ ภายหลังได้ถูกหมายเอาชีวิต และถูกขับไล่ให้ตกทุกข์ได้ยาก และได้กลับมาสู่แคว้นหลู่อีกครั้ง ขงจื๊อได้เริ่มรวบรวบพิธีกรรมโบราณ บทเพลง ตำราโบราณ และลำดับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น และได้สอนสั่งลูกศิษย์แถบแม่น้ำซูกับแม่น้ำสี ภายหลังขงจื๊อได้ล้มป่วยหนัก และเจ็ดวันให้หลังได้อำลาโลก ตรงกับเดือนสี่ทางจันทรคติ ในปีที่ 16 รัชสมัยอ๋องอี้ รวมอายุได้ 73 ปี

หลักความรู้[แก้]

ศาสตร์สี่แขนง 
ที่ขงจื๊อวางรากฐานไว้ ได้แก่ วัฒนธรรม ความประพฤติ ความจงรักภักดี และ ความซื่อสัตย์ โดยวัฒนธรรมเน้นถึงการเคารพบรรพบุรุษและพิธีการโบราณ ยึดถือผู้อาวุโสเป็นหลัก แต่ไม่ยึดติดหรืออายที่จะหาความรู้จากคนที่ต่ำชั้นหรืออายุน้อยกว่า
แปดหลักการพื้นฐานในการเรียนรู้ 
ได้แก่ สำรวจตรวจสอบ ขยายพรมแดนความรู้ จริงใจ แก้ไขดัดแปลงตน บ่มความรู้ ประพฤติตามกฎบ้านเมือง ประเทศต้องได้รับการดูแล นำความสงบสุขมาสู่โลก
ลำดับการเรียนรู้ 
ได้แก่ พิธีกรรม ดนตรี ยิงธนู ขี่ม้า ประวัติศาสตร์ และ คณิตศาสตร์
คุณธรรมทั้งสาม 
ที่ได้จากการเรียนรู้ ได้แก่ ภูมิปัญญา เมตตากรุณา และความกล้าหาญ
สี่ขั้นตอนหลักการสอน 
ได้แก่ ตั้งจิตใจไว้บนมรรควิธี ตั้งตนในคุณธรรม อาศัยหลักเมตตาเกื้อกูล สร้างสรรค์ศิลปะใหม่
สี่ลำดับการสอน 
ได้แก่ คุณธรรมและความประพฤติ ภาษาและการพูดจา รัฐบาลและกิจการบ้านเมือง และสุดท้ายคือวรรณคดี


ผลงานของขงจื๊อ[แก้]

ผลงานของขงจื๊อ

งานทางด้านการเขียนของขงจื๊อปรากฏอยู่ในหนังสือ สังเขปการสอนของขงจื๊อ หรือที่จีนเรียกว่า “ลันยู” เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับบันทึกและเรื่องราวต่าง ๆ เช่น คำพูด คำสอนของขงจื๊อและกิจกรรมต่าง ๆ ที่ลูกศิษย์ของท่านได้ช่วยกันรวบรวมขึ้นหลังจากการจากไปของขงจื๊อส่วนวรรณกรรมที่ท่านได้รวบรวมขึ้นมีดังนี้

1. ฉวนฉิว

เป็นบันทึกเหตุการณ์ระหว่างฤดูใบไม้ผลิและใบไม้ร่วง เป็นคุณลักษณะของขงจื๊อและเป็นเรื่องเกี่ยวกับกิจการทางการเมืองของแคว้นหลู่จากปี 723-481 ก่อนคริสตกาล และข้อสังเกตที่เกี่ยวกับพิธีกรรมได้รับการปฏิบัติ อุปนิสัยของข้าราชการและความเสียสละที่แสดงออกและท่าทางทัศนคติที่แสดงออกในความสัมพันธ์ต่าง ๆ นอกจากนั้นยังได้แจกแจงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์มากมาย นับตั้งแต่การเจรจาตกลงทางการทูต จนถึงปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น อุปราคา เป็นต้น

2. ชิจิ

เป็นหนังสือเกี่ยวกับบทกวีนิพนธ์ต่าง ๆ หนังสือเล่มนี้สามารถนำไปเปรียบเทียบกับ Song of Solomon ในคัมภีร์ใบเบิ้ล โคลงต่าง ๆ เป็นเพลงพื้นเมืองที่ร้องกันในสมัยแรก ๆ โดยทั่วไปแล้วเป็นบทพรรณนาถึงหนุ่ม ๆ สาว ที่กำลังร้องรำทำเพลงและเล่นหยอกล้อกันด้วยความเสน่หาในฤดูใบไม้ผลิและในฤดูเก็บเกี่ยว

