สภานิติบัญญัติฮ่องกง
สภานิติบัญญัติแห่ง เขตบริหารพิเศษฮ่องกง 香港特別行政區立法會 | |
|---|---|
| สมัยที่ 6 | |
| ประเภท | |
| ประเภท | |
| ผู้บริหาร | |
ประธานสภา | แอนดรูว์ เหลียง, BPA ตั้งแต่ 12 ตุลาคม ค.ศ. 2016 |
| โครงสร้าง | |
| สมาชิก | 70 ที่นั่ง |
กลุ่มการเมือง | ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลจีน (41)
ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (2)
|
| การเลือกตั้ง | |
| ระบบจัดลำดับตัวเลือกและระบบแบ่งเขตคะแนนสูงสุดโดยใช้วิธีเหลือเศษสูงสุด | |
การเลือกตั้งครั้งล่าสุด | 4 กันยายน ค.ศ. 2016 |
| ที่ประชุม | |
| สำนักงานสภานิติบัญญัติฮ่องกง | |
| เว็บไซต์ | |
| www | |
สภานิติบัญญัติแห่งเขตบริหารพิเศษฮ่องกง หรือ LegCo (อังกฤษ: Legislative Council of the Hong Kong Special Administration Region, จีน: 香港特別行政區立法會) คือสภานิติบัญญัติระบบสภาเดี่ยวแห่งเขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
สภานิติบัญญัติฮ่องกงประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 70 คน โดย 35 คนมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนในเขตเลือกตั้งทั้งห้าเขตโดยใช้การเลือกตั้งระบบสัดส่วนและวิธีการคำนวณแบบเหลือเศษสูงสุดและโควตาแฮร์ ในขณะที่อีก 35 คนนั้นมาจากการเลือกตั้งทางอ้อมโดยกลุ่มสาขาอาชีพต่าง ๆ [1] จากการปฏิรูปรัฐธรรมนูญซึ่งผ่านเป็นกฎหมายใน ค.ศ. 2010 นั้นสมาชิกในกลุ่มสาขาอาชีพ มีสมาชิกจำนวน 5 คนมาจากสมาชิกสภาเขต
สภานิติบัญญัติฮ่องกงก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1843 ภายใต้กฎบัตรแห่งอาณานิคมบริเตนใหญ่แห่งฮ่องกงเพื่อทำหน้าที่เป็นสภาที่ปรึกษาแก่ผู้ว่าการ โดยอำนาจและหน้าที่ของสภานั้นเริ่มขยับขยายมากขึ้นตามเวลา[2] ในปัจจุบันบทบาทหน้าที่ของสภานิติบัญญัติฮ่องกงคือการผ่านกฎหมาย แก้ไขและยกเลิกกฎหมาย ตรวจสอบและรับรองงบประมาณ นโยบายภาษีและการใช้จ่ายสาธารณะ และกำกับดูแลการทำงานของรัฐบาลฮ่องกง นอกจากนี้ยังมีอำนาจในการรับรองหรือถอดถอนองค์คณะผู้พิพากษาในศาลอุทธรณ์สูงสุด และประธานผู้พิพากษาศาลสูงฮ่องกง รวมทั้งอำนาจในการถอดถอนผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกง[1][2]
ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2021 ฮ่องกงได้ผ่านกฎหมายปฎิรูประบบการเลือกตั้งของสภานิติบัญญัติ โดยเพิ่มจำนวนผู้แทนจาก 70 คน เป็น 90 คน แต่ลดสัดส่วนของผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งทางตรงโดยประชาชนจาก 35 คน เหลือเพียง 20 คน และจัดตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้แทนในสภานิติบัญญัติ และยังให้อำนาจคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเป็นฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลจีนในการสรรหาถึง 40 คน[3]
ประวัติ
[แก้]สภานิติบัญญัติฮ่องกงถูกจัดตั้งขึ้นครั้งแรกในปี 2386 ในฐานะองค์กรนิติบัญญัติภายใต้การปกครองอาณานิคมของอังกฤษ โดยรากฐานของอำนาจมาจาก กฤษฏีกามอบอำนาจ (Letter patent) ของสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรีย ซึ่งมีการประกาศใช้เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2386 ในชื่อกฎบัตรสูงสุดแห่งอาณานิคมฮ่องกง (The Charter of the Colony of Hong Kong) โดยภายใต้กฎบัตรให้อำนาจสภาฮ่องกงมีหน้าที่ในการให้คำปรึกษาการบริหารของผู้ว่าการเกาะฮ่องกง โดยสมาชิกชุดแรกทีสมาชิก 4 คน ซึ่งทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นข้าราชการ และให้ผู้ว่าการฮ่องกงเป็นประธานสภาโดยตำแหน่ง
