เอฟ-15 อีเกิล

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

เอฟ-15 อีเกิล
บทบาท เครื่องบินขับไล่ครองความได้เปรียบทางอากาศ
สัญชาติ Flag of the United States สหรัฐอเมริกา
บริษัทผู้ผลิต แมคดอนเนลล์ ดักลาส/โบอิง
เริ่มใช้ 9 มกราคม พ.ศ. 2519
สถานะ อยู่ในประจำการ
ผู้ใช้งานหลัก กองทัพอากาศสหรัฐ
กองทัพอากาศอิสราเอล
กองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่น
กองทัพอากาศซาอุดิอาระเบีย
มูลค่า เอฟ-15เอ/บี 27.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (พ.ศ. 2542)
เอฟ-15ซี/ดี 29.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (พ.ศ. 2542)
แบบอื่น เอฟ-15อี สไตรค์อีเกิล
เอฟ-15 เอส/เอ็มทีดี

เอฟ-15 อีเกิล (อังกฤษ: F-15 Eagle) เป็นเครื่องบินขับไล่สองเครื่องยนต์ทางยุทธวิธีทุกสภาพอากาศที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่ครองความได้เปรียบทางอากาศ มันถูกพัฒนาให้กับกองทัพอากาศสหรัฐและได้ทำการบินครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2515 มันเป็นหนึ่งในเครื่องบินขับไล่ที่โดดเด่นที่สุดในสมัยใหม่ เอฟ-15อี สไตรค์อีเกิลเป็นแบบดัดแปลงสำหรับทำหน้าที่โจมตีทุกสภาพอากาศซึ่งได้เข้าประจำการในปีพ.ศ. 2532 กองทัพอากาศสหรัฐฯ วางแผนที่จะใช้เอฟ-15 ไปจนถึงปีพ.ศ. 2568[1]

เนื้อหา

[แก้] การพัฒนา

[แก้] ต้นกำเนิด

ในปีพ.ศ. 2510 หน่วยข่าวกรองสหรัฐประหลาด[2] เมื่อรู้ว่าสหภาพโซเวียตกำลังสร้างเครื่องบินขับไล่ขนาดใหญ่ที่มีชื่อว่ามิโคยัน-กูเรวิชค์ มิก-25[3] ในตอนนั้นทางฝั่งตะวันตกไม่รู้ว่ามิก-25 ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องบินสกัดกั้นความเร็วสูง (ไม่ใช่เครื่องบินครองความได้เปรียบทางอากาศ)[4] ดังนั้นจุดเด่นของมันคือความเร็วไม่ใช่ความคล่องตัว หางที่ใหญ่ของมิก-25 นั้นทำให้เครื่องบินบางลำของสหรัฐเสียเปรียบ มันทำให้กองทัพอากาศกลัวว่ามันจะทำงานได้ดีกว่าเครื่องบินของอเมริกา ในความเป็นจริงครีบและหางที่ใหญ่ของมิก-25 มีไว้เพื่อจัดการกับความเฉื่อยในการบินด้วยความเร็วสูงและระดับสูง

เอฟ-4 แฟนทอม 2 ของกองทัพอากาศและกองทัพเรือสหรัฐเป็นเครื่องบินขับไล่แบบเดียวที่มีกำลังและความคล่องตัวพอที่จะจัดการกับภัยคุกคามจากเครื่องบินขับไล่ของโซเวียต[3] ตามนโยบายแฟนทอมนั้นไม่สามารถปะทะกับเป้าหมายโดยที่ยังไม่เห็นอย่างจัดเจนได้ ดังนั้นพวกมันจึงไม่สามารถจัดการกับเป้าหมายในระยะไกลได้ตามที่ถูกออกแบบมา ขีปนาวุธพิสัยกลางเอไอเอ็ม-7 สแปร์โวร์และแม้กระทั่งเอไอเอ็ม-9 ไซด์ไวน์เดอร์ก็ไม่มีประสิทธิภาพในระยะใกล้ซึ่งพบว่าปืนมักเป็นอาวุธที่ดีกว่าในระยะดังกล่าว[5] เดิมทีแฟนทอมไม่มีปืนแต่ประสบการณ์จากสงครามเวียดนามทำให้ต้องเพิ่มปืน เข้าไป ปืนถูกติดเข้าไปที่ด้านนอกและต่อมาเอ็ม61 วัลแคนก็ถูกใช้กับเอฟ-4อี

[แก้] โครงการเอฟ-เอ็กซ์

มีความต้องการเครื่องบินขับไล่แบบใหม่ซึ่งจะขจัดข้อจำกัดในการต่อสู้ระยะใกล้ของแฟนทอมในขณะที่ยังคงมีความสามารถในระยะไกล หลังจากปฏิเสธโครงการวีเอฟเอ็กซ์ของกองทัพเรือสหรัฐ (ซึ่งนำไปสู่เอฟ-14 ทอมแคท) กองทัพอากาศสหรัฐประกาศความต้องการของตนสำหรับเครื่องบินขับไล่ทดลองหรือเอฟเอ็กซ์ (Fighter Experimental, F-X) เป็นความต้องการเครื่องบินขับไล่ครองความได้เปรีบทางอากาศน้ำหนักเบา[6] เครื่องบินขับไล่ที่ว่านั้นต้องมีที่นั่งเดียวโดยมีน้ำหนักสูงสุดตอนวิ่งขึ้น 18,100 กิโลกรัม สำหรับบทบาทอากาศสู่อากาศมีความเร็วสูงสุดที่ 2.5 มัค[7] บริษัททั้งสี่ทำการยื่นข้อเสนอโดยไม่เลือกเจเนรัล ไดนามิกส์และทำสัญญากับแฟร์ไชลด์ รีพับลิก นอร์ท อเมริกัน เอวิเอชั่น และแมคดอนเนลล์ ดักลาส บริษัททั้งหมดยื่นข้อเสนอทางเทคนิคในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2512 กองทัพอากาศได้ประกาศการเลือกแมคดอนเนลล์ ดักลาสในวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2512[8] แบบที่เลือกนั้นคือเอฟ-14 ที่มีหางแฝดแต่ปีกที่พับไม่ได้ มันไม่ได้เบาหรือเล็กไปกว่าเอฟ-4 ที่มันจะเข้ามาแทนที่เสียทีเดียว

ห้องนักบินของเอฟ-15เอ

รุ่นแรกของอีเกิลใช่ชื่อว่าเอฟ-15เอสำหรับแบบหนึ่งที่นั่งและเอฟ-15บีสำหรับแบบสองที่นั่ง แบบเหล่านี้ใช้เครื่องยนต์แพรทท์ แอนด์ วิทนีย์เอฟ100 เพื่อให้ได้อัตราแรงขับต่อน้ำหนักที่ดี ด้วยปืนใหญ่อากาศจีเอยู-7 ขนาด 25 ม.ม.พร้อมกระสุนไร้ปลอกถูกเปลี่ยนไปเป็นเอ็ม61 วัลแคนเนื่องจากปัญหาในการพัฒนา เอฟ-15 มีที่ตั่งสแปร์โรว์ที่ตำบลเช่นเดียวกับแฟนทอม ปีกของมันถูกทำให้แบนราบ ลำตัวที่กว้างยังให้พื้นผิวการยกที่ดี มีคำถามเกี่ยวกับการที่มันไม่สามารถต่อกรกับมิก-25 ที่บินสูงได้ แต่ความสามารถของมันก็ถูกเปิดเผยในการรบ

เอฟ-15เอทำการบินครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2515 พร้อมกับการบินของเอฟ-15บีเดือนเดียวกันในปีพ.ศ. 2516[9]

เอฟ-15 มีเรดาร์จับเป้าแล้วยิงที่สามารถจับเป้าหมายที่บินในระดับต่ำ เอฟ-15 จะใช้คอมพิวเตอร์พร้อมการควบคุมและการแสดงผลแบบใหม่เพื่อลดการทำงานของนักบินและใช้นักบินเพียงหนึ่งนายเท่านั้น ไม่เหมือนกับเอฟ-14 หรือเอฟ-4 เอฟ-15 นั้นมีกรอบห้องนักบินเพียงอันเดียวทำให้มีมุมมองที่ชัดเจน กองทัพอากาศสหรัฐนำเสนอมันเป็นเครื่องบินขับไล่ครองความได้เปรียบทางอากาศที่ดีหลังจากเอฟ-86 เซเบอร์[10]

เอฟ-15 เป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าอย่างกองทัพอากาศอิสราเอลและกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศของญี่ปุ่น และการพัฒนาของเอฟ-15อี สไตรค์อีเกิลได้ก่อให้เกิดเครื่องบินขับไล่โจมตีซึ่งได้เข้ามาแทนที่เอฟ-111 อย่างไรก็ตามมรการวิจารณ์จากกลุ่มมาเฟียเครื่องบินขับไล่ที่ว่าเอฟ-15 มีขนาดใหญ่เกินไปที่จะเหมาะกับการต่อสู้ที่ชุลมุน และแพงเกินไปที่จะจัดซื้อในจำนวนมากเพื่อแทนที่เอฟ-4 และเอ-7 จึงนำไปสู่โครงการแอลดับบลิวเอฟหรือเครื่องบินขับไล่น้ำหนักเบา ซึ่งก่อให้เกิดเอฟ-16 ไฟท์ติ้งฟอลคอนและเอฟ/เอ-18 ฮอร์เน็ทของกองทัพเรือ

[แก้] การพัฒนาเพิ่มเติม

เอฟ-15ซีของกองทัพอากาศสหรัฐ

เอฟ-15ซีหนึ่งที่นั่งและเอฟ-15ดีสองที่นั่งได้เข้าสู่การผลิตในปีพ.ศ. 2521 ด้วยการบินครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์และมิถุนายนในปีเดียวกัน[11] รุ่นใหม่นี้มีการพัฒนาชุดพีอีพี 2000 (Production Eagle Package, PEP 2000) รวมทั้งเชื้อเพลิงภายในเพิ่มอีก 900 กิโลกรัม การจัดหาถังเชื้อเพลิงภายนอกและน้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุดที่ 30,700 กิโลกรัม[12]

โครงการการพัฒนาหลายระยะหรือเอ็มเอสไอพี (Improvement Program,MSIP) ของเอฟ-15 เริ่มขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2526 พร้อมการผลิตครั้งแรกเป็นเอฟ-15ซีในปีพ.ศ. 2528 การพัฒนารวมทั้งคอมพิวเตอร์ การควบคุมอาวุธที่ตั้งโปรแกรมได้สำหรับเอไอเอ็ม-7 เอไอเอ็ม-9 และเอไอเอ็ม-120 และระบบสงครามอิเลคทรอนิกทางยุทธวิธีซึ่งพัฒนาเป็นเรดาร์เตือนภัยรุ่นเอแอลอาร์-56ซีและชุดตอบโต้เอแอลคิว-135 มีการเพิ่มเรดาร์เอพีจี-70 ซึ่งใช้ไปจนถึงเอฟ-15อี เอฟ-15ซีของเอ็มเอสไอพีก่อนหน้านี้ที่ใช้เรดาร์เอพีจี-63 ต่อมาถูกเปลี่ยนเป็นเอพีจี(วี)1 ซึ่งไว้ใจได้และดูแลรักษาได้ง่ายกว่าในขณะที่ยังทำงานได้ใกล้เคียงกับเอพีจี-70 การพัฒนา[13]

การพัฒนาล่าสุดคือการปรับแต่งเอฟ-15ซีจำนวน 178 ลำให้ใช้เรดาร์เออีเอสเอรุ่นเอเอ็น/เอพีจี-63(วี)3 พร้อมส่งมอบต้นปีพ.ศ. 2552[14] นอกจากนี้กองทัพอากาศยังได้วางแผนที่จะพัฒนาเอฟ-15 ลำอื่นๆ ด้วยระบบหมวกพิเศษ[15]

[แก้] การออกแบบ

เอฟ-15 มีลำตัวที่ทำจากเหล็กทั้งหมดพร้อมกับปีกขนาดใหญ่ ส่วนหางของเครื่องบินนั้นทำมาจากเหล็กทั้งหมดเช่นกันและหางเสือก็เป็นแบบผสม เอฟ-15 มีเบรกอากาศที่ด้านหลังห้องนักบินและล้อลงจอดที่สามารถพับเก็บได้ มันมีเครื่องยนต์เทอร์โบแฟนแพรทท์ แอนด์ วิทนีย์ เอฟ100 สองเครื่องยนต์ติดตั้งอยู่ที่สองข้างของลำตัว ห้องนักบินอยู่ในตำแหน่งที่สูงไปทางด้านหน้าของลำตัวพร้อมกับกระจกและฝาครอบขนาดใหญ่

ความคล่องตัวของเอฟ-15 มาจากน้ำหนักปีกที่ต่ำพร้อมกับอัตราแรงขับต่อน้ำหนักที่สูงทำให้เครื่องบินเลี้ยววงแคบได้โดยไม่สูญเสียความเร็ว เอฟ-15 สามารถบินได้สูงได้ถึง 30,000 ฟุตใน 60 วินาที แรงขับจากทั้งสองเครื่องยนต์นั้นมากกว่าน้ำหนักของเครื่องบิน ดังนั้นจึงให้ความสามารถในการเร่งในตอนที่ไต่ระดับในแนวตั้ง ระบบควบคุมอาวุธและการบินถูกออกแบบมาให้นักบินเพียงคนเดียวก็สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยและต่อสู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ[6] รุ่นเอและซีเป็นแบบสองที่นั่ง รุ่นบีและดีเป็นรุ่นสองที่นั่งสำหรับการฝึก รุ่นอีนั้นที่นั่งที่สองเป็นของคนนำร่องหรือผู้ใช้อาวุธ

ระบบอิเลคทรอนิกอากาศหลายภารกิจรวมทั้งหน้าจอเฮด-อัพหรือฮัด (head-up display, HUD) เรดาร์ ระบบนำเฉื่อย (inertial guidance system, INS) ไฟ การสื่อสารด้วยคลื่นยูเอชเอฟ และการนำร่องอากาศทางยุทธวิธีหรือทาแคน (Tactical Air Navigation, TACAN) และระบบลงจอด มันยังมีระบบสงครามอิเลคทรอนิกทางยุทธวิธี ระบบระบุฝ่าย ชุดตอบโต้อิเลคทรอนิก และคอมพิวเตอร์ดิจิตอลกลาง[16]

เอฟ-15อีจากฐานทัพอากาศเอลเมนดอร์ รัฐอลาสก้า

หน้าจอฮัดถูกฉายออกมาจากตัวผสม ระบบการบินที่สำคัญทั้งหมดรวบรวมโดยระบบอิเลคทรอนิกร่วม หน้าจอนี้จะแสดงสภาพแสงทำให้นักบินได้รับข้อมูลที่จำเป็นในการติดตามและทำลายอากาศยานของศัตรูโดยไม่ต้องก้มหน้ามองที่อุปกรณ์อื่น[17]

ระบบเรดาร์พัลส์รุ่นเอพีจี-30/70 ที่มีประโยชน์ของเอฟ-15 สามารถมองขึ้นไปยังข้าศึกที่บินอยู่สูงและมองลงไปยังข้าศึกที่บินอยู่ต่ำได้โดยไม่สับสนกับภาคพื้นดิน มันสามารถตรวจจับและติดตามเครื่องบินและเป้าหมายขนาดเล็กที่เคลื่อนที่เร็วในระยะที่สายตาไม่สามารถมองเห็นได้ เรดาร์จะป้อนข้อมูลของเป้าหมายเข้าไปในคอมพิวเตอร์กลางเพื่อยิงอาวุธ ความสามารถในการล็อกเป้าหมายในระยะ 50 กิโลเมตรด้วยเอไอเอ็ม-120 แอมแรมที่สามารถจัดการเป้าหมายที่เกินระยะสายตาได้อย่างแน่นอน สำหรับการต่อสู้ระยะใกล้เรดาร์จะทำการจับเป้าหมายโดยอัตโนมัติ และข้อมูลนี้จะถูกฉายขึ้นที่หน้าจอฮัด ระบบสงครามอิเลคทรอนิกของเอฟ-15 ให้ทั้งการเตือนภัยและตอบโต้โดยอัตโนมัติ[18]

เอฟ-15อีที่ใช้เบรกอากาศและใช้ถังเชื้อเพลิงพิเศษ.

เอฟ-15 สามารถใช้อาวุธอากาศสู่อากาศที่หลากหลาย ระบบอาวุธทำให้นักบินทำการต่อสู้ทางอากาศได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ด้วยการใช้หน้าจอฮัดและระบบอิเลคทรอนิกอากาศและการควบคุมอาวุธที่อยู่ที่คันบังคับด้านหน้า เมื่อนักบินเปลี่ยนจากระบบอาวุธหนึ่งไปอีกระบบหนึ่ง การนำวิถีจะแสดงขึ้นบนหน้าจอฮัด[19]

เอฟ-15 สามารถติดอาวุธที่แตกต่างกันได้สี่อย่างด้วยกัน ได้แก่ เอไอเอ็ม-7เอฟ/เอ็ม สแปร์โรว์หรือเอไอเอ็ม-120 แอมแรมที่ลำตัวส่วนต่ำ เอไอเอ็ม-9แอล/เอ็ม ไซด์ไวน์เดอร์หรือเอไอเอ็ม-120 ที่ใต้ปีก และปืนแกทลิ่งเอ็ม61เอ-1 ขนาด 20 ม.ม.ที่ฐานปีกด้านขวา[20]

ถังเชื้อเพลิงพิเศษถูกพัฒนามาเพื่อเอฟ-15ซีและดี พวกมันสามารถติดเข้ากับด้านข้างช่องรับลมของเครื่องยนต์ใต้ปีกแต่ละข้าง[20] อย่างไรก็ตามพวกมันลดการทำงานโดยการเพื่อแรงฉุดและไม่สามารถปลดออกได้ขณะบิน ถังเชื้อเพลิงแต่ละถังสามารถจุดเชื้อเพลิงได้ 2,840 ลิตร[21] ถังเหล่านี้เพิ่มพิสัยซึ่งลดการเติมเชื้อเพลิงทางอากาศ ทุกจุดติดตั้งของอาวุธสามารถติดถังเชื้อเพลิงได้ นอกจากนี้ขีปนาวุธสแปร์โรว์หรือแอมแรมสามารถติดตั้งกับมุมของถังได้[12]

เอ็ม61 วัลแคนตอดตั้งอยู่ที่โคนปีกด้านขวาข้างช่องรับลม

เอฟ-15อี สไตรค์อีเกิลเป็นแบบสองที่นั่ง สองบทบาท เป็นเครื่องบินขับไล่ทุกสภาพอากาศ สามารถทำภารกิจจู่โจมลึกและต่อสู้ทางอากาศได้ ห้องนักบินที่ด้านหลังถูกพีฒนาด้วยหน้าจอซีอาร์ทีอเนกประสงค์สี่จอสำหรับจัดการระบบและอาวุธของเครื่องบิน ระบบควบคุมการบินแบบดิจิตอลจะบินตามพื้นผิวภูมิประเทศโดยอัตโนมัติ ด้วยการใช้ระบบเลเซอร์ไจโร[22] สำหรับการบินในระดับต่ำด้วยความเร็วสูงเพื่อโจมตีเป้าหมายทั้งในตอนกลางคืนหรือกลางวันในทุกสภาพอากาศเอฟ-15อีจะใช้เรดาร์เอพีจี-70 และระบบแลนเทิร์น[18]

เรดาร์เออีเอสเอรุ่นเอพีจี-63(วี)2 ถูกติดตั้งในเอฟ-15ซีของกองทัพอากาศสหรัฐ[23] การพัฒนานี้รวมทั้งฮาร์ดแวร์ใหม่เกือบทั้งหมดจากเอพีจี-63(วี)1 แต่เพิ่มเออีเอสเอเพื่อเพิ่มการระวังตัวของนักบิน เรดารเออีเอสเอให้ลำแสงที่ไวทำให้มีการติดตามเป้าหมายแทบจะในทันที เอพีจี-63(วี)2 ทำงานร่วมกับอาวุธของเอฟ-15ซีและทำให้นักบินสามารถใช้ข้อได้เปรียบจากความสามารถของเอไอเอ็ม-120 แอมแรม

[แก้] ประวัติการใช้งาน

เอฟ-15ดีจากฐานทัพอากาศทินดัลล์กำลังปล่อยพลุ

ผู้ที่ใช้งานเอฟ-15 มากที่สุดคือกองทัพอากาศสหรัฐ เอฟ-15 ลำแรก (แบบบี) ถูกส่งมอบครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2517[24] ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2519 เอฟ-15 ลำแลกถูกมอบให้กับฝูงบินขับไล่ที่ 555[24] เครื่องบินลำแรกๆ ได้ใช้เรดาร์เอพีจี-63 ของฮิวจ์ส แอร์คราฟท์

เอฟ-15 ทำแต้มครั้งแรกในปีพ.ศ. 2522 โดยกองทัพอากาศอิสราเอล[25] ในปีพ.ศ. 2522-2524 ในช่วงความขัดแย้งตามชายแดนของเลบานอนกับอิสราเอล เอฟ-15เอได้ยิงมิก-21 13 ลำและมิก-25 สองลำของซีเรียตก เอฟ-15เอและบีถูใช้โดยอิสราเอลในปฏิบัติการหุบเขาเบก้า ในสงครามเลบานอนเมื่อปีพ.ศ. 2525 เอฟ-15 ของอิสราเอลได้ยิงเครื่องบินขับไล่ 40 ลำของซีเรียตก (มิก-21 23 ลำและมิก-23 17 ลำ) และเฮลิคอปเตอร์เอสเอ.342แอลหนึ่งลำ[26] ต่อมาในปีพ.ศ. 2528 เอฟ-15 ของอิสราเอลในปฏิบัติการวู้ดเลคได้ทิ้งระเบิดใส่ฐานบัญชาการของกลุ่มพีแอลโอในตูนีเซีย [27]

นักบินเอฟ-15ซีของกองทัพอากาศซาอุดิอาระเบียได้ยิงเอฟ-4อี แฟนทอม 2 สองลำของอิหร่านตกในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2527 และได้ยิงดัซโซลท์ มิราจ เอฟ1 สองลำของอิรักตกในสงครามอ่าว[28][29][30]

กองทัพอากาศสหรัฐได้ใช้เอฟ-15ซี ดี และอีในสงครามอ่าวเปอร์เซียเมื่อปีพ.ศ. 2534 เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการพายุทะเลทรายที่ซึ่งพวกมันได้รับชัยชนะทางอากาศ 36 ครั้งจากทั้งหมด 39 ครั้ง เอฟ-15อีถูกใช้ในตอนกลางคืนเป็นหลักโดยตามล่าหาขีปนาวุธสกั๊ดและตำแหน่งปืนใหญ่[31] ตามที่กองทัพอากาศกล่าวเอฟ-15ซีได้ทำการสังหารเครื่องบินของอิรักไป 34 ครั้งในสงครามเมื่อปีพ.ศ. 2534 โดยส่วนใหญ่ใช้ขีปนาวุธ มีมิก-29 ห้าลำ มิก-25 สองลำ มิก-23 แปดลำ มิก-21 สองลำ ซู-25 สองลำ ซู-22 สี่ลำ ซู-7 มิราจ เอฟ1 หนึ่งลำ อิล-76 หนึ่งลำ พีซี-9 หนึ่งลำ และเฮลิคอปเตอร์เอ็มไอ-8 สองลำ หลังจากครองความได้เปรียบทางอากาศสำเร็จในสามวันแรก เครื่องบินของอิรักเริ่มหนีไปทางหร่านมากกว่าเผชิญหน้ากับฝ่ายอเมริกา เอฟ-15ซีถูกใช้สำหรับการครองอากาศและเอฟ-15อีถูกใช้เพื่อโจมตีเป้าหมายบนพื้นดินอย่างหนักหน่วง เอฟ-15อีได้ทำการสังหารทางอากาศโดยเป็นเฮลิคอปเตอร์เอ็มไอ-8 ของอิรักโดยใช้ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ เอฟ-15อีสูญเสียไปสองลำในปีพ.ศ. 2534 จากการยิงจากบนพื้น[32] อีกลำได้รับความเสียหายบนพื้นจากการยิงของขีปนาวุธสกั๊ดใส่ฐานบินในดาราน[33]

พวกมันถูกใช้สนับสนุนปฏิบัติการเซาท์เธิร์นวอชท์โดยทำการลาดตระเวนในเขตห้ามบินเหนืออิรัก ในปฏิบัติการโพรไวด์คอมฟอร์ทในตุรกี เพื่อสนับสนุนนาโต้ที่ปฏิบัติการในบอสเนีย ในปีพ.ศ. 2537 ยูเอช-60 แบล็คฮอว์คสองลำของสหรัฐถูกยิงตกโดยเอฟ-15 ซีผู้ที่คิดว่าเฮลิคอปเตอร์ทั้งสองลำเป็นของอิรักที่เข้ามาในเขตห้ามบิน[34] เอฟ-15ซีได้ยิงมิก-29 สี่ลำของยูโกสลาเวียตกโดยใช้เอไอเอ็ม-120 แอมแรมในปฏิบัติการแอลไลด์ฟอร์ซในโคโซโว[32]

เอฟ-15 ในทุกกองทัพอากาศได้ทำการรบทางอากาศที่สังหารไป 104 ลำโดยไม่สูญเสียเลยสักลำในสถิติเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551[35] ปัจจุบันไม่มีเอฟ-15 (เอ/บี/ซี/ดี) ถูกยิงตกโดยศัตรู มากกว่าครึ่งของการสังหารทั้งหมดทำโดยนักบินของกองทัพอากาศอิสราเอล

[แก้] นักทำลายดาวเทียม

การทดสอบยิงเอเอสเอ็ม-135 เอแซท

ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2527 ถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2529 เอฟ-15เอสองลำได้ถูกใช้เป็นแท่นยิงขีปนาวุธต่อต้านดาวเทียมเอเอสเอ็ม-135 เอฟ-15เอ (หมายเลข 76-0086 และ 77-0084) ถูกดัดแปลงให้บรรทุกเอเอสเอ็ม-135 หนึ่งลูกที่ส่วนกลางพร้อมกับอุปกรณ์พิเศษ[36] มันทำความเร็วได้ 1.22 มัคเป็นแรง 3.8 จีทำมุม 65 องศาขึ้นไปเพื่อปล่อยขีปนาวุธเอแซทที่ความสูง 38,100 ฟุต[37][38] คอมพิวเตอร์การบินถูกพัฒนาให้ควบคุมการไต่ระดับและปล่อยขปีนาวุธ การบินทดสอบครั้งที่สามเกี่ยวข้องกับดาวเทียมสื่อสารที่ปลดประจำการแล้วซึ่งอยู่ในวงโคจรห่างออกไป 555 กิโลเมตร ซึ่งถูกทำลายโดยพลังงานจลน์[37] นักบินวิลเบิร์ต ดี. เพียร์สันเป็นนักบินเพียงคนเดียวที่ได้ทำลายดาวเทียม[38][39]

ขีปนาวุธเอแซทถูกออกแบบมาเพื่อทำลายดาวเทียมจากระยะไกล ด้วยการทำงานกับเอฟ-15เอเป็นครั้งแรก สหภาพโซเวียตอาจสามารถร่วมกับการปล่อยจรวดของสหรัฐด้วยการสูญเสียดาวเทียมสอดแนม แต่เอฟ-15 ที่มีเอแซทจะสามารถแฝงตัวร่วมกับเที่ยวบินนับร้อยของเอฟ-15ได้ โครงการเอแซททำการทดสอบทั้งสิ้นห้าครั้ง โครงการถูกยุบอย่างเป็นทางการในปีพ.ศ. 2531[36][38]

