ข้ามไปเนื้อหา

การเลือกตั้งระบบสัดส่วน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

การเลือกตั้งระบบสัดส่วน (อังกฤษ: proportional representation, ย่อ: PR) เป็นระบบการลงคะแนนที่แบ่งจำนวนผู้แทนที่ได้รับเลือกตามสัดส่วนคะแนนที่ได้รับทั่วประเทศ โดยคิดเป็นสัดส่วนของจำนวนที่นั่งในสภา กล่าวคือ วิธีนี้ต้องการลดความแตกต่างระหว่างคะแนนเสียงที่พรรคการเมืองได้รับจากคะแนนเสียงทั่วประเทศกับการจัดสรรที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร[1] เช่น หากพรรคการเมืองที่ได้รับชัยชนะได้รับคะแนนเสียงทั่วประเทศร้อยละ 40 พรรคการเมืองนั้นควรได้ที่นั่งราวร้อยละ 40 ของที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร ส่วนพรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงทั่วประเทศอยู่ที่ร้อยละ 10 ควรได้ที่นั่งร้อยละ 10 ของที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรเช่นกัน ตัวอย่างเช่น การเลือกตั้งสมาชิกสภายุโรป โดยแต่ละประเทศสมาชิกมีจำนวนที่นั่งเป็นสัดส่วนประชากรในประเทศนั้น (โดยเฉลี่ย)

การเลือกตั้งระบบสัดส่วนมีหลายแบบย่อย โดยแบบที่นิยมใช้กันมากได้แก่ ระบบสัดส่วนแบบบัญชีรายชื่อ แบบถ่ายโอนคะแนนเสียง และระบบสัดส่วนผสม[2]

  • ระบบสัดส่วนแบบบัญชีรายชื่อ (Party List PR) พรรคการเมืองจัดทำบัญชีรายชื่อและผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเลือกทั้งรายชื่อ โดยคะแนนรวมที่ได้คิดเป็นสัดส่วนแล้วจะนำมาคิดจำนวนผู้ได้รับการเลือกตั้ง โดยบัญชีรายชื่อมีทั้งแบบเปิด และแบบปิด บัญชีรายชื่อแบบปิดนั้นถูกเลือกหรือจัดลำดับโดยผู้บริหารพรรคผ่านกลไกต่าง ๆ ส่วนบัญชีรายชื่อแบบเปิดนั้นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งสามารถมีส่วนร่วมในการเลือกตัวผู้สมัครได้เอง
  • แบบถ่ายโอนคะแนนเสียง (STV) ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเลือกผู้สมัครโดยใส่ลำดับความนิยมส่วนบุคคล (ลำดับ 1 ถึง....) แทนที่จะเลือกเพียงผู้สมัครรายเดียว ในระหว่างการนับคะแนน ผู้สมัครใดที่ได้รับเลือกแล้ว หรือไม่ได้รับเลือกนั้น คะแนนเสียงในส่วนของทั้งสมาชิกผู้ที่ได้รับเลือกไปแล้ว และผู้ที่ไม่ได้รับเลือกนั้นจะไม่เสียไป โดยจะถ่ายโอนไปยังผู้สมัครลำดับถัดไป โดยการเลือกตั้งระบบนี้ทำให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งสามารถเลือกผู้สมัครได้จากทุกพรรคการเมือง โดยเน้นที่ตัวบุคคลมากกว่าพรรคในหลักการที่ว่าคะแนนเสียงของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งนั้นจะไม่สูญไป
  • ระบบสัดส่วนผสม (MMP) หรือเรียกอีกอย่างว่า ระบบเสริมสมาชิกเพิ่มเติม (AMS) เป็นระบบการเลือกตั้งผสมซึ่งใช้ทั้งระบบเสียงส่วนใหญ่ และระบบสัดส่วนซึ่งใช้สำหรับบัญชีรายชื่อระดับภูมิภาค หรือระดับประเทศ โดยผู้มิสิทธิ์เลือกตั้งจะมี 2 เสียง โดยหนึ่งเสียงสำหรับรายชื่อผู้สมัครในเขตเลือกตั้ง และอีกเสียงสำหรับบัญชีรายชื่อ โดยพรรคการเมืองที่ไม่ได้รับเลือกในระดับเขตนั้น อาจจะได้รับเลือกในแบบบัญชีรายชื่อแทนได้ตามจำนวนคะแนนเสียงทั้งหมดในประเภทบัญชีรายชื่อ[3][4]

จากรายงานของ ACE Electoral Knowledge Network[5] การเลือกตั้งระบบสัดส่วนถูกใช้ในการเลือกตั้งสภาล่างในระดับชาติทั้งหมด 94 ประเทศ โดยเป็นระบบสัดส่วนแบบบัญชีรายชื่อถึง 85 ประเทศ ในขณะที่ระบบสัดส่วนผสมถูกใช้ในการเลือกตั้งสภาล่างใน 7 ประเทศ และแบบถ่ายโอนคะแนนเสียงถูกใช้ใน 2 ประเทศเท่านั้น คือ ประเทศไอร์แลนด์[6] และประเทศมอลตา[7] นอกเหนือจากสภาล่างยังใช้ในวุฒิสภาของออสเตรเลีย และการเลือกตั้งแบบถ่ายโอนคะแนนเสียงยังสามารถใช้สำหรับการเลือกตั้งแบบไม่แบ่งพรรคการเมืองได้ เช่นในกรณีของสภาเมืองเคมบริดจ์[8]

เนื่องจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น เกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำ และการกำหนดเขตเลือกตั้งขนาดเล็ก รวมถึงวิธีการบิดเบือนผลการเลือกตั้ง เช่น การแยกพรรคการเมือง และการแบ่งเขตเลือกตั้งแบบเอาเปรียบ จึงทำให้สัดส่วนที่สมบูรณ์แบบนั้นยากที่จะเกิดขึ้นได้ในการเลือกตั้งระบบเหล่านี้ แต่อย่างไรก็ตามยังถือว่าเข้าใกล้ความเป็นสัดส่วนมากกว่าระบบอื่น ๆ[9] ในบางประเทศได้มีการใช้ที่นั่งชดเชยเพื่อปรับสมดุลให้กับตัวแปรเหล่านี้เพื่อยังคงความเป็นสัดส่วนไว้ให้ได้มากที่สุด

ข้อดีและข้อเสีย

[แก้]

ความเป็นธรรม

[แก้]

ระบบสัดส่วนมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาเรื่องความไม่เป็นธรรมของระบบการลงคะแนนแบบเสียงข้างมากและระบบคะแนนนำซึ่งพรรคขนาดใหญ่นั้นจะได้รับที่นั่งมากเหมือนโบนัสที่ไม่เป็นธรรม และพรรคเล็กนั้นเสียเปรียบอันเนื่องมาจากไม่ได้ที่นั่งตามสัดส่วนคะแนนที่ไรับจริงและในบางกรณีนั้นอาจจะไม่ได้รับเลยสักที่นั่งเดียว (ตามกฎของดูเวอร์เกอร์)[10] [11][12]: 6–7  พรรคการเมืองใหญ่ในสหราชอาณาจักรสามารถที่จะชนะคะแนนเสียงได้อย่างล้นหลามและควบคุมสภาสามัญชนได้โดยใช้คะแนนเสียงแค่เพียงร้อยละ 35 ของคะแนนทั้งหมด (จากการเลือกตั้งทั่วไปในสหราชอาณาจักร ค.ศ. 2005) ในกรณีของการเลือกตั้งทั่วไปในแคนาดา รัฐบาลโดยพรรคร่วมรัฐบาลสามารถจัดตั้งได้โดยมีคะแนนเสียงรวมน้อยกว่าร้อยละ 40 (ในการเลือกตั้งสหพันธรัฐในแคดานา ค.ศ. 2011 และค.ศ. 2015) ในกรณีที่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งออกมาใช้สิทธิ์น้อยกว่าร้อยละ 60 เมื่อใด พรรคการเมืองใหญ่จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้โดยแค่ต้องการจำนวนคะแนนเสียงสนับสนุนเพียงแค่เศษหนึ่งส่วนสี่ของเขตเลือกตั้งเท่านั้น การเลือกตั้งทั่วไปในสหราชอาณาจักร ค.ศ. 2005 พรรคแรงงาน นำโดยโทนี แบลร์ได้รับเสียงข้างมากในสภาด้วยคะแนนเสียงทั้งหมดเพียงร้อยละ 21.6 ของคะแนนเสียงรวมจากเขตเลือกตั้งทั้งหมด[13]: 3  ซึ่งประเด็นในการผิดสัดส่วนในการจัดสรรผู้แทนนี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่า "ไม่ใช่แค่เรื่องความเป็นธรรมแล้วแต่เป็นเรื่องสิทธิพื้นฐานของพลเมือง"[14]: 22  อย่างไรก็ตาม การลงคะแนนเสียงในระบบสัดส่วนที่มีการกำหนดคะแนนเสียงขั้นต่ำสูง หรือข้อกำหนดพิเศษที่ลดความเป็นสัดส่วนลงก็ไม่ได้จำเป็นว่าจะให้ความเป็นธรรมได้มากกว่าเท่าใดนัก เช่น ในการเลือกตั้งทั่วไปในตุรกี ค.ศ. 2002 ซึ่งใช้ระบบการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อเปิดโดยมีคะแนนเสียงขั้นต่ำที่ร้อยละ 10 นั้นได้ผลลัพธ์เป็นคะแนนเสียงกว่าร้อยละ 46 นั้นเป็นคะแนนเสียเปล่า[3]: 83 

ในระบบคะแนนนำ/เสียงข้างมากนั้นยังช่วยให้พรรคการเมืองในท้องถิ่นนั้นสามารถชนะการเลือกตั้งในท้องถิ่นของตนได้จำนวนมากโดยเฉพาะในเขตท้องถิ่นที่ได้รับแรงสนับสนุนมาก แต่ไม่ใช่พรรคระดับประเทศ ในขณะที่พรรคการเมืองอื่น ๆ ที่ได้ความนิยมระดับประเทศและไม่ได้มุ่งเน้นในระดับท้องถิ่น เช่น พรรคกรีน มักจะได้ที่นั่งน้อยมากหรือไม่ได้เลย ตัวอย่างเช่น พรรคบล็อกเกเบกัวในแคนาดาซึ่งชนะกว่า 52 ที่นั่งแค่เพียงในรัฐเกแบ็กในการเลือกตั้งสหพันธรัฐในแคนาดา ค.ศ. 1993 โดยมีคะแนนเสียงรวมเพียงร้อยละ 13.5 ของระดับประเทศ ในขณะที่พรรคอนุรักษ์นิยมก้าวหน้าแห่งแคนาดาล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในระดับประเทศ (ได้รับเพียง 2 ที่นั่ง) ด้วยคะแนนเสียงกระจายถึงร้อยละ 16 ของคะแนนทั้งหมด ส่วนพรรคอนุรักษ์นิยมนั้นถึงแม้จะเป็นที่นิยมในระดับประเทศซึ่งมีผู้สนับสนุนอยู่ในภาคตะวันตกแต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ผู้สนับสนุนเปลี่ยนไปเลือกพรรคปฏิรูปแทน ซึ่งพรรคปฏิรูปได้รับที่นั่งเป็นส่วนใหญ่ในแถบตะวันตกของรัฐซัสแคตเชวัน และไม่ได้เลยในรัฐแมนิโทบา[12][15] กรณีคล้ายคลึงกันกับการเลือกตั้งทั่วไปในสหราชอาณาจักร ค.ศ. 2015 ซึ่งพรรคชาติสกอตได้ถึง 52 ที่นั่งจากทั่วสกอตแลนด์ โดยมีคะแนนเสียงในระดับประเทศเพียงแค่ร้อยละ 4.7 ในขณะที่พรรคเอกราชสหราชอาณาจักรได้รับคะแนนเสียงถึงร้อยละ 12.6 แต่ได้แค่เพียงที่นั่งเดียว[16]

เอื้อต่อพรรคขนาดเล็ก

[แก้]

การใช้ระบบเขตเลือกตั้งแบบมีผู้แทนหลายคนสามารถทำให้มีผู้แทนได้หลากหลาย ในเขตเลือกตั้งที่จำนวนผู้แทนมาก และจำนวนคะแนนเสียงขั้นต่ำที่ต้องการนั้นต่ำเท่าไรยิ่งจะช่วยให้พรรคการเมืองขนาดเล็กได้ประโยชน์การระบบสัดส่วนได้มากขึ้น ซึ่งในประเด็นที่ถกเถียงกันในประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นใหม่นั้น การมีพรรคขนาดเล็กจำนวนมากในสภานิติบัญญัติเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับความมั่นคงทางสังคมและเพื่อทำให้กระบวนการประชาธิไตยนั้นแข็งแรงขึ้น[3]: 58 

ส่วนผู้ที่ไม่เห็นด้วยนั้น ในอีกด้านหนึ่งกล่าวว่าระบบนี้จะเป็นโอกาสให้พรรคหัวรุนแรงสุดโต่งสามารถเข้ามามีที่นั่งในสภาได้ ซึ่งบ้างว่าเป็นสาเหตุของการล่มสลายของสาธารณรัฐไวมาร์ ในระบบสัดส่วนที่กำหนดคะแนนเสียงขั้นต่ำต่ำมากนั้น พรรคการเมืองขนาดเล็ก ๆ หลายพรรคสามารถกลายเป็น "ผู้เลือกกษัตริย์"[17] (King-makers) ได้ง่ายดายโดยเพียงต่อรองกับพรรคการเมืองขนาดใหญ่แลกกับเสียงสนับสนุนเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเป็นข้อต่อรอง ตัวอย่างนี้เกิดขึ้นในอิสราเอล[3]: 59  แต่ปัญหานี้สามารถจำกัดได้ดั่งที่ใช้ในบุนเดิสทาคของเยอรมนีในปัจจุบัน โดยมีกฎให้คะแนนขั้นต่ำของพรรคการเมืองที่ใช้ในการได้ที่นั่งในสภานั้นมีจำนวนสูง (ซึ่งในทางกลับกันทำให้มีปริมาณคะแนนเสียเปล่ามากขึ้น)

อีกข้อวิจารณ์คือระบบสัดส่วนทำให้พรรคการเมืองหลักขนาดใหญ่ในระบบคะแนนนำ/เสียงข้างมาก[18]นั้นแตกออกเนื่องจากระบบสัดส่วนจะได้ประโยชน์แก่พรรคการเมืองขนาดเล็ก โดยเห็นในตัวอย่างของอิสราเอล อิตาลี และบราซิลเป็นต้น[3]: 59, 89  แต่อย่างไรก็ตามจากผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่ามีการเพิ่มจำนวนของพรรคการเมืองในสภาไม่มากนักจากระบบสัดส่วนนี้ (แต่ละพรรคเล็กได้ที่นั่งมากขึ้น)[19]

ในระบบการลงคะแนนแบบบัญชีรายชื่อเปิด (open list) และแบบถ่ายโอนคะแนนเสียงเป็นเพียงแบบย่อยของระบบสัดส่วนที่พรรคการเมืองเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น[20] ทำให้ผู้สมัครอิสระนั้นสามารถได้รับเลือกตั้งโดยง่าย ในไอร์แลนด์ มีผู้สมัครอิสระประมาณหกคนได้รับเลือกเข้าสภาโดยเฉลี่ยทุกสมัย[21] ทำให้ในการหาแนวร่วมในสภานั้นจะต้องนำผู้แทนอิสระนี้เข้าไปมีส่วนร่วมด้วยเสมอ ในบางกรณีผู้แทนอิสระเหล่านี้อยู่ในสถานะใกล้ชิดกับพรรคร่วมรัฐบาล โดยรัฐบาลไอริชในการเลือกตั้งปีค.ศ. 2016 นั้นรวมผู้แทนอิสระในรายชื่อของรัฐมนตรีในรัฐบาลเสียงข้างน้อยด้วย

รัฐบาลแบบพรรคร่วม

[แก้]

การได้รับการเลือกตั้งของพรรคการเมืองขนาดเล็กจำนวนมากกลายเป็นข้อโต้แย้งหลักของระบบสัดส่วนซึ่งจะทำให้เกิดรัฐบาลพรรคร่วมทุกครั้ง[3]: 59 [22]

ผู้สนับสนุนระบบสัดส่วนมองพรรคร่วมรัฐบาลเป็นข้อได้เปรียบ โดยทำให้มีการประนีประนอมกันในระหว่างต่างพรรคการเมืองเพื่อจัดตั้งรัฐบาลพรรคร่วมตรงกลางของสเปกตรัมการเมือง และทำให้มีความต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ ส่วนผู้ต่อต้านระบบนี้เห็นว่าในหลายนโยบายนั้นไม่สามารถจะรอมชอมกันได้ เนื่องจากแต่ละนโยบายไม่สามารถจะจัดแบ่งขั้วได้ง่ายดาย (ตัวอย่างเช่น นโยบายสิ่งแวดล้อม) ดังนั้นนโยบายต่าง ๆ กลายเป็นข้อแลกเปลี่ยนในการร่วมรัฐบาลแทนซึ่งทำให้ผู้ลงคะแนนไม่มีทางรู้ได้เลยว่านโยบายใดจะได้รับการผลักดันจากรัฐบาลที่พวกเขาเลือกมา กล่าวคือผู้ลงคะแนนมีอิทธิพลน้อยต่อรัฐบาล เช่นกัน การร่วมรัฐบาลนั้นจึงไม่จำเป็นต้องอยู่ตรงกลางเสมอไป และพรรคการเมืองขนาดเล็กก็จะมีอิทธิพลมากโดยต่อรองการร่วมรัฐบาลด้วยข้อแม้ว่านโยบายต่าง ๆ ของพรรคเล็กที่มาจากผู้สนับสนุนจำนวนน้อยจะต้องเป็นผล สิ่งสำคัญที่สุดคือ ความสามารถที่ผู้ลงคะแนนสนับสนุนพรรคการเมืองถูกตัดทอนลงไป[22]

ประเทศในระบบสัดส่วนที่มีจำนวนการเลือกตั้งน้อย

ด้วยข้อเสียต่าง ๆ ดังกล่าวมานี้ ผู้ต่อต้านระบบสัดส่วนโต้แย้งว่าในระบบคะแนนนำ/เสียงข้างมากนั้นช่วยหลีกเลี่ยงประเด็นเหล่านี้ได้ ซึ่งในกรณีนี้การร่วมรัฐบาลนั้นแทบไม่เกิดขึ้น โดยพรรคการเมืองหลักสองพรรคจะต้องแข่งขันกันอยู่ตรงกลางของสเปกตรัมเพื่อคะแนนเสียงทำให้รัฐบาลที่ได้นั้นอยู่จะต้องอยู่ตรงกลาง พรรคฝ่ายค้านที่ได้ก็มีความเข้มแข็งในการตรวจสอบรัฐบาล และรัฐบาลนั้นก็จะต้องรับฟังเสียงของประชาชนอยู่เสมอเพราะสามารถจะสลับขั้วได้โดยการเลือกตั้งเสมอ[22] อย่างไรก็ตามไม่ได้เป็นไปตามกรณีนี้เสมอ ในการเมืองระบบสองพรรคนั้นสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนข้างไปอย่างสุดโต่งออกไปจากตรงกลางได้[23] หรืออย่างน้อยพรรคใดพรรคหนึ่งจะกลายเป็นพรรคนโยบายสุดโต่งได้[24] เหล่าผู้ต่อต้านระบบสัดส่วนยังโต้แย้งอีกว่ารัฐบาลพรรคร่วมในระบบสัดส่วนนั้นไม่มีเสถียรภาพ ซึ่งทำให้มีการเลือกตั้งบ่อยขึ้น ดังตัวอย่างสำคัญคืออิตาลี ซึ่งมีหลายรัฐบาลอันประกอบไปด้วยพรรคเล็กพรรคพรรคน้อยประกอบเป็นพรรคร่วมรัฐบาล อย่างไรก็ตามในอิตาลีนั้นผิดปกติตรงที่ทั้งสองสภานั้นสามารถทำให้สภาล่มได้ ในขณะที่ในประเทศอื่น ๆ ที่ใช้ระบบสัดส่วนมีเพียงสภาเดียวหรือใช้แค่เพียงสภาเดียวจากสองสภาเป็นหลักเพื่อสนับสนุนรัฐบาล ในอิตาลีนั้นใช้การลงคะแนนระบบผสมระหว่างแบบคะแนนนำแบบแบ่งเขตคะแนนสูงสุดกับระบบสัดส่วนตั้งแต่ปีค.ศ. 1993 อันประกอบด้วยกฎเกณฑ์ซับซ้อนจึงทำให้อิตาลีไม่ใช้ตัวอย่างที่ดีของระบบสัดส่วนที่มีเสถียรภาพ

การมีส่วนร่วมของผู้ลงคะแนน

[แก้]

ในระบบคะแนนนำส่วนมากจะทำให้เกิดรัฐบาลพรรคเดียวที่มีเสียงข้างมากในสภาเนื่องจากพรรคเล็กจะไม่ค่อยได้รับเลือกในระบบแบ่งเขตคะแนนสูงสุดเมื่อเปรียบเทียบกับระบบสัดส่วนแล้ว โดยระบบแบ่งเขตคะแนนสูงสุดนั้นมักจะทำให้การเมืองเหลือเพียงพรรคใหญ่ไม่กี่พรรคและมีโอกาสที่คะแนนเสียงเพียงเล็กน้อยจะพลิกผลการเลือกตั้งได้แบบในกรณีของ "ที่นั่งแกว่ง" ซึ่งสามารถเปลี่ยนเสียงข้างมากในสภาจากพรรคหนึ่งไปอีกพรรคหนึ่งได้ โดยในระบบคะแนนนำผู้ดำรงตำแหน่งปัจจุบันนั้นมักจะครองที่นั่งและมักจะถูกโค่นลงยาก ในสหราชอาณาจักร เป็นต้น เขตเลือกตั้งประมาณครึ่งหนึ่งมักจะเลือกผู้แทนสังกัดพรรคการเมืองเดิมตั้งแต่ค.ศ. 1945[25] ในปีค.ศ. 2012 ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐมีเพียงแค่ 45 เขต (คิดเป็นร้อยละ 10) ที่สามารถถูกเอาชนะโดยพรรคฝ่ายตรงข้ามได้[26] ผู้ลงคะแนนส่วนมากจะรู้ว่าคะแนนเสียงตัวเองต่อผู้สมัครที่มีแนวโน้มจะแพ้นั้นไม่มีแรงจูงใจในการไปลงคะแนน หรือหากไปลงคะแนนก็เทียบกับไม่มีประโยชน์อันใด เพราะคะแนนสูญ (ไม่มีค่า) ถึงแม้จะนำคะแนนมาคิดคะแนนรวมก็ตาม (ป็อปปูลาร์ โหวต)