3. ฉูชิง

เป็นหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่ารวมโดยขงจื๊อเอง ดังนั้นจึงมีความสำคัญอย่างลึงซึ้ง เป็นการประมวลคำปราศรัย คำสัตย์ปฏิญาณในพิธีกรรม

4. อิชิง

เป็นหนังสือเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเป็นตำนานลึกลับ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ อำนาจ ศักดิ์สิทธิ์และพลังแห่งจุดหมายปลายทาง เป็นงานชิ้นแรกซึ่งได้รับความนิยมและจัดเข้าเป็นขั้นคลาสิคในสมัยต่อ ๆ มา ลักษณะเด่นตำราเล่มนี้คือ ปากัวหรือรอยสลักแปดตัวซึ่งโหรจีนให้ใช้กันมาตั้งแต่โบราณ และเอ้อหยา ซึ่งเป็นปทานุกรมฉบับแรกที่พยายามอธิบายความมืดมนของตำราว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงและตำราว่าด้วยพิธีกรรม

5. ลิจี่

เป็นหนังสือเกี่ยวกับพิธีการต่าง ๆ เป็นการสั่งเกี่ยวกับการปฏิบัติตามพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น วิธีที่ควรจะถือและเหนี่ยวคันศรในระหว่างที่แสดงศิลปะของสุภาพบุรุษในการยิง นอกจากนั้นก็กล่าวถึงการเรียกอันยิ่งใหญ่และทฤษฎีแห่งมัชฌิม

เมื่อพวกมองโกลเข้ายึดจีนได้ในราว ค.ศ. 1278-1368 จักรพรรดิกุบไล่ข่านก็มิได้ขัดขวางลัทธินี้ ทรงยึดหลักของขงจื๊อ ต่อมาในสมัยราชวงศ์เหม็งได้พยายามล้มล้างอิทธิพลของพวกมองโกล และรื้อฟื้นการตั้งยศฐาบรรดาศักดิ์ตลอดจนมีพิธีการบูชาขงจื๊อและเล็งเห็นความสำคัญของการศึกษาตำราขงจื๊อเป็นอย่างมาก

สมัยราชวงศ์เหม็งได้รื้อฟื้นการสอบแบบขงจื๊อคือเปิดให้มีการสอบชั้นสูงถึง 89 ครั้ง มีผู้สอบผ่านการสอบชั้นสูงเพียง 280 คน มีการยกส่วนต่าง ๆ ของตำราขงจื๊อมาเขียนตีความและวิจารณ์ โดยยึดแบบของชูชีตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ้องเป็นหลัก

ลัทธิขงจื๊อนี้มีชื่อเสียงมาก และเผยแพร่เข้าไปในหมู่พวกแมนจูโดยพวกแมนจูใช้หลักของขงจื๊อในการปกครองจีน จะเห็นได้ว่าไม่ว่าพวกมองโกลหรือแมนจูก็ตามที่มีอำนาจยึดครองจีนได้ ต่างก็ตระหนักดีว่า การที่จะปกครองจีนได้จะต้องธำรงไว้ซึ่งอารยธรรมตลอดจนลัทธิขงจื๊อที่ชาวจีนยึดถือปฏิบัติกัน

72 ศิษย์เอกขงจื๊อ[แก้]

ชั่วชีวิตของขงจื๊อมีลูกศิษย์ทั้งสิ้นกว่าสามพันคน [2] ในจำนวนนี้มีลูกศิษย์เอก 72 คน [3]