[แก้] ข้อบกพร่องทางด้านโครงสร้าง

เอฟ-15 ทั้งหมดถูกงดใช้งานโดยกองทัพอากาศสหรัฐหลังจากที่เอฟ-15ซีสองลำจากกองกำลังรักษาดินแดนรัฐมิสซูรี ได้ทำการบินและตกในวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 เอฟ-15อีที่ใหม่กว่านั้นได้รับอนุญาตให้ทำภารกิจได้ต่อหลังจากนั้น กองทัพอากาศสหรัฐได้รายงานในวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ว่าโครงสร้างส่วนบกของเอฟ-15 นั้นเป็นต้นเหตุของปัญหา ทำให้โครงสร้างลำตัวส่วนหน้าช่องรับลมรวมทั้งห้องนักบินแยกออกจากโครงสร้างหลัก[40]

เอฟ-15เอถึงดีถูกสั่งให้ระงับการบินจนกระทั่งปัญหาจะถูกแก้ไขเรียบร้อย[41] เอฟ-15 ที่ถูกระงับเริ่มได้รับความสนใจจากสื่อเมื่อมันเริ่มสร้างความน่าหวั่นใจในการป้องกันทางอากาศของสหรัฐ[42] กองกำลังที่ถูกระงับในบางรัฐต้องพึ่งพาเครื่องบินของประเทศเพื่อนบ้านเพื่อการป้องกัน และที่อลาสก้านั้นต้องพึ่งการป้องกันจากกองกำลังของแคนาดา[42]

ในวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2551 กองบัญชาการการรบทางอากาศของสหรัฐได้ประกาศการกลับมาทำงานของเอฟ-15เอถึงดี มันยังได้รับคำแนะนำให้บินอย่างจำกัดในทั่วโลกสำหรับรุ่นที่อาจมีได้รับผลกระทบ[43] การรายงานถึงอุบัติเหตุได้เกิดขึ้นในวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2551 โดยกล่าวว่าการตรวจสอบซากของเอฟ-15ซีได้เปิดเผยว่าโครงสร้างที่มีปัญหาไม่ได้หลักมาตรฐาน ซึ่งทำไปสู่การแตกร้าวและทำให้โครงสร้างที่เหลือพังในขณะทำการบิน[44] ในการรายงานเมื่อวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2551 เอฟ-15 เก้าลำถูกระบุว่ามีปัญหาเดียวกัน ดังนั้นนายพลจอห์น ดี. ดับบลิว. คอร์ลีย์จึงกล่าวว่าอนาคตระยะยาวของเอฟ-15 นั้นเริ่มไม่น่าไว้ใจ[45] ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 กองบัญชาการการรบทางอากาศได้เปิดทางให้กับเอฟ-15เอ-ดีทั้งหมดให้ทำการบินได้หลังจากซ่อมแซมแล้ว [46]

[แก้] อนาคต

เอฟ-15ซี/ดีถูกแทนที่โดยเอฟ-22 แร็พเตอร์ เอฟ-15อีนั้นยังคงประจำการไปอีกหลายปีเพราะบทบาทโจมตีที่แตกต่างและโครงสร้างที่ยังมีอายุการใช้งานน้อยของมัน[1] กองทัพอากาศสหรัฐจะพัฒนาเอฟ-15ซี 178 ลำให้ใช้เรดาร์เออีเอสอีรุ่นเอเอ็น/เอพีจี-63(วี)3[14] และพัฒนาเอฟ-15 ลำอื่นๆ ให้ใช้หมวกพิเศษ[15] กองทัพอากาศจะเก็บเอฟ-15ซี 178 ลำและเอฟ-15อี 224 ลำเอาไว้จนถึงปีพ.ศ. 2568[1]

[แก้] แบบต่างๆ

[แก้] แบบพื้นฐาน

เอฟ-15เอ
เป็นเครื่องบินขับไล่ครองความได้เปรียบทางอากาศในทุกสภาพอากาศแบบหนึ่งที่นั่ง สร้างออกมา 384 ลำตั้งแต่ปีพ.ศ. 2515-2522[47]
เอฟ-15บี
แบบสองที่นั่งสำหรับการฝึก เดิมทีใช้ชื่อทีเอฟ-15เอ สร้างออกมา 61 ลำตั้งแต่ปีพ.ศ. 2515-2522[47]
เอฟ-15ซี
เป็นเครื่องบินขับไล่ครองความได้เปรียบทางอากาศในทุกสภาพอากาศแบบหนึ่งที่นั่งที่ได้รับการพัฒนาเพิ่ม สร้างออกมา 483 ลำตั้งแต่ปีพ.ศ. 2522-2528[47]
เอฟ-15ดี
แบบสองที่นั่งสำหรับการฝึก สร้างออกมา 92 ลำตั้งแต่ปีพ.ศ. 2522-2528[47]
เอฟ-15เจ
เป็นเครื่องบินขับไล่ครองความได้เปรียบทางอากาศในทุกสภาพอากาศแบบหนึ่งที่นั่งสำหรับกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศของญี่ปุ่น สร้างออกมา 139 ลำภายใต้ใบอนุญาตโดยมิตซูบิชิตั้งแต่ปีพ.ศ. 2524-2540 สร้างในเซนต์หลุยส์[47]
เอฟ-15ดีเจ
แบบสองที่นั่งสำหรับการฝึกของกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศของญี่ปุ่น สร้างออกมา 25 ลำในญี่ปุ่นโดยมิตซูบิชิตั้งแต่ปีพ.ศ. 2524-2540 ในเซนท์หลุยส์[47]
เอฟ-15เอ็น ซีอีเกิล
แบบสำหรับเรือบรรทุกเครื่องบินที่ยื่นข้อเสนอในทษวรรษที่ 1970 ให้กับกองทัพเรือสหรัฐ เอฟ-15เอ็น-พีเอชเอ็กซ์เป็นอีกข้อเสนอสำหรับการใช้ขีปนาวุธเอไอเอ็ม-54 ฟีนิกซ์ จุดเด่นเหล่านี้คือปลายปีก อุปกรณ์ลงจอดพิเศษ และตะขอที่หางเพื่อการลงจอดบนเรือ[48]
เอฟ-15อี สไตรค์อีเกิล
ดูที่เอฟ-15อี สไตรค์อีเกิลสำหรับเอฟ-15อี เอฟ-15ไอ เอฟ-15เอส เอฟ-15เค เอฟ-15เอสจี เอฟ-15เอสอี และเอฟ-15อีแบบอื่นๆ