กฎบัตรฉบับใหม่ถูกประกาศใช้ในปี 2431 โดยเพิ่มอำนาจคือ “การให้คำยินยอม” ต่อจากคำว่า “ให้คำปรึกษา”[2] แสดงให้เห็นถึงบทบาทที่ขยายออกไป แม้แรกเริ่มสภานี้ถูกตั้งขึ้นเพื่อเป็นคณะที่ปรึกษาของผู้ว่าการ แต่โดยมากแล้วก็มีทั้งสมาชิกฝ่ายข้าราชการ (official members) และสมาชิกที่มิใช่ข้าราชการ (unofficial members) ซึ่งแต่งตั้งโดยผู้ว่าการ
เวลาผ่านไปนานหลังจากนั้น ในปี 2527 อังกฤษและจีนได้มีการลงนามใน ปฏิญญาร่วมจีน–อังกฤษ (Sino-British Joint Declaration) ผลจากการตกลงในครั้งนี้ทำให้สหราชอาณาจักรต้องยอมรับการส่งมอบฮ่องกงคืนแก่สาธารณรัฐประชาชนจีนในวันที่ 1 กรกฎาคม 2540 ในช่วงเวลาหลังจากนั้นรัฐบาลฮ่องกงได้เริ่มกระบวนการประชาธิปไตยผ่านกลไกทางสังคมต่างๆ และบทบาทของสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็เช่นเดียวกัน การเลือกตั้งครั้งแรกของสภานิติบัญญัติฮ่องกงเกิดขึ้นในปี 2528 และมีการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนในฮ่องกงครั้งแรกในปี 2534 และมีการเลือกตั้งโดยตรงทั้งสภาในปี 2538 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครั้งสุดท้ายในสมัยอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ
อย่างไรก็ตามกระบวรการปฏิรูปประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นในช่วงสุดท้ายของสมัยอาณานิคม เป็นสิ่งที่รัฐบาลปักกิ่งไม่พอใจเป็นอย่างมาก และถอนข้อตกลงที่จะอนุญาติให้สภาชุดเดิมที่มีอยู่ก่อนการคืนอธิปไตยสามารถดำเนินการต่อไปได้จนหมดวาระ โดยรัฐบาลจีนจะดำเนินการตั้งสภานิติบัญญัติชุดใหม่ขึ้นมาเพื่อเตรียมความพร้อมและให้ทำงานแทนสภาชุดเดิมสมัยอาณานิคม ซึ่งรัฐบาลจีนได้ตั้งสภานิติบัญญัติชั่วคราว (Provisional Legislative Council, PLC) ขึ้นในปี 2539 ณ เมืองเซินเจิ้น[4] เพื่อให้ทำงานในฐานะสภานิติบัญญัติเขตบริหารพิเศษฮ่องกง (HKSAR) แม้ว่าจะได้รับการคัดค้านจากนักการเมืองฝั่งประชาธิปไตย แต่การดำเนินการก็เป็นไปตามแผนที่รัฐบาลจีนกำหนด สภานิติบัญญัติชั่วคราวได้เข้ามาทำงานแทนที่ในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านก่อนมีการกำหนดการเลือกตั้งทั่วไปในเวลาต่อมา
สภานิติบัญญัติยุคแรกหลังเป็นเขตบริหารพิเศษฮ่องกง
[แก้]สภานิติบัญญัติแห่งเขตบริหารพิเศษฮ่องกงก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2541 ภายใต้กฎหมายธรรมนูญพื้นฐานฮ่องกง (Hong Kong Basic Law) โดยมีการประชุมครั้งแรกในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกันนั้น นับแต่นั้นมาได้มีการจัดการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติอีก 5 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดจัดขึ้นเมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ.2559