ในระบบสัดส่วน จะไม่เกิดปัญหาเรื่องที่นั่งแกว่ง เพราะคะแนนเสียงทั้งหมดจะมีส่วนในผลการเลือกตั้งทางใดทางหนึ่ง ดังนั้นพรรคการเมืองจะต้องทำการหากเสียงในทุกเขตเลือกตั้ง ไม่เพียงเฉพาะเขตที่ได้รับการสนับสนุนหรือเขตที่ได้เปรียบเท่านั้น โดยพบว่ามีส่วนทำให้พรรคการเมืองมีความรับผิดชอบมากขึ้นต่อผู้ลงคะแนน และส่งผลให้การเลือกตั้งมีความสมดุลมากขึ้นโดยส่งชื่อผู้สมัครที่เป็น"สตรี" หรือผู้สมัครจากชนกลุ่มน้อย เป็นต้น โดยจากค่าเฉลี่ย ประมาณร้อยละ 8 ของสตรีได้รับเลือกมากขึ้นในระบบการลงคะแนนนี้[19]

เนื่องจากทุกคะแนนจะมีผลต่อการเลือกตั้ง จึงแทบไม่มีคะแนนสูญเลย จึงทำให้ผู้ลงคะแนนย่อมตระหนักว่าการลงคะแนนมีความหมายและสามารถสร้างความแตกต่างได้ จึงส่งผลให้มีแรงจูงใจในการไปเลือกตั้ง และเกิดปัญหาการเลือกตั้งเชิงกลยุทธ์น้อยลง เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่ใช้ระบบคะแนนนำนั้น จำนวนผู้มาใช้สิทธิมีสูงกว่า และประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้นในกระบวนการทางการเมือง[3][12][19] อย่างไรก็ดีเหล่าผู้เชี่ยวชาญได้โต้แย้งว่าการเปลี่ยนผ่านจากระบบคะแนนนำไปเป็นระบบสัดส่วนนั้นสามารถเพิ่มจำนวนผู้ใช้สิทธิได้แค่ในเขตเลือกตั้งที่สามารถคาดคะเนผู้ชนะได้ (safe seat) ในขณะที่ระบบคะแนนนำจำนวนผู้ใช้สิทธิจะลดลงในบริเวณที่เคยมีปัญหาที่นั่งแกว่ง[27]

การแบ่งเขตเลือกตั้งแบบไม่เป็นธรรม

[แก้]

ในระบบคะแนนนำนั้น หัวใจของความเป็นสัดส่วนอยู่ที่การแบ่งเขตเลือกตั้งที่มีผู้แทนหนึ่งคน (single-member districts) โดยขนาดประชากร ซึ่งขั้นตอนนี้มีความเปราะบางต่อการละเมิดโดยอิทธิพลทางการเมือง (การแบ่งเขตเลือกตั้งแบบเอาเปรียบ หรือ "Gerrymandering") โดยเพื่อจะแก้ปัญหานี้การแบ่งเขตเลือกตั้งจะต้องปรับตามขนาดการขยายตัวประชากรในเขตนั้นอยู่เสมอ โดยแม้แต่จะแบ่งเขตอย่างเป็นธรรมแล้วก็ยังมีความเสี่ยงต่อปัญหานี้อย่างไม่ตั้งใจอันเป็นผลมาจากการรวมกลุ่มของประชากรทางธรรมชาติ[28]: 65 

ในระบบสัดส่วนแบบที่มีผู้แทนหลายคนต่อหนึ่งเขตนั้นมีภูมิต้านทานกับปัญหานี้ได้มากกว่าโดยผลการวิจัยระบุว่าเขตเลือกตั้งที่มีผู้แทนห้าคนหรือมากกว่าจะป้องกันปัญหาการแบ่งเขตเลือกตั้งแบบเอาเปรียบได้ดี[28]: 66 

เนื่องจากความเท่ากันในขนาดของเขตเลือกตั้งในการแบ่งเขตเลือกตั้งแบบมีผู้แทนหลายคนนั้นไม่สำคัญ (จำนวนที่นั่งผันแปร) ดังนั้นแต่ละเขตเลือกตั้งสามารถแบ่งตามอาณาเขตทางภูมิศาสตร์ได้โดยง่าย เช่น เมือง เคาน์ตี รัฐ หรือจังหวัด เป็นต้น หากมีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกี่ยวกับจำนวนประชากรในอนาคตก็แค่ปรับเพิ่มหรือลดจำนวนผู้แทนในเขตนั้น ๆ ตัวอย่างเช่น ในแผนของศาสตราจารย์มอลลิสันในปี ค.ศ. 2010 ที่เสนอให้สหราชอาณาจักรใช้ระบบถ่ายโอนคะแนนเสียงนั้นได้แบ่งสหราชอาณาจักรเป็น 143 เขต และกำหนดจำนวนผู้แทนจำนวนแตกต่างกันในแต่ละเขต (โดยรวมทั้งหมด 650 คนเท่าปัจจุบัน) โดยขึ้นอยู่กับจำนวนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตนั้นโดยมีพิสัยค่อนข้างกว้าง (เขตเลือกตั้งแบบมีผู้แทนห้าคนมีเขตที่มีประชากร 327,000 คน และอีกเขตถึง 382,000 คน) โดยในแผนนี้ได้แบ่งเขตเลือกตั้งตามเขตเคาน์ตี และเขตการปกครองส่วนท้องถิ่น โดยพิสูจน์แล้วว่าสามารถทำให้ได้จำนวนสัดส่วนที่ถูกต้องมากกว่าที่ทำโดยคณะกรรมาธิการเขตแดนซึ่งมีหน้าที่ตรงในการแบ่งเขตเลือกตั้งในระบบแบ่งเขตคะแนนสูงสุด (FPTP)[25][29]

ส่วนในระบบการลงคะแนนแบบผสมนั้นก็ยังมีเสี่ยงต่อการแบ่งเขตเลือกตั้งแบบเอาเปรียบในแบบที่มีการเลือกตั้งในแบบแบ่งเขตเป็นส่วนหนึ่งของระบบ ในระบบคู่ขนาน ซึ่งเป็นระบบการเลือกตั้งแบบกึ่งสัดส่วนนั้นไม่มีกลไกในการชดเชยผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการเอาเปรียบในการแบ่งหน่วยเลือกตั้งได้ ส่วนในระบบสัดส่วนผสม (MMP) เนื่องจากมีกลไกสำคัญคือการชดเชยที่นั่งจึงไม่เป็นปัญหามากนัก อย่างไรก็ตามความมีประสิทธิภาพนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะของแต่ละระบบ รวมถึงขนาดของเขตเลือกตั้ง สัดส่วนของจำนวนที่นั่งแบบบัญชีรายชื่อต่อที่นั่งทั้งหมด และปัญหาเรื่องความสมรู้ร่วมคิดที่อาจเกิดขึ้นได้ ตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นจาการใช้ประโยชน์อย่างผิดวัตถุประสงค์ในกลไกการชดเชยที่นั่งเกิดขึ้นในการเลือกตั้งทั่วไปในฮังการี ค.ศ. 2014 ซึ่งพรรคการเมืองผู้นำ คือ Fidesz ใช้กลยุทธ์การแบ่งเขตเลือกตั้งแบบเอาเปรียบร่วมกับบัญชีรายชื่อแบบตัวแทน (decoy list) ทำให้ได้มาซึ่งสองในสามของที่นั่งทั้งหมดในสภาโดยได้รับคะแนนเสียงเพียงร้อยละ 45 เท่านั้น[30][31] ซึ่งแสดงให้เห็นว่าระบบสัดส่วนผสมนั้นสามารถทำให้ได้ผลลัพธ์แบบที่ไม่ค่อยเป็นสัดส่วนมากได้คล้าย ๆ กับระบบคู่ขนาน

การยึดโยงระหว่างผู้แทนกับเขตเลือกตั้ง

[แก้]

ในระบบการเลือกตั้งแบบคะแนนนำ เช่น ระบบแบ่งเขตคะแนนสูงสุด (FPTP) และระบบเสียงข้างมาก เช่น การลงคะแนนแบบหลายรอบในทันที เป็นที่ยอมรับกันกว้างขวางว่ามีความเชื่อมโยงกันทางภูมิศาสตร์ระหว่างตัวผู้แทนกับประชาชนในเขตเลือกตั้งนั้น ๆ[3]: 36 [32]: 65 [14]: 21  ข้อเสียของระบบสัดส่วนที่ชัดเจนคือเนื่องจากการแบ่งเขตเลือกตั้งแบบมีผู้แทนหลายคน ซึ่งมีการจัดเขตภูมิศาสตร์ที่กว้างกว่า ทำให้ความยึดโยงต่อประชาชนในท้องที่นั้นอ่อนแอกว่า[3]: 82  ยิ่งในระบบสัดส่วนแบบบัญชีรายชื่อซึ่งไม่ได้มีการแบ่งเขตเลือกตั้งเลย เช่น ในเนเธอร์แลนด์ และอิสราเอลนั้นความเชื่อมโยงระหว่างประชาชนในท้องที่กับตัวผู้แทนนั้นเกือบจะไม่มีเลย ยกเว้นเพียงบางพรรคการเมืองเท่านั้น อย่างไรก็ตามมีข้อโต้แย้งในระบบการเลือกตั้งที่มีเขตเลือกตั้งแบบผู้แทนหลายคนเขตเล็ก ๆ โดยเฉพาะในกรณีใช้ระบบการลงคะแนนแบบถ่ายโอนคะแนนเสียง (STV) ว่ากว่าร้อยละ 90 ของผู้แทนในเขตเลือกตั้งสามารถเข้าถึงผู้แทนที่พวกเขาเลือกตั้งเข้ามาได้ ซึ่งเป็นคนที่เข้าใจปัญหาในท้องถิ่นนั้น ๆ จึงกล่าวได้ว่าประชาชนในท้องที่และผู้แทนมีความใกล้ชิด[25][28]: 212  โดยประชาชนผู้มีสิทธิในท้องที่นั้นมีทางเลือกในการเลือกผู้แทนที่สามารถให้คำปรึกษาและแก้ปัญหาในท้องถิ่นนั้น ๆ ได้[28]: 212 [33] ส่วนในเขตเลือกตั้งที่มีผู้แทนมากกว่าหนึ่งคนนั้น ผู้สมัครรายที่โดดเด่นมักจะมีโอกาสได้รับเลือกในเขตท้องที่ของตนซึ่งประชาชนรู้จักดีและมั่นใจให้เป็นผู้แทนได้จริง และโอกาสที่จะส่งตัวผู้สมัครไปลงแข่งขันในเขตที่เหมือนเป็นคนแปลกหน้าหน้านั้นย่อมไม่เกิดผลดีต่อทั้งผู้สมัครและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตนั้น[34]: 248–250  ส่วนในระบบสัดส่วนผสม (MMP) นั้นมีการใช้ข้อดีของการแบ่งเขตเลือกตั้งแบบผู้แทนคนเดียวซึ่งช่วยเก็บรักษาความสัมพันธ์ระหว่างผู้แทนกับประชาชนในท้องที่ไว้[3]: 95  แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากมีจำนวนผู้แทนแบบบัญชีรายชื่อมากสุดได้ถึงครึ่งหนึ่งของสภา จึงทำให้เขตเลือกตั้งในแต่ละเขตอาจจะมีขนาดใหญ่กว่าในกรณีของระบบการเลือกตั้งแบบคะแนนนำ ได้ถึงสองเท่าซึ่งผู้แทนแต่ละคนนั้นถือเป็นผู้แทนเพียงคนเดียวของแต่ละเขตเลือกตั้ง

