มิโคยัน มิก-29

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

{{กล่องข้อมูล อากาศยาน |ชื่อ = มิก-29 |ภาพ= HuAF MIG29UB.jpg |บทบาท = เครื่องบินขับไล่หลากบทบาท เครื่องบินขับไล่ครองความได้เปรียบทางอากาศ |สัญชาติ =  สหภาพโซเวียต
 รัสเซีย |บริษัทผู้ผลิต = มิโคยัน |บินครั้งแรก = 6 ตุลาคม พ.ศ. 2520 |เริ่มใช้ = เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2526 |สถานะ = อยู่ในประจำการ |ผู้ใช้งานหลัก = กองทัพอากาศรัสเซีย
กองทัพอากาศฮังการี
กองทัพอากาศยูเครน
กองทัพอากาศอินเดีย
กองทัพอากาศแอลจีเรีย |ช่วงการผลิต = พ.ศ. 2525-ปัจจุบัน |จำนวนที่ผลิต = มากกว่า 1,257 ลำ |มูลค่า = ลำละ 11ล้านดอลลาร์สหรัฐ 352000000 บ |แบบอื่น = มิก-29เอ็ม
[[มิก-35] }}

มิก-29 (อังกฤษ: MiG-29, รัสเซีย: МиГ-29) เป็นเครื่องบินขับไล่รุ่นที่สี่ซึ่งถูกออกแบบโดยสหภาพโซเวียตสำหรับบทบาทครองความเป็นเจ้าอากาศ มันถูกสร้างขึ้นในปีพ.ศ. 2513 โดยมิโคยัน มันได้เข้าประจำการในกองทัพอากาศโซเวียตเมื่อปีพ.ศ. 2526 และยังคงถูกใช้โดยกองทัพอากาศรัสเซียเช่นเดียวกันกับหลายๆ ประเทศ นาโต้เรียกมิก-29 ว่าฟัลครัม (Fulcrum) ซึ่งถูกใช้อย่างไม่เป็นทางการโดยนักบินโซเวียต[1]มันถูกสร้างขึ้นเพื่อต่อกรกับเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ของสหรัฐฯ อย่างเอฟ-16 ไฟท์ติ้งฟอลคอนและเอฟ/เอ-18 ฮอร์เน็ท

การพัฒนา[แก้]

ในปีพ.ศ. 2522 สหภาพโซเวียตได้เรียนรู้จากโครงการ"เอฟ-เอ็กซ์"ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลให้เกิดเอฟ-15 อีเกิลขึ้นมา ไม่นานผู้นำฝ่ายโซเวียตได้ตระหนักถึงเครื่องบินขับไล่ของอเมริกาที่อาจก้าวหน้ากว่าเครื่องบินขับไล่ของโซเวียต สิ่งที่ต้องการก็คือเครื่องบินขับไล่ที่ดีกว่าทั้งความรวดเร็วและระบบที่ทันสมัย เหล่านายพลโซเวียตได้ประกาศความต้องการพีเอฟไอ (รัสเซีย: Perspektivnyy Frontovoy Istrebitel, แปลหยาบๆ ว่า"เครื่องบินขับไล่สำหรับแนวหน้าที่ทันสมัย") รายละเอียดเฉพาะนั้นทะเยอทะยานอย่างมาก มันต้องมีพิสัยที่ไกล ทำงานในรันเวย์สั้นได้ มีความคล่องตัวสูง ทำความเร็วได้ตั้งแต่ 2 มัคขึ้นไป และมีอาวุธขนาดหนัก การออกแบบทางด้านอากาศพลศาสตร์ของเครื่องบินลำใหม่นี้ทำโดยทีเอสเอจีไอ (TsAGI) โดยร่วมมือกับซุคฮอย (สิ่งนี้ทำให้เกิดซุคฮอย ซู-27)

อย่างไรก็ดีในปีพ.ศ. 2524 โซเวียตตัดสินใจว่าเครื่องบินพีเอฟำอนั้นมีราคาแพงเกินไปที่จะสร้างให้ได้ตามความต้องการ และแบ่งความต้องการออกเป็นสองโครงการคือทีพีเอฟไอ (รัสเซีย: Tyazhyolyy Perspektivnyy Frontovoy Istrebitel, "เครื่องบินขับไล่ทางยุทธวิธีก้าวหน้าขนาดหนัก") และแอลพีเอฟไอ (รัสเซีย: Lyogkiy Perspektivnyy Frontovoy Istrebitel, "เครื่องบินขับไล่ทางยุทธวิธีก้าวหน้าขนาดเบา") มันคล้ายคลึงกับโครงการเครื่องบินขับไล่ขนาดเบาและเอฟ-16 ไฟท์ติ้งฟอลคอนและวายเอฟ-17 คอบรา เครื่องบินขับไล่ขนาดหนักทำโดยซุคฮอยจนได้ซุคฮอย ซู-27 ขึ้นมา ในขณะที่เครื่องบินขับไล่ขนาดเบาทำโดยมิโคยัน มันมีชื่อว่ามิก-29เอโดยเริ่มขึ้นในปีพ.ศ. 2527 โดยทำการบินครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2530 เครื่องบินที่สร้างออกมาก่อนการผลิตถูกพบโดยดาวเทียมสอดแนมของสหรัฐฯ เมื่อเดือนพฤศจิกายนในปีนั้นเอง มันถูกเรียกว่าแรม-แอล (Ram-L) เพราะว่ามันถูกพบที่ศูนย์ทดสอบการบินซูคอฟสกี้ที่อยู่ใกล้กับเมื่องราเมนสคอย การพิจารณาในครั้งแรกแนะว่าแรม-แอลคล้ายคลึงกับวายเอฟ-17 คอบราและใช้เครื่องยนต์ไอพ่นพร้อมสันดาปท้ายแบบทูแมนสกี้ อาร์-25

มิก-29 จอดในขณะทำการทดสอบการบินที่งานแสดงแอบบอทสฟอร์ดในปีพ.ศ. 2532


ถึงแม้ว่าการล่าช้าของโครงการเกิดจากการสูญเสียเครื่องยนต์ต้นแบบสองเครื่องในอุบัติเหตุ มิก-29บีรุ่นผลิตก็ถูกส่งเข้าประจำการในเดือนสิงหาคมพ.ศ. 2526 ที่ฐานทัพอากาศคูบินคา การตกลงเกิดขึ้นในปีพ.ศ. 2527 และการส่งก็เริ่มขึ้นในปีเดียวกันให้กับกองทัพอากาศรัสเซีย

การทำงานแบ่งออกระหว่างทีพีเอฟไอกับแอลพีเอฟไอกลายเป็นมิก-29 ที่เข้าประจำการในแนวหน้าในกลางทศวรรษ 2523 ในขณะที่ซู-27 ได้รับงานที่อันตรายกว่าในการต่อสู้ทางอากาศกับนาโต้ มิก-29 ที่มีขนาดเล็กกว่าเข้ามาแทนที่มิก-23 ในบทบาทแนวหน้า มิก-29 ถูกวางตำนแห่งให้ใกล้กับแนวหน้า ทำงานน่านฟ้าของโซเวียต ล้อลงจอดและตะแกรงหน้าเครื่องยนต์ทำให้มิก-29 สามารถทำงานในสภาพที่ได้รับความเสียหายหรือซ่อมแซมอยู่ได้ มิก-29 ยังทำหน้าที่คุ้มกันให้กับการโจมตีทางอากาศ ปกป้องเครื่องบินจู่โจมภาคพื้นดินจากเครื่องบินขับไล่ของนาโต้อย่างเอฟ-15 และเอฟ-16 มิก-29 ทำให้กองทัพบกของโซเวียตปลอดภัยจากด้านบน

มิก-29ยูบีสำหรับฝึก

ในด้านตะวันตกเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ได้ชื่อจากนาโต้ว่าฟัลครัม-เอจากการสร้างก่อนการผลิตของมิก-29เอ ซึ่งใช้ชื่อนี้มาก่อนในตอนที่ทางตะวันตกยังไม่รู้ถึงการมีอยู่ของมัน มิก-29บีถูกส่งออกอย่างกว้างขวางโดยมีชื่อว่ามิก-29บี 9-12เอและมิก-29บี 9-12บี (สำหรับประเทศที่ลงชื่อในสนธิสัญญาวอซอว์และไม่ได้ลงชื่อ ตามลำดับ) พวกมันมีระบบอิเลคทรอนิกอากาศที่ด้อยกว่าและไม่สามารถบรรทุกอาวุธนิวเคลียร์ได้ เครื่องบินถูกสร้างขึ้นทั้งหมดประมาณ 840 ลำ