ในช่วงแรก ๆ หลังจากกลับคืนมาเป็นเขตบริหารพิเศษของฮ่องกง พรรคประชาธิปไตย (Democratic Party) เคยครองสถานะพรรคที่ใหญ่ที่สุดของปีกฝ่ายประชาธิปไตยอยู่ช่วงสั้น ๆ แต่คะแนนนิยมค่อย ๆ ถูกดึงไปจากพรรคฝ่ายประชาธิปไตยอื่นๆ ที่เกิดขึ้นมา เช่น พรรค The Frontier และต่อมาคือพรรค Civic Party และในการเลือกตั้งปี พ.ศ.2547 พรรคพันธมิตรประชาธิปไตยเพื่อความก้าวหน้าของฮ่องกง (Democratic Alliance for the Betterment of Hong Kong – DAB) ซึ่งสนับสนุนปักกิ่ง ได้ขยับขึ้นเป็นพรรคประชาธิปไตยขึ้นเป็นพรรคใหญ่ที่สุดเป็นครั้งแรก และครองสถานะเหนือกว่านับแต่นั้นมามาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลมาจากระบบการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติฮ่องกง ที่ใช้ระบบการเลือกตั้งตามกลุ่มอาชีพ (functional constituencies) ทำให้พรรคเสรีนิยม และพรรคพันธมิตรธุรกิจและวิชาชีพเพื่อฮ่องกง (Business and Professionals Alliance for Hong Kong – BPA) ที่มีฐานเสียงเป็นนักธุรกิจและพ่อค้า สามารถยืนระยะและครองเสียงในสภาได้ แม้ว่าคะแนนโดยรวมจะน้อยกว่าฝ่ายประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงก็ตาม
ตามมาตรา 68 ของธรรมนูญพื้นฐานฮ่องกงระบุเป้าหมายว่า ต้องให้การเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติทั้งหมดมาจากการเลือกตั้งโดยตรง (Universal Suffrage) ซึ่งตามประเด็นนี้ครอบคลุมถึงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ประเด็นนี้จึงกลายเป็นหัวข้อทางการเมืองที่เป็นที่ถกเถียงสำคัญของฮ่องกง ในปี พ.ศ. 2553 มีข้อเสนอการปฏิรูปธรรมนูญของรัฐบาลเป็นการแก้ไขธรรมนูญครั้งแรกและครั้งเดียวที่ได้รับความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติในยุคเขตปกครองพิเศษ โดยได้การสนับสนุนจากพรรคประชาธิปไตย หลังจากที่รัฐบาลปักกิ่งยอมรับมาตรการที่ปรับแก้ของสภานิติบัญญัติ อันทำให้จำนวนสมาชิกสภาเพิ่มจาก 60 เป็น 70 ที่นั่ง โดยเพิ่มที่นั่งจากการเลือกตั้งโดยตรงในเขตเลือกตั้งภูมิศาสตร์ 5 ที่นั่ง และที่นั่งใหม่จากการเลือกตั้งตามกลุ่มอาชีพแบบแบ่งเขตอีก 5 ที่นั่ง ซึ่งเสนอชื่อโดยสมาชิกสภาเขตและเลือกตั้งโดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด อย่างไรก็ตามในช่วงของการปฏิวัติร่มในปี 2557 มีความพยายามเสนอแนวทางการปฏิรูปอีกครั้ง[5] แต่สภานิติบัญญัติในปี 2558 ได้ปฏิเสธแผนปฏิรูปดังกล่าว
การเลือกตั้งซ่อมเขตนิวเทอร์ริทอรีส์ตะวันออก (New Territories East) และการเลือกตั้งใหญ่เดือนกันยายน พ.ศ.2559 สะท้อนกระแสท้องถิ่นนิยมที่เติบโตขึ้น โดยมีผู้สมัครสายเรียกร้องเอกราชหลายคนได้รับเลือกเข้าสู่สภา ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน สภาประชาชนแห่งชาติ (National People’s Congress Standing Committee – NPCSC) ได้ตีความกฎหมายธรรมนูญพื้นฐานเป็นครั้งที่ 5 นับตั้งแต่การส่งมอบอำนาจเมื่อปี พ.ศ.2540 และตัดสิทธิ์สมาชิกสภา 2 คนที่สนับสนุนเอกราชไม่ให้เข้ารับตำแหน่งตามมาตรา 104 ของธรรมนูญ ภายหลังศาลได้ตัดสิทธิ์สมาชิกฝ่ายประชาธิปไตยและฝ่ายท้องถิ่นนิยมเพิ่มอีก 4 คน เจ้าหน้าที่คณะกรรมการการเลือกตั้งยังปฏิเสธผู้สมัครบางคนที่เคยสนับสนุนแนวคิดกำหนดอนาคตตนเองของฮ่องกง (self-determination) โดยอ้างว่าไม่พร้อมผู้สนับสนุนแนวคิดเอกราขลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมครั้งต่อ ๆ มา และรัฐบาลก็แสดงการสนับสนุนต่อการตัดสินใจดังกล่าว