กรณีศึกษาที่น่าสนใจเคยเกิดขึ้นเนเธอร์แลนด์ ในการเลือกตั้งทั่วไป ค.ศ. 1994 เมื่อมีพรรคการเมืองใหม่ พรรคพันธมิตรแห่งผู้สูงวัยทั่วไป (General Elderly Alliance) ชนะถึง 6 ที่นั่ง เนื่องจากก่อนหน้านั้นไม่เคยมีพรรคการเมืองใดให้การใส่ใจในประเด็นนี้มาก่อน โดยในการเลือกตั้งครั้งถัดไปนั้น พรรคการเมืองนี้ก็จบบทบาทลงเนื่องจากพรรคการเมืองหลัก ๆ ได้เริ่มนโยบายรับฟังเสียงของผู้สูงวัยอย่างทั่วถึง ในปัจจุบันนี้มีพรรคการเมืองสำหรับผู้สูงอายุ ไฟฟ์ติคปลึส (50+) ได้มามีบทบาทสำคัญในการเมืองเนเธอร์แลนด์อย่างมีนัยสำคัญ โดยเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าการแบ่งเขตทางภูมิศาสตร์นั้นไม่อาจเป็นตัวชีวัดคะแนนเสียงที่ดีได้ หรือในอีกนัยหนึ่งคือ การลงคะแนนในแบบแบ่งเขตจำกัดผู้ลงคะแนนแค่ในเขตนั้น ๆ ในขณะที่การลงคะแนนแบบสัดส่วนนั้นมีผลตามผลลัพธ์คะแนนเสียงทั้งหมด[35]

คุณสมบัติของระบบสัดส่วน

[แก้]

ขนาดของเขตเลือกตั้ง

[แก้]

เหล่านักวิชาการมีความเห็นตรงกันว่าอิทธิพลที่สำคัญที่สุดในระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนคือขนาดของเขตเลือกตั้ง (district magnitude) ซึ่งคือจำนวนของผู้แทนในเขตเลือกตั้งนั้น ความเป็นสัดส่วนจะดีมากขึ้นหากขนาดเขตเลือกตั้งใหญ่ขึ้นโดยปริยาย[3] โดยผลงานวิจัยโดยนักวิชาการการเมืองส่วนใหญ่มีข้อแนะนำให้แบ่งเขตเลือกตั้งให้มีผู้แทนจำนวนสี่ถึงแปดคนจะดีที่สุด ซึ่งจำนวนประมาณนี้จะถือว่าน้อยในระบบสัดส่วนโดยทั่วไป[36]

ในอีกมุมหนึ่ง คือ ระบบการลงคะแนนแบบทวินาม (binomial voting) ซึ่งใช้ในชิลี ช่วงปี ค.ศ. 1989 จนถึง ค.ศ. 2013[37] เป็นระบบสัดส่วนแบบบัญชีรายชื่อเปิดแบบหนึ่งซึ่งมีผู้แทนเขตละสองคน โดยในระบบนี้ผลการเลือกตั้งมักจะได้ผู้แทนพรรคละหนึ่งคนจากพรรคใหญ่ต่อหนึ่งเขต (ในเขตเลือกตั้งส่วนใหญ่) จึงไม่ถือว่าเป็นสัดส่วนโดยปริยาย[3]: 79 

ในอีกกรณีหนึ่ง หากเขตเลือกตั้งทั้งเขตกินอาณาบริเวณเดียวทั้งประเทศ (และมีเกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำน้อย ซึ่งจะทำให้ความเป็นสัดส่วนสูงที่สุด) พรรคการเมืองต่าง ๆ สามารถได้เปรียบจากการเสริมภาพลักษณ์ของตนได้ง่ายผ่านการส่งผู้สมัครจากชนกลุ่มน้อย หรือผู้แทนสตรี[3]: 83 

ภายหลังจากการเริ่มใช้ระบบการลงคะแนนแบบถ่ายโอนคะแนนเสียงในไอร์แลนด์เมื่อ ค.ศ. 1921 ขนาดของเขตเลือกตั้งได้เริ่มลดลงอย่างช้า ๆ จนกลายเป็นเขตละสามคนเกือบทั้งหมด ซึ่งพรรคหลักที่ได้รับประโยชน์โดยตรงคือ พรรค Fianna Fáil จนกระทั่ง ค.ศ. 1979 เมื่อมีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการอิสระด้านเขตแดน ซึ่งได้ปรับแก้ขนาดของเขตเลือกตั้งใหม่[38] ต่อมาในปีค.ศ. 2010 คณะกรรมาธิการรัฐธรรมนูญในรัฐสภาได้แนะนำให้มีขนาดอย่างน้อยเขตละ 4 คน[39] นอกจากนั้นถึงแม้ว่าไอร์แลนด์จะมีขนาดเขตเลือกตั้งที่ค่อนข้างเล็กแต่ส่วนใหญ่จะได้ผลลัพธ์ที่เป็นสัดส่วนสูงอยู่อย่างสม่ำเสมอ[3]: 73 

องค์การ FairVote ซึ่งได้เคยพิจารณาแผนการใช้ระบบการลงคะแนนแบบถ่ายโอนคะแนนเสียงสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ได้เสนอให้แต่ละเขตเลือกตั้งมีขนาดตั้งแต่ 3-5 คนต่อเขต[40]

ในแผนการของศาสตราจารย์มอลลิสันซึ่งได้เคยพิจารณาแผนการใช้ระบบการลงคะแนนแบบถ่ายโอนคะแนนเสียงสำหรับการเลือกตั้งในสหราชอาณาจักรนั้น เขตเลือกตั้งส่วนใหญ่มีขนาด 4-5 คนต่อเขต โดยมีบางเขตที่มี 3 คน และบางเขตมากถึง 6 คน และยังมีบางเขตเพียงสองคน และคนเดียวซึ่งเป็นตามข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ในบางสถานที่[25]

เกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำ

[แก้]

เกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำคือจำนวนคะแนนเสียงที่น้อยที่สุดที่ต้องการเพื่อที่จะได้ 1 ที่นั่ง ยิ่งเกณฑ์ขั้นต่ำน้อย ยิ่งทำให้มีความเป็นสัดส่วนของสภาผู้แทนสูงมากขึ้น และจำนวนของคะแนนสูญน้อยลงเท่านั้น[3]

โดยส่วนใหญ่ระบบการลงคะแนนทั้งหลายมักจะมีการกำหนดเกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำไว้ ไม่ว่าจะเป็นตามบทบัญญัติกฎหมาย หรือเป็นจากการคำนวนตัวแปรต่าง ๆ ของการเลือกตั้ง[3]: 83 

เกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำนั้นปกติจะให้พรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงจำนวนหนึ่งเป็นร้อยละ โดยเมื่อถึงเกณฑ์แล้วจะได้รับที่นั่งจากบัญชีรายชื่อ ในเยอรมนี และนิวซีแลนด์ (ทั้งสองประเทศใช้ระบบสัดส่วนผสม) มีเกณฑ์ขั้นต่ำที่ร้อยละ 5 ของคะแนนรวมทั้งประเทศ แต่เกณฑ์นั้นจะไม่บังคับใช้ในพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตจำนวนหนึ่งแล้ว (สามที่นั่งในเยอรมนี และที่นั่งเดียวในนิวซีแลนด์) ตุรกีนั้นกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำที่ร้อยละ 10 เนเธอร์แลนด์ร้อยละ 0.67[3] อิสราเอลได้เพิ่มเกณฑ์ขั้นต่ำจากร้อยละ 1 (ก่อน ค.ศ. 1992) เป็นร้อยละ 1.5 (จนถึงปี ค.ศ. 2004) และต่อมาร้อยละ 2 (ในปี ค.ศ. 2006) และร้อยละ 3.25 ในปี ค.ศ. 2014[41]

ในระบบการลงคะแนนแบบถ่ายโอนคะแนนเสียง (STV) นั้น หากพรรคการเมืองได้คะแนนเสียงถึงเกณฑ์โควตา (คือ คะแนนเสียง÷จำนวนที่นั่ง+1) ของคะแนนเสียงในลำดับแรกก็จะได้รับเลือก อย่างไรก็ตาม ผู้สมัครรายสำคัญยอดนิยมของแต่ละเขตเลือกตั้งซึ่งอาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีในลำดับที่สองหรือสามเป็นต้น อาจจะได้รับเลือกไปด้วยคะแนนเพียงครึ่งเดียวจากโควตาของลำดับแรก ดังนั้น ในเขตเลือกตั้งที่มีผู้แทนหกคน จะมีเกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำเริ่มที่ร้อยละ 7.14 สำหรับลำดับแรก (คำนวนโดย 100÷(6+1)÷2)[25] ซึ่งการเลือกผู้สมัครในลำดับที่สองนั้นถือเป็นการสนับสนุนระบบฉันทามติได้ดี

ขนาดของพรรคในเขตเลือกตั้ง

[แก้]

ขนาดของพรรคในเขตเลือกตั้ง (party magnitude) คือจำนวนผู้แทนที่สังกัดพรรคการเมืองเดียวกันในเขตเลือกตั้งหนึ่ง โดยเมื่อใดที่ขนาดของพรรคในเขตนั้น ๆ มีขนาดใหญ่ขึ้นจะทำให้ผู้แทนมีความสมดุลมากขึ้นซึ่งเหมาะที่จะส่งผู้สมัครที่เป็นสตรีและกลุ่มชาติพันธุ์เข้าลงแข่งขัน[42]

แต่ในระบบถ่ายโอนคะแนนเสียงนั้นหากส่งผู้สมัครจำนวนมากเกินไปจะทำให้เกิดผลเสียแทน โดยจะเกิดปัญหาเสียงแตกในคะแนนลำดับแรกและจะเป็นเหตุให้ผู้สมัครตกรอบไปก่อนที่จะได้รับโอนคะแนนจากผู้สมัครจากพรรคการเมืองอื่น ๆ ตัวอย่างเกิดขึ้นในการเลือกตั้งท้องถิ่นสกอตแลนด์ ค.ศ. 2007 ที่พรรคแรงงานได้ส่งผู้สมัครถึงสามคนโดยชนะเพียงแค่คนเดียวในขณะที่ควรจะชนะได้ถึงสองคนเพราะปัญหาการแย่งคะแนนเสียงกันเอง[25] กรณีเดียวกันเกิดขึ้นในการเลือกตั้งทั่วไปในไอร์แลนด์ ค.ศ. 2011 ซึ่งเป็นผลให้พรรค Fianna Fáil ล่มสลายลงในเวลาต่อมา[43]

ความไม่สมดุลในระบบประธานาธิบดี

[แก้]

ในระบบประธานาธิบดี การเลือกประธานาธิบดีนั้นมีที่มาจากการเลือกตั้งที่เป็นอิสระไม่ขึ้นกับรัฐสภา ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่จะมีรัฐบาลที่แบ่งขั้วโดยที่รัฐสภาและประธานาธิบดีมีความเห็นตรงกันข้ามและมีความพยายามที่จะคานอำนาจซึ่งกันและกัน อย่างไรก็ดีในระบบสัดส่วนนั้นมีผลดีต่อรัฐบาลที่มาจากหลายพรรคเล็กรวมกันซึ่งจำเป็นจะต้องมีการรอมชอมและการเจรจาต่อรอง จึงทำให้การร่วมพรรคการเมืองนั้นจะมีความยากลำบากในการรวมตัวเป็นปึกแผ่นเพื่อคานอำนาจกับประธานาธิบดีซึ่งจะเป็นเหตุให้อำนาจทั้งสองฝ่ายนั้นไม่สมดุล โดยประธานาธิบดีจะใช้อำนาจได้มากกว่าในเรื่องการเมืองบางประเด็นได้

ปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นในกรณีของระบบรัฐสภาที่มีนายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งทางอ้อมผ่านกลไกรัฐสภา ดังนั้นทำให้กรณีของรัฐบาลแบ่งขั้วนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย ถึงแม้ว่ามุมมองทางการเมืองสามารถสลับสับเปลี่ยนได้อยู่ตลอด และอาจทำให้นายกรัฐมนตรีไม่ได้รับการไว้วางใจจากรัฐสภาโดยจะถูกเปลี่ยนตัวได้โดยการลงมติไม่ไว้วางใจโดยในกรณีนี้จึงทำให้เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเกิดรัฐบาลแบ่งขั้วได้ในระบบรัฐสภา

อื่น ๆ

[แก้]

ปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจมีผลต่อความเป็นสัดส่วนของระบบสัดส่วน ได้แก่ ขนาดของสภา การเลือกใช้ระหว่างบัญชีรายชื่อแบบเปิดหรือปิด การออกแบบบัตรลงคะแนน และวิธีการนับคะแนน

มาตรวัดความไม่เป็นสัดส่วน

[แก้]

ระบบการลงคะแนนแบบสัดส่วนแบบต่าง ๆ

[แก้]

ระบบสัดส่วนแบบบัญชีรายชื่อ

[แก้]

ระบบสัดส่วนแบบบัญชีรายชื่อเป็นระบบการลงคะแนนที่จำนวนที่นั่งในสภาจะได้รับการจัดสรรปันส่วนให้กับพรรคการเมืองต่าง ๆ ตามสัดส่วนคะแนนเสียงที่ได้รับ และจึงค่อยเลือกผู้แทนจากลำดับในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้น ๆ ระบบนี้ใช้กันในหลายประเทศ รวมถึง ฟินแลนด์ (บัญชีเปิด) ลัตเวีย (บัญชีเปิด) สวีเดน (บัญชีเปิด) อิสราเอล (บัญชีปิด) บราซิล (บัญชีเปิด) เนปาล (บัญชีปิด) เริ่มในปีค.ศ. 2008 เนเธอร์แลนด์ (บัญชีเปิด) รัสเซีย (บัญชีปิด) แอฟริกาใต้ (บัญชีปิด) และยูเครน (บัญชีเปิด) สำหรับการเลือกตั้งสภายุโรป ประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ใช้ระบบบัญชีเปิด แต่ประเทศขนาดใหญ่ในสหภาพยุโรปล้วนใช้ระบบบัญชีปิด เพื่อให้คะแนนเสียงข้างมากในสภานั้นแบ่งตามนั้น[44] ส่วนบัญชีท้องถิ่นนั้นเคยใช้ในการเลือกตั้งวุฒิสภาอิตาลีในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ประเภทของบัญชีรายชื่อแบ่งได้ดังนี้

  • ระบบบัญชีปิด ซึ่งบัญชีรายชื่อมีรายชื่อผู้สมัครที่เลือกตามขั้นตอนของพรรคการเมือง ซึ่งเป็นผู้กำหนดลำดับผู้สมัครในบัญชีรายชื่อเองซึ่งหมายถึงความเป็นไปได้มากน้อยที่จะได้รับเลือกตั้งของผู้สมัครแต่ละราย โดยรายชื่ออันดับแรกจะได้ที่นั่งพรรคที่นั่งแรกไป ในการลงคะแนนนั้นผู้ลงคะแนนจะเลือกทั้งบัญชีรายชื่อเลย และไม่สามารถปรับเปลี่ยนลำดับการเลือกเป็นรายบุคคลตามความชอบส่วนบุคคลได้[45][46] โดยพรรคการเมืองจะได้รับจัดสรรปันส่วนที่นั่งตามสัดส่วนคะแนนเสียงที่ได้รับ[47]
  • ระบบบัญชีเปิด ซึ่งผู้ลงคะแนนสามารถเลือกลงคะแนนได้ตั้งแต่หนึ่งคน หรือสองคน หรือแม้แต่ลงลำดับความชอบในรายชื่อที่ปรากฏในบัตรลงคะแนนได้ โดยขึ้นอยู่กับกฎหมายเลือกตั้งในประเทศนั้น ๆ ซึ่งการลงคะแนนจะเป็นตัวกำหนดลำดับในบัญชีรายชื่อก่อนหลังโดยเรียงจากคะแนนของผู้สมัครแต่ละรายในบัญชีรายชื่อ
  • ระบบบัญชีท้องถิ่น เป็นระบบที่พรรคการเมืองแบ่งบัญชีรายชื่อแตกต่างกันตามแต่ละเขตเลือกตั้ง โดยวิธีนี้ผู้ลงคะแนนจะสามารถเลือกตัวผู้แทนที่ชอบได้คล้ายกับในระบบแบ่งเขตคะแนนสูงสุด
  • ระบบบัญชีรายชื่อสองชั้น เช่นในเดนมาร์ก สวีเดน และนอร์เวย์ ในเดนมาร์กนั้นมีการแบ่งเขตเลือกตั้งทั้งหมด 10 เขต โดยแต่ละเขตมีผู้แทนมากกว่าหนึ่งคน โดยแบ่งเขตเลือกตั้งในสามภูมิภาคเพื่อเลือกผู้แทน 135 คน นอกจากนี้ยังมีผู้แทนอีก 40 คนมาจากการชดเชยที่นั่ง ผู้ลงคะแนนจะมีเพียงคะแนนเดียวซึ่งจะใช้เลือกตัวผู้สมัครในเขตเลือกตั้ง หรือใช้เลือกบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองในเขตเลือกตั้งนั้น โดยในการนับคะแนนผู้ชนะในเขตเลือกตั้ง ผู้สมัครแต่ละรายจะได้รับการจัดสรรที่นั่งจากคะแนนเสียงรวมของพรรครวมกับคะแนนเสียงของผู้สมัครแต่ละคน โดยจะมีที่นั่งชดเชยให้ในแต่ละเขตเลือกตั้งเพื่อปรับสัดส่วนให้พอดีระหว่างภูมิภาคกับคะแนนเสียงรวมในระดับประเทศ ในการเลือกตั้งทั่วไปในเดนมาร์ก ค.ศ. 2007 นั้นขนาดเลือกตั้งซึ่งเมื่อรวมกับที่นั่งชดเชยแล้วมีขนาดระหว่าง 14 ถึง 28 คนต่อเขต โดยพื้นฐานการลงคะแนนของเดนมาร์กไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลยตั้งแต่สมัยเริ่มใช้ในปี ค.ศ. 1920[48][49][50]

แบบถ่ายโอนคะแนนเสียง

[แก้]

ระบบลงคะแนนแบบถ่ายโอนคะแนนเสียง (อังกฤษ: single transferable vote, ย่อ STV) หรือเรียกอีกอย่างว่า "การลงคะแนนตามลําดับความชอบ" (อังกฤษ: ranked-choice voting)[51][8] เป็นระบบการลงคะแนนที่ผู้ลงคะแนนออกเสียงเลือกผู้สมัครตามลำดับความชอบ ในเขตเลือกตั้งหนึ่งมักมีผู้แทนตั้งแต่สามถึงเจ็ดคน โดยการนับคะแนนนั้นเกิดขึ้นเป็นรอบ ๆ โดยเลือกและกำจัดผู้สมัครแต่ละคนในแต่ละรอบ และโอนคะแนนเสียงไปให้ผู้สมัครคนอื่นตามลำดับจนกว่าจะได้ผู้ชนะครบจำนวนที่นั่งในเขตนั้น ๆ ผู้สมัครแต่ละรายในรอบ ๆ หนึ่งที่ได้รับคะแนนเสียงถึงจำนวนโควตาซึ่งเป็นจำนวนคะแนนขั้นต่ำเพื่อชนะการเลือกตั้ง คะแนนเสียงส่วนที่เกินจากโควตาจะถูกถ่ายโอนไปให้ผู้สมัครรายอื่นตามลำดับที่ผู้ลงคะแนนระบุไว้ หากในรอบถัดไปไม่มีผู้สมัครรายได้รวมคะแนนถึงโควตา ผู้สมัครที่ได้คะแนนสูงสุดจะถูกกำจัด โดยคะแนนทั้งหมดของผู้สมัครรายที่ตกรอบนั้นจะถูกถ่ายโอนไปให้ผู้สมัครรายอื่นตามที่ระบุไว้ในบัตรเลือกตั้ง และเริ่มนับใหม่รอบถัดไป การคำนวนคะแนนสำหรับการถ่ายโอนคะแนนนั้นมีหลายวิธี บางวิธีใช้การคำนวนอย่างง่าย บางวิธีใช้การถ่ายโอนคะแนนส่วนเกิน หรือถ่ายโอนแค่เป็นเศษส่วนหนึ่งของคะแนนเสียง (นำคะแนนส่วนเกินหารด้วยคะแนนรวมของผู้สมัคร) ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์ในการช่วยนับคะแนน ในแต่ละวิธีอาจจะไม่ได้ผลลัพธ์ที่เหมือนกันในการนับคะแนนใหม่ในแต่ละรอบ และยังมีวิธีที่แตกต่างกันในการจัดการคะแนนเสียงของผู้สมัครที่ชนะไปแล้วหรือตกรอบไปแล้วซึ่งก็ต้องการคอมพิวเตอร์เช่นกัน[52][53]

วิธีการลงคะแนนแบบถ่ายโอนคะแนนเสียงทำให้เกิดผู้ลงคะแนนเป็นกลุ่ม ๆ ในแต่ละเขตเลือกตั้งซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายทางการเมืองในเขตตามความหลากหลายของผู้แทน โดยส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 90 ของผู้ลงคะแนนได้ผู้แทนที่มาจากตัวเลือกอันดับหนึ่ง โดยผู้ลงคะแนนเสียงแต่ละคนสามารถออกเสียงเลือกได้ตามความชอบของตนและผลลัพธ์ที่ได้ก็มีความเป็นสัดส่วน[25] จึงทำให้ในระบบนี้พรรคการเมืองกลายเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น ในแนวคิดของระบบสัดส่วนอนุมานว่าพรรคการเมืองนั้นย่อมเกิดมาได้จากการความพึงพอใจของผู้ลงคะแนน และจึงเป็นผู้ให้อำนาจแก่พรรคการเมือง[52] ระบบถ่ายโอนคะแนนเสียงเป็นไปตามเกณฑ์ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนในความร่วมมืออย่างเข้มแข็ง (proportionality for solid coalitions) โดยการมีความร่วมมืออย่างเข้มแข็งโดยกลุ่มผู้สมัครนั้นหมายถึงกลุ่มของผู้ลงคะแนนที่เป็นผู้จัดลำดับผู้สมัครเหล่านี้เหนือเหตุผลอื่นใด[52] จึงถือเป็นระบบการมีผู้แทนแบบเป็นสัดส่วนอย่างแท้จริง แต่อย่างไรก็ตามขนาดของเขตเลือกตั้งที่ค่อนข้างเล็กได้ถูกวิจารณ์ว่าทำให้ลดความเป็นสัดส่วนลง โดยเฉพาะเมื่อมีพรรคการเมืองจำนวนมากกว่าที่นั่งที่มี[22]: 50  จึงทำให้ระบบถ่ายโอนคะแนนเสียงนี้บางครั้งถูกตีตราว่าเป็น "ระบบเสมือนสัดส่วน"[54]: 83  โดยคำกล่าวนี้อาจจะเป็นจริงในเขตที่อยู่ห่างไกลแต่ผลลัพธ์โดยรวมจะเป็นสัดส่วน ในไอร์แลนด์ซึ่งมีเขตเลือกตั้งขนาดเล็กจำนวนมากได้ผลลัพธ์ที่มีความเป็นสัดส่วนมาก[3]: 73 [6] ในปีค.ศ. 1997 ค่าเฉลี่ยของขนาดเขตเลือกตั้งอยู่ที่ 4.0 ในขณะที่มีพรรคการเมืองทั้งหมดแปดพรรคที่ได้ที่นั่ง โดยมีสี่พรรคมีผู้ชนะในลำดับแรกได้คะแนนรวมระดับชาติน้อยกว่าร้อยละ 3 นอกจากนี้ยังพบผู้สมัครอิสระหกคนที่ได้รับเลือกตั้ง[38] ระบบถ่ายโอนคะแนนเสียงนี้ได้รับคำชมว่าเป็นระบบที่เป็นสัดส่วนมากที่สุด[54]: 83  และยังช่วยกลั่นกรองผู้สมัครสายสุดโต่งออกไปจากระบบเนื่องจากในการลงคะแนนนั้นผู้สมัครแต่ละรายจะต้องแย่งกันอยู่ในลำดับต้น ๆ ตามความชอบของผู้ลงคะแนนโดยจะต้องมีนโยบายที่ผ่อนปรน และนโยบายที่เข้าถึงกลุ่มผู้ลงคะแนนทุกกลุ่มได้โดยง่าย[55][56]

