BRICS

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

แม่แบบ:องกรระหว่างประเทศBRICS

บทความนี้มีชื่อเป็นภาษาอื่น หรือใช้อักษรในภาษาอื่น เนื่องจากต้องการคงไว้ตามต้นฉบับ หรือไม่มีชื่อภาษาไทยที่เหมาะสม
แผนที่กลุ่มประเทศ BRICS

BRICS เป็นอักษรย่อใช้เรียกกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วอันประกอบด้วย บราซิล (Brazil) รัสเซีย (Russia) อินเดีย (India) จีน (China) และแอฟริกาใต้ (South Africa)

ศัพท์คำนี้ถูกสร้างขึ้นมาโดย จิม โอนีลล์ ในบทวิจัยในปี 2544 ชื่อ "The World Needs Better Economic BRICs"[1][2][3] ชื่อ BRICS ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการย้ายอำนาจเศรษฐกิจโลกจากกลุ่มพัฒนาแล้วอย่าง G7 มาสู่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

ผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในปี 2548 กล่าวถึงประเทศเม็กซิโกและเกาหลีใต้ว่าเป็นประเทศที่เทียบเท่าได้กับ BRICS แต่ถูกตัดออกจากกลุ่มตั้งแต่ต้น เพราะถือว่าเป็นประเทศมีการพัฒนามากกว่า เนื่องจากเป็นสมาชิกของกลุ่ม OECD[4] โกลด์แมน แซคส์ กล่าวว่า กลุ่ม BRICS พัฒนาอย่างรวดเร็วมากจนประมาณปี พ.ศ. 2593 เศรษฐกิจของกลุ่ม BRICS รวมกันสามารถบดบังกลุ่มประเทศที่ร่ำรวยในขณะนี้ได้ ปัจจุบัน ประเทศทั้งสี่รวมกันมีพื้นที่มากกว่าหนึ่งในสี่ของแผ่นดินโลก และมากกว่าร้อยละ 40 ของประชากรโลก[5][6]

โกลด์แมน แซคส์ ไม่ได้กล่าวว่ากลุ่ม BRICS จะรวมกลุ่มกันจัดตั้งกลุ่มเศรษฐกิจหรือสมาคมการค้าอย่างเป็นทางการเหมือนสหภาพยุโรป[7] แต่อย่างไรก็ตาม มีข้อบ่งชี้บางอย่างว่า “ประเทศกลุ่ม BRICS ทั้งสี่ได้พยายามที่จะสร้าง สมาคมหรือพันธมิตรทางการเมือง” และพยายามเปลี่ยน “อำนาจทางเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตให้เป็นอำนาจการเมืองทางภูมิภาค” [8][9] ในวันที่ 16 มิถุนายน 2552 ผู้นำกลุ่มประเทศ BRICS เข้าร่วมการประชุมสุดยอดครั้งแรกที่เมืองเยคาเทอรินเบิร์ก และประกาศเรียกร้องให้ระเบียบโลกใหม่มีหลายขั้วอำนาจ[10] ต่อมา เมื่อวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2554 กลุ่มดังกล่าวได้รับเอาแอฟริกาใต้เข้ากลุ่มด้วย[11][12][13]

โครงสร้างความร่วมมือ[แก้]

โครงสร้างความร่วมมือของ BRICS นั้นก็คือในทุกๆปีจะมีการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศ BRICS โดยจะจัดขึ้นในประเทศสมาชิก และเวียนไปเรื่อยๆจนครบรอบแล้วเริ่มใหม่ ซึ่งในปัจจุบันได้มีการจัดประชุมไปแล้ว 4 ครั้งดังนี้

