ยุทธการที่เป่ย์ผิง–เทียนสิน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ยุทธการเป่ย์ผิง-เทียนสิน
เป็นส่วนหนึ่งของ สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สอง
First pictures of the Japanese occupation of Peiping in China.jpg
กองทัพญี่ปุ่นเดินขบวนเข้าสู่ประตูเจิ้งหยางเหมิน ในกรุงเป่ย์ผิง (ปักกิ่ง) และเข้ายึดครองเมือง
วันที่ ต้นเดือนกรกฎาคม - เดือนสิงหาคม ค.ศ. 1937
สถานที่ เมืองเป่ย์ผิง (ปักกิ่ง) – เทียนสิน (เทียนจิน) และบริเวณโดยรอบ
ผลลัพธ์ จักรวรรดิญี่ปุ่นได้รับชัยชนะ
คู่ขัดแย้ง
จักรวรรดิญี่ปุ่น จักรวรรดิญี่ปุ่น สาธารณรัฐจีน (1912–1949) สาธารณรัฐจีน
ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
War flag of the Imperial Japanese Army.svg ทะนิชิโระ ทาชิโร่
War flag of the Imperial Japanese Army.svg คิโยะชิ คัตสึกิ
Flag of the Republic of China Army.svg ซ่ง จีหยวน
Flag of the Republic of China Army.svg ฉิน เตอฉุน (ผู้ว่าการนครเป่ย์ผิง)
กำลัง
60,000+ 100,000+

ยุทธการเป่ย์ผิง-เทียนสิน (จีนตัวย่อ: 平津作战; จีนตัวเต็ม: 平津作戰; พินอิน: Píng Jīn Zùozhàn), หรือรู้จักกันใน ยุทธการปักกิ่ง และ ปฏิบัติการปักกิ่ง-เทียนสิน หรือถูกทางฝ่ายญี่ปุ่นเรียกว่า ญี่ปุ่น: วิกฤตการณ์จีนตอนเหนือ โรมาจิ北支事変 ทับศัพท์โฮะจุชิ จิเฮ็น (25–31 กรกฎาคม 1937) เป็นหนึ่งในยุทธการในสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สอง ที่ทำการสู้รบบริเวณกรุงเป่ย์ผิง (กรุงปักกิ่งในปัจจุบัน สมัยนั้นเรียกว่า เป่ย์ผิง) และเมือง เทียนสิน (เทียนจินในปัจจุบัน) ซึ่งสิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของญี่ปุ่น

เบื้องหลัง[แก้]

ระหว่างเหตุการณ์สะพานมาร์โค โปโล ในวันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1937 กองทัพญี่ปุ่นประจำประเทศจีน ได้เริ่มโจมตีกำแพงเมืองหว่านผิง (宛平鎮) หลังจากได้ยื่นคำขาดให้แก่ทางการจีนเพื่ออนุญาตให้กองกำลังของญี่ปุ่นเข้าเมืองหว่านผิง เพื่อค้นหาทหารที่ฝ่ายญี่ปุ่นอ้างว่าได้หายตัวไปในเมืองดังกล่าว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณจุดสะพานมาร์โก โปโล ที่ตั้งอยู่บนเส้นทางรถไฟสายหลักทางตะวันตกของกรุงเป่ย์ผิงและมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์มาก ก่อนถึงเดือนกรกฎาคมปี 1937 กองทัพญี่ปุ่นได้เรียกร้องให้กองทัพจีนที่ประจำบริเวณแห่งนี้ถอนกำลังออกไปซ้ำหลายครั้ง แต่ทางการจีนก็ตอบปฏิเสธทุกครั้ง

นายพลซ่ง จีหยวนแห่งกองทัพปฏิวัติแห่งชาติจีน ได้สั่งกองทัพของเขาให้ตั้งมั่นป้องกันเมืองและพยายามหลีกเลี่ยงสงครามผ่านการเจรจาทางทูต