รุ่นที่ดีกว่าของมิก-29 มีการพัฒนาด้านระบบอิเลคทรอนิกอากาศที่ใช้โดยสหภาพโซเวียต แต่แบบอื่นๆ ของมิโคยันที่รวมทั้งรุ่นสำหรับใช้บนเรือบรรทุกเครื่องบินที่มีชื่อว่ามิก-29เคนั้นไม่เคยถูกสร้างออกมาในจำนวนมาก หลังยุคโซเวียตการพัฒนามิก-29 ได้รับอิทธิพลมาจากการแข่งขันของมิโคยันต่อคู่แข่งอย่างซุคฮอย บางรุ่นที่ก้าวหน้ายิ่งกว่าได้ทำการส่งออกและใช้โดยรัสเซีย รุ่นใหม่ที่ถูกเรียกว่ามิก-29เอสเอ็มทีและมิก-29เอ็ม1/เอ็ม2 กำลังอยู่ในการพัฒนา นอกจากนั้นแล้วการพัฒนาสำหรับรุ่นบนเรือบรรทุกเครื่องบินหรือมิก-29เคนั้นถูกใช้ต่อไปโดยเรือบรรทุกเครื่องบินกอร์ชคอฟกองทัพเรืออินเดีย รุ่นนี้เดิมทีจะถูกใช้โดยเรือบรรทุกเครื่องบินคุซเนทซอฟ แต่ซุคฮอย ซู-30 ถูกใช้แทน

สหภาพโซเวียตไม่ได้ให้ชื่ออย่างเป็นทางการให้กับเครื่องบินส่วนใหญ่ ถึงแม้ว่าชื่อเล่นจะถูกใช้ก็ตาม น่าแปลกที่นักบินโซเวียตใช้คำว่าฟัลครัมของนาโต้เรียกมันและบางครั้งรัสเซียก็ใช้ชื่อนี้อย่างไม่เป็นทางการ[1]

การออกแบบ[แก้]

จุดเด่น[แก้]

เพราะว่ามันถูกออกแบบมาจากเครื่องบินพีเอฟไอของทีเอสเอจีไอ มิก-29 จึงมีระบบอากาศพลศาสตร์ที่คล้ายคลึงกับซุคฮอย ซู-27 แต่มีข้อแตกต่างที่โดดเด่นกว่าบ้าง โครงสร้างส่วนใหญ่ทำมาจากอะลูมิเนียมและวัสดุผสม มันมีปีกแบบลู่ที่กลืนเข้ากับปีกเสริมที่ส่วนหน้าโดยทำมุม 40 องศา มันมีส่วนหางที่ลู่ไปทางด้านหลังและหางคู่ติดตั้งอยู่ที่ส่วนท้ายเครื่องยนต์ มันมีแพนปีกส่วนหน้าสี่ส่วนและห้าส่วนในรุ่นต่อๆ มา เมื่อมันถูกนำมาใช้งานมันเป็นเครื่องบินขับไล่เครื่องยนต์ไอพ่นแบบแรกของรัสเซียที่สามารถทำกระบวนท่าที่เรียกว่าปูกาเชฟส์คอบราได้

มิก-29 มีการควบคุมด้วยไฮดรอลิกและระบบนักบินอัตโนมัติเอสเอยู-451 แต่ไม่เหมือนกันซู-27 ตรงที่มันไม่มีระบบฟลาย-บาย-ไวร์ ถึงกระนั้นมันก็มีความว่องไวและการเลี้ยวที่ยอดเยี่ยม มันสามารถทำมุมปะทะได้ในระดับอัลฟา และมีการต้านทานการหมุน โครงสร้างถูกทำให้สามารถรับแรง 9 จีได้ การควบคุมมีการจำกัดเพื่อป้องกันไม่ให้นักบินทำแรงมากกว่า 9 จี แต่ก็สามารถปลดระบบนี้ออกได้ ในการฝึกของกองทัพอากาศสหรัฐร่วมกับกองทัพอากาศเยอรมนี มิก-29 ของฝ่ายเยอรมนีได้เอาชนะเอฟ-16 ในการต่อสู้ระยะใกล้แทบจะทุกครั้งด้วยการใช้เซ็นเซอร์ไออาร์เอสทีและหมวกแสดงภาพ พร้อมกับขีปนาวุธวิมเปล อาร์-73

ขุมกำลัง[แก้]

มิก-29 มีเครื่องยนต์คลิมอฟ อาร์ดี-33 ขนาดใหญ่สองเครื่องยนต์ที่ให้อัตราแรงขับ 11,240 ปอนด์และ 18,277 ปอนด์เมื่อใช้สันดาปท้าย พื้นที่ระหว่างเครื่องยนต์มีไว้เพื่อลดน้ำหนักที่ปีกเพื่อเพิ่มความคล่องตัว เครื่องยนต์มีช่องรับลมทรงลิ่มที่อยู่ใต้ปีกเสริม ซึ่งมีส่วนลาดเอียงที่ปรับได้เพื่อทำความเร็วเหนือเสียงได้ เมื่อมีการนำมาใช้กับสนามบินที่ขรุขระ ช่องรับลมหลักจะถูกปิดสนิทและใช้ช่องรับลมสำรองที่ด้านบนของลำตัวแทนสำหรับการวิ่งขึ้น ลงจอด หรือบินในระดับต่ำ เพื่อป้องกันไม่ให้มีเศษอะไรเข้าไปในเครื่องยนต์จนเกิดความเสียหาย ดังนั้นเครื่องยนต์จึงได้รับอากาศผ่านช่องบานเกล็ดบนปีกเสริมซึ่งจะเปิดโดยอัตโนมัติเมื่อช่องรับลมหลักถูกปิด อย่างไรก็ตามในแบบล่าสุดของตระกูลมิก คือมิก-35 ได้นำส่วนบานเกล็ดนี้ออกไปและใช้ช่องรับลมที่มีตะแกรงแทน ซึ่งคล้ายคลึงกับของซู-27[2]
ถึงแม้เครื่องยนต์จะให้กำลังสูงมากพอที่จะทำให้เครื่องบินสามารถไต่ระดับได้เหนือกว่าเครื่องบินของกองทัพอมเริกา แต่อายุการใช้งานก็สั้นมาก ต้องทำการตรวจเช็คทุกๆ350ชั่วโมงบินเป็นอย่างน้อย

พิสัยและระบบเชื้อเพลิง[แก้]

ความจุเชื้อเพลิงภายในของมิก-29บีนั้นมีเพียง 4,365 ลิตรโดยแบ่งเป็นหกส่วนในถังเชื้อเพลิง สี่ส่วนในลำตัว และหนึ่งส่วนในปีกแต่ละข้าง ผลที่ได้คือเครื่องบินมีพิสัยที่จำกัดมากเมื่อเทียบกับเครื่องบินขับไล่ป้องกันเฉาะบริเวณของโซเวียตแบบดั้งเดิม เพื่อให้ทำการบินได้นานมากขึ้นสิ่งนี้สามารถเพิ่มได้โดยใช้ถังเชื้อเพลิงกลางที่ปลดได้ขนาด 1,500 ลิตร และถังเชื้อเพลิงข้างที่ปลดได้ขนาด 1,150 ลิตรสองถังโดยติดตั้งไว้ใต้ปีก นอกจากนี้มีส่วนน้อยที่ใช้ระบบเติมเชื้อเพลิงทางอากาศ มิก-29บีบางลำมีโครงสร้างที่ถูกพัฒนามาเพื่อเป็นแบบที่เรียกว่า"แฟ็ทแบ็ค" (Fatback) (มิก-29 9-13) ซึ่งเพิ่มเชื้อเพลิงภายในไปในส่วนแกนกลาง แม้ว่าจะไม่มีลำใดก็ตามที่เข้าประจำการ

ห้องนักบิน[แก้]

ห้องนักบินของมิก-29 ถ่ายเมื่อปีพ.ศ. 2538

ห้องนักบินมีจุดเด่นคือคันบังคับตรงกลางและคันเร่งที่ด้านข้าง นักบินจะนั่งอยู่ในเก้าอี้ดีดตัวแบบซเวซดา เค-36ดีเอ็ม ซึ่งมีการทำงานที่ดีมากในเหตุฉุกเฉิน

ห้องนักบินมีหน้าปัดอำนวยความสะดวกพร้อมกับหน้าจอฮัดหรือเฮด-อัพ ดิสเพลย์และหน้าจอติดหมวกแบบชเชล-2ยูเอ็ม ดูเหมือนว่าจะเป็นการเน้นไปที่การทำห้องนักบินให้เหมือนกับมิก-23 และเครื่องบินลำอื่นๆ ของโซเวียตเพื่อความสะดวกในการเปลี่ยนแปลงมากกว่าความสะดวก ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ ถึงกระนั้นมิก-29 มีมุมมองที่ดีกว่าเครื่องบินขับไล่ลำอื่นๆ ของรัสเซียเพราะฝาครอบทรงโค้งที่อยู่ในตำแหน่งสูง

เซ็นเซอร์[แก้]