การประชุมสุดยอด BRIC ครั้งที่1 จัดขึ้น ณ เมือง เยคาเตรินบูร์ก (Yekaterinburg) , สหพันธรัฐรัสเซีย ในวันที่16 มิถุนายน ปี 2552 โดยมีผู้นำของทั้ง 4 ประเทศ (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน) เข้าร่วมการประชุม ซึ่งได้หารือ เกี่ยวสถานการณ์เศรษฐกิจโลกปัจจุบัน พร้อมทั้งสร้างความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นภายในกลุ่มประเทศ BRIC ได้มีการพูดถึงแนวทางความร่วมมือที่จะปฏิรูปสถาบันทางการเงินระหว่างประเทศใหม่ โดยต้องการให้ กลุ่มเศรษฐกิจที่กำลังพัฒนา จะต้องมีเสียงและส่วนร่วมที่มากขึ้นในสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งในการปฏิรูปนั้นจะต้องยึดอยู่บนหลัก การดำเนินนโยบายที่เป็นประชาธิปไตยและมีความโปร่งใส, มีพื้นทางกฎหมายที่แน่น และต้องสร้างระบบการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการสร้างความร่วมมือทางด้านพลังงาน เพื่อที่จะรองรับความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นและ สร้างการพัฒนาอย่างยั่งยืน มีการพูดถึงการนำพลังงานทางเลือกมาใช้เพื่อที่จะทดแทนแหล่งพลังงานน้ำมันซึ่งกำลังค่อยๆหมดไปทุกวัน

นอกจากนี้กลุ่มประเทศ BRIC ยังส่งเสริมในการจัดการกับประเด็นปัญหาโลกร้อน ภายใต้กรอบการพัฒนาอย่างยั่งยืน สนับสนุนการทูตแบบหลายมิติกับทางสหประชาชาติ ในการแก้ไขปัญหาและภัยคุกคามระดับโลก พร้อมทั้งต่อต้านการก่อการร้ายทุกรูปแบบ

การประชุมสุดยอด BRICS ครั้งที่ 4 ณ ประเทศอินเดีย

การประชุมสุดยอด BRIC ครั้งที่ 1จัดขึ้น ณ เมือง เยคาเตรินบูร์ก (Yekaterinburg) , สหพันธรัฐรัสเซีย ในวันที่16 มิถุนายน ปี 2552 โดยมีผู้นำของทั้ง 4 ประเทศ (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน) เข้าร่วมการประชุม ซึ่งได้หารือ เกี่ยวสถานการณ์เศรษฐกิจโลกปัจจุบัน พร้อมทั้งสร้างความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นภายในกลุ่มประเทศ BRIC ได้มีการพูดถึงแนวทางความร่วมมือที่จะปฏิรูปสถาบันทางการเงินระหว่างประเทศใหม่ โดยต้องการให้ กลุ่มเศรษฐกิจที่กำลังพัฒนา จะต้องมีเสียงและส่วนร่วมที่มากขึ้นในสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งในการปฏิรูปนั้นจะต้องยึดอยู่บนหลัก การดำเนินนโยบายที่เป็นประชาธิปไตยและมีความโปร่งใส, มีพื้นทางกฎหมายที่แน่น และต้องสร้างระบบการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการสร้างความร่วมมือทางด้านพลังงาน เพื่อที่จะรองรับความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นและ สร้างการพัฒนาอย่างยั่งยืน มีการพูดถึงการนำพลังงานทางเลือกมาใช้เพื่อที่จะทดแทนแหล่งพลังงานน้ำมันซึ่งกำลังค่อยๆหมดไปทุกวัน

นอกจากนี้กลุ่มประเทศ BRIC ยังส่งเสริมในการจัดการกับประเด็นปัญหาโลกร้อน ภายใต้กรอบการพัฒนาอย่างยั่งยืน สนับสนุนการทูตแบบหลายมิติกับทางสหประชาชาติ ในการแก้ไขปัญหาและภัยคุกคามระดับโลก พร้อมทั้งต่อต้านการก่อการร้ายทุกรูปแบบ

