ข้ามไปเนื้อหา

วังเจ้าเขมร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

วังเจ้าเขมร เป็นสถานที่ประทับของพระมหากษัตริย์ พระญาติวงศ์ และข้าราชบริพารของราชสำนักกัมพูชา ตั้งอยู่ติดถนนเจริญกรุง[1] ริมสะพานดำรงสถิต[2] ตำบลสามยอด จังหวัดพระนคร[3] (ปัจจุบันขึ้นกับแขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร) เพราะตามธรรมเนียมราชสำนักกัมพูชาตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา พระมหากษัตริย์กัมพูชาทุกพระองค์ (ยกเว้นพระนางเจ้ามี) ทรงเข้ารับการศึกษาที่กรุงเทพมหานคร[4] และเป็นสถานที่ลี้ภัยทางการเมืองของเจ้านายกัมพูชาบางพระองค์[5]

ประวัติ

[แก้]

เจ้านายของกัมพูชาเข้ามาพำนักในดินแดนสยามมีมาตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยาแล้ว กระทั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีเจ้านายเขมรย้ายเข้ากรุงเทพมหานครหลังเกิดความขัดแย้งภายในราชสำนัก เจ้านายที่อพยพมาในคราวนั้นคือ สมเด็จพระนารายณ์รามาธิบดีศรีสุริโยพรรณ หรือนักองค์เอง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงชุบเลี้ยงนักองค์เอง ส่วนนักองค์อีและนักองค์เภา เข้ารับราชการเป็นบาทบริจาริกาในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท[6] และได้พระราชทานที่ดินสำหรับสร้างวังเจ้าเขมร ณ ตำบลคอกควาย หรือคอกกระบือ (ปัจจุบันคือแขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร) เมื่อราว พ.ศ. 2321[7] หรือ พ.ศ. 2325[8] ต่อมาโปรดให้รื้อพระตำหนักที่ตำบลคอกกระบือใน พ.ศ. 2335[9] ไปสร้างวังเจ้าเขมรขึ้นใหม่บริเวณปากคลองหลอดวัดราชนัดดาบนเกาะรัตนโกสินทร์ ตรงข้ามทางทิศใต้ของวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2329[10]

หลังสมเด็จพระนารายณ์รามาธิบดีศรีสุริโยพรรณ หรือนักองค์เอง และสมเด็จพระอุไทยราชาธิราชรามาธิบดี หรือนักองค์จัน กลับไปครองกรุงกัมพูชา ก็พาครอบครัวบางพระองค์กลับไปด้วย แต่ก็ยังเสด็จกลับมาประทับที่กรุงเทพมหานครเพื่อทรงเยี่ยมพระญาติวงศ์ที่ยังรับราชการอยู่ในราชสำนักสยามเป็นระยะ[11] แม้สมเด็จพระนารายณ์รามาธิบดีศรีสุริโยพรรณจะเสด็จกลับไปเสวยราชสมบัติที่กรุงกัมพูชาแล้ว แต่นักนางไชย ซึ่งเป็นพระชนนี ยังคงอาศัยอยู่ภายในวังเจ้าเขมรตราบจนสิ้นชีวิต[12] กษัตริย์กัมพูชายังส่งพระราชโอรสมาเล่าเรียนที่กรุงเทพมหานครตามพระราชธรรมเนียม เช่น พระบาทสมเด็จพระนโรดม บรมรามเทวาวตาร พระบาทสมเด็จพระสีสุวัตถิ์ รวมทั้งพระองค์เจ้าวัตถา[4] พระมหากษัตริย์สยามเองก็ให้การอุปการะอย่างพระราชบุตรบุญธรรม[13] ภายในวังเจ้าเขมรจะมีครูสอนภาษาเขมรและไทย[3] แต่พระบาทสมเด็จพระนโรดม บรมรามเทวาวตารที่เคยประทับในวังนี้ "...ตรัสแต่ภาษาไทย ถึงกล่าวกันว่าตรัสเขมรมิใคร่คล่อง"[14]

ในเวลาต่อมาหลังกัมพูชาตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส วังเจ้าเขมรก็โรยราลง คงหลงเหลือเจ้านายเขมรอยู่ไม่มาก ในช่วง พ.ศ. 2401 เป็นต้นมา จำนวนเจ้านายเขมรชั้นสูงในวังเริ่มลดลงโดยลำดับ แล้วถูกแทนที่ด้วยเจ้านายเขมรระดับล่าง[12] หนึ่งในนั้นคือ พระอินทเบญญา (สะราคำ วัตถา) หรือนักสะราคำ พระนัดดาของพระองค์เจ้าวัตถา เป็นต้นสกุลวัตถา ซึ่งรับราชการอยู่ในประเทศไทยจนสิ้นชีวิต[15] ชุมชนชาวเขมรรอบวังเจ้าเขมรก็สูญหายไปพร้อมกับความเจริญของเมืองหลวง ทั้งการเวนคืนที่ดินเพื่อสร้างถนน และอัคคีภัยที่ผลาญชุมชน ลูกหลานชาวเขมรได้กลืนกลายเป็นชาวไทยโดยสมบูรณ์ ชุมชนเขมรเก่าก็ถูกแทนที่ด้วยอาคารพาณิชย์ของชาวไทยเชื้อสายจีน[12]