ระบบผสมแบบมีการชดเชย

[แก้]

ระบบการลงคะแนนแบบผสม (อังกฤษ: mixed electoral system) เป็นระบบการลงคะแนนที่รวมเอาวิธีการลงคะแนนแบบคะแนนนำ/เสียงข้างมากกับการคำนวนแบบสัดส่วน[57] และยังใช้ระบบการชดเชยที่นั่งเพื่อปรับให้เป็นสัดส่วนที่สุด อันเป็นผลจากระบบคำแนนนำ/เสียงข้างมาก[58][59]

ระบบการลงคะแนนแบบผสมที่ใช้กันมากที่สุดคือ ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนที่มีสมาชิกแบบผสม (อังกฤษ: mixed-member proportional representation; ย่อ: MMP) หรือ "ระบบสัดส่วนผสม" ซึ่งประกอบด้วยการลงคะแนนแบบแบ่งเขตแบบมีผู้แทนเขตละคนโดยผ่านระบบแบ่งเขตคะแนนสูงสุด (FPTP) โดยมีระบบการชดเชยที่นั่งจากบัญชีรายชื่อในระดับชาติหรือภูมิภาค ตัวอย่างเช่น สมมติว่าพรรคการเมืองชนะ 10 ที่นั่งจากระบบคะแนนนำ แต่จำเป็นต้องมีทั้งหมดถึง 15 ที่นั่งเพื่อจะให้เท่ากับสัดส่วนคะแนนเสียงรวมในระดับชาติ (ที่นั่งพึงมี) ในกรณีนี้หากใช้ระบบการลงคะแนนแบบสัดส่วนผสมที่มีการชดเชยเต็มรูปแบบนั้นจะมีการเพิ่มที่นั่งชดเชยให้แก่พรรคการเมืองจำนวน 5 ที่นั่งเพื่อให้พรรคการเมืองได้ที่นั่งรวมเป็น 15 ที่นั่งตามจำนวนร้อยละของคะแนนเสียงที่ได้รับจริง ในระบบสัดส่วนผสมนั้นสามารถทำให้ได้ผลลัพธ์ที่มีความเป็นสัดส่วนได้ตั้งแต่ปานกลางจนถึงสูงโดยขึ้นอยู่กับตัวแปรต่าง ๆ ที่ใช้ในการเลือกตั้ง อาทิเช่น สัดส่วนของที่นั่งที่มาจากระบบแบ่งเขตคะแนนสูงสุดต่อที่นั่งแบบบัญชีรายชื่อ การใช้ระบบชดเชยที่นั่งเพิ่มผ่านที่นั่งส่วนขยาย และเกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำ[60][61][62] เป็นต้น ระบบการลงคะแนนนี้คิดขึ้นเพื่อใช้กับสภาบุนเดิสทาคของเยอรมนีในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และต่อมาได้รับไปใช้ในอีกหลายประเทศ เช่น เลโซโท โบลิเวีย นิวซีแลนด์ และในประเทศไทย (ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560) เป็นต้น ในสหราชอาณาจักรมีการใช้ระบบนี้ในการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติของเวลส์และสกอตแลนด์ โดยเรียกอีกชื่อว่า ระบบสมาชิกเพิ่มเติม (อังกฤษ: additional member system)[4][2]

ในระบบนี้ โดยปกติผู้ลงคะแนนจะมีสองคะแนนเสียง โดยหนึ่งคะแนนสำหรับเลือกผู้แทนแบบแบ่งเขต และอีกหนึ่งสำหรับบัญชีรายชื่อพรรค คะแนนเสียงบัญชีรายชื่อนั้นปกติจะเป็นตัวกำหนดจำนวนที่นั่งในสภา โดยหลังจากที่ได้ตัวผู้ชนะในแบบแบ่งเขตทั้งหมดแล้ว ผู้สมัครในบัญชีรายชื่อจะได้รับเลือกเพื่อเป็นการเติมจำนวนที่นั่งของแต่ละพรรคเพื่อให้ครบกับจำนวนผู้แทนที่พึงมีจากการคำนวนคะแนนเสียงทั้งหมดของพรรค ก่อนการจัดสรรปันส่วนที่นั่งในบัญชีรายชื่อนั้น คะแนนทั้งหมดของบัญชีรายชื่อที่ไม่ถึงเกณฑ์คะแนนขั้นต่ำจะไม่ถูกนำมาคิด หากพรรคการเมืองต่าง ๆ ที่ถูกกำจัดจากเกณฑ์คะแนนขั้นต่ำจะไม่ได้ที่นั่งและจึงทำให้จำนวนที่นั่งของพรรคการเมืองที่ผ่านเกณฑ์ได้ที่นั่งจำนวนมากขึ้นไปด้วย นอกจากนี้ผู้ชนะการเลือกตั้งนามอิสระ (ไม่สังกัดพรรคการเมือง) จะไม่ถูกนำไปคำนวนในการจัดสรรปันส่วนของบัญชีรายชื่อทั้งหมด

ความเป็นสัดส่วนของระบบสัดส่วนผสมอาจมีปัญหาได้หากอัตราส่วนที่นั่งในแบบบัญชีรายชื่อต่อแบบแบ่งเขตนั้นต่ำเกินไป ซึ่งอาจทำให้จำนวนที่นั่งชดเชยไม่พอกับผลการเลือกตั้งจากแบบแบ่งเขตและส่งผลให้ไม่เป็นสัดส่วนขึ้นได้ อีกตัวแปรหนึ่งคือการจัดการเรื่องที่นั่งส่วนขยาย (overhang seats) ซึ่งเกิดขึ้นในกรณีที่พรรคการเมืองชนะเลือกตั้งแบบแบ่งเขตมากกว่าจำนวนคะแนนเสียงรวมของพรรคในแบบบัญชีรายชื่อ (สูงกว่าจำนวนผู้แทนพึงมี) โดยเพื่อที่จะทำให้เป็นสัดส่วนนั้น พรรคการเมืองอื่น ๆ จำเป็นจะต้องได้รับที่นั่งเพิ่ม ซึ่งจะขยายขนาดของสภาเป็นจำนวนสองเท่าของจำนวนที่นั่งส่วนขยาย แต่ระบบการเพิ่มที่นั่งโดยขยายขนาดสภาเป็นการชั่วคราวนั้นไม่ได้ถูกรับไปใช้ในทุกประเทศ เช่นในประเทศเยอรมนี ที่เพิ่งเริ่มใช้การขยายขนาดสภาโดยชั่วคราวด้วยการเพิ่มจำนวนที่นั่ง[63] ส่วนในเวลส์ สกอตแลนด์ และเลโซโทไม่พบการขยายขนาดของสภาเลย และในค.ศ. 2012 คณะกรรมาธิการรัฐสภาของนิวซีแลนด์ได้เสนอให้มีการยกเลิกการชดเชยที่นั่งส่วนขยาย และดังนั้นจึงปรับขนาดของสภาไปโดยปริยาย ในขณะเดียวกันก็จะยกเลิกเกณฑ์ขั้นต่ำที่พรรคการเมืองจะต้องชนะการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตอย่างน้อยหนึ่งเขตจึงจะได้ที่นั่งในบัญชีรายชื่อ ซึ่งจะเป็นเหตุหลักที่ทำให้เกิดที่นั่งส่วนขยายและทำให้สภามีขนาดใหญ่ขึ้น และยังเสนอให้มีการปรับลดเกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำจากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 4 ซึ่งจะทำให้ได้สัดส่วนมากขึ้น[3][64]

ระบบการลงคะแนนแบบผสมอีกระบบหนึ่งคือ ระบบสัดส่วนสมาชิกคู่ (อังกฤษ: dual-member proportional representation; ย่อ: DMP) ซึ่งเป็นระบบการลงคะแนนแบบเสียงเดียวเลือกผู้แทนพร้อมกันเขตละสองคน โดยที่นั่งแรกของแต่ละเขตจะให้ผู้สมัครรายที่ชนะคะแนนนำ คล้ายกับการลงคะแนนในระบบแบ่งเขตคะแนนสูงสุด ที่นั่งที่เหลือจะจัดสรรให้โดยการชดเชยเพื่อให้ได้ผลรวมในระดับภูมิภาคมีความเป็นสัดส่วน ระบบสัดส่วนสมาชิกคู่ใช้สูตรคำนวนคล้ายกับระบบสัดส่วนผสมแบบหนึ่งที่ใช้หา "ผู้เกือบชนะที่ดีที่สุด" (best near-winner) ซึ่งใช้ในรัฐบาเดิน-เวือร์ทเทิมแบร์ค[65] ของเยอรมนี โดยมีการชดเชยที่นั่งให้แก่ผู้สมัครที่ได้เสียงสนับสนุนจำนวนมากในระดับเขตโดยเปรียบเทียบกับผู้สมัครรายอื่นจากพรรคการเมืองเดียวกัน ความแตกต่างของระบบสัดส่วนคู่ คือแต่ละเขตเลือกตั้งจะมีผู้แทนอย่างมากหนึ่งคนได้รับการชดเชยที่นั่ง หากในเขตเลือกตั้งมีผู้สมัครหลายรายแข่งขันกันแย่งที่นั่งชดเชยนี้ ผู้สมัครรายที่ได้คะแนนสูงสุดจะได้รับเลือกและทำให้รายอื่นตกรอบ ระบบสัดส่วนคู่มีความคล้ายคลึงกับระบบถ่ายโอนคะแนนเสียงตรงที่ผู้แทนทั้งหมดรวมถึงประเภทที่มาจากการชดเชยที่นั่งนั้นจะมาจากแบบแบ่งเขตเลือกตั้งทั้งหมด ระบบนี้ถูกคิดค้นขึ้นในปี ค.ศ. 2013 สำหรับรัฐแอลเบอร์ตาในแคนาดา และยังได้รับความสนใจจากรัฐพรินซ์เอ็ดเวิร์ดไอแลนด์ในการลงประชามติเมื่อปี ค.ศ. 2016 เพื่อหาระบบการลงคะแนนมาแทนที่ระบบแบ่งเขตคะแนนสูงสุด[66] แต่ถูกตีตกไปในรอบที่สาม อีกทั้งระบบนี้ยังเคยอยู่ในระบบสัดส่วนทั้งสามระบบที่ถูกเสนอชื่อในการลงประชามติปี ค.ศ. 2018 สำหรับรัฐบริติชโคลัมเบีย[67][68][69]

การแบ่งสรรปันส่วนแบบสัดส่วนคู่

[แก้]

ระบบสัดส่วนอื่น ๆ

[แก้]

ประเทศที่ใช้การเลือกตั้งระบบสัดส่วน

[แก้]
ประเทศที่ใช้การเลือกตั้งระบบสัดส่วน
  แบบบัญชีรายชื่อ
  แบบเสียงข้างมากผสม
  แบบสัดส่วนผสม
  แบบถ่ายโอนคะแนนเสียง