การประชุมสุดยอด BRIC ครั้งที่ 2 จัดขึ้น ณ กรุงบราซิเลีย ประเทศบราซิล ในวันที่ 16 เมษายน 2553 ได้มีการทำข้อตกลงที่เป็นรูปร่างชัดเจนยิ่งขึ้นโดยได้มีการแบ่งประเด็นออกเป็นหลายด้าน โดยเพิ่มประเด็นใหม่ๆขึ้นเช่น การเกษตร การต่อสู้กับความยากจน ประเด็นด้านการเงินและเศรษฐกิจระหว่างแประเทศ เป็นต้น ในประเด็นเรื่องวิกฤติเศรษฐกิจโลก ก็ได้มีการพูดถึงสถานการณ์โลกที่เริ่มที่จะฟื้นสภาพจากเมื่อการประชุมสุดยอดปีที่แล้ว แต่อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจโลก ก็ยังอยู่ในสภาพที่ไม่แน่นอน ซึ่งทาง BRIC ก็แนะนำให้ทางธนาคารโลกและ IMF มีการให้เสียงกับประเทศที่กำลังพัฒนามากขึ้น พร้อมทั้งให้มีการส่งเสริมให้มีการจัดตั้งอัตราการแลกเปลี่ยนในกลุ่มประเทศ BRIC กันเอง เพื่อที่จะลดอัตราความเสี่ยงของผลกระทบจากวิกฤตการทางการเงินของโลก ในด้านการเกษตรก็มีการส่งส่งเสริมการทำสวนในครัวเรือน (Family Farming) เพื่อเสริมสร้าง การผลิตอาหารโลก และ ความมั่นคงทางด้านอาหาร

ในช่วงประชุมฯ ได้จัดให้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) ว่าด้วยความร่วมมือระหว่างธนาคารของประเทศสมาชิก ได้แก่ Banco Nacional de Desenvolvimente Economico e Social (BNDES) บราซิล, China Development Bank Corporation (CDB), Export-Import Bank of India (Exim Bank India) และ State Corporation Bank for Development and Foreign Economic Affairs (Vnesheconombank) รัสเซีย เพื่ออำนวยความสะดวกและสนับสนุนในการดำเนินการด้านการเงินในโครงการที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน รวมทั้งในเรื่องของ cross border transactions เพื่อกระชับและขยายความสัมพันธ์ทางการค้าและเศรษฐกิจระหว่างกัน นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการก่อตั้ง interbank ระหว่างประเทศสมาชิกด้วย

การประชุมสุดยอด BRIC ครั้งที่ 3 จัดขึ้น ณ เมือง ซันยา มณฑล ไห่หนาน ประเทศจีน ในวันที่ 14 เมษายน 2553 ประธานาธิบดีของประเทศแอฟริกาใต้ได้มาเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ และในช่วงปลายปีก็ได้มีการรับประเทศ แอฟริกาใต้เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ของ กลุ่ม BRIC จึงทำให้มีตัวย่อ “S” ของประเทศแอฟริกาใต้เพิ่มเข้าไป กลายเป็นกลุ่มประเทศ BRICS ในปัจจุบัน ซึ่ง โดยการที่รับเอาประเทศ แอฟริกาใต้เข้ามารวมกลุ่มด้วยนั้น ก็เพื่อที่จะเป็นประตูสู่ทวีปแอฟริกา ทั้งในด้านการลงทุนและพัฒนา ในการประชุมครั้งนี้ก็ยังได้มีการจัดตั้งสโลแกน “วิสัยทัศน์กว้างไกล มุ่งสู่ความสำเร็จร่วมกัน (Broad vision, Shared Prosperity)” เพื่อที่จะสร้างความแน่นแฟ้นในความร่วมมือของกลุ่มประเทศ BRICS พร้อมกับ พัฒนาความร่วมมือด้านสังคมการเมืองและการค้าระหว่างกันในแต่ละภูมิภาคเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน

นอกจากนี้ ประเด็นจุดยืนต่อ สถาบันการเงินระหว่างประเทศของ BRICS ก็ยังคงเหมือนเดิม คือ ควรให้โควตากับประเทศกำลังพัฒนาและกลุ่มเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตให้มากขึ้น แทนที่จะผูกขาดอำนาจหรือตำแหน่งสูง ๆ ไว้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เสริมสร้างเสถียรภาพให้การการพัฒนาทางเศรษฐกิจโดยเน้นการลงทุนที่เป็นรูปธรรมแทนที่จะลงทุนในตลาดการเงินซึ่งเป็นตลาดที่มีการผันผวนและไม่แน่นอนอยู่ตลอดเวลา ด้านสิ่งแวดล้อม BRICS สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจและสังคมเพื่อปรับตัวกับสภาวะ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และพร้อมที่จะปฏิบัติตามข้อกำหนดในพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) มีการสนับสนุนการพัฒนาและการใช้พลังงานหมุนเวียน และเล็งเห็นว่า พลังงานนิวเคลียร์ถือเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของ BRICS ในอนาคต ในด้านวิทยาศาสตร์และการพัฒนาอย่างยั่งยืน BRICS ได้ให้การสนับสนุนสาธารณูปโภคในทวีปแอฟริกาภายใต้กรอบ พันธมิตรเพื่อการพัฒนาแอฟริกา (New Partnership for Africa’s Development:NEPAD) ส่งเสริมนวัตกรรมและเทคโนโลยี โดยเฉพาะการพัฒนาวิทยาศาสตร์อวกาศ ด้านการต่อต้านการก่อการร้าย BRICS ได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษในเรื่องการป้องกันการจารกรรมข้อมูล และอาชญากรรมไซเบอร์

การประชุมสุดยอด BRICS ครั้งที่ 4จัดขึ้น ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ในวันที่ 29 มีนาคม 2555 ประเด็นสำคัญในการประชุมครั้งนี้ คือ BRICS ได้มีความเห็นชอบในการพิจารณาความเป็นไปได้ในการจัดตั้ง “ธนาคารเพื่อการพัฒนาแนวใต้ – ใต้” (South – South Development Bank) หรือ “ธนาคาร BRICS” (BRICS Bank) เพื่อส่งเสริมการลงทุนระหว่างกัน โดยเป็นทางเลือกในการระดมทุนของสถาบันการเงินในประเทศสมาชิก นอกเหนือจากธนาคารโลก ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย รวมถึงสถาบันทางการเงินระหว่างประเทศอื่นๆ

ถึงแม้ว่าความคิดในการจัดตั้งสถาบันการเงินดังกล่าวจะยังไม่ได้มีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม แต่ในการประชุมสุดยอด BRICS ครั้งนี้ ประเทศสมาชิกได้ลงนามข้อตกลงที่อนุญาตให้สถาบันการเงินในประเทศสมาชิกสามารถให้บริการสินเชื่อเป็นเงินสกุลของตนเองได้ และข้อตกลงพหุภาคีว่าด้วยการให้บริการยืนยันเล็ตเตอร์ออฟเครดิต (Agreement on Letter of Credit Confirmation Facility) ซึ่งจะช่วยให้ประเทศสมาชิก BRICS สามารถลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์ อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดโลกและลดต้นทุนการค้า นอกจากนี้ ข้อตกลงดังกล่าวสามารถช่วยส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศสมาชิกอีกด้วย พร้อมกันนี้ BRICS ได้ออกตราสารอนุพันธุ์ Benchmark Equity Index ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนจากประเทศสมาชิกหนึ่งสามารถลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ของอีกประเทศสมาชิกหนึ่งได้โดยปราศจากความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน

นอกจากประเด็นด้านเศรษฐกิจแล้ว BRICS ยังแสดงจุดยืนในเวทีการเมืองระหว่างประเทศในประเด็นเรื่องความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับชาติตะวันตกนั้น BRICS ยอมรับในสิทธิของอิหร่านที่จะดำเนินการโครงการนิวเคลียร์เพื่อสันติ และสนับสนุนให้มีการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยใช้วิธีการเจรจาทางการทูต เพื่อไม่ให้ปัญหาลุกลามจนกลายเป็นความขัดแย้ง สำหรับเรื่องวิกฤติการณ์ทางการเมืองในซีเรียนั้น BRICS สนับสนุนการสร้างสันติภาพในประเทศโดยผ่านการเจรจาแบบสันติวิธี โดยให้ซีเรียเป็นแกนนำในกระบวนการดังกล่าว

การประชุมสุดยอด BRICS ครั้งที่5 จัดขึ้น ณ กรุงเดอร์แบน แอฟริกาใต้ ในระหว่างวันที่ 26-27 มีนาคม 2556 ได้เห็นชอบให้มีการดำเนินการจัดตั้ง “ธนาคารเพื่อการพัฒนา BRICS (BRICS Development Bank)” เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับโครงการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานและโครงการพัฒนาระยะยาวสำหรับกลุ่มประเทศ BRICS และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา การจัดตั้งดังกล่าวเป็นการสร้างทางเลือกในระบบเศรษฐกิจการเงินโลก ลดการพึ่งพาองค์กรอย่างธนาคารโลก และ IMF ซึ่งในปัจจุบันอยู่ภายใต้อิทธิพลของประเทศตะวันตก โดยแนวความคิดนี้ได้ถูกนำเสนอขึ้นในการประชุมสุดยอด BRICS เมื่อปีที่แล้ว การจัดตั้งธนาคารเพื่อการพัฒนาจะต้องมีการวางแผนโครงสร้างเนื่องจากยังมีประเด็นที่ต้องตกลงอีกหลายอย่าง อาทิ ขนาดเงินทุนรวมของธนาคาร ขนาดของเงินร่วมลงทุนของแต่ละฝ่าย และสิทธิในการออกเสียง ซึ่งจะต้องใช้เงินทุนประมาณ 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเวลาอย่างน้อย 5 ปี ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของธนาคาร

LOGO BRICS


นอกจากนี้ สมาชิกเห็นชอบให้มีข้อตกลงจัดตั้งกองทุนเงินสำรองเผื่อกรณีฉุกเฉิน (Contingency Reserve Arrangement: CRA) ร่วมกันมูลค่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและป้องกันความเสี่ยงทางการเงินของทั้ง 5 ประเทศจากสภาวะการเงินโลกที่ผันผวน

กลุ่มผู้นำยังเห็นถึงความสำคัญของกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จึงจัดตั้งกรอบความร่วมมือใหม่เพื่อจะยกระดับการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งในด้านการค้า การวิจัย และเสริมสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ มีการจัดตั้ง สภาธุรกิจ (Business Council)เพื่อเป็นตัวเชื่อมระหว่างธุรกิจ-ธุรกิจในกลุ่มความร่วมมือ และกลุ่มนักคิดนักวางแผน BRICS (BRICS Think Tank) เพื่อระดมมันสมอง ตลอดจนได้เพิ่มความร่วมมือด้านใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็น ด้านการทูตสาธารณะ ด้านการต่อต้านการคอรัปชั่น ด้านธุรกิจที่รัฐเป็นเจ้าของ ด้านการควบคุมยาเสพติด ด้านการท่องเที่ยว ด้านพลังงาน และด้านการกีฬา