[แก้] แบบการวิจัยและทดสอบ

เอฟ-15 สตรีคอีเกิล (72-0119)
เป็นเอฟ-15เอที่ใช้เพื่อสาธิตการเร่งความเร็วของเครื่องบิน มันได้ทำลายสถิติการไต่ระดับด้วยเวลาไป 8 ครั้งระหว่างวันที่ 16 มกราคมและ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518 มันถูกส่งมอบให้กับพิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2523[49]
เอฟ-15 เอส/เอ็มทีดี (71-0290)
เป็นเอฟ-15บีลำแรกที่ถูกดัดแปลงให้วิ่งขึ้นและลงจอดในระยะสั้น มันเป็นเครื่องบินสาธิตเทคโนโลยีกระบวนท่า[50] ในปลายทศวรรษที่ 1980 มันได้รับการติดตั้งปีกเสริมพร้อมกับท่อไอเสียทรงสี่เหลี่ยม มันใช้เทคโนโลยีกระบวนท่าและวิ่งขึ้นระยะสั้นหรือเอสเอ็มทีดี (short-takeoff/maneuver-technology, SMTD) [51]
เอฟ-15 แอคทีฟ (71-0290)
เอฟ-15 เอส/เอ็มทีดีที่ต่อมาถูกดัดแปลงให้เป็นเครื่องบินวิจัยเทคโนโลยีควบคุมการบิน[50]
เอฟ-15 ไอเอฟซีเอส (71-0290)
เอฟ-15 แอคทีฟต่อมาถูกดัดแปลงให้เป็นเครื่องบินวิจัยระบบควบคุมการบินด้วยปัญญาประดิษฐ์ เอฟ-15บี หมายเลขเครื่อง 71-0290 เป็นเอฟ-15 ที่ยังทำการบินอยู่โดยมีอายุมากที่สุดในเดือนมกราคม พ.ศ. 2551[51]
เอฟ-15 เอ็มเอเอ็นเอ็กซ์
เป็นชื่อของเอฟ-15 แอคทีฟที่ไม่มีหาง แต่ก็ไม่เคยถูกสร้างขึ้นมา
เอฟ-15 สำหรับวิจัยการบิน (71-0281 และ 71-0287)
เอฟ-15เอสองลำถูกใช้ทดลองโดยศูนย์วิจัยการบินดรายเดนของนาซ่า การทดลองรวมทั้ง การควบคุมอิเลคทรอนิกดิจิตอลรวมหรือไฮเดก (Highly Integrated Digital Electronic Control, HiDEC) ระบบควบคุมเครื่องยนต์หรือเอเดกส์ (Adaptive Engine Control System, ADECS) ระบบควบคุมการบินค้นหาและซ่อมแซมตัวเองหรือเอสอาร์เอฟซีเอส (Self-Repairing and Self-Diagnostic Flight Control System, SRFCS) และระบบเครื่องบินควบคุมการเคลื่อนที่หรือพีซีเอ (Propulsion Controlled Aircraft System, PCA)[52] เครื่องหมายเลข 71-0281 ถูกส่งกลับให้กองทัพอากาศและถูกนำไปจัดแสดงที่ฐานทัพอากาศแลงลีย์ในปีพ.ศ. 2526
เอฟ-15บี รีเซิร์จเทสท์เบด (74-0141)
ในปีพ.ศ. 2536 เอฟ-15บีลำหนึ่งถูกดัดแปลงและใช้โดยนาซ่าเพื่อทำการทดสอบการบิน[53]

[แก้] ประเทศผู้ใช้งาน

สำหรับแบบที่มาจากเอฟ-15อีดูที่เอฟ-15อี สไตรค์อีเกิล

ธงของประเทศอิสราเอล อิสราเอล
  • กองทัพอากาศอิสราเอลใช้เอฟ-15 มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2520 ในปัจจุบันเครื่องบินเหล่านี้จัดเป็นเอฟ-15/เอบีสองฝูงบินและเอฟ-15ซี/ดี หนึ่งฝูงบิน เอฟ-15เอ/บี 15 ลำแรกมีโครงสร้างที่ผลิตโดยสหรัฐอเมริกา[25] การส่งครั้งที่สองถูกหยุดชั่วคราวเพราะได้รับผลกระทบจากสงครามเลบานอน [54]
ธงของประเทศญี่ปุ่น ญี่ปุ่น
  • กองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศของญี่ปุ่นได้รับเอฟ-15เจ 202 ลำและเอฟ-15ดี 20 ลำตั้งแต่ปีพ.ศ. 2524 ซึ่งเอฟ-15เจสองลำและเอฟ-15ดีเจ 12 ลำถูกสร้างขึ้นในสหรัฐและที่เหลือถูกสร้างโดยมิตซูบิชิ ในปัจจุบันเครื่องบินเหล่านี้ ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2550 กองกำลังป้องกันทางอากาศได้ตัดสินใจที่จะพัฒนาเอฟ-15 ให้ใช้กระเปาะเรดาร์สังเคราะห์ เครื่องบินเหล่านี้จะถูกแทนที่โดยอาร์เอฟ-4 ที่ในปัจจุบันอยู่ในประจำการ[55]
ธงของประเทศซาอุดีอาระเบีย ซาอุดีอาระเบีย
ธงของสหรัฐอเมริกา สหรัฐอเมริกา
  • กองทัพอากาศสหรัฐมีเอฟ-15 630 ลำในเดือนกันยายน พ.ศ. 2551[56] เอฟ-15 นั้นกำลังจะถูกแทนที่โดยเอฟ-22 แร็พเตอร์

[แก้] เหตุการณ์และอุบัติเหตุครั้งสำคัญ

  • เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2526 ขณะที่กองทัพอากาศอิสราเอลกำลังทำการซ้อมรบทางอากาศ เอฟ-15ดีหนึ่งลำได้ชนเข้ากับเอ-4 สกายฮอว์ค นักบินซิวิ เนดิวิและนักบินร่วมของเขาไม่รู้ว่าปีกของเอฟ-15นั้นถูกฉีกออกสองฟุตจากตัวถัง เอฟ-15 หมุนอย่างควบคุมไม่ได้หลังจากถูกชน ซิวิตัดสินใจที่จะพยายามควบคุมเครื่องและใช้สันดาปท้ายเพื่อเพิ่มความเร็ว ทำให้เขาควบคุมเครื่องได้อีกครั้ง เพราะว่าการยกตัวที่เกิดจากพื้นที่ผิวหน้าขนาดใหญ่ของตัวถัง ปีหส่วนหาง และพื้นที่ปีกที่เหลือ เอฟ-15 ได้ลงจอดด้วยความเร็วสองเท่าจากปกติเพื่อสร้างแรงยกและตะขอที่หางของมันหลุดออกไปในตอนที่ลงจอด นักบินสามารถหยุดเอฟ-15 6 เมตรก่อนสุดทางวิ่ง ต่อมาเขาได้กล่าวว่า "ผมน่าจะดีดตัวออกมาถ้ารู้ว่ามันเกิดขึ้น"[57][58]
  • ในวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2533 เอฟ-15 ลำหนึ่งที่ฐานทัพอากาศเอลเมนดอล์ฟ ได้เกิดยิงเอไอเอ็ม-9เอ็มใส่เอฟ-15 อีกลำหนึ่งโดยอุบัติเหตุ เครื่องบินที่ได้รับความเสียหายสามารถลงจอดได้อย่างปลอดภัย ต่อมามันได้รับการซ่อมแซมและเข้าประจำการต่อ[59]
  • ในวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2538 ในขณะซ้อมการเข้าสกัดกั้นเหนือทะเลญี่ปุ่น เอฟ-15เจลำหนึ่งถูกยิงตกโดยขีปนาวุธเอไอเอ็ม-9 ที่ยิงโดยลูกหมู่ของเขาโดยอุบัติเหตุเหมือนกับที่เกิดขึ้นในวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2533 นักบินดีดตัวได้อย่างปลอดภัย[60]
  • เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2544 ขณะการซ้อมบินระดับต่ำเหนือสกอตแลนด์ เอฟ-15ซีสองลำของกองทัพอากาศสหรัฐได้ตกลงใกล้กับยอดเขาแห่งหนึ่ง[61] นักบินทั้งสองเสียชีวิตในอุบัติเหตุซึ่งต่อมาส่งผลต้องนำตัวผู้ควบคุมการจราจรทางอากาศของกองทัพอากาศอังกฤษไปขึ้นศาล แต่เขาก็บริสุทธิ์ [62]
  • ในวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 เอฟ-15ซีตกลงขณะทำการซ้อมรบใกล้กับเซนท์หลุยส์รัฐมิสซูรี นักบินดีดตัวได้แต่ได้รับบาดเจ็บสาหัส การตกมาจากโครงสร้างที่เกิดเสียหายขณะทำการบิน ในวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 เอฟ-15 ทั้งหมดถูกระงับการบินหลังจากทำการสืบสวนหาสาเหตุของการตก[63] และวันต่อมาก็ได้ทำการระงับเอฟ-15 ที่ทำการรบอยู่ในตะวันออกกลาง[64] เมื่อถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 เอฟ-15 มากกว่า 1,100 ลำถูกระงับการบินทั่วโลกเช่นเดียวกับอิสราเอล ญี่ปุ่น และซาอุดิอาระเบีย[65] เอฟ-15 ได้รับการอนุญาตให้บินขึ้นอีกครั้งในวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550[66] ในวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2551 กองทัพอากาศสหรัฐให้เครื่องเอฟ-15เอ-ดี 60% กลับไปทำการบินได้[43] ในวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2551 มีการเปิดเผยว่าเกิดจากโครงสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน[44] กองทัพอากาศอนุญาตให้เอฟ-15เอ-ดีทั้งหมดขึ้นบินอีกครั้งในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551[46] ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2551 นักบินที่ได้รับบาดเจ็บได้ทำการฟ้องบริษัทโบอิงที่ผลิตเอฟ-15[67]