ส่วนสำคัญของมิก-29บีคือระบบควบคุมการยิงด้วยเรดาร์แบบอาร์แอลพีเค-29 ของพาโซตรอน ซึ่งรวมทั้งเรดาร์คลื่นพัลส์แบบติดตามแล้วยิงรุ่นเอ็นโอ19 และคอมพิวเตอร์ดิจิตอลรุ่นทีเอส100.02-02 เอ็นไอ19เอรุ่นเดิมถูกคาดว่าจะใช้กับมิก-29 แต่กลับไม่ตรงกับทีวีวีเอสต้องการ พิสัยติดตามต่อเป้าหมายขนาดเครื่องบินขับไล่มีเพียง 70 กิโลเมตรเท่านั้น พิสัยต่อเป้าหมายขนาดเครื่องบินทิ้งระเบิดน้อยมากกว่านั้นเกือยเท่าตัว เป้าหมายสิบเป้าหมายสามารถปรากฏขึ้นในรูปแบบตรวจจับ แต่เรดาร์จะล็อกเพียงหนึ่งเป้าหมายสำหรับขีปนาวุธกึ่งเรดาร์ ตัวประมวลผลสัญญาณยังมีปัญหากับความวุ่นวายบนพื้นดิน ปัญหาเหล่านี้ทำให้มิก-29 ไม่ดีพอที่จะใช้จีปนาวุธพิสัยไกลอันใหม่วิมเปล อาร์-27อาร์ในพิสัยสูงสุดของมันได้

ข้อด้อยเหล่านี้มีมากขึ้นเมื่อความจริงของเรดาร์เอ็นโอ19 ที่ว่ามันไม่ใช่การออกแบบใหม่ ระบบนั้นพัฒนามาจากแซปเย2-23เอ็มแอลของเดิมที่มีอยู่แล้ ในการออกแบบมิก-29 เริ่มแรกทางพาโซตรอนได้รับมอบหมายให้สร้างเรดาร์ที่ทันสมัยขึ้นให้กับมิก-29 เพื่อเร่งการพัฒนาพาโซตรอนจึงใช้แบบจากโครงการอื่นที่บริษัทอื่น ตามที่กล่าวเอ็นโอ19 เดิมทีนั้นตั้งใจที่จะเป็นเสาอากาศเรียบและมีการใช้สัญญาณดิจิตอลเต็มรูปแบบ ทำให้มีพิสัยตรวจจับและติดตาม 100 กิโลเมตรต่อเครื่องบินขับไล้ ไม่นานการทดสอบและต้นแบบก็เผยให้เห็นว่าสิ่งนี้ไม่สามารถทำสำเร็จได้ในเวลาที่จำกัด อย่างน้อยก็ไม่ใช่เรดาร์ซึ่งอยู่ที่ส่วนจมูกของมิก-29 มากกว่าที่จะเป็นแบบใหม่ทั้งหมดพาโซตรอนได้ดัดแปลงรุ่นก่อนหน้าของแซปเฟีย-23เอ็มแอลเพื่อลดเวลาและราคา ระบบนี้ใช้หน่วยประมวลผลอนาล็อกแบบเดียวกันกับรุ่นก่อนหน้า พร้อมกับคอมพิวเตอร์ดิจิตอลทีเอส100 Tมรขณะที่การตัดสินใจครั้งนี้จะสร้างเรดาร์ให้กับเครื่องบินใหม่ได้ทัน มันก็มีจุดอ่อนของรุ่นก่อนหน้าทั้งหมด

มิก-29บีนั้นมีเรดาร์ควบคุมการยิงรุ่นอาร์แอลพีเค-29 ของพาโซตรอนซึ่งรวมทั้งเรดาร์พัลส์รุ่นเอ็นโอ19 และคอมพิวเตอร์รุ่นทีเอส100.02-02 เอ็นโอ19เอแบบเก่านั้นไม่ได้ตรงตามมาตรฐานในโครงการสร้างเครื่องบินขับไล่ใหม่ พิสัยติดตามของมันต่อเป้าหมายขนาดเครื่องบินขับไล่นั้นมีเพียง 70 กิโลเมตร พิสัยติดตามต่อเป้าหมายขนาดเครื่องบินทิ้งระเบิดมีเกือบเท่าตัว ในรูปแบบตรวจจับมันจะสามารถหาหาได้สิบเป้าหมายแต่ก็มีเพียงเป้าหมายเดียวเท่านั้นที่เรดาร์จะทำการล็อกเป้าเพื่อยิงขีปนาวุธ หน่วยประมวลผลสัญญาณยังมีปัญหาต่อความวุ่นวายบนพื้นดิน ปัญหาเหล่านี้ทำให้มิก-29 ไม่เหมาะกับการใช้ขีปนาวุธใหม่อย่างวิมเปล อาร์-27 ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

การทำงานที่บกพร่องเหล่านี้เกิดจากความจริงที่ว่าเรดาร์เอ็นโอ19 นั้นที่จริงแล้วไม่ใช่การออกแบบใหม่ มันคือระบบที่พัฒนามาจากระบบเก่าที่มีอยู่แล้ว ในตอนแรกผู้สร้างเรดาร์ได้รับมอบหมายให้สร้างเรดาร์ที่ทันสมัยขึ้นสำหรับมิก-29 แต่เพื่อความรวดเร็วทางพาซาตรอนจึงได้ใช้แบบเก่ามาทำใหม่ เราดร์เอ็นโอ19 นั้นเดิมทีจะมีเสาอากาศแบบแบนและการประมวลผลสัญญาณแบบดิจิตอล ทำให้การตรวจจับและพิสัยการตรวจจับอย่างน้อย 100 กิโลเมตรลำหรับเป้าหมายขนาดเครื่องบินขับไล่ การพัฒนาเทคโนโลยีการบินของโซเวียตตอนนั้นเป็นเป้าหมายที่ทะเยอทะยาน การทดสอบและต้นแบบก็ทำให้รู้ว่ามันจะต้องเสร็จภายนเวลาที่จำกัด แทนที่การออกแบบเรดาร์จะเป็นแบบใหม่ทั้งหมด ทางพาโซตรอนได้ดัดแปลงระบบเก่ามาใช้แทนเพื่อประหยัดเวลาและเงิน ระบบนี้ใช้หน่วยประมวลผลแบบอานาล็อกเช่นเดียวกับเก่า พร้อมด้วยคอมพิวเตอร์ทีเอส100 ในขณะที่การตัดสินใจนี้เป็นการสร้างเรดาร์ให้กับเครื่องบินแบบใหม่ มันก็ได้นำไปสู่จุดอ่อนต่างๆ ของแบบเก่า แม้ว่าจะมีการออกแบบเรดาร์เอ็นโอ10 ขึ้นมา แต่มิก-29 ส่วนใหญ่ที่ยังประจำการอยู่นั้นก็ยังใช้เรดาร์เอ็นโอ19 ต่อไป แม้ว่าตามโครงการต้องการที่จะให้พัฒนาเครื่องบินมิก-29 ให้เข้าขั้นสมบูรณ์ก็ตาม

เรดาร์เอ็นโอ19 ได้รับการดูแลโดยนักออกแบบที่ได้ทรยศไปอยู่กับฝ่ายซีไอเอ เพราะเขาถูกประหารในปีพ.ศ. 2529 เพื่อแก้ไขปัญหาทั้งหมดทางโซเวียตรีบทำการพัฒนาเรดาร์เอ็นโอ19เอ็มขึ้นมาให้กับมิก-29เอส อย่างไรก็ตามโครงการก็ยังไม่พอใจในการทำงานของระบบและต้องการให้ทำการพัฒนาเพิ่ม การพัฒนาล่าสุดคือเอ็มโอ10 ซึ่งมีเสาอากาศราบมากกว่าเป็นแบบจานกลม มีพิสัยที่มากขึ้น ความสามารถในการปะทะเป้าหมายจำนวนมากในเวลาเดียวกัน และสามารถใช้วิมเปล อาร์-7 ได้ จุดเด่นที่มีประโยชน์ของมิก-29 ที่เหมือนกับซู-27 คือเลเซอร์หาระยะและระบบไออาร์เอสทีที่อยู่ในส่วนคล้ายลูกตาที่ด้านหน้าห้องนักบิน มันต้องพึ่งเรดาร์ในบางครั้งหรืออาจไม่ต้องใช้เรดาร์เลย

อาวุธ[แก้]

อาวุธของมิก-29 มีทั้งปืนใหญ่อากาศจีเอสเอช-30-1 ขนาด 30 ม.ม.หนึ่งกระบอกที่โคนปีก เดิมทีนั้นมันใช้แมกกาซีน 150 นัดซึ่งต่อมาได้ลดเหลือ 100 นัด มิก-29บีแบบเดิมนั้นไม่สามารถทำการยิงปืนได้เมื่อติดตั้งถังเชื้อเพลิงตรงกลางเพราะว่ามันจะไปบังช่องดีดกระสุน ต่อมาได้มีการแก้ไขในมิก-29เอสและรุ่นต่อๆ มา มีจุดติดตั้งสามจุดใต้ปีกแต่ละข้าง (บางแบบก็สี่) จุดติดตั้งภายในสามารถติดตั้งถังเชื้อเพลิงขนาด 1,150 ลิตร ขีปนาวุธอากาศสู่อากาศพิสัยกลางวิมเปล อาร์-27 หนึ่งลูก หรือระเบิดหรือจรวด เครื่องบินบางลำของโซเวียตสามารถบรรทุกระเบิดนิวเคลียร์ไว้ภายในได้ จุดติดตั้งภายนอกมักติดตั้งขีปนาวุธวิมเปล อาร์-73 แม้ว่าบางครั้งจะมีการใช้มอลนิยา อาร์-60 ที่เก่ากว่า ถังเชื้อเพลิงขนาด 1,500 ลิตรหนึ่งถังสามารถติดเข้าไปที่ส่วนกลางระหว่างเครื่องยนต์สำหรับการบินขนส่ง (การบินส่งมอบเครื่องบิน) แต่จะไม่ใช้ในการต่อสู้ มิก-29บีสามารถบรรทุกระเบิดทั่วไปและจรวด แต่จะไม่มีอาวุธนำวิถี รุ่นที่ได้รับการพัฒนาจะสามารถใช้ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ได้เช่นเดียวกับขีปนาวุธอากาศสู่พื้น