ประธานาธิบดี โมหัน สิงห์ อินเดีย


อินเดียให้ความสำคัญกับกลุ่ม BRICS โดยเห็นว่าคุณภาพและความยั่งยืนของกระบวนการฟื้นฟูเศรษฐกิจของโลกขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกกลุ่ม BRICS เป็นหลัก อินเดียได้เสนอให้มีการก่อตั้ง เวทีเจรจาธุรกิจกลุ่มประเทศ BRIC (BRIC Business Forum) เพื่อที่จะ รวมการการค้าและเศรษฐกิจของ BRIC ให้เป็นหนึ่งเดียว, จัดตั้ง BRIC Think Tank เพื่อระดมความคิดที่จะนำมาใช้ในกรอบความร่วมมือซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมาก และ จัดตั้ง Joint Economic Study เพื่อที่จะรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสถานะของ เศรษฐกิจโลก และบทบาทของ BRICS ระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้อินเดียยังได้ใช้เวทีการประชุม BRICS เป็นลู่ทางในการผลักดันนโยบายที่อินเดียให้ความสำคัญและไม่อาจระบุอย่างชัดเจนในแถลงการณ์ร่วมได้ (เนื่องจากจีนไม่เห็นด้วย) เช่น ความร่วมมือด้านพลังงาน และการปฏิรูปสหประชาชาติ ส่วนลู่ทางในอนาคตทางการของอินเดียเอง ก็พยายามที่จะขยายขอบเขตความร่วมมือภายใน BRICS ให้กว้างและลึกยิ่งขึ้น

ทัศนคติของแอฟริกาใต้ต่อ BRICS

จากการที่ แอฟริกาใต้เป็นหนึ่งในสมาชิกของ BRICS นั้น แอฟริกาใต้ จะเป็นตัวนำบทบาทที่สำคัญในการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิก กับประเทศที่กำลังพัฒนาในทวีปแอฟริกา โดยทวีปแอฟริกานั้นก็ถือว่าเป็นหนึ่งในตลาดที่โตเร็วที่สุดตลาดหนึ่ง ซึ่งส่งผลให้ประเทศเทศสมาชิกใน BRICS สนใจที่จะเข้ามาลงทุนในภูมิภาคนี้อย่างมากซึ่งจะเห็นได้จากยอดการเข้ามาลงทุนในทวีปนี้ ซึ่ง BRICS เป็นคู่ค้าหน้าใหม่ที่ใหญ่ที่สุด นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มที่จะมีการขยายตัวของการค้าระหว่าง BRICS กับทวีปแอฟริกา ที่จะเพิ่มขึ้นสูงถึง 530,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ในปี 2558 ซึ่งจะเพิ่มขึ้นมากกว่าสามเท่าเมื่อเทียบกับอัตราการค้าในปี 2553 ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการเข้าเป็นสมาชิกของ แอฟริกาใต้ใน BRICS ได้เป็นประตูสู่การลงทุนและพัฒนาในทวีปแอฟริกา

อย่างไรก็ตาม บทบาทของแอฟริกาใต้ในฐานะประตูสู่ทวีปแอฟริกา ก็ไม่อาจทำได้ง่ายนัก เนื่องจาก ความแตกต่างในหลายด้านระหว่างประเทศแอฟริกาด้วยกันเอง อีกทั้งประเทศเหล่านี้ยากที่จะเข้าถึงสำหรับคนภายนอก จึงทำให้ไม่สามารถที่จะใช้ประเทศเดียวเป็นสื่อกลางในการเข้าถึงทุกประเทศในทวีปนี้ได้ ขณะเดียวกัน ความไม่สงบและความไม่มั่นคงทางการเมืองในหลาย ๆ ประเทศในทวีปแอฟริกา ยังส่งผลให้ความน่าลงทุนในภูมิภาคนี้ลดลง

BRICS กับ ASEAN

ปัจจุบัน ASEAN มีความร่วมมือกับประเทศคู่เจรจาที่อยู่ในกลุ่ม BRICS อยู่ 3 ประเท ได้แก่จีน รัสเซีย และ อินเดีย รวมถึงมีความร่วมมือกับกลุ่ม MERCOSUR ที่มีบราซิลเป็นสมาชิกนอกจากนี้ ASEAN ได้เตรียมการที่จะเปิดการเจรจาความตกลงระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership : RCEP) กับประเทศคู่ค้าของ ASEAN ที่ได้มีการจัดทำ FTAs ระหว่างกันแล้ว เพื่อเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนต่อยอดจาก FTAs ที่มีเป็นรายประเทศอยู่แล้วกับประเทศเหล่านี้ โดย RCEP ถือได้ว่าเป็นกลไกสำคัญที่จะบูรณาการ ASEAN เข้ากับเศรษฐกิจโลกรวมทั้งกลุ่ม BRICS โดยมี ASEAN เป็นแกนกลาง

จากปัญหาวิกฤติการณ์ด้านการเงินที่เกิดขึ้นกับ EU ในขณะนี้ ASEAN ควรให้ความสำคัญและแสวงหาความร่วมมือกับกลุ่ม BRICS มากขึ้นโดย ASEAN ควรที่จะกำหนดประเด็นและแนวทางความร่วมมือให้มีความชัดเจนรวมถึงสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันกับกลุ่ม BRICS เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับ ASEAN เนื่องจาก มูลค่าการค้ารวมในปี 2554 ของ ASEAN กับกลุ่ม BRICS ที่มีจำนวนเพียง 5 ประเทศมีมูลค่าสูงกว่ามูลค่าการค้าระหว่าง ASEAN กับ EU ที่มีจำนวนถึง 27 ประเทศเป็นอย่างมาก (435,518 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อ 236,791 ล้านเหรียญสหรัฐ) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประเทศต่างๆในกลุ่ม BRICS เป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญของ ASEAN ดังนั้น หาก ASEAN สามารถจัดทำกลไกความร่วมมือกับกลุ่ม BRICS ทั้งในรูปแบบของความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าทั่วไป หรือการจัดทำ RCEP ก็จะส่งผลให้มูลค่าการค้าและการลงทุนระหว่าง ASEAN กับ กลุ่ม BRICS เพิ่มสูงขึ้น

BRICS กับ ประเทศไทย

ปัจจุบันประเทศไทยมีความร่วมมือในกรอบทวิภาคีและพหุภาคีรวมถึงมีความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจการค้าและการลงทุนกับประเทศต่างๆในกลุ่ม BRICS ที่สำคัญ ดังนี้

  1. ไทย-จีน ได้แก่การทำ ASEAN-China FTA ในกรอบพหุภาคีความร่วมมือในกรอบทวิภาคีต่างๆ เช่น แผนพัฒนาระยะ 5 ปีระหว่างไทย-จีน (พ.ศ. 2555-2559) ภายใต้ความตกลงการขยายความร่วมมือทวิภาคีทางเศรษฐกิจและการค้าในเชิงกว้างและเชิงลึกระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนและ ราชอาณาจักรไทย, แผนปฏิบัติการร่วมว่าด้วยความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ไทย – จีนฉบับที่ 2 (2555 – 2559) ไปจนถึงกลไกในรูปแบบของคณะทำงานระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลท้องถิ่นต่างๆของจีนในระดับมณฑลเป็นต้น
  2. ไทย-อินเดีย อยู่ระหว่างการเจรจา FTA ระหว่างกัน ซึ่งขณะนี้สินค้าจำนวน 83 รายการมีภาษีเป็นศูนย์แล้ว นอกจากนี้อินเดียยังเป็นตลาดใหม่ที่สำคัญที่สุดของไทย โดยในปี 2554 อินเดียเป็นประเทศคู่ค้าอันดับที่ 16 ของไทยและเป็นอันดับที่ 1 ของไทยในเอเชียใต้โดยระหว่างปีพ.ศ. 2552-2554 มูลค่าการค้ารวมไทย-อินเดียมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  3. ไทย-รัสเซีย รัสเซียเป็นประเทศคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยในกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกและกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช (Commonwealth of Independent States : CIS) ซึ่งมูลค่าการค้ารวมไทย-รัสเซีย ระหว่างปีพ.ศ. 2552 -2554 มีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  4. ไทย-บราซิล ทั้งสองประเทศได้มีการลงนามความตกลงทวิภาคีทางการค้าระหว่างกัน ซึ่งในปีพ.ศ. 2554 ทั้งไทยและบราซิลต่างเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของกันและกันในอาเซียน และลาตินอเมริกา (แทนที่สิงคโปร์)
  5. ไทย-แอฟริกาใต้ แอฟริกาใต้เป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยในทวีปแอฟริกาและเป็นตลาดส่งออกข้าวที่ใหญ่ที่สุดของไทยในอนุภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้นอกจากนี้ในปี 2554 แอฟริกาใต้ยังเป็นประเทศคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยในกลุ่มอาเซียนอีกด้วย