  • เอี๋ยนหุย (Yan Hui)
  • หมิ่นสุ่น (Min Sun)
  • หย่านเกิง (Ran Geng)
  • หย่านหยง (Ran Yong)
  • หย่านฉิว (Ran Qiu)
  • ตวนมู่ซื่อ (Duanmu Ci)
  • จ้งอิ๋ว (Zhong You)
  • จ่ายอวี๋ (Zai Yu)
  • เอี๋ยนเอี่ยน (Yan Yan)
  • ปู่ซาง (Pu Shang)
  • จวานซุนซือ (Zhuansun Shi)
  • เจิงชัน (Zeng Shen)
  • ต้านไถเมี่ยหมิง (Dantai Mieming)
  • มี่ปู้ฉี (Fu Buji)
  • เอี๋ยนจี๋ (Yan Zu)
  • หยวนเซี่ยน (Yuan Xian)
  • กงเหย่ฉาง (Gongye Chang)
  • หนานกงควา (Nangong Kuo)
  • กงซีอาย (Gongxi Ai)
  • เจิงเตี่ยน (Zeng Dian)
  • เอี๋ยนอู๋หยาว (Yan Wuyao)
  • สูจ้งหุ้ย (Shuzhung Hui)
  • ซางฉวี (Shang Zhu)
  • เกาไฉ (Gao Chai)
  • ชีเตียวคาย (Qidiao Kai)
  • กงป๋อเหลียว (Gongbo Liao)
  • ซือหม่าเกิง (Sima Geng)
  • ฝานซวี (Fan Xu)
  • โหย่วยั่ว (You Ruo)
  • กงซีฉื้อ (Gongxi Chi)
  • อูหม่าซือ (Wuma Shi)
  • เหลียงจาน (Liang Zhan)
  • เอี๋ยนซิ่ง (Yan Xing)
  • หย่านหยู (Ran Ru)
  • เฉาซวี่ (Cao Xu)
  • ป๋อเฉียน (Bo Qian)
  • กงซุนหลง (Gongsun Long)
  • ซีหยงเตี่ยน (Xi Yongdian)
  • หย่านจี้ (Ran Ji)
  • กงจู่จวี้จือ (Gongzu Gouzi)
  • ซือจือฉาง (Shi Zhichang)
  • ฉินจู่ (Qin Zu)
  • ซีเตียวตัว (Qidiao Chi)
  • เอี๋ยนเกา (Yan Gao)
  • ซีเตียวถูฝู้ (Qidiao Dufu)
  • หย่างซื่อชื่อ (Zeng Sichi)
  • ซางเจ๋อ (Shang Zhai)
  • สือจั้วสู่ (Shi Zuo)
  • เยิ่นปู้ฉี (Ren Buji)
  • โห้วชู่ (Hou Chu)
  • ฉินหย่าน (Qin Ran)
  • ฉินซาง (Qin Shang)
  • เซินต่าง (Shen Dang)
  • เอี๋ยนจือผู (Yan Zhipo)
  • หยงฉี (Yan Zhi)
  • เซี่ยนเฉิง (Xian Chang)
  • จั่วเหยินอิ่ง (Zuo Renying)
  • เจิ้งกั๋ว (Zhang Guo)
  • ฉินเฟย (Qin Fei)
  • เอี๋ยนขว้าย (Yan Kuai)
  • ปู้สูเฉิง (Bu Shusheng)
  • เยว่เขอ (Yue Ke)
  • เหลียนเจี๋ย (Lian Jie)
  • ตี๋เฮย (Di Hei)
  • ปานซวิ่น (Kui [al. Bang] Sun)
  • ขงจง (Kong Zhong)
  • กงซีเตี่ยน (Gongxi Dian)
  • จวี้อ้าย
  • ฉินเหลา
  • หลินฟ่าง (Lin Fang)
  • เฉิงค่าง (Chan Kang)
  • เซินเฉิง

ดูเพิ่ม[แก้]

  • เม่งจื๊อ ศิษย์ของขงจื๊อ ผู้เชื่อว่าโดยธรรมชาติแล้ว มนุษย์ทุกคนมีพื้นฐานเป็นคนดีมาแต่กำเนิด
  • ซุนจื๊อ ศิษย์ของขงจื๊อ ผู้เชื่อว่าตามธรรมชาติแล้วมนุษย์ชั่วร้าย ซึ่งเกิดจากกิเลสอยากได้อยากมี

อ้างอิง[แก้]

  1. http://plato.stanford.edu/entries/confucius/
  2. China Radio International สถานีวิทยุ ซี.อาร์.ไอ. ภาคภาษาไทย
  3. จางสื่อ และ จินซื่อ เรียบเรีนงจาก "สื่อจี้" และ "หรุ้นอวี่" (ชุมนุมคติพจน์), ศรีวารี แปล, ระเบียงภาพ 72 ศิษย์ขงจื๊อ, สำนักพิมพ์ธรรมชาติ, พ.ศ. 2534, 175 หน้า, ISBN 974-401-076-2

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]