ประวัติการใช้งาน[แก้]

สหภาพโซเวียตได้ส่งออกmig-29 ให้กับประเทศที่กำลังพัฒนาหลายประเทศ เนื่องมาจากว่าเครื่องบินขับไล่รุ่นที่ 4 นั้นต้องบินโดยนักบิน โครงสร้างระบบการป้องกัน และการดูแลรักษาที่ดี mig-29 จึงทีหน้าที่ในกองทัพอากาศมากมาย[ต้องการอ้างอิง] ตัวอย่างเช่น ในขณะที่mig-29 มีประวัติการทำงานที่ดีในกองทัพอากาศอินเดียซึ่งลงทุนอย่างมากในด้านอากาศยาน แต่มันก็ทำหน้าที่ได้ไม่ดีนักในกองทัพอากาศของอิรักและยูโกสลาเวีย

สหภาพโซเวียตและรัสเซีย[แก้]

mig-29 ถูกพบเห็นโดยสาธารณะครั้งแรกในฝั่งตะวันตกเมื่อสหภาพโซเวียตนำมันไปแสดงที่ฟินแลนด์ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2529 มิก-29 อีกสองลำถูกจัดแสดงในงานฟาร์นโบโรที่สหราชอาณาจักรเมื่อเดือนกันยายนปี พ.ศ. 2531 ปีต่อมามันได้แสดงการบินในงานแสดงที่ปารีสเมื่อปีพ.ศ. 2531 ที่ได้เกิดอุบัติเหตุขึ้นในสัปดาห์แรกของการแสดง[3] ผู้เฝ้ามองฝั่งตะวันตกประทับใจในความสามารถและความคล่องแคล่วของมัน เมื่อโซเวียตล่มสลายmig-29 ส่วนมากเข้าประจำการในกองทัพอากาศรัสเซีย

ในวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2551 จอร์เจียได้กล่าวโทษmig-29 ของรัสเซียที่ยิงUAVเฮอร์เมส 450 ของพวกเขาตกและได้ทำการบันทึกวิดีโอที่แสดงให้เห็นว่าmig-29 ที่กำลังยิงขีปนาวุธใส่ ทางรัสเซียปฏิเสธว่าเป็นเครื่องบินของพวกเขาและกล่าวว่าพวกเขาไม่ได้ทำการบินใดๆ เลยในวันนั้น กลุ่มแบ่งแยกดินแดนในอับคาเซียอ้างว่าพวกเขาเป็นผู้ที่ยิงยูเอวีตกด้วยแอโร แอล-39 อัลบาทรอสเพราะว่ามันบินล้ำเข้ามาในน่านฟ้าของพวกเขา[4] การสืบสวนของสหประชาชาติสรุปได้ว่าวิดีโอเป็นของจริงและUAVถูกยิงโดยmig-29 หรือsu-27 ของรัสเซียโดยใช้ขีปนาวุธติดตามความร้อนวิมเปล อาร์-73[5]

กองทัพอากาศรัสเซียได้สั่งระงับการบินmig-29 ทั้งหมดหลังจากเหตุการณ์เครื่องบินตกในเซอร์เบียเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2551[6] หลังจากการตกครั้งที่สองของmig-29 ในเซอร์เบียในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2551[7][8] ทางการรัสเซียยอมรับว่าmig-29 ส่วนใหญ่ในกองทัพอากาศของตนไม่สามารถทำหน้าที่ได้เนื่องจากการซ่อมบำรุงที่ไม่ดี อายุการใช้งานของเครื่องบินประมาณ 70% ถูกจัดว่าเก่าเกินไปที่จะทำการบิน[9] mig-29 ของรัสเซียไม่ได้รับการพัฒนาตั้งแต่การล่มสลายของสหภาพโซเวียต นั่นก็เพราะกองทัพอากาศรัสเซียเลือกที่จะพัฒนาsu-27 และmig-31 แทน ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 กองทัพอากาศรัสเซียได้กลับมาใช้mig-29 อีกครั้ง[10] อย่างไรก็ดีในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2552 mig-29 จำนวน 91 ลำของกองทัพอากาศรัสเซียต้องการการซ่อมแซมหลังจากการตรวจสอบ mig-29 ประมาณ 100 ลำผ่านการตรวจและให้บินต่อได้[11][12]

อินเดีย[แก้]

อินเดียเป็นลูกค้ารายต่างประเทศรายแรกของมิก-29[13] กองทัพอากาศอินเดียได้วางแผนซื้อmig-29 เพิ่มอีกกว่า 50 ลำ ในปีพ.ศ. 2523 ในขณะที่เครื่องบินยังคงอยู่ในช่วงการพัฒนาเท่านั้น ตั้งแต่ที่มันได้ปรากฏตัวในกองทัพอากาศอินเดียในปีพ.ศ. 2528 มันก็ได้ประสบกับการดัดแปลงมากมาย อย่าง ระบบอิเลคทรอนิกอากาศ ระบบสำรอง เครื่องยนต์เทอร์โบแฟน และเรดาร์[14] รุ่นพัฒนาของอินเดียใช้ชื่อว่าบาอาซ (ภาษาฮินดีแปลว่าเหยี่ยว) และทำให้เกิดกองบินโจมตีขึ้นมาตามซุคฮอย ซู-30เอ็มเคไอ

สถิติการทำงานที่ดีของmig-29 ทำให้อินเดียทำสัญญากับรัสเซียในปีพ.ศ. 2548 เพื่อพัฒนาmig-29 จำนวน 67 ลำ ภายใต้ข้อตกลงmig-29 ของอินเดียถูกดัดแปลงให้ใช้ขีปนาวุธอากาศสู่อากาศอาร์-77อาร์วีวี-เออี ขีปนาวุธนี้ได้รับการทดสอบในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2541 และนำไปใช้กับmig-29 ของกองทัพอากาศอินเดีย นอกจากนั้นทางกองทัพอากาศยังได้ทำสัญญาเพิ่มในการพัฒนาmig-29 ทั้งหมด 69 ลำ การพัฒนานี้รวมทั้งระบบอิเลคทรอนิกอากาศใหม่ เครื่องบินยังถูกติดตั้งความสามารถในการโจมตีเกินสายตาและระบบเติมเชื้อเพลิงทางอากาศ[15] ในปีพ.ศ. 2551 รัสเซียอนุญาตให้อินเดียทำการผลิคเครื่องยนต์อาร์ดี-33 ซีรีส์ส 3 จำนวน 120 เครื่องภายใต้ใบอนุญาตเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนา[16] การพัฒนายังรวมทั้งระบบควบคุมอาวุธแบบใหม่ การจัดความเหมาะสมในห้องนักบิน ขีปนาวุธอากาศสู่อากาศ ขีปนาวุธอากาศสู่พื้นความแม่นยำสูง และระเบิดอัจริยะ mig-29 หกลำแรกจะถูกพัฒนาในรัสเซียในขณะที่อีก 63 ลำที่เหลือจะถูกพัฒนาในอินเดีย อินเดียยังได้ทำสัญญากับอุตสหกรรมอากาศยานของอิสราเอลเพื่อสร้างระบบอิเลคทรอกนิกอากาศและระบบรองรับเพื่อทำการพัฒนาต่อไป[17]

ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2547 กองทัพเรืออินเดียได้ทำสัญญาในการรับมอบmig-29K 12 ลำและmig-29 KUB 4 ลำ[18] mig-29KUB ลำแรงผลิตมาสำหรับกองทัพเรือในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2551[19] เครื่องบิน 4 ลำแรกถูกส่งมอบให้กับอินเดียในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552[20] นอกจากนั้นยังมีรายงานว่ากองทัพเรืออินเดียอาจจะสั่งซื้อmig-29Kเพิ่มอีก 30 ลำและ KUB เพื่อนำไปใช้กับเรือบรรทุกเครื่องบิน[21][22]

กองทัพอากาศอินเดียเริ่มกังวลหลังจากที่mig-29 จำนวน 90 ลำในรัสเซียถูกระงับการบิน[23] หลังจากที่ทำการวิเคราะห์อย่างละเอียดกองทัพอากาศอินเดียก็ได้ปล่อยให้mig-29 ทำงานต่อไปได้[24]