สภานิติบัญญัติระหว่างความขัดแย้งทางการเมือง 2562 - 2564
[แก้]การเสนอร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนในปี พ.ศ. 2562ก่อให้เกิดความปั่นป่วนทางการเมืองครั้งประวัติศาสตร์ โดยมีการประท้วงครั้งใหญ่เกิดขึ้นทั่วฮ่องกงในครึ่งปีหลัง รวมถึงการบุกยึดอาคารสภานิติบัญญัติเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 ซึ่งตรงกับวันครบรอบ 22 ปีของการส่งมอบฮ่องกงคืนจีน[6]
ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2563 ท่ามกลางความพยายามของฝ่ายประชาธิปไตยที่จะชิงเสียงข้างมากในสภานิติบัญญัติ และเป็นช่วงเวลาระหว่างที่รัฐบาลแคร์รี หลัมกำลังมีความนิยมตกต่ำ[7] รัฐบาลได้ประกาศเลื่อนการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติชุดที่ 7 โดยอ้างการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดกับกฎหมายธรรมนูญพื้นฐานที่กำหนดวาระไว้ 4 ปี ต่อมาในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2563 คณะกรรมการประจำสภาประชาชนแห่งชาติ (NPCSC) ตัดสินให้สภาชุดปัจจุบันปฏิบัติหน้าที่ต่อไปอย่างน้อย 1 ปี แต่กำหนดวาระของสภาชุดถัดไปยังคงเป็น 4 ปี เหมือนเดิม
ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2563 สภาประชาชนแห่งชาติมีมติให้ตัดสิทธิสมาชิกสภาที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนเอกราชของฮ่องกง การไม่ยอมรับอธิปไตยจีน หรือการเรียกร้องให้ต่างชาติเข้ามาแทรกแซง ส่งผลให้สมาชิก 4 คนที่ถูกตัดสิทธิการสมัครเลือกตั้งถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง หลังจากนั้น สมาชิกฝ่ายประชาธิปไตยอีก 15 คนที่เหลือได้ประกาศลาออกเพื่อประท้วง ทำให้สภาแทบไม่เหลือฝ่ายค้านเลย
27 มกราคม พ.ศ. 2564 สี จิ้นผิง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนกล่าวว่า ฮ่องกงจะสามารถรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงในระยะยาวได้ ก็ต่อเมื่อมีการทำให้แน่ใจว่า “ผู้รักชาติปกครองฮ่องกง” หลังจากนั้นมาตรการคัดหาผู้รักชาติในการเมืองฮ่องกงก็เริ่มต้นขึ้น ช่วงมีนาคม พ.ศ. 2564 สภาประชาชนแห่งชาติของจีนผ่านมติให้ปรับปรุงระบบการเลือกตั้งของฮ่องกง รวมถึงของสภานิติบัญญัติ โดยมีการตั้ง คณะกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร (Candidate Eligibility Review Committee) ซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลฮ่องกงทั้งหมด ทำหน้าที่ตรวจสอบผู้สมัคร โดยการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ได้เพิ่มจำนวนที่นั่งสภาจาก 70 เป็น 90 ที่นั่ง แต่จำนวนที่นั่งซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงลดลงจาก 35 เหลือเพียง 20 ที่นั่ง ยกเลิกที่นั่งสภาเขต (District Council Second) 5 ที่นั่ง และเพิ่มที่นั่งอีก 40 ที่นั่งซึ่งมาจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (Election Committee) ที่สนับสนุนปักกิ่ง ขณะที่อีก 30 ที่นั่งยังคงเป็นการเลือกตั้งโดยกลุ่มอาชีพเช่นเดิม โดยผู้สมัครทุกคนต้องได้รับการเสนอชื่อและรับรองคณะกรรมการการเลือกตั้ง
สภานิติบัญญัติชุดที่ 7 ซึ่งเริ่มปฏิบัติหน้าที่ในเดือนมกราคม พ.ศ.2565 มีการเปลี่ยนแปลงใหม่ โดยชื่อของสมาชิกสภาในรายงานการประชุมถูกแทนที่ด้วยคำว่า “สมาชิก” หรือ “สมาชิกบางคน” สมาคมนักข่าวฮ่องกงระบุว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้สาธารณชนติดตามความรับผิดชอบของสมาชิกรัฐสภาได้ยากขึ้น และอาจกระทบต่อการตัดสินใจเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งตราแผ่นดินของจีนไว้ในห้องประชุม เหนือตราฮ่องกงเป็นครั้งแรก
เดือนเมษายน พ.ศ. 2566 ผลสำรวจพบว่าครึ่งหนึ่งของชาวฮ่องกงไม่สามารถระบุชื่อสมาชิกสภาที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ได้เลย และอีก 12% ระบุชื่อบุคคลที่ไม่ได้เป็นสมาชิกแล้ว[8]
เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2566 สภานิติบัญญัติโหวตเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ อนุญาตให้ผู้บริหารสูงสุดสามารถจำกัดทนายความต่างชาติในคดีความมั่นคงแห่งชาติ หลังจากรัฐบาลพยายามขัดขวาง จิมมี ไล (Jimmy Lai) จากการจ้าง ทิม โอเวน (Tim Owen) เป็นทนายฝ่ายจำเลย
เดือนกันยายน พ.ศ. 2566 รายงานเปิดเผยว่าอย่างน้อย 66% ของร่างกฎหมายทั้งหมดที่ผ่านสภานั้น เกิดขึ้นขณะที่มีสมาชิกสภาเข้าร่วมประชุมน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง ซึ่งต่ำกว่าข้อกำหนดเรื่ององค์ประชุมที่กำหนดไว้ที่ตรงเกินกึ่งหนึ่ง
อาคารที่ทำการสภานิติบัญญัติฮ่องกง
[แก้]การประชุมครั้งแรกของสภานิติบัญญัติฮ่องกง ที่มีขึ้นในช่วง พ.ศ. 2387–2389 มีแนวโน้มว่าจะจัดขึ้นที่ทำเนียบผู้ว่าการเซอร์เฮนรี พอตติงเจอร์ ซึ่งยังคงตั้งอยู่ที่โกเวอเมนต์ ฮิลล์ (Government Hil) ต่อมาในช่วง พ.ศ. 2391–2497 (เว้นช่วงปรับปรุงอาคารใน พ.ศ. 2471–2472 และระหว่างการยึดครองของญี่ปุ่นใน พ.ศ. 2484–2488) สภานิติบัญญัติได้ใช้อาคารชั้นบนของอาคารที่ทำการเลขาธิการรัฐบาลอาณานิคม บนถนน Lower Albert Road จนกระทั่งใน พ.ศ. 2500 ได้ย้ายไปยัง Annex to the Central Government Offices Main Wing บนพื้นที่เดียวกัน[9]
ใน พ.ศ. 2528 สภานิติบัญญัติได้ย้ายไปใช้อาคารศาลสูงเก่า ย่านเซ็นทรัล เป็นที่ทำการประชุมและใช้ที่นั่นจนถึงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2554 หลังจากนั้น ในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน สภาย้ายไปยังที่ทำการปัจจุบันที่ Legislative Block of the Central Government Complex
ต่างจากรัฐสภาในอดีตและปัจจุบันของประเทศในเครือจักรภพหลายแห่ง สภานิติบัญญัติฮ่องกงไม่มี คทาพิธี (ceremonial mace) ประดิษฐานในห้องประชุม อย่างไรก็ตาม ศาลสูงของฮ่องกงยังคงใช้คทาพิธีในการเปิดการพิจารณาคดี ซึ่งสื่อถึงอำนาจและบารมีของศาล
เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนพื้นที่ระยะยาวทั้งสำหรับรัฐบาลและสภานิติบัญญัติ รัฐบาลได้ว่าจ้างโครงการก่อสร้าง Tamar Development ใน พ.ศ. 2551 เพื่อออกแบบและก่อสร้างศูนย์ราชการของรัฐบาลและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ
ในปัจจุบันอาคารที่ทำการสภานิติบัญญัติประกอบด้วยอาคารประชุมและอาคารสูง
• อาคารห้องประชุม (Council Block) ใช้เป็นพื้นที่จัดการประชุม ได้แก่ ห้องประชุมสภา ห้องประชุมใหญ่ รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะ เช่น ห้องสมุด โรงอาหาร และศูนย์การเรียนรู้สำหรับสาธารณชน ซึ่งรวมถึงมุมวิดีโอ พื้นที่แลกเปลี่ยนของผู้มาเยือน นิทรรศการ มุมเด็ก ระเบียงชมวิว ระเบียงทางเดิน “memory lane” ห้องกิจกรรมการศึกษา และห้องจัดแสดงเพื่อการศึกษา