[แก้] รายละเอียด เอฟ-15ซี อีเกิล

  • ลูกเรือ นักบิน 1 นาย
  • ความยาว 19.43 เมตร
  • ระยะระหว่างปลายปีกทั้งสองข้าง 13.05 เมตร
  • ความสูง 5.63 เมตร
  • พื้นที่ปีก 56.5 ตารางเมตร
  • น้ำหนักเปล่า 12,700 กิโลกรัม
  • น้ำหนักบรรทุก 20,200 กิโลกรัม
  • น้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด 30,845 กิโลกรัม
  • ขุมกำลัง เครื่องยนต์เทอร์โบแฟนแพรทท์แอนด์วิทนีย์ เอฟ100-100 -220 หรือ -229 จำนวน 2 เครื่อง เมื่อใช้สันดาปท้ายจะให้กำลังเครื่องละ 25,000 ปอนด์สำหรับ -220 และ 29,000 ปอนด์สำหรับ -229
  • ความเร็วสูงสุด
    • ระดับสูง 2.5 มัค (2,660 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)
    • ระดับต่ำ 1.2 มัค (1,450 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)
  • รัศมีทำการรบ 1,967 กิโลเมตร
  • ระยะทำการขนส่ง 5,550 กิโลเมตร (มีถังเชื้อเพลิงเพิ่ม)
  • เพดานบินทำการ 65,000 ฟุต
  • อัตราการไต่ระดับ 50,000 ฟุตต่อนาที
  • บินทน: 5.25 ขั่วโมง เมื่อไม่ได้เติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ และ 9.7 ชั่วโมง เมื่อเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ
  • อาวุธ

[68][69][70][71][72]