ความขัดแย้งในคาร์จิล[แก้]

mig-29 ของอินเดียได้ทำหน้าที่ในสงครามคาร์จิลในแคว้นแคชเมียร์เมื่อปีพ.ศ. 2542 กองทัพอากาศอินเดียได้ใช้mig-29 บ่อยครั้งในการคุ้มกันmiracle 2000 ซึ่งถูกใช้เพื่อทิ้งระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ใส่เป้าหมาย ตามแหล่งข้อมูลของอินเดียmig-29 จากฝูงบินที่ 47 ได้พบเป้าหมายที่เป็นF-16 2 ลำของกองทัพอากาศปากีสถานซึ่งทำการลาดตระเวณและล่วงล้ำเข้ามา เนื่องจากว่าทั้งสองประเทศไม่ได้ทำสงครามอย่างเป็นทางการในตอนนั้น mig-29 จึงไม่ได้รับคำสั่งให้เข้าโจมตี หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวกองทัพอากาศปากีสถานได้สั่งการให้เครื่องบินทั้งหมด บินในน่านฟ้าของปากีสถานเท่านั้น[25]

ยูโกสลาเวียและเซอร์เบีย[แก้]

ยูโกสลาเวียเป็นประเทศแรกในยุโรปหลังจากสหภาพโซเวียตที่ใช้mig-29 กองทัพอากาศยูโกสลาเวียได้สั่งซื้อmig-29 ทั้งสิ้น 14 ลำและmig-29KUBสองลำจากสหภาพโซเวียตเมื่อปี ค.ศ.1987 มิก-29 ถูกนำเข้าประจำการในฝูงบินที่ประจำการอยู่ในกรุงเบลเกรดซึ่งปัจจุบันคือสาธารณรัฐเซอร์เบีย

มีเครื่องบินทั้งหมด 16 ลำที่ยังประจำการอยู่ ตั้งแต่ที่ยูโกสลาเวียต้องการพัฒนาเครื่องบินขับไล่ความเร็วเหนือเสียงของตนเอง mig-29 ของยูโกสลาเวียนั้นไม่ค่อยได้ทำการต่อสู้ในสงคราม และถูกใช้โจมตีภาคพื้นดินเป็นหลัก เครื่องบินขนส่งแอนโตนอฟ แอน-2 จำนวนมากของโครเอเชียถูกทำลายโดยmig-29 เมื่อปีค.ศ.1991

ในขณะที่mig-21 จำนวนมากถูกจัดการโดยกองกำลังของโครเอเชีย กลับไม่มีmig-29 ลำใดเลยที่ถูกยิงตกในสงคราม[26]

การแทรกแซงของนาโต้ในยูโกสลาเวีย[แก้]

Mig-29 ยังคงทำหน้าที่ของมันในกองทัพอากาศของเซอร์เบียและมอนเตเนโกรและในที่สุดก็เป็นกองทัพอากาศเซอร์เบีย ตลอดช่วงสงคราม มีการสั่งห้ามขนส่งอาวุธในประเทศ สภาพของmigก็แย่ลง ก่อนที่จะเกิดปฏิบัติการแอลไลด์ฟอร์ซmigของยูโกสลาเวียนั้นมีอายุมากกว่า 10 ปีและขาดอะไหล่ บางลำถูกแยกชิ้นส่วนเพื่อนำไปใช้กับลำอื่น ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2542 กองทัพอากาศยูโกสลาเวียมีmig-29 จำนวน 11 ลำเท่านั้นที่ใช้งานได้

mig-29 ทั้งหมด 6 ลำถูกยิงตกโดย 4 ลำถูกยิงตกโดยเอฟ-15C และอีก 1 ลำโดย F-16CJ ของกองทัพอากาศสหรัฐ หรือถูกยิงตกโดยพวกเดียวกันเองและถูกยิงโดย F-16AM ของเนเธอร์แลนด์[27][28] ลำอื่นถูกทำลายขณะอยู่บนพื้นและอีก 1 ลำตกลงและถูกทำลายเนื่องจากว่ามันถูกใช้เป็นเป้าล่อ[29]

หลังสงคราม[แก้]

หน่วยยังคงบินmig-29 ที่เหลืออีก 5 ลำต่อไปหลังจากสงคราม ในฤดูใบไม้ผลิเมื่อปีพ.ศ. 2547 มีข่าวที่ดูเหมือนว่ากองทัพอากาศเซอร์เบียและมอนเตเนโกรได้หยุดใช้ mig-29 เพราะว่ามันไม่สามารถซ่อมบำรุงได้อีกต่อไป[26]

ในปัจจุบัน mig-29 กลับเข้าสู่การทำหน้าที่ในกองทัพอากาศเซอร์เบีย mig-29 ลำแรกปฏิบัติการอีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 ลำที่สองในเดือนมีนาคม และลำที่สามในเดือนพฤษภาคม อีกสองลำเริ่มทำหน้าที่อีกครั้งในฤดูร้อนปีพ.ศ. 2551 การปรากฏตัวต่อสาธารณะครั้งแรกเกิดขึ้นในวันที่ 15 กุมภาพันธ์[30] มิก-29 ลำที่สองที่เข้าประจำการถูกใช้สำหรับการฝึกนักบินมิก-29[31] เครื่องบินลำที่สามและสี่ที่ได้รับการยกเครื่องใหม่ร่วมบินกับอีกสองลำแรกเหนือกรุงเบลเกรดเมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2551

เยอรมนี[แก้]

mig-29 ที่ทำสีตามธงชาติของเยอรมนี

สาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมนี(เยอรมันตะวันออก)ได้ซื้อmig-29 จำนวน 24 ลำ (รุ่นA 20 ลำและรุ่นUB 4 ลำ) ซึ่งได้เข้าประจำการในปีพ.ศ. 2531-2532 หลังจากที่กำแพงเบอร์ลินถูกทำลายในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2532 และการรวมประเทศของเยอรมนีในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2533 mig-29 และเครื่องบินลำอื่นๆ ของกองทัพอากาศเยอรมนีตะวันออกเดิมถูกรวมเข้าในกองทัพอากาศเยอรมนี

กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ของอเมริกาอ้างว่าmig-29 นั้นเทียบเท่าหรือเหนือกว่าเอฟ-15Cในบางจุดอย่างเช่น การปะทะระยะสั้น เพราะหมวกพิเศษและความคล่องตัวที่เหนือกว่าในความเร็วต่ำ[32] สิ่งนี้ได้แสดงให้เห็นเมื่อmig-29 ของเยอรมนีได้ทำการฝึกรบกับเครื่องบินขับไล่ของอเมริกา[33][34] หมวกพิเศษนั้นให้การช่วยเหลืออย่างมาก มันทำให้นักบินเยอรมันมองไปที่เป้าหมายใดก็ได้ภายในระยะยิงของขีปนาวุธ[35] เมื่อเทียบกันแล้วเครื่องบินของอเมริกาทำได้แค่เพียงมองเห็นเป้าหมายในช่องแคบๆ จนกระทั่งปีพ.ศ. 2546 กองทัพอากาศสหรัฐและกองทัพเรือสหรัฐได้เริ่มโครงการสร้างหมวกพิเศษสำหรับการมองขึ้นมา

ในช่วงที่เข้าประจำการในกองทัพอากาศเยอรมัน mig-29 ลำหนึ่งตกในอุบัติเหตุเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2539 เนื่องจากความผิดพลาดของนักบิน ในปีพ.ศ. 2546 นักบินของเยอรมนัได้ทำการบินกว่า 30,000 ชั่วโมงด้วย mig-29 ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2546 mig 22 ลำจาก 23 ลำถูกขายให้กับกองทัพอากาศโปแลนด์[36] เครื่องบินลำสุดท้ายถูกย้ายในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2547[37] มิก-29 ลำที่ 23 ถูกนำไปแสดงในเยอรมนี[38]

โปแลนด์[แก้]

มิก-29 12 ลำแรก (mig-29A 9 ลำและmig-29UB 3 ลำ) ถูกส่งมอบให้กับโปแลนด์ในปีพ.ศ. 2532-2533 ในปีพ.ศ. 2538 มีการใช้เพื่อทดสอบโดยสาธารณรัฐเช็กจำนวน 10 ลำ หลังจากการปลดประจำการของ mig-21 และ mig-23 ในปีพ.ศ. 2546 โปแลนด์มี mig-29 เพียง 22 ลำเท่านั้นที่ทำหน้าที่สกัดกั้น

ในปีพ.ศ. 2547 โปแลนด์ได้รับ mig-29 จำนวน 22 ลำจากเยอรมนี 14 ลำในนั้นได้รับการยกเครื่องใหม่และนำเข้าประจำการแทนที่ mig-21 ในปัจจุบันโปแลนด์มี mig-29 32 ลำ (mig-29A 26 ลำและ mig-29UB 6 ลำ) ซึ่งจะทำหน้าที่จนถึงปีพ.ศ. 2555 ในปีพ.ศ. 2551 โปแลนด์เป็นประเทศในกลุ่มนาโต้ที่มี mig-29 มากที่สุด ความเป็นไปได้ในการพัฒนาเครื่องบินเพื่อเพิ่มอายุการใช้งานจนถึงปีพ.ศ. 2563 กำลังอยู่ในการพิจารณา มันขึ้นอยู่กับว่ามิโคยันจะให้ความร่วมมือหรือไม่

ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2550 mig ได้รับการสนับสนุนจาก F-16 บล็อก 52+ ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2551 F-16 ยังใช้เพื่อแทนที่ mig-21 อีกด้วย

ไม่มีการยืนยันว่าโปแลนด์ได้ทำสัญญาเช่า mig-29 อย่างน้อยหนึ่งลำให้กับอิสราเอลเพื่อทำการพัฒนาและตั้งแต่ที่เครื่องบินลำดังกล่าวกลับมาที่โปแลนด์ ตามที่มีรูปยืนยันการมีอยู่ของ mig-29 ในอิสราเอล

สหรัฐอเมริกา[แก้]

ในปีพ.ศ. 2540 สหรัฐได้ซื้อเครื่องบินของมอลโดวาภายใต้ญาการลดอาวุธ มี mig-29 14 ลำซึ่งติดตั้งตัวรบกวนเรดาร์และสามารถใช้อาวุธนิวเคลียร์ได้ การที่สหรัฐซื้อเครื่องบินเหล่านี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้พวกมันถูกขายให้กับประเทศที่ชอบทำสงครามโดยเฉพาะอิหร่าน[39] การซื้อครั้งนี้ยังทำให้กองทัพอากาศสามารถทำการพัฒนาและศึกษาข้อมูลของ mig-29 ข้อมูลเหล่านั้นอาจมีประโยชน์ในอนาคตและช่วยในการออกแบบและทดสอบอาวุธในอนาคต ในปลายปีพ.ศ. 2540 mig ถูกส่งมอบให้กับศูนย์อากาศและอวกาศแห่งชาติใกล้กับโอไฮโอ แม้ว่าจะเชื่อว่า mig-29 หลายลำถูกทำลาย

ประเทศอื่นๆ[แก้]

mig-29 ของอิรักถูกยิงตกในปฏิบัติการพายุทะเลทราย

Mig-29 ได้ทำการรบในสงครามอ่าวเมื่อปีพ.ศ. 2534 ซึ่งมันถูกใช้โดยอิรัก ตามข้อมูลของฝ่ายสหรัฐมี mig-29 5 ลำที่ถูกยิงตกโดย F-15[40] มิก-29 8 ลำสามารถหลบหนีไปที่อิหร่านที่ซึ่งปัจจุบันมันอยู่ในกองทัพอากาศอิหร่าน ซึ่งซื้อ mig-29 จากรัสเซียเช่นกัน

Mig-29UB ของคิวบาได้ยิงเซสนา 337 2 ลำตกในปีพ.ศ. 2539 หลังจากที่เครื่องบินดังกล่าวล่วงล้ำน่านฟ้าของคิวบา[41]

จากบางรายงานเมื่อปีพ.ศ. 2542 mig-26 ของเอริเทรียถูกยิงตกโดยซุคฮอย su 27 ของเอธิโอเปีย[ต้องการอ้างอิง] ในขณะที่อีกรายงานกล่าวว่า mig-29 ของเอริเทรียได้ยิง mig-21 2 ลำและ mig-23 3 ลำของเอธิโปเปียตก[42]

ในวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2544 mig-29 2 ลำของกองทัพอากาศซีเรียถูกรายงานว่าถูกยิงตกโดย F-15 C ของกองทัพอากาศอิสราเอล ในขณะที่เข้าสกัดกั้นเครื่องบินของอิสราเอลนอกชายฝั่งเลบานอน นักบินซีเรียดีดตัวออกมาและได้รับการช่วยเหลือจากเรือของซีเรีย[43][44][45]

ในวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ทหารดาร์เฟอร์ได้ทำการโจมตีเมืองหลวงของซูดาน ในการรบ mig-29 ของซูดานถูกยิงตกโดยทหารของกบฏดาร์เฟอร์ด้วยปืนกลหนักขนาด 12.7 ม.ม.และ 14.5 ม.ม. นักบินเสียชีวิตเมื่อร่มของเขาไม่ทำงานหลังจากการดีดตัว ฝ่ายซูดานสามารถยันการโจมตีกลับไปได้[46][47]

ผู้ใช้ที่เป็นไปได้ในอนาคต[แก้]

ศรีลังกากำลังวางแผนที่จะซื้อ mig-29 SM[48]

เลบานอนวางแผนที่จะซื้อ mig-29 จำนวน 10 ลำจากรัสเซีย[49][50][51] เพื่อส่งมอบหลังจากต้องการทำรุ่นส่งออกและหลังจากที่นักบินของกองทัพอากาศเลบานอนได้ทำการฝึกเรียบร้อยแล้ว

แบบต่างๆ[แก้]

ปัจจุบันมีโครงการพัฒนามากมายสำหรับมิก-29 ที่จัดขึ้นโดยกองทัพอากาศรัสเซีย ซึ่งจะพัฒนาระบบอิเลคทรอนิกอากาศให้เหมาะสมยิ่งขึ้นเทากับมาตรฐานของนาโต้ การยืดอายุการใช้งานเป็น 40 ปี ทำการพัฒนาความสามารถในการต่อสู้และความไว้ใจได้ และเพิ่มความปลอดภัย ในปีพ.ศ. 2548 บริษัทอุตสาหกรรมผลิตเครื่องบินมิกเริ่มทำการผลิตเครื่องบินตระกูลใหม่ขึ้นมา

มิก-29 (โปรดักท์ 9.12)
เป็นรุ่นแรกในการผลิต เข้าประจำการเมื่อปีพ.ศ. 2526 นาโต้เรียกมันว่าฟัลครัม-เอ
มิก-29บี-12 (โปรดักท์ 9.12A)
เป็นรุ่นสำหรับส่งออกให้กับประเทศที่ไม่ได้ร่วมลงนามในสนธิสัญญาวอร์ซอ รุ่นนี้ไม่มีระบบบรรทุกอาวุธนิวเคลียร์และมีเรดาร์ที่ด้อยกว่า นาโต้เรียกมันว่าฟัลครัม-เอ
มิก-29ยูบี-12 (โปรดักท์ 9.51)
เป็นรุ่นสองที่นั่งสำหรับการฝึก มันติดตั้งเพียงเซ็นเซอร์อินฟราเรด ไม่มีเรดาร์ นาโต้เรียกมันว่าฟัลครัม-เอ
มิก-29เอส
มิก-29เอสมีรูปร่างภายนอกที่เหมือนกับมิก-29บีที่เก่ากว่า ความแตกต่างเริ่มที่การพัฒนาของระบบควบตุมการบิน คอมพิวเตอร์ใหม่สี่เครื่องให้เสถียรภาพที่มากกว่าและควบคุมได้แม้จะทำมุมปะทะที่สูงก็ตาม ระบบไฮดรอลิกที่พัฒนาของระบบควบคุมการบินทำให้มีการสะท้อนการควบคุมบนพื้นผิวได้ดีขึ้น มิก-29เอสนั้นมีส่วนหลังที่นูนขึ้นมา ซึ่งเดิมทีนั้นเชื่อกันว่าเป็นที่เก็บเชื้อเพลิง แอันที่จริงแล้วมีไว้สำหรับระบบตอบโต้อิเลคทรอนิก เชื้อเพลิงภายในเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพียง 75 ลิตร มันยังสามารถติดตั้งถังขนาด 1,150 ลิตรใต้ปีกแต่ละข้างได้หรือไม่ก็ใช้ถังที่ติดอยู่ตรงท้อง จุดติดตั้งใหม่ได้เพิ่มความจุในการบรรทุกได้ 4,000 กิโลกรัม น้ำหนักทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็น 20,000 กิโลกรัม
ในมิก-29เอส ปืนกลอากาศจีเอสเอช-30-1 มีช่องดีดปลอกกระสุนที่ใหญ่ขึ้นเพื่อทำให้มันสามารถยิงปืนได้ในขณะที่ติดตั้งถังเชื้อเพลิงกลาง มิก-29เอสสามารถใช้ขีปนาวุธใหม่อย่างอาร์-27อีที่มีพิสัยมากกว่าแบบเดิม 1.5 เท่า
ในตอนแรกระบบอิเลคทรอนิกอากาศของมิก-29เอสมีเพียงระบบมองไออาร์เอสทีเท่านั้น อย่างไรก็ดีมิก-29เอสได้ทำการพัฒนาสุดท้ายโดยการเพิ่มเรดาร์เอ็นโอ19เอ็มเข้าไป ระบบอาวุธใหม่ถูกเพิ่มเข้าไปในซอฟต์แวร์ของมิก-29เอส มันสามารถจับเป้าหมายได้ถึง 10 เป้าหมายและในเวลาเดียวกันก็ใช้ขีปนาวุธอาร์-77 ได้พร้อมกันสองลูก
มิก-29เอสยังมีข้อจำกัดในการโจมตีภาคพื้นดินด้วยอาวุธธรรมดา แต่เพื่อที่เปลี่ยนให้มันกลายเป็นเครื่องบินขับไล่หลากบทบาททางมิโคยันจึงได้ออกแบบมิก-29เอสเอ็มขึ้นมาพร้อมกับพัฒนาระบบอิเลคทรอนิกอากาศให้ใช้อาวุธนำวิถีได้ การพัฒนามากมายของมิก-29เอสเมื่อรวมกับการพัฒนาของมิก-29เคทำให้เกิดการพัฒนาต่อของมิก-29เอ็ม ซูเปอร์ฟัลครัม
การบินของมิก-29เอสนั้นด้อยกว่ามิก-29 เล็กน้อยเนื่องมาจากน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นของเชื้อเพลิงและระบบอิเลคทรอนิกอากาศ มีมิก-29เอสเพียง 48 ลำเท่านั้นที่ถูกผลิตออกมาให้กับรัสเซียก่อนที่จะเกิดการตัดทุน นาโต้เรียกมันว่าฟัลครัม-ซี
มิก-29เอส-13 (โปรดักท์ 9.13)
เป็นแบบที่คล้ายกับ 9.12 แต่มีลำตัวที่ใหญ่กว่าเพื่อบรรทุกเชื้อเพลิงและตัวรบกวน นาโต้เรียกมันว่าฟัลครัม-ซี
มิก-29เอส-13 (โปรดักท์ 9.13S)
รุ่นที่ใช้โครงสร้างเดิมของ 9.13 แต่เพิ่มความจุอาวุธเป็น 4,000 กิโลกรัม และติดตั้งถังเชื้อเพลิงที่ใต้ปีก มีเรดาร์เอ็นโอ19เอ็มอีที่จับเป้าหมายได้ถึง 10 เป้าหมายและโจมตีได้สองเป้าหมายพร้อมกัน มันใช้ขีปนาวุธวิมเปล อาร์-77 นาโต้เรียกมันว่าฟัลครัม-ซี
มิก-29เอสเอ็ม (โปรดักท์ 9.13M)
เป็นรุ่นที่คล้ายกับ 9.13 แต่สามารถใช้ขีปนาวุธอากาศสู่พื้นและระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ได้ นาโต้เรียกมันว่าฟัลครัม-ซี
มิก-29เคยูบี
มิก-29เค (โปรดักท์ 9.31)
เป็นแบบสำหรับกองทัพเรือ มันมีปีกที่หนา ตะขอเกี่ยว และล้อลงจอดที่แข็งแรงขึ้น เดิมทีมันถูกวางแผนไว้ให้ใช้บนเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นแอมิรัลคุซเนทซอฟ มันเคยได้รับอนุญาตให้ทำการผลิตโดยกระทรวงกลาโหมของรัสเซียแต่ก็ถูกยกเลิกในปีพ.ศ. 2535 เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของกองทัพและปัญหาทางการเงิน[52] บริษัทมิกเริ่มโครงการใหม่อีกครั้งใรปีพ.ศ. 2542 และได้นำการพัฒนาไปใช้กับแบบถัดไป ในวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2547 กองทัพเรืออินเดียได้ทำสัญญาในการซื้อมิก-29เค 12 ลำและมิก-29เคยูบี 4 ลำโดยจะส่งมอบในปีพ.ศ. 2550-2552[52][53] การดัดแปลงสำหรับกองทัพเรืออินเดียจึงเกิดขึ้น มันมีอาวุธแบบเดียวกับที่ใช้ในมิก-29เอ็มและมิก-29เอสเอ็มที[54] นาโต้เรียกมันว่าฟัลครัม-ดี
มิก-29เคยูบี (โปรดักท์ 9.47)
มันคล้ายคลึงกับมิก-29เคแต่ว่ามีที่นั้งเรียงกัน มันถูกใช้เพื่อฝึกนักบินมิก-29เคและสามารถทำการรบเต็มรูปแบบได้ มิก-29เคยูบีสร้างขึ้นครั้งแรกให้กับกองทัพเรืออินเดีย มันทำการบินครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2550[55] นาโต้เรียกมันว่าฟัลครัม-ดี
มิก-29เอ็ม
มิก-29เอ็ม / มิก-33 (โปรดักท์ 9.15)
ดูบทความหลักที่: มิก-29เอ็ม
เป็นแบบหลากบทบาทที่ก้าวหน้าด้วยโครงสร้างที่ได้รับการออกแบบใหม่และแทนที่ระบบควบคุมกลไลด้วยระบบฟลาย-บาย-ไวร์ และมีขุมกำลังเป็นเครื่องยนต์อาร์ดี-33 เซอร์.3เอ็ม นาโ๖้เรียกมันว่าฟัลครัม-ดี
มิก-29ยูบีเอ็ม (โปรดักท์ 9.61)
เป็นรุ่นสองที่นั่งของมิก-29เอ็ม มันไม่เคยถูกสร้างออกมา มันยังใช้ชื่อว่ามิก-29เอ็ม2 อีกด้วย
มิห-29เอสเอ็มที (โปรดักท์ 9.17)
ในปีพ.ศ. 2531 กระทรวงกลาโหมตัดสินใจที่จะเริ่มโครงการพัฒนาคุณภาพของมิก-29 มีทั้งหมด 150-180 ลำที่ถูกเปลี่ยนเป็นมิก-29เอสเอ็มทีซึ่งเข้าประจำการในกองทัพอากาศรัสเซีย การพัฒนาเพิ่มถูกวางแผนให้กับเครื่องบินที่สร้างขึ้นในทศวรรษถัดมา โครงการเริ่มเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2531 มิก-29เอสเอ็มที 10-15 ลำถูกส่งมอบให้ก่อนสิ้นปี ในปีพ.ศ. 2542 มีมิก-29 ทั้งหมด 20-30 ลำที่ถูกเปลี่ยนเป็นมิก-29เอสเอ็มที ในมีพ.ศ. 2543 คาดว่าจะมีมิก-29เอสเอ็มที 40 ลำ โครงการทั้งหมดจะดัดแปลงมิก-29 150-180 ลำให้เป็นมิก-29เอสเอ็มที และอีก 120 ลำเป็นมิก-29ยูบีที (สองที่นั่ง)
การพัฒนาเป็นชุดของมิก-29 รุ่นแรกๆ จะทำให้พวกมันกลายเป็นมิก-29เอ็ม นอกจากถังเชื้อเพลิงพิเศษที่เพิ่มพิสัยเป็น 2,100 กิโลเมตร ห้องนักบินที่มีการปรับปรุง จอเอ็มเอฟดีขนาด 6x8 นิ้วสองจอ และแอลซีดีขนาดเล็กอีกสองจอ มีการพัฒนาเรดาร์ให้คล้ายคลึงกับมิก-29เอ็ม ขุมกำลังเปลี่ยนเป็นอาร์ดี-33 เซอร์.3 โดยให้แรงขับพร้อมสันดาป 81.4 น็อท ความจุอาวุธเพิ่มเป็น 4,500 กิโลกรัมโดยใช้อาวุธที่เหมือนกับมิก-29เอ็ม
มิก-29ยูบีที (โปรดักท์ 9.51T)
เป็นการพัฒนาขั้นพื้นฐานของเอสเอ็มทีให้กับมิก-29ยูบี ตัวอย่างเช่น อัลจีเรียและเยเมนที่ใช้มัน[56][57]
มิก-29เอ็ม2 / มิก-29เอ็มอาร์ซีเอ
เป็นรุ่นสองที่นั่งของมิก-29เอ็ม[58] มันเหมือนกับมิก-29เอ็มโดยพิสัยลดลงไปเล็กน้อยเหลือ 1,800 กิโลเมตร[58] บริษัทมิกได้นำเสนอมันในการแสดงทางอากาศมากมาย ครั้งหนึ่งมันได้ใช้ชื่อมิก-219เอ็มอาร์ซีเอสำหรับการตลาดและตอนนี้มันเกี่ยวข้องกับมิก-35
มิก-29โอวีที
เป็นหนึ่งในหกลำที่สร้างออกมาก่อนมิก-29เอ็มก่อนปีพ.ศ. 2534 ต่อมาได้รับเครื่องยนต์ใหม่และระบบฟลาย-บาย-ไวร์ มันเป็นตัวทดสอบเครื่องยนต์มใหม่และเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อนำไปพัฒนามิก-29เอ็ม มันมีระบบอิเลคทรอนิกอากาศที่เหมือนกับมิก-29เอ็ม ความแตกต่างเดียวคือห้องนักบิน เครื่องยน์อาร์ดี-133 ของมันมีปลายท่อไอเสียแบบหมุนซึ่งให้แรงขับสะท้อนไปทุกทิศทาง อย่างไรก็ดีความพิเศษอื่นของมันนั้นก็ไม่ได้โดเด่นนัก มันถูกนำไปแสดงในงานต่างๆ พร้อมกับมิก-29เอ็ม2 ทั่วโลกเพื่อเพิ่มการขาย มันยังถูกใช้ในการบินผาดโผนอีกด้วย[59]
มิก-35
ดูบทความหลักที่: มิก-35
เป็นการพัฒนาที่เปิดเผยของมิก-29เอ็ม/เอ็ม2 และมิก-29เค/เคยูบี นาโต้เรียกมันว่าฟัลครัม-เอฟ
มิก-29จีทีของเยอรมัน
มิก-29จี/มิก-29จีที
เป็นการพัฒนาสำหรับมิก-29 และมิก-29ยูบีในกองทัพอากาศเยอรมนีที่ได้สืบทอดมาจากเยอรมนีตะวันออก งานนั้นเสร็จสิ้นในปีพ.ศ. 2536[60]
มิก-29เอเอส/มิก-29ยูบีเอส (มิก-29เอสดี)
กองทัพอากาศสโลวะเกียได้ทำการพัฒนามิก-29 และมิก-29ยูบีของตนเพื่อให้ได้มาตรฐาน การพัฒนาเริ่มขึ้นในปีพ.ศ. 2548 ปัจจุบันมันมีระบบนำร่องและรบบสื่อสารจากบริษัทร็อคเวล คอลลินส์ ระบบระบุฝ่าย ห้องนักบินแบบใหม่ที่มีจอแอลซีดีและหน่วยประมวลผลดิจิตอล และยังใช้เทคโฯโ,ยีต่างๆ ของตะวันตกในอนาคต อย่างไรก็ตามอาวุธของมันยังคงไม่เปลี่ยนแปลง มิก-29 12 ลำจาก 21 ลำถูกพัฒนาและส่งมอบเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551[61]
มิก-29 "สไนเปอร์"
เป็นการพัฒนาของกองทัพอากาศโรมาเนียโดยอิสราเอล การบินครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2543 โครงการถูกระงับพร้อมกับการปลดประจำการมิก-29 ของโรมาเนียในปีพ.ศ. 2546 ซึ่งเกิดจากค่าบำรุงรักษาที่สูงเกินไปซึ่งทำให้รัฐบาลโรมาเนียทำการตัดสินใจหยุดโครงการมิก-29 และการลงทุนในโครงการมิก-21 แลนเซอร์