ตารางด้านล่างเป็นรายชื่อประเทศที่ใช้ระบบการลงคะแนนแบบสัดส่วนในการเลือกผู้แทนในองค์กรระดับประเทศ รายละเอียดข้อมูลในระบบการลงคะแนนที่ใช้สำหรับสภาล่างรวบรวมจาก ACE Electoral Knowledge Network[70][71] (ดูเพิ่มได้ในรายชื่อระบบการลงคะแนนแบ่งตามประเทศ)

ประเทศ ชนิด
แอลเบเนีย บัญชีรายชื่อและเกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำ 4% ในระดับชาติ และ 2.5% ในระดับเขต
แอลจีเรีย บัญชีรายชื่อ
แองโกลา บัญชีรายชื่อ
อาร์เจนตินา บัญชีรายชื่อสำหรับสภาผู้แทนราษฎร
อาร์เมเนีย บัญชีรายชื่อแบบสองชั้น

[72] โดยบัญชีปิดในระดับประเทศ และบัญชีเปิดในเขตเลือกตั้งทั้ง 13 เขต หากต้องการมีเสียงข้างมากเด็ดขาดโดยมีที่นั่งอย่างน้อยร้อยละ 54 ของทั้งหมด พรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงดีที่สุดสองอันดับแรกจะต้องแข่งขันกันเพื่อแย่งที่นั่งโบนัส โดยมีเกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำที่ร้อยละ 5 สำหรับพรรคการเมือง และร้อยละ 7 สำหรับชุดคะแนนทั้งหมด

อารูบา บัญชีรายชื่อ
ออสเตรเลีย แบบถ่ายโอนคะแนนเสียงใช้เฉพาะการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเท่านั้น
ออสเตรีย บัญชีรายชื่อและเกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำ 4% threshold
เบลเยียม บัญชีรายชื่อและเกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำ 5%
เบนิน บัญชีรายชื่อ
โบลิเวีย แบบสัดส่วนผสมและเกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำ 3%
บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา บัญชีรายชื่อ
บราซิล บัญชีรายชื่อ
บัลแกเรีย บัญชีรายชื่อและเกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำ 4%
บูร์กินาฟาโซ บัญชีรายชื่อ
บุรุนดี บัญชีรายชื่อและเกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำ 2%
กัมพูชา บัญชีรายชื่อ
กาบูเวร์ดี บัญชีรายชื่อ
ชิลี บัญชีรายชื่อ
โคลอมเบีย บัญชีรายชื่อ
คอสตาริกา บัญชีรายชื่อ
โครเอเชีย บัญชีรายชื่อและเกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำ 5%
ไซปรัส บัญชีรายชื่อ
สาธารณรัฐเช็ก บัญชีรายชื่อและเกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำ 5%
เดนมาร์ก บัญชีรายชื่อสองชั้นและเกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำ 2%
สาธารณรัฐโดมินิกัน บัญชีรายชื่อ
ติมอร์-เลสเต บัญชีรายชื่อ
เอลซัลวาดอร์ บัญชีรายชื่อ
อิเควทอเรียลกินี บัญชีรายชื่อ
เอสโตเนีย บัญชีรายชื่อและเกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำ 5%
สหภาพยุโรป แต่ละประเทศสมาชิกจะต้องเลือกระหว่างแบบถ่ายโอนคะแนนเสียง หรือแบบสัดส่วนบัญชีรายชื่อ
หมู่เกาะแฟโร บัญชีรายชื่อ
ฟิจิ บัญชีรายชื่อและเกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำ 5%
ฟินแลนด์ บัญชีรายชื่อ
เยอรมนี แบบสัดส่วนผสมและเกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำ 5% (หรือมีผู้ชนะแบบแบ่งเขตอย่างน้อย 3 คน)
กรีซ บัญชีรายชื่อแบบสองชั้น

ใช้บัญชีปิดในระดับประเทศ และบัญชีเปิดในแบบแบ่งเขตเลือกตั้งแบบผู้แทนหลายคน พรรคที่ชนะการเลือกตั้งจะได้ที่นั่งโบนัสจำนวน 50 ที่นั่ง (จากทั้งหมด 300 ที่นั่ง) แต่ระบบถูกยกเลิกหลังจากการเลือกตั้งสองครั้งจากปีค.ศ. 2016[73] และในปีค.ศ. 2020 รัฐสภาได้รับรองให้เปลี่ยนมาใช้ระบบเสียงข้างมากแบบเพิ่มที่นั่งในการเลือกตั้งในอีกสองสมัยถัดไป[74] โดยมีเกณฑ์คะแนนขั้นต่ำที่ร้อยละ 3

กรีนแลนด์ บัญชีรายชื่อ
กัวเตมาลา บัญชีรายชื่อ
กินี-บิสเซา บัญชีรายชื่อ
กายอานา บัญชีรายชื่อ
ฮอนดูรัส บัญชีรายชื่อ
ไอซ์แลนด์ บัญชีรายชื่อ
อินโดนิเซีย บัญชีรายชื่อและเกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำ 4%
ไอร์แลนด์ แบบถ่ายโอนคะแนนเสียง
อิสราเอล บัญชีรายชื่อและเกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำ 3.25%
อิตาลี ผสม และเกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำ 3%
คาซักสถาน บัญชีรายชื่อและเกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำ 7%
โคโซโว บัญชีรายชื่อ
คีร์กีซสถาน บัญชีรายชื่อและเกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำ 5%
ลัตเวีย บัญชีรายชื่อและเกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำ 5%
เลบานอน บัญชีรายชื่อ
เลโซโท แบบสัดส่วนผสม
ลิกเตนสไตน์ บัญชีรายชื่อและเกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำ 8%
ลักเซมเบิร์ก บัญชีรายชื่อ
นอร์ทมาซิโดเนีย บัญชีรายชื่อ
มอลตา แบบถ่ายโอนคะแนนเสียง
มอลโดวา บัญชีรายชื่อและเกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำ 6%
มอนเตเนโกร บัญชีรายชื่อและเกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำ 3%
โมซัมบิก บัญชีรายชื่อ
นามิเบีย บัญชีรายชื่อ
เนเธอร์แลนด์ บัญชีรายชื่อ
นิวซีแลนด์ แบบสัดส่วนผสมและเกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำ 5% (หรือต้องมีผู้ชนะแบบแบ่งเขตอย่างน้อย 1 ที่นั่ง)
เนปาล บัญชีรายชื่อผสม
ไอร์แลนด์เหนือ แบบถ่ายโอนคะแนนเสียง
นอร์เวย์ บัญชีรายชื่อสองชั้นและเกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำ 4% ของระดับชาติ
ปารากวัย บัญชีรายชื่อ
เปรู บัญชีรายชื่อ
โปแลนด์ บัญชีรายชื่อและเกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำ 5% หรือมากกว่าสำหรับพรรคการเมืองเดียว 8% หรือมากกว่าสำหรับพรรคร่วมพันธมิตร หรือ 0% หรือมากกว่าสำหรับพรรคเล็กน้อย
โปรตุเกส บัญชีรายชื่อ
โรมาเนีย บัญชีรายชื่อ
รวันดา บัญชีรายชื่อ
ซานมารีโน บัญชีรายชื่อ

หากต้องการเสียงข้างมากเด็ดขาดในสภา พรรคการเมืองสองอันดับแรกจะต้องแข่งขันในรอบชี้ขาดเพื่อแย่งที่นั่งโบนัส โดยมีเกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำที่ 3.5%

เซาตูเมและปรินซีปี บัญชีรายชื่อ
เซอร์เบีย บัญชีรายชื่อและเกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำ 5% หรือน้อยกว่า
ซินต์มาร์เติน บัญชีรายชื่อ
สโลวาเกีย บัญชีรายชื่อและเกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำ 5%
สโลวีเนีย บัญชีรายชื่อและเกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำ 4%
แอฟริกาใต้ บัญชีรายชื่อ
สเปน บัญชีรายชื่อและเกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำ 3% ในเขตเลือกตั้งขนาดเล็ก
ศรีลังกา บัญชีรายชื่อ
ซูรินาม บัญชีรายชื่อ
สวีเดน บัญชีรายชื่อสองชั้นและเกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำ 4% ในระดับชาติ และ 12% ในระดับเขต
สวิตเซอร์แลนด์ บัญชีรายชื่อ
ไต้หวัน ผสม: บัญชีรายชื่อจำนวน 34 ที่นั่ง (จากทั้งหมด 113 ที่นั่ง)
ไทย แบบสัดส่วนผสม โดยมี 400 ที่นั่งจากแบบแบ่งเขต และบัญชีรายชื่อ 100 ที่นั่ง
โตโก บัญชีรายชื่อ
ตูนิเซีย บัญชีรายชื่อ
ตุรกี บัญชีรายชื่อและเกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำ 10%
ญี่ปุ่น บัญชีรายชื่อและเกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำ 2%
ยูเครน แบบสัดส่วนผสม และเกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำ 5% และบัญชีรายชื่อแบบเปิด
อุรุกวัย บัญชีรายชื่อ