• อาคารสูง (Office Block) ใช้เป็นสำนักงานของสมาชิกสภาและเจ้าหน้าที่สำนักงานเลขาธิการสภานิติบัญญัติ โครงการนี้เปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554 แต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรการได้ย้ายเข้าใช้งานตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2554 แล้ว
สมาชิกสภานิติบัญญัติ
[แก้]
การได้มาซึ่งสภานิติบัญญัติฮ่องกง ปี 2559 (70 seats)
ตามการปฏิรูประบบการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในปี 2564 การได้มาซึ่งสมาชิกสภานิติบัญญัติซึ่งมีทั้งหมด 90 คน ประกอบไปด้วย การเลือกตั้งจากคณะกรรมการการเลือกตั้งฮ่องกง การเลือกตั้งตามกลุ่มอาชีพ และการเลือกตั้งตามภูมิภาค
| จำนวนสมาชิก | วิธีการได้มา | วิธีการโหวต | จำนวนผู้โหวต (2021) | |
|---|---|---|---|---|
| การเลือกโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง | 40 | สมาชิกคณะกรรมการการเลือกตั้ง | ระบบแบบเสียงข้างมากหลายเบอร์ | 1,448 |
| การเลือกโดยกลุ่มอาชีพ | 30 | คณะผู้แทนผู้ได้รับเลือกพิเศษ | ระบบเสียงข้างมากธรรมดา / ระบบเสียงข้างมากหลายเบอร์ | 210,675 (individual voters); 8,579 (body voters) |
| การเลือกตั้งตามภูมิภาค | 20 | เลือกตั้งโดยตรง | การลงคะแนนแบบเสียงเดียวโอนไม่ได้ | 4,472,863 |
ตามรัฐธรรมนูญ วาระการดำรงตำแหน่งของสมาชิกสภานิติบัญญัติถูกกำหนดไว้ 4 ปี ยกเว้นสภาชุดแรก (พ.ศ. 2541–2543) ที่กำหนดให้มีวาระเพียง 2 ปี ตามมาตรา 69 ของกฎหมายธรรมนูญพื้นฐานฮ่องกง อย่างไรก็ตามวาระการดำรงตำแหน่งของสภาชุดที่ 6 (เริ่มจาก พ.ศ. 2559) ที่ยืดออกไปเกิน 5 ปี เป็นครั้งแรกและครั้งเดียว
ในการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2547 และ พ.ศ. 2551 มีสมาชิก 30 คนที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง (universal suffrage) ในเขตเลือกตั้งภูมิศาสตร์ (GCs) และอีก 30 คนมาจากเขตเลือกตั้งตามกลุ่มวิชาชีพ (functional constituencies – FCs)
ส่วนในการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2543 มีสมาชิก 24 คนมาจากการเลือกตั้งโดยตรง 6 คนจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (Election Committee of Hong Kong) ซึ่งมีสมาชิก 800 คน และอีก 30 คนจากการเลือกตั้งในกลุ่มอาชีพ (FCs)
นับตั้งแต่การเลือกตั้งปี พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา ที่นั่งทั้งหมดถูกแบ่งอย่างเท่า ๆ กันระหว่างเขตเลือกตั้งภูมิศาสตร์และเขตเลือกตั้งตามกลุ่มอาชีพ ตามธรรมนูญพื้นฐานแล้ว วิธีการจัดตั้งสภานิติบัญญัติต้องเป็นไปตามหลักการ “พัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไปและมีระเบียบ” แต่ก็มีเป้าหมายสูงสุดคือการเลือกตั้งสมาชิกสภาทั้งหมดโดยการออกเสียงทั่วไป