เครื่องยนต์เทอร์โบแฟนแพรทท์แอนด์วิทนีย์ เอฟ100 ของเอฟ-15ซี อีเกิล

[แก้] ดูเพิ่ม

การพัฒนาที่เกี่ยวข้อง

เครื่องบินที่เทียบเท่า

[แก้] อ้างอิง

Commons:Category
คอมมอนส์ มีภาพและสื่ออื่นๆ เกี่ยวกับ:
เอฟ-15 อีเกิล
  1. ^ 1.0 1.1 1.2 Tirpak, John A. "Making the Best of the Fighter Force". Air Force magazine, March 2007.
  2. ^ "In July 1967 at the Domodedovo airfield near Moscow, the Soviet Union unveiled a new generation of combat aircraft.. condenamedแม่แบบ:Sic Foxbat by NATO.": "Development" in Modern Fighting Aircraft, 1983
  3. ^ 3.0 3.1 Davies 2002, pp. 9–11.
  4. ^ Bowman 1980, p. 193.
  5. ^ Davies 2002, pp. 7–9.
  6. ^ 6.0 6.1 Eden and Moeng 2002, p. 944.
  7. ^ Jenkins 1998, p. 10.
  8. ^ Jenkins 1998, pp. 9–11.
  9. ^ Spick 2000, pp. 130–131.
  10. ^ "Return of the Air Superiority Fighter"RAND report.
  11. ^ Jenkins 1998, pp. 33–34.
  12. ^ 12.0 12.1 Green and Swanborough 1998, p. 371.
  13. ^ Davies 2002, pp. 56–57.
  14. ^ 14.0 14.1 "Boeing Awarded $70 Million Contract for Enhanced F-15C Radar", Boeing, 9 October 2007.
  15. ^ 15.0 15.1 Air Force Will Get New Bomber, Upgrades To Fighters, Spacewar.com, 5 October 2006.
  16. ^ Gunston 1986, p. 194.
  17. ^ Huenecke 1987, pp. 227–230.
  18. ^ 18.0 18.1 Jenkins 1998, pp. 97–104.
  19. ^ Huenecke 1987, pp. 232–236.
  20. ^ 20.0 20.1 Lambert 1993, p. 521.
  21. ^ Jenkins 1998, p. 111.
  22. ^ Lambert 1993, p. 523.
  23. ^ 18 APG-63(V)2
  24. ^ 24.0 24.1 Scutts 1989, p. 47.
  25. ^ 25.0 25.1 "An Eagle evolves", Boeing, January 2004.
  26. ^ "Israeli Air-to-Air Victories since 1974", ACIG.org, September 24, 2003.
  27. ^ McDonnell Douglas(now Boeing)F-15 Eagle Air Superiority Fighter
  28. ^ Smith, William E., Pushing the Saudis Too Far, Time, 18 June 1984. Retrieved 26 January 2008.
  29. ^ Halloran, Richard, 2 Iranian Fighters Reported Downed by Saudi Air Force New York Times, 6 June 1984, p. 1. Retrieved 26 January 2008.
  30. ^ F-15 in Saudi Service
  31. ^ Davies 2002, pp. 31–40.
  32. ^ 32.0 32.1 U.S. Air Force Historical Research Agency.
  33. ^ 1st. Fighter Wing timeline
  34. ^ Patrolling Iraq's Northern Skies.
  35. ^ John Correll, "The Reformers", Air Force Magazine, February 2008, Vol. 91 Number 2, p. 44.
  36. ^ 36.0 36.1 Jenkins 1998, p. 31.
  37. ^ 37.0 37.1 Karambelas, Gregory and Sven Grahn, ed. The F-15 ASAT story. svengrahn.pp.se
  38. ^ 38.0 38.1 38.2 Grier, Peter. "The Flying Tomato Can". Air Force magazine, February 2009.
  39. ^ Biographies: Major General Wilbert D. "Doug" Pearson Jr. USAF, 2 August 2006.
  40. ^ Animated image Air Force Magazine February 2008. Retrieved 7 February 2008. Frames from an animated image by Boeing recreating the breakup are here.
  41. ^ "F-15 A-D models ordered to stand down for additional inspections", U.S. Air Force, November 28, 2007.
  42. ^ 42.0 42.1 Lindlaw, Scott (for Associated Press). "F-15 grounding strains U.S. air defenses", ABC News, December 26, 2007.
  43. ^ 43.0 43.1 "Air Combat Command clears selected F-15s for flight", Air Force, January 9, 2008.
  44. ^ 44.0 44.1 "F-15 Eagle accident report released", US Air Force, 10 January 2008. Retrieved 26 January 2008.
  45. ^ Buzanowski, J.G. Air Force leaders discuss F-15 accident, future US Air Force, January 10, 2008. Retrieved 26 January 2008.
  46. ^ 46.0 46.1 "ACC issues latest release from stand down for F-15s", Air Force, 15 February 2008.
  47. ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid <ref> tag; no text was provided for refs named davies_2002
  48. ^ Jenkins 1998, pp. 71–72.
  49. ^ McDonnell Douglas F-15 Streak Eagle fact sheet, National Museum of the United States Air Force.
  50. ^ 50.0 50.1 Jenkins 1998, pp. 65–70.
  51. ^ 51.0 51.1 "Sonic Solutions". Aviation Week & Space Technology, 5 January 2009, p. 53. (online version, subscription required)
  52. ^ F-15 Flight Research Facility fact sheet. Dryden Flight Research Center.
  53. ^ F-15B Research Testbed fact sheet. Dryden Flight Research Center.
  54. ^ Gething 1983
  55. ^ "Lockheed Martin to Upgrade Radar for Reconnaissance Version of Japan's F-15", Lockheed Martin press release, June 19, 2007.
  56. ^ Mehuron, Tamar A., Assoc. Editor. 2009 USAF Almanac, Fact and Figures. Air Force Magazine, May 2009.
  57. ^ No Wing F15 - crew stories - USS Bennington Retrieved 31 July 2006.
  58. ^ F-15 flying with one wing by an Israeli pilot
  59. ^ Jet Pilot Accidentally Fired Live Missile, Air Force Says. New York Times
  60. ^ F-15 Eagle Losses and Ejections Retrieved: 2 March 2008.
  61. ^ body found at F-15 crash site Retrieved 8 March 2009.
  62. ^ controller found not guilty Retrieved 8 March 2009.
  63. ^ Air Force suspends some F-15 operations, U.S. Air Force, 4 November 2007.
  64. ^ "Air Force grounds F-15s in Afghanistan after Missouri crash", CNN, 5 November 2007.
  65. ^ Warwick, Graham. "F-15 operators follow USAF grounding after crash." Flight International, 14 November 2007.
  66. ^ "Officials begin to clear F-15Es to full-mission status", U.S. Air Force, 15 November 2007.
  67. ^ Lawsuit
  68. ^ อภิวัตน์ โควินทรานนท์,อากาศยาน1979ฉบับเครื่องบิน,เอวิเอชั่น ออบเซิร์ฟเวอร์,กรุงเทพ,2522
  69. ^ F-15 Eagle fact sheet, USAF, March 2008.
  70. ^ Lambert 1993, p. 522.
  71. ^ Davies 2002, Appendix 1.
  72. ^ F-15 Eagle GlobalSecurity.org. Retrieved 27 January 2008.

[แก้] บรรณานุกรม

  • Bowman, Martin W. US Military Aircraft. London: Bison Books Ltd., 1980. ISBN 0-89009-292-3.
  • Braybrook, Roy. F-15 Eagle. London: Osprey Aerospace, 1991. ISBN 1-85532-149-1.
  • Crickmore, Paul. McDonnell Douglas F-15 Eagle (Classic Warplanes series). New York: Smithmark Books, 1992. ISBN 0-8317-1408-5.
  • Davies, Steve. Combat Legend, F-15 Eagle and Strike Eagle. London: Airlife Publishing, Ltd., 2002. ISBN 1-84037-377-6.
  • Davies, Steve and Doug Dildy. F-15 Eagle Engaged, The World's Most Successful Jet Fighter. Osprey Publishing, 2007. ISBN 978-1-84603-169-4.
  • Drendel, Lou. Eagle (Modern Military Aircraft Series). Carrollton, Texas: Squadron/Signal Publications, 1985. ISBN 0-89747-168-1
  • Drendel, Lou and Don Carson. F-15 Eagle in action. Carrollton, Texas: Squadron/Signal Publications, 1976. ISBN 0-89747-023-0.
  • Eden, Paul and Soph Moeng, eds. The Complete Encyclopedia of World Aircraft. London: Amber Books Ltd., 2002. ISBN 0-7607-3432-1.
  • Fitzsimons, Bernard. Modern Fighting Aircraft, F-15 Eagle. London: Salamander Books Ltd., 1983. ISBN 0-86101-182-1.
  • Gething, Michael J. F-15 Eagle (Modern Fighting Aircraft). New York: Arco, 1983. ISBN 0-66805-902-8.
  • Gething, Michael J. and Paul Crickmore. F-15 (Combat Aircraft series). New York: Crescent Books, 1992. ISBN 0-517-06734-X.
  • Green, William and Gordon Swanborough. The Complete Book of Fighters. New York: Barnes & Noble Inc., 1988. ISBN 0-07607-0904-1.
  • Gunston, Bill. American Warplanes. New York: Crescent Books. 1986. ISBN 0-517-61351-4.
  • Huenecke, Klaus. Modern Combat Aircraft Design. Annapolis, Maryland: Naval Institute Press, 1987. ISBN 0-87021-426-8.
  • Jenkins, Dennis R. McDonnell Douglas F-15 Eagle, Supreme Heavy-Weight Fighter. Arlington, TX: Aerofax, 1998. ISBN 1-85780-081-8.
  • Kinzey, Bert. The F-15 Eagle in Detail & Scale (Part 1, Series II). El Paso, Texas: Detail & Scale, Inc., 1978. ISBN 0-81685-028-3.
  • Lambert, Mark, ed. Jane's All the World's Aircraft 1993-94. Alexandria, Virginia: Jane's Information Group Inc., 1993. ISBN 0-7106-1066-1.
  • Scutts, Jerry. Supersonic Aircraft of USAF. New York: Mallard Press, 1989. ISBN 0-792-450-13-2.
  • Spick, Mike. The Great Book of Modern Warplanes. St. Paul Minnesota: MBI, 2000. ISBN 0-7603-0893-4.

เครื่องมือส่วนตัว