อ้างอิง

[แก้]
เชิงอรรถ
  1. "สถานที่ต่าง ๆ ที่เสนาบดีในตระกูลบุนนาคเป็นแม่กองสร้าง". ชมรมสายสกุลบุนนาค. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2020-01-19. สืบค้นเมื่อ 22 มกราคม 2564.
  2. "สร้างสะพานข้ามคลอง". วชิรญาณ. สืบค้นเมื่อ 3 กุมภาพันธ์ 2567.
  3. 1 2 ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา. ตำนานหอพระสมุด หอพระมณเฑียรธรรม หอวชิรญาณ หอพุทธสาสนสังคหะ แล หอสมุดสำหรับพระนคร. พระนคร : อักษรเจริญทัศน์, 2512, หน้า ก
  4. 1 2 ธิบดี บัวคำศรี (มกราคม-มิถุนายน 2557). ""ประเทศ" กัมพูชาของพระองค์มจะส์วัตถาและยุคนธร". วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (10:1), หน้า 150
  5. ไกรฤกษ์ นานา (12 กรกฎาคม 2563). "สายลับเขมร ช่วงวิกฤติ ร.ศ.112 คือใคร? มีบทบาทอย่างไรท่ามกลางความแตกแยกในราชสำนักเขมร". ศิลปวัฒนธรรม. สืบค้นเมื่อ 22 มกราคม 2564.
  6. ทิพากรวงศมหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค), เจ้าพระยา. "พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 พงศาวดารเขมร ตั้งแต่ครั้งกรุงธนบุรีจนนักองเองเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ". วชิรญาณ. สืบค้นเมื่อ 22 มกราคม 2564.
  7. "ประวัติชุมชนนางเลิ้ง กรุงเทพมหานคร". กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2020-11-22. สืบค้นเมื่อ 22 มกราคม 2564.
  8. ราชพงษาวดารกรุงกัมพูชา, หน้า 160-161
  9. ราชพงษาวดารกรุงกัมพูชา, หน้า 166-167
  10. ทิพากรวงศมหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค), เจ้าพระยา. "พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 สร้างวังเจ้าเขมร". วชิรญาณ. สืบค้นเมื่อ 22 มกราคม 2564.
  11. วลัยลักษณ์ ทรงศิริ (25 มิถุนายน 2561). ""เมืองประวัติศาสตร์กรุงเทพฯ" และการเดินทางย้อนรอยการจัดการเมืองประวัติศาสตร์ (๒)". มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยพันธุ์. สืบค้นเมื่อ 22 มกราคม 2564.
  12. 1 2 3 ปดิวลดา บวรศักดิ์ (3 กุมภาพันธ์ 2566). "เปิดถิ่นฐาน "ชาวขแมร์" ในรัตนโกสินทร์ อยู่ตรงไหน ทำอะไรกันบ้าง?". ศิลปวัฒนธรรม. สืบค้นเมื่อ 31 มกราคม 2567.
  13. ไกรฤกษ์ นานา (28 เมษายน 2563). "เบื้องหลัง พระราชดำรัส ร.4 เรื่องเสียเมืองเขมร "เราขอบอกท่านด้วยความเจ็บปวดยิ่ง"". ศิลปวัฒนธรรม. สืบค้นเมื่อ 22 มกราคม 2564.
  14. ธิบดี บัวคำศรี (มกราคม-มิถุนายน 2557). ""ประเทศ" กัมพูชาของพระองค์มจะส์วัตถาและยุคนธร". วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (10:1), หน้า 151
  15. ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา. ตำนานหอพระสมุด หอพระมณเฑียรธรรม หอวชิรญาณ หอพุทธสาสนสังคหะ แล หอสมุดสำหรับพระนคร. พระนคร : อักษรเจริญทัศน์, 2512, หน้า ง
บรรณานุกรม
  • เรืองเดชอนันต์ (ทองดี ธนรัชต์), พันตรี หลวง. ราชพงษาวดารกรุงกัมพูชา. กรุงเทพฯ : ไทยควอลิตี้บุ๊คส์ (2006), 2563. 336 หน้า. ISBN 978-616-514-668-5