จะเห็นได้ว่ามูลค่าการค้ารวมของไทยกับประเทศต่างๆในกลุ่ม BRICS มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นหาก ASEAN สามารถดำเนินความร่วมมือกับกลุ่ม BRICS ได้เป็นผลสำเร็จก็จะส่งผลดีต่อภาคเศรษฐกิจการค้าและการลงทุนของไทย ทำให้สามารถที่จะส่งออกสินค้าต่างๆ ที่มีศักยภาพตามตารางข้างต้น ทั้งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมไปยังประเทศต่างๆในกลุ่ม BRICS ได้มากขึ้น อย่างไรก็ดีรัฐบาลไทยควรกำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาความร่วมมือด้านเศรษฐกิจการค้าและการลงทุน รวมถึงเสริมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศในกลุ่ม BRICS ให้มากยิ่งขึ้น โดยอาศัยกลไกความร่วมมือภายใต้กรอบทวิภาคีและพหุภาคีที่มีอยู่ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาพรวมด้านเศรษฐกิจการค้าและการลงทุน ของประเทศรวมถึงเป็นการแสวงหาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพให้กับภาคธุรกิจและเอกชนของไทยแทนกลุ่มประเทศ EU และสหรัฐฯ ที่กำลังประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจและการเงินอยู่ในขณะนี้

ผู้นำประเทศในBRICS[แก้]

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. Kowitt, Beth (2009-06-17). "For Mr. BRIC, nations meeting a milestone". CNNMoney.com. สืบค้นเมื่อ 2009-06-18.
  2. Global Economics Paper No. 99, Dreaming with BRICs and Global Economics Paper 134, How Solid Are the BRICs?
  3. Economist's Another BRIC in the wall 2008 article
  4. "How Solid are the BRICs?" (PDF). Global Economics. สืบค้นเมื่อ 2010-09-21.
  5. http://bricnation.com/?p=24
  6. http://www.investordaily.com/cps/rde/xchg/id/style/801.htm?rdeCOQ=SID-3F579BCE-819F182C
  7. "Brazil, Russia, India And China (BRIC)". Investopedia. สืบค้นเมื่อ 2008-05-11.
  8. "BRICs helped by Western finance crisis: Goldman". Reuters. 2008-06-08.
  9. Mortished, Carl (2008-05-16). "Russia shows its political clout by hosting Bric summit". The Times. London. สืบค้นเมื่อ 2010-04-26.
  10. Halpin, Tony (2009-06-17). "Brazil, Russia, India and China form bloc to challenge US dominance". The Times, 17 June 2009. Retrieved from http://www.timesonline.co.uk/tol/news/world/us_and_americas/article6514737.ece.
  11. S. Africa Joins; BRIC Now BRICS, April 13, 2011
  12. BRICS Gain Global Influence as South Africa Joins, President of Russia Medvedev, April 13, 2011
  13. Emerging Bloc Adds South Africa, April 13, 2011