อย่างไรก็ตาม ภายใต้การปฏิรูประบบเลือกตั้งปี พ.ศ. 2564 จำนวนที่นั่งที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงถูกลดลงจาก 35 เหลือ 20 ที่นั่ง ยกเลิกที่นั่งสภาเขตที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงให้เหลือ 5 ที่นั่ง ขณะที่เพิ่มที่นั่งอีก 40 ที่นั่งที่มาจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของปักกิ่ง และอีก 30 ที่นั่งยังคงเป็นการเลือกตั้งตามกลุ่มอาชีพ ส่งผลให้สัดส่วนที่นั่งซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงลดลงจาก 50% เหลือเพียง 22%
นอกจากนี้ ผู้สมัครทุกคนต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลฮ่องกง ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติอย่างเข้มงวดซึ่งนำไปสู่การที่พรรคการเมืองที่ไม่สนับสนุนปักกิ่งปฏิเสธที่จะลงสมัครเลือกตั้ง เนื่องจากคาดได้อย่างสมเหตุสมผลว่าผู้สมัครฝ่ายประชาธิปไตยที่มีโอกาสชนะจะถูกตัดสิทธิ์ก่อนการเลือกตั้ง
ในการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติปี พ.ศ. 2564 สมาชิก 59 คนจากทั้งหมด 90 คนได้รับเลือกเป็นครั้งแรก หรือไม่ได้เป็นสมาชิกของสภาชุดก่อนหน้า สมาชิกทั้งหมดถูกจัดลำดับอาวุโสตามปีที่เริ่มดำรงตำแหน่งต่อเนื่อง จากนั้นตามลำดับการถวายสัตย์ โดยมีประธานสภานิติบัญญัติอยู่ในลำดับแรก
หมายเหตุ
[แก้]อ้างอิง
[แก้]- 1 2 "LegCo Today". Legislative Council Commission.
- 1 2 3 "History of the Legislature". Legislative Council. สืบค้นเมื่อ 30 เมษายน 2013.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ<ref>ไม่สมเหตุสมผล มีนิยามชื่อ "Official History" หลายครั้งด้วยเนื้อหาต่างกัน - ↑ https://www.bbc.com/news/world-asia-57236775
- ↑ "Legislative Council of the Hong Kong Special Administrative Region - The Establishment of the Provisional Legislative Council". The Legislative Council Commission. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2017. สืบค้นเมื่อ 19 ตุลาคม 2016.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Hong Kong legislators reject China-backed reform bill". CNN. 19 มิถุนายน 2015. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 19 มีนาคม 2023. สืบค้นเมื่อ 19 มิถุนายน 2015.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Hong Kong protesters smash up legislature in direct challenge to China". Reuters. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 1 กรกฎาคม 2019. สืบค้นเมื่อ 1 กรกฎาคม 2019.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Xi Focus: Xi stresses "patriots governing Hong Kong" when hearing Carrie Lam's work report". Xinhua. 27 มกราคม 2021. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 22 พฤศจิกายน 2021. สืบค้นเมื่อ 25 พฤศจิกายน 2021.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Mok, Lea (2023-04-14). "Half of Hongkongers unable to name any serving lawmaker, poll finds". Hong Kong Free Press HKFP (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2023-04-22.
- ↑ "Heritage Impact Assessment" (PDF). LWK Conservation Ltd. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 31 ตุลาคม 2014. สืบค้นเมื่อ 11 ตุลาคม 2014.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)