ดูเพิ่ม

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. ↑ เมืองรัตน, ฤทัยชนก. "การเลือกตั้ง-วิถีแห่งประชาธิปไตย" (PDF). สำนักภาษาต่างประเทศ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สืบค้นเมื่อ 6 มิถุนายน 2021.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  2. 1 2 Amy, Douglas J. "How Proportional Representation Elections Work". FairVote. สืบค้นเมื่อ 26 ตุลาคม 2017.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  3. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 "Electoral System Design: the New International IDEA Handbook". International Institute for Democracy and Electoral Assistance. 2005. สืบค้นเมื่อ 9 เมษายน 2014.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  4. 1 2 "Additional Member System". London: Electoral Reform Society. สืบค้นเมื่อ 16 ตุลาคม 2015.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  5. ↑ ACE Project: The Electoral Knowledge Network. "Electoral Systems Comparative Data, Table by Question". สืบค้นเมื่อ 20 พฤศจิกายน 2014.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  6. 1 2 Gallagher, Michael. "Ireland: The Archetypal Single Transferable Vote System" (PDF). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 2017-10-20. สืบค้นเมื่อ 26 ตุลาคม 2014.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  7. ↑ Hirczy de Miño, Wolfgang, University of Houston; Lane, John, State University of New York at Buffalo (1999). "Malta: STV in a two-party system" (PDF). สืบค้นเมื่อ 24 กรกฎาคม 2014.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) CS1 maint: multiple names: authors list (ลิงก์)
  8. 1 2 Amy, Douglas J. "A Brief History of Proportional Representation in the United States". FairVote. สืบค้นเมื่อ 16 ตุลาคม 2015.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  9. ↑ Laakso, Markku (1980). "Electoral Justice as a Criterion for Different Systems of Proportional Representation". Scandinavian Political Studies. 3 (3). Wiley: 249–264. doi:10.1111/j.1467-9477.1980.tb00248.x. ISSN 0080-6757.
  10. ↑ Koriyama, Y.; Macé, A.; Laslier, J.-F.; Treibich, R. (2013). "Optimal apportionment". Journal of Political Economy. 121 (3): 584–608. doi:10.1086/670380. S2CID 10158811.
  11. ↑ Amy, Douglas. "Proportional Representation Voting Systems". Fairvote.org. Takoma Park. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2021-06-14. สืบค้นเมื่อ 25 สิงหาคม 2017.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  12. 1 2 3 Norris, Pippa (1997). "Choosing Electoral Systems: Proportional, Majoritarian and Mixed Systems" (PDF). Harvard University. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 2013-01-20. สืบค้นเมื่อ 9 เมษายน 2014.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  13. ↑ Colin Rallings; Michael Thrasher. "The 2005 general election: analysis of the results" (PDF). Electoral Commission, Research, Electoral data. London: Electoral Commission. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 20 ตุลาคม 2017. สืบค้นเมื่อ 29 มีนาคม 2015.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  14. 1 2 Commission On Electoral Reform, Hansard Society for Parliamentary Government (1976). "Report of the Hansard Society Commission on Electoral Reform". Hansard Society. London.
  15. ↑ "1993 Canadian Federal Election Results". University of British Columbia. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2017-08-30. สืบค้นเมื่อ 25 มกราคม 2016.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  16. ↑ "Election 2015 - BBC News". BBC. สืบค้นเมื่อ 11 พฤษภาคม 2015.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) [ลิงก์เสียถาวร]
  17. ↑ Ana Nicolaci da Costa; Charlotte Greenfield (กันยายน 23, 2017). "New Zealand's ruling party ahead after poll but kingmaker in no rush to decide". Reuters.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  18. ↑ Roberts, Iain (29 มิถุนายน 2010). "People in broad church parties should think twice before attacking coalitions". Liberal Democrat Voice. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2021-03-06. สืบค้นเมื่อ 29 กรกฎาคม 2014.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  19. 1 2 3 "A look at the evidence". Fair Vote Canada. สืบค้นเมื่อ 2 มกราคม 2019.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  20. ↑ Amy, Douglas J. "Single Transferable Vote Or Choice Voting". FairVote. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2021-06-14. สืบค้นเมื่อ 9 เมษายน 2014.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  21. ↑ "Electoral Reform Society's evidence to the Joint Committee on the Draft Bill for House of Lords Reform". Electoral Reform Society. 21 ตุลาคม 2011. สืบค้นเมื่อ 10 พฤษภาคม 2015.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  22. 1 2 3 4 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ "forder"
  23. ↑ Harris, Paul (20 พฤศจิกายน 2011). "'America is better than this': paralysis at the top leaves voters desperate for change". The Guardian. สืบค้นเมื่อ 17 พฤศจิกายน 2014.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  24. ↑ Krugman, Paul (19 พฤษภาคม 2012). "Going To Extreme". The Conscience of a Liberal, Paul Krugman Blog. The New York Times Co. สืบค้นเมื่อ 24 พ.ย. 2014.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  25. 1 2 3 4 5 6 7 Mollison, Denis. "Fair votes in practice STV for Westminster" (PDF). Heriot Watt University. สืบค้นเมื่อ 3 มิถุนายน 2014.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  26. ↑ "Democrats' Edge in House Popular Vote Would Have Increased if All Seats Had Been Contested". FairVote. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2015-09-28. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2014.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  27. ↑ Cox, Gary W.; Fiva, Jon H.; Smith, Daniel M. (2016). "The Contraction Effect: How Proportional Representation Affects Mobilization and Turnout" (PDF). The Journal of Politics. 78 (4): 1249–1263. doi:10.1086/686804. hdl:11250/2429132. S2CID 55400647.
  28. 1 2 3 4 Amy, Douglas J (2002). Real Choices / New Voices, How Proportional Representation Elections Could Revitalize American Democracy. Columbia University Press. ISBN 9780231125499.
  29. ↑ Mollison, Denis (2010). "Fair votes in practice: STV for Westminster". Heriot-Watt University. สืบค้นเมื่อ 3 มิถุนายน 2014.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  30. ↑ Scheppele, Kim Lane (เมษายน 13, 2014). "Legal But Not Fair (Hungary)". The Conscience of a Liberal, Paul Krugman Blog. The New York Times Co. สืบค้นเมื่อ 12 กรกฎาคม 2014.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  31. ↑ Office for Democratic Institutions and Human Rights (11 กรกฎาคม 2014). "Hungary, Parliamentary Elections, 6 April 2014: Final Report". OSCE.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  32. ↑ "Voting Counts: Electoral Reform for Canada" (PDF). Law Commission of Canada. 2004. น. 22.
  33. ↑ "Single Transferable Vote". London: Electoral Reform Society. สืบค้นเมื่อ 28 กรกฎาคม 2014.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  34. ↑ อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ "humphreys"
  35. ↑ (Dutch) "Evenredige vertegenwoordiging". www.parlement.com (ภาษาดัตช์). สืบค้นเมื่อ 2020-01-28. {{cite web}}: ตรวจค่าของ |url= (วิธีใช้)
  36. ↑ Carey, John M.; Hix, Simon (2011). "The Electoral Sweet Spot: Low-Magnitude Proportional Electoral Systems" (PDF). American Journal of Political Science. 55 (2): 383–397. doi:10.1111/j.1540-5907.2010.00495.x. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 2023-03-14. สืบค้นเมื่อ 2021-06-28.
  37. ↑ "Electoral reform in Chile: Tie breaker". The Economist. 14 กุมภาพันธ์ 2015. สืบค้นเมื่อ 11 เมษายน 2018.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  38. 1 2 Laver, Michael (1998). "A new electoral system for Ireland?" (PDF). The Policy Institute, Trinity College, Dublin.
  39. ↑ "Joint Committee on the Constitution" (PDF). Dublin: Houses of the Oireachtas. กรกฎาคม 2010. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 2018-05-09. สืบค้นเมื่อ 2022-05-22.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  40. ↑ "National projections" (PDF). Monopoly Politics 2014 and the Fair Voting Solution. FairVote. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 2015-09-24. สืบค้นเมื่อ 9 กรกฎาคม 2014.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  41. ↑ Lubell, Maayan (มีนาคม 11, 2014). "Israel ups threshold for Knesset seats despite opposition boycott". Thomson Reuters. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2015-09-24. สืบค้นเมื่อ 10 กรกฎาคม 2014.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  42. ↑ "Party Magnitude and Candidate Selection". ACE Electoral Knowledge Network.
  43. ↑ O'Kelly, Michael. "The fall of Fianna Fáil in the 2011 Irish general election". Significance. Royal Statistical Society, American Statistical Association.{{cite web}}: CS1 maint: deprecated archival service (ลิงก์)
  44. ↑ As counted from the table in http://www.wahlrecht.de/ausland/europa.htm [in German]; "Vorzugsstimme(n)" means "open list".
  45. ↑ "Party List PR". Electoral Reform Society. สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2016.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  46. ↑ Gordon Gibson (2003). Fixing Canadian Democracy. The Fraser Institute. น. 76. ISBN 9780889752016.
  47. ↑ Gallagher, Michael; Mitchell, Paul (2005). The Politics of Electoral Systems. Oxford, New York: Oxford University Press. น. 11. ISBN 978-0-19-925756-0.
  48. ↑ "The Parliamentary Electoral System in Denmark". Copenhagen: Ministry of the Interior and Health. 2011. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2017-11-23. สืบค้นเมื่อ 1 ก.ย. 2014.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  49. ↑ "The main features of the Norwegian electoral system". Oslo: Ministry of Local Government and Modernisation. 2017-07-06. สืบค้นเมื่อ 1 ก.ย. 2014.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  50. ↑ "The Swedish electoral system". Stockholm: Election Authority. 2011. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 18 สิงหาคม 2014. สืบค้นเมื่อ 1 ก.ย. 2014.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  51. ↑ "Fair Voting/Proportional Representation". FairVote. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2015-12-08. สืบค้นเมื่อ 9 เมษายน 2014.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  52. 1 2 3 Tideman, Nicolaus (1995). "The Single Transferable Vote". Journal of Economic Perspectives. 9 (1): 27–38. doi:10.1257/jep.9.1.27.
  53. ↑ O’Neill, Jeffrey C. (กรกฎาคม 2006). "Comments on the STV Rules Proposed by British Columbia". Voting Matters (22). สืบค้นเมื่อ 10 สิงหาคม 2013.{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  54. 1 2 David M. Farrell; Ian McAllister (2006). The Australian Electoral System: Origins, Variations, and Consequences. Sydney: UNSW Press. ISBN 978-0868408583.
  55. ↑ "Referendum 2011: A look at the STV system". The New Zealand Herald. Auckland: The New Zealand Herald. 1 พ.ย. 2011. สืบค้นเมื่อ 21 พ.ย. 2014.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  56. ↑ "Change the Way We Elect? Round Two of the Debate". The Tyee. Vancouver. 30 เม.ย. 2009. สืบค้นเมื่อ 21 พ.ย. 2014.{{cite magazine}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  57. ↑ ACE Project Electoral Knowledge Network. "Mixed Systems". สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2016.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  58. ↑ Massicotte, Louis (2004). In Search of Compensatory Mixed Electoral System for Québec (PDF) (รายงาน). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 2019-12-24. สืบค้นเมื่อ 2021-06-29.
  59. ↑ Bochsler, Daniel (พฤษภาคม 13, 2010). "Chapter 5, How Party Systems Develop in Mixed Electoral Systems". Territory and Electoral Rules in Post-Communist Democracies. Palgrave Macmillan. ISBN 9780230281424.{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  60. ↑ "Electoral Systems and the Delimitation of Constituencies". International Foundation for Electoral Systems. 2 ก.ค. 2009.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  61. ↑ Moser, Robert G. (ธันวาคม 2004). "Mixed electoral systems and electoral system effects: controlled comparison and cross-national analysis". Electoral Studies. 23 (4): 575–599. doi:10.1016/S0261-3794(03)00056-8.{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  62. ↑ Massicotte, Louis (กันยายน 1999). "Mixed electoral systems: a conceptual and empirical survey". Electoral Studies. 18 (3): 341–366. doi:10.1016/S0261-3794(98)00063-8.{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  63. ↑ "Deutschland hat ein neues Wahlrecht" (ภาษาเยอรมัน). Zeit Online. 22 กุมภาพันธ์ 2013.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  64. ↑ "Report of the Electoral Commission on the Review of the MMP Voting System". Wellington: Electoral Commission New Zealand. 2011. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 7 กรกฎาคม 2014. สืบค้นเมื่อ 10 ส.ค. 2014.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  65. ↑ Antony Hodgson (ม.ค. 21, 2016). "Why a referendum on electoral reform would be undemocratic". The Tyee.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  66. ↑ Kerry Campbell (เมษายน 15, 2016). "P.E.I. electoral reform committee proposes ranked ballot". CBC News.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  67. ↑ Eby, David (พฤษภาคม 30, 2018). "How We Vote: 2018 Electoral Reform Referendum Report and Recommendations of the Attorney General" (PDF). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ สิงหาคม 31, 2018. สืบค้นเมื่อ มิถุนายน 9, 2018.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  68. ↑ McElroy, Justin (มิถุนายน 2, 2018). "Know your voting systems: three types of electoral reform on B.C.'s ballot". CBC News.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  69. ↑ "2018 Referendum on Electoral Reform: Voting Results Available". Elections BC. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2021-08-05. สืบค้นเมื่อ พฤศจิกายน 1, 2020.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  70. ↑ ACE Project: The Electoral Knowledge Network. "Electoral Systems Comparative Data, World Map". สืบค้นเมื่อ 24 ตุลาคม 2017.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  71. ↑ ACE Project: The Electoral Knowledge Network. "Electoral Systems Comparative Data, Table by Country". สืบค้นเมื่อ 24 ตุลาคม 2017.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  72. ↑ Office for Democratic Institutions and Human Rights. "Republic of Armenia, Parliamentary Elections, 2 April 2017". OSCE.
  73. ↑ "Greek MPs approve end to bonus seats, lower voting age". Reuters (ภาษาอังกฤษ). 2016-07-21. สืบค้นเมื่อ 2019-06-22.
  74. ↑ "Parliament votes to change election law | Kathimerini". www.ekathimerini.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2020-01-25.

อ่านเพิ่มเติม

[แก้]

หนังสือ

[แก้]

บทความ

[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]