ประเทศผู้ใช้งาน[แก้]

ประเทศผู้ใช้งานมิก-29 แสดงในสีน้ำเงิน (อดีตผู้ใช้งานแสดงในสีแดง)


มิก-29 ของกองทัพอากาศเปรู

ปัจจุบัน[แก้]

อดีต[แก้]

รายละเอียด[แก้]

3-view drawing of MiG-29
  • นักบิน หนึ่งนาย
  • ความยาว 17.37 เมตร
  • ระยะระหว่างปีกทั้งสองข้าง 11.4 เมตร
  • ความสูง 4.73 เมตร
  • พื้นที่ปีก 38 ตารางเมตร
  • น้ำหนักเปล่า 11,000 กิโลกรัม
  • น้ำหนักพร้อมอาวุธ 16,800 กิโลกรัม
  • น้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด 21,000 กิโลกรัม
  • ขุมกำลัง เครื่องยนต์เทอร์โปแฟนพร้อมสันดาปท้ายแบบคลิมอฟ อาร์ดี-33 ให้แรงขับเครื่องละ 18,300 ปอนด์
  • ความเร็วสูงสุด 2.25 มัค (2,400 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) 1,500 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (ในระดับความสูงต่ำ)
  • พิสัย 700 กิโลเมตร
  • พิสัยในการขนส่ง 2,100 กิโลเมตรพร้อมถังเชื้อเพลิงแบบทิ้งได้ 1 ถัง
  • เพดานบินทำการ 59,100 ฟุต
  • อัตราไต่ระดับ 65,000 ฟุตต่อนาที
  • น้ำหนักที่ปีกรับได้ 442 กิโลกรัมต่อตารางเมตร
  • อัตราการเร่งต่อน้ำหนัก 1.13
  • อาวุธ

[67]

ดูเพิ่ม[แก้]

การพัฒนาที่เกี่ยวข้อง
อากาศยานที่เทียบเท่า

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 ยูเซฟ, เอ และมัลคอล์ม แมคคอนเนลล์,ฟัลครัม: นักบินชั้นยอดหลบหนีจากโซเวียต, หนังสือวอร์นเนอร์, ปัพ.ศ. 2536, ไอเอสบีเอ็น 0-446-36498-3
  2. Lake 1987, p. 94.
  3. Johnson, Reuben F. "The Paris Air Show Twenty Years On." Weekly Standard, 18 June 2007. Retrieved: 10 March 2009.
  4. Long, Helen. "Russia ‘shot down Georgia drone’." BBC, 21 April 2008. Retrieved: 10 March 2009.
  5. Chivers, C.J. "Georgia." International Herald Tribune, 26 May 2008. Retrieved: 10 March 2009.
  6. . "Russia suspends MiG-29 fighter flights over Siberia crash." RIA Novosti, 17 October, 2008. Retrieved: 28 March 2009.
  7. "Russian MiG-29 fighter crashes in East Siberia, killing pilot." RIA Novosti, 12 May 2008. Retrieved: 28 March 2009.
  8. "Russian MiG-29 fighter crashes in East Siberia: Pilot dead." The Journal of the Turkish Weekly, 5 December 2008. Retrieved: 28 March 2009.
  9. " Some 70% of Russia's MiG-29 fighters unable to fly - experts." RIA Novosti, 2 June, 2009. Retrieved: 28 March 2009.
  10. "Russian MiG-29 fighters resume flights after December crash." RIA Novosti, 2 April, 2009. Retrieved: 28 March 2009.
  11. "Corrosion issue grounds one-third of Russian air force MiG-29 fleet". Flight International, 19 March 2009. Retrieved on 17 May 2009.
  12. Litovkin, Dmitry. "У новых истребителей МиГ-29 выявлена коррозия (MiG-29 pilot did everything to his notice)." Izvestia, 23 April 2008. Retrieved: 28 March 2009. (english translation).
  13. [1]
  14. "MiG-29 Baaz."
  15. Report India Defence
  16. Klimov 2007-01-24
  17. Times of India
  18. [2]
  19. [3]
  20. [4]
  21. [5]
  22. [6]
  23. India is worried about its fleet of MIGS -29
  24. India says its MiG-29 safe despite Russian grounding of such aircraft
  25. Strategy | date = 2005-05-20
  26. 26.0 26.1 ACIG 380
  27. [7]
  28. [8]
  29. [9]
  30. Serbian Armed Forces
  31. MiG-29 photograph
  32. FAS MiG-29
  33. Buzzards, AeroWeb.
  34. Code One, 1995-07.
  35. Lake 1997, p. 70.
  36. MiGi za 1 euro w Bydgoszczy
  37. "Bilder." Fabulous Fulcrums.
  38. Bundeswehr
  39. USA Air Force Milestones 31 December 1999.
  40. Cuba UMN
  41. Eritrean Fulcrums
  42. http://www.ejection-history.org.uk/Aircraft_by_Type/mig-29.htm
  43. http://www.worldtribune.com/worldtribune/05/breaking2453413.05625.html
  44. http://www.acig.org/artman/publish/article_437.shtml
  45. Strtegy
  46. [10] Sudan
  47. Sri Lanka nears MiG-29 purchase
  48. "Russia to deliver 10 MiG fighter jets to Lebanon." Zawaya, 16 December 2008. Retrieved: 12 March 2009.
  49. "Lebanon to Buy 10 Mig-29 Fighter Jets." The Moscow Times, 17 December 2008.
  50. "Russia to 'donate' 10 MiG-29 jet fighters to Lebanon", RIA Novosti, 16 December 2008.
  51. 52.0 52.1 Rac Mig
  52. India Daily
  53. Rac MiG News
  54. en.rian.ru Fulcrim
  55. Centre for Analysis of Strategies and Technologies - CAST comments
  56. Moscow Defense Brief
  57. 58.0 58.1 MiG-29M / MiG-29M2 page. RAC MiG.
  58. Aviapedia » Mig-29VFT video from “Smotr” tv-series
  59. Moscow Defense Brief
  60. Russian MiG-29
  61. http://en.rian.ru/russia/20090113/119463780.html
  62. เครื่องบินขับไล่มิก-29เอสอี
  63. "บัญชีรายชื่อ: กองทัพอากาศของโลก", ไฟลท์ อินเตอร์เนชั่นแนล, 11-17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
  64. http://www.sudan.net/news/posted/16168.html
  65. http://www.dailystar.com.lb/article.asp?edition_id=10&categ_id=2&article_id=97725
  66. MiG-29/MiG-29UB/MiG-29SE page, RAC MiG.

บรรณานุกรม[แก้]

  • Day, Jerry. "Hot Hot Hot!" Air Classics, Volume 45, Issue 4, April 2009.
  • Gordon, Yefim and Peter Davison. Mikoyan Gurevich MiG-29 Fulcrum. Specialty Press, 2005. ISBN 978-1-58007-085-1.
  • Lake, Jon. Jane's How to Fly and Fight in the MiG-29. New York: HarperCollins, 1997. ISBN 0-00472144-6.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]