ในวันที่ 9 กรกฎาคม ญี่ปุ่นได้ทำการหยุดยิงและเสนอเงื่อนไขพักรบ เงื่อนไขหนึ่งคือ กองพลที่ 37 ของกองทัพจีน ซึ่งญี่ปุ่นตั้งข้อสงสัยว่ามีความเป็นปฏิปักษ์และปฏิบัติต่อตนในฐานะ "ศัตรู" จะต้องถูกแทนที่ด้วยอีกกองกำลังหนึ่งจากจีน ซึ่งก็คือ กองทัพประจำที่ 29 ทางการจีนเห็นว่าเพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงสงคราม จึงยอมข้อเสนอของญี่ปุ่น เงื่อนไขนี้ถูกตกลงโดยจีนในวันเดียวกัน อย่างไรก็ตามตั้งแต่เที่ยงคืนของวันที่ 9 กรกฎาคม ซึ่งผ่านการตกลงสงบศึกเพียงชั่วครู่ ญี่ปุ่นกลับเป็นฝ่ายละเมิดฝ่าฝืนข้อตกลงหยุดยิงเสียเอง กองทัพญี่ปุ่นเริ่มระดมพลขึ้นและกำลังทหารญี่ปุ่นยังคงเพิ่มเข้าประชิดเมืองหว่านผิงอย่างต่อเนื่อง พลโททะนิชิโระ ทาชิโร่ ผู้บัญชาการกองทัพญี่ปุ่นประจำประเทศจีนล้มป่วยและเสียชีวิตในวันที่ 12 กรกฎาคมและถูกแทนที่ด้วยพลโทคิโยะชิ คัตสึกิ

การซ้อมรบทางการทูต[แก้]

ขณะเดียวกันรัฐบาลพลเรือนญี่ปุ่น นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เจ้าชายฟูมิมาโระ โคโนเอะ ในกรุงโตเกียว ทรงจัดการประชุมวิสามัญเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมและมีมติให้พยายามคลี่คลายความขัดแย้งและแก้ไขปัญหาทางการทูต อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น อนุญาตให้มีการติดตั้งกองทหารราบ กองทัพโชเซ็น สองกลุ่มที่เป็นอิสระจาก กองทัพคันโตและทหารอากาศเป็นกำลังเสริม การติดตั้งนี้ถูกยกเลิกเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคมโดยมีข่าวว่าการเจรจาถูกควบคุมโดยผู้บัญชาการของ กองทัพญี่ปุ่นทางตอนเหนือของจีน และกองทัพประจำที่ 29 ของจีน หลังจากได้มีการเจรจาระหว่างกันทั้งสองฝ่าย ตามการเสนอของนักการทูตญี่ปุ่นที่เมืองหลวงของสาธารณรัฐจีนกรุงหนานจิง

อย่างไรก็ตามแม้หลังจากนายพลซ่งจีหยวนผู้บัญชาการกองทัพประจำที่ 29 และหัวหน้าสภาการเมืองเหอเป่ย-ชาฮาร์ ได้รับรายงานว่ามีข้อตกลงในวันที่ 18 กรกฎาคม แต่ทางการญี่ปุ่นกลับไม่มีความจริงใจต่อรัฐบาลกลางของจีน แม้จะมีการเจรจาและมีข้อตกลงหยุดยิงหลายครั้ง แต่กองทัพญี่ปุ่นพยายามเสริมกำลังเข้าประชิดอย่างต่อเนื่อง

การระดมพลครั้งนี้ทำให้นายพลเคนจิ อิชิฮาฮาระได้มีปฏิกิริยาไม่เห็นด้วยอย่างมาก เนื่องเขาเห็นว่าการปะทะกับจีนเป็นภาระและไม่มีความจำเป็น อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อตำแหน่งและกำลังของญี่ปุ่นในประเทศแมนจูกัวซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับสหภาพโซเวียต นายพลเคนจิได้เสนอให้ชะลอการรุกรานจีนไปก่อน เอาชนะโซเวียตก่อนและค่อยมายึดครองจีนทีหลัง ในการคัดค้านของนายพลเคนจิเป็นไปอย่างล่าช้า ในขณะที่นายกรัฐมนตรีเจ้าชายฟูมิมาโระ โคโนเอะทรงใช้การติดต่อในความพยายามที่จะสร้างข้อตกลงทางการทูตโดยตรงกับรัฐบาลจีนคณะชาติของพรรคก๊กมินตั๋งซึ่งเป็นรัฐบาลกลางของสาธารณรัฐจีนในกรุงหนานจิง โดยทรงยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลจีนยอมยกดินแดนเมืองเป่ย์ผิงและเทียนสินให้แก่ญี่ปุ่นเป็นการหลีกเลี่ยงสงคราม แต่รัฐบาลจีนคณะชาติกลับตอบปฏิเสธและพร้อมป้องกันประเทