พระทีปังกรพุทธเจ้า
| บทความนี้ยังต้องการเพิ่มแหล่งอ้างอิงเพื่อพิสูจน์ความถูกต้อง คุณสามารถพัฒนาบทความนี้ได้โดยเพิ่มแหล่งอ้างอิงตามสมควร เนื้อหาที่ขาดแหล่งอ้างอิงอาจถูกลบออก |
| พระทีปังกรพุทธเจ้า | |
|---|---|
พระทีปังกรพุทธเจ้าแสดงธรรมโปรดสุเมธดาบส (พระโคดมพุทธเจ้าในปัจจุบัน)
|
|
| สันสกฤต: | ทีปํกร |
| บาลี | ทีปํกร |
| พม่า: | ဒီပင်္ကရာ ([dìpɪ̀ɴkəɹà]) |
| จีน: | 燃燈佛 (Rándēng Fo) |
| มองโกล: | ᠵᠣᠯᠠ ᠢᠢᠨ ᠵᠥᠬᠢᠶᠠᠭᠴᠢ᠂ ᠳᠢᠸᠠᠩ᠋ᠭᠠᠷ; Зулын Зохиогч, Дивангар; Zula yin Zohiyagci, Divangar |
| ไทย: | พระทีปังกรพุทธเจ้า |
| ทิเบต: | mar me mdzad |
| ข้อมูลจำเพาะ | |
| ได้รับการนับถือใน: | เถรวาท, มหายาน, วัชรยาน |
| คุณลักษณะ: | ผู้ให้กำเนิดแสงสว่าง |
| องค์ก่อนหน้า: | พระสรณังกรพุทธเจ้า |
| องค์ถัดไป: | พระโกณฑัญญพุทธเจ้า |
พระทีปังกรพุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ในโลกเมื่อ 4 อสงไขยแสนกัปที่แล้ว[1] ถือเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์แรกในพุทธวงศ์ของพระโคตมพุทธเจ้า เรื่องราวของพระองค์ปรากฏทั้งในหลักฐานฝ่ายเถรวาทและมหายาน นามของพระองค์หมายถึงผู้ยังแสงสว่างให้เกิดขึ้น ชื่ออื่น ๆ ของพระองค์ได้แก่ พระสมันตประภาพุทธเจ้า พระประทีปประภาพุทธเจ้า พระสมาธิประภาพุทธเจ้า หรือพระปัจฉิมพุทธะทีปังกร
ในอดีตกาลมีพระพุทธเจ้าพระนามว่า ทีปังกร 2 พระองค์ จึงเรียกพระองค์แรกว่า พระปุราณทีปังกร (ปุราณ แปลว่า เก่า) และเรียกพระองค์หลังว่า พระปัจฉิมทีปังกร
เนื้อหา |
พระประวัติ [แก้]
ในทางเถรวาทได้กล่าวถึงประวัติของพระทีปังกรพุทธเจ้าไว้ว่า เมื่อศาสนาพระสรนังกรพุทธเจ้าอันตรธานไป ในสารมัณฑกัปเดียวกัน มีพระพุทธเจ้ามาอุบัติเป็นองค์ที่ 4 และเป็นองค์สุดท้ายของกัปนั้น พระนามว่า "ทีปังกร"
พระทีปังกรพุทธเจ้าประสูติเป็นทีปังกรราชกุมาร แห่งราชวงศ์แห่งรัมมวดีนคร พระบิดาทรงพระนามว่าพระเจ้าสุเทพและพระมารดาทรงพระนามว่าพระนางสุเมธาเทวี ทีปังกรราชกุมารทรงเกษมสำราญอยู่ 10,000 ปี ในปราสาท 3 หลัง ชื่อว่า หังสา โกญจา และมยุรา เหมาะสมตามฤดูทั้ง 3 มีพระมเหสีนามว่า ปทุมาเทวี และทรงมีสนมนารีแวดล้อมอีก 300,000 นาง วันหนึ่ง ทีปังกรราชกุมารเสด็จประพาสอุทยาน ทอดพระเนตรเห็นเทวทูตทั้งสี่ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช พระองค์จึงมีพระทัยน้อมไปทางบรรพชา
เมื่อพระนางปทุมาเทวีประสูติพระโอรส พระนามว่า อุสภักขันธกุมาร จึงได้เสด็จออกบรรพชาในราชอุทยานนั้นด้วยคชยาน 84,000 เชือก มีผู้ออกบรรพชาตามจำนวนโกฏิหนึ่ง หลังจากทรงบำเพ็ญความเพียรอยู่เป็นเวลา 10 เดือน ในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ พระองค์ก็นำบริษัทเข้าไปบิณฑบาตข้าวปายาสในนคร ตอนเย็นทรงปลีกจากคณะ ทรงรับหญ้า 8 กำ จากอาชีวกชื่อ อานันทะ และนำมาปูลาดเป็นโพธิบัลลังก์ใต้ต้นเลียบ (ต้นมะกอก) ปราบพระยามารกับพลมารนับอสงไขย และได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในคืนนั้น พระทีปังกรพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา แก่พระภิกษุผู้บรรพชาตามจำนวนโกฏิหนึ่ง ที่สุนันทาราม ทำให้พระภิกษุโกฏิหนึ่งนั้นสำเร็จเป็นพระอริยบุคคล
ธรรมาภิสมัยในพุทธกาลของพระทีปังกรพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น 3 วาระ คือ
- วาระที่ 1 แสดงปฐมเทศนา ธรรมาภิสมัยบังเกิดแก่มนุษย์และเทวดา 100 โกฏิ
- วาระที่ 2 แสดงธรรมแก่ อุสภักขันธกุมาร ราชโอรส ธรรมาภิสมัยบังเกิดแก่มนุษย์และเทวดา 100,000 โกฏิ
- วาระที่ 3 แสดงธรรมบนดาวดึงส์เทวโลกโปรดพุทธมารดา ธรรมาภิสมัยบังเกิดแก่เทวดา 90,000 โกฏิ
พระทีปังกรพุทธเจ้า ทรงประชุมสาวกสันนิบาต 3 ครั้ง
- ครั้งที่ 1 ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์แก่พระสงฆ์สาวกและเทวดา 100,000 โกฏิ ณ สุนันทาราม
- ครั้งที่ 2 ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์แก่พระสงฆ์สาวก 100 โกฏิ ณ นารทกูฏ ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระองค์ทรมานนารทยักษ์พร้อมบริวารหมื่นหนึ่ง ให้อยู่ในโสดาปัตติผล และทรงบวชมนุษย์ 100 โกฏิที่นำมาพลีกรรมยักษ์ด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา ภิกษุเหล่านั้นสำเร็จเป็นพระอรหันต์ทั้งหมดภายใน 7 วัน
- ครั้งที่ 3 ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์แก่พระสงฆ์สาวก 90,000 โกฏิ ณ ภูเขาสุทัสสนะ
พระทีปังกรพุทธเจ้ามีพระสาวกองค์สำคัญ คือ
- พระอัครสาวก คือ พระสุมังคละเถระ และพระติสสะเถระ
- พระอัครสาวิกา คือ พระนันทาเถรี และพระสุนันทาเถรี
- พระอุปัฏฐาก คือ พระสาคตะเถระ
พระทีปังกรพุทธเจ้ามีพระวรกายสูง 80 ศอก เมื่อพระชนมายุได้ 100,000 ปี จึงปรินิพพานที่นันทาราม หลังจากนั้นพุทธศาสนาของพระองค์ก็ดำรงอยู่ต่อมานานถึง 100,000 ปี จึงอันตรธานไป
ความเกี่ยวข้องกับพระโคตมพุทธเจ้า [แก้]
ในสมัยพระทีปังกรพุทธเจ้า พระโคตมพุทธเจ้าได้เสวยพระชาติเป็นสุเมธดาบส ได้นอนทอดตนเป็นสะพานเหนือเปือกตมให้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นข้ามไป จึงได้รับพุทธพยากรณ์ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลข้างหน้า พระนามว่า พระโคดมพุทธเจ้า[2]
ความเชื่อของฝ่ายมหายาน [แก้]
ในอุโบสถของฝ่ายมหายาน จะสร้างพระรูปของพระทีปังกรอยู่ในตำแหน่งของพระพุทธเจ้าในอดีตของพระพุทธแห่งตรีกาล ชาวจีนเชื่อว่าวันประสูติของพระองค์คือ วันที่ 22 เดือนแปดจีน หลักฐานที่กล่าวถึงพระองค์ในพระสูตรของฝ่ายมหายานได้แก่[3]
- พุทธมูลจริยาสูตร กล่าวว่าเมื่อทรงอุบัติขึ้น ได้เกิดมหาประทีปดวงใหญ่ขึ้นเอง ซึ่งประทีปนี้อาจเป็นสัยลักษณ์ถึงปัญญาญาณของพระพุทธเจ้า
- วิมลเกียรตินิทเทสสูตร กล่าวถึงประทีปที่เกิดในสมัยพระทีปังกรพุทธเจ้าสามารถจุดต่อประทีปอื่นๆได้เป็นจำนวนพัน เปรียบได้กับการที่พระโพธิสัตว์ได้สืบต่อภาระหน้าที่ในการสั่งสอนสรรพสัตว์ให้เข้าถึงโพธิญาณ และกล่าวว่าเหตุที่มีประทีปเกิดขึ้นพร้อมพระทีปังกร เพราะครั้งหนึ่งได้เติมน้ำมันประทีปจุดบุชาพระพุทธเจ้าทุกวันโดยไม่ย่อท้อ
- ฉปารมิตาสูตร กล่าวว่าพระทีปังกรเคยอุทิศร่างกายต่างประทีปจุดบุชาพระพุทธเจ้า จึงได้รับพุทธพยากรณ์ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าในกาลต่อไป
- อาคมสูตรและมหาปรัชญาปารมิตาศาสตร์ กล่าวว่าพระทีปังกรเป็นผู้ประทานพุทธพยากรณ์แก่พระศากยมุนีพุทธเจ้า
อ้างอิง [แก้]
- ↑ ทีปังกรพุทธวงศ์ที่ 1. พระไตรปิฎก เล่มที่ 33 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 25 ขุททกนิกาย อปทาน ภาค 2 -พุทธวังสะ
- ↑ พุทธวงศ์ ประวัติพระพุทธเจ้า 25 พระองค์. กทม. โรงพิมพ์การศาสนา. 2541. หน้า 14-28
- ↑ ภิกษุจีนวิศวภัทร.พระพุทธเจ้าและพระธรรมสูตรฝ่ายมหายาน. กทม. หมื่นคุณธรรมสถาน. 2549 Online version
- http://larndham.net/index.php?showtopic=24451&st=4
- http://www.geocities.com/ss12345_th/poti/P204.html
ดูเพิ่ม [แก้]
|
||||||||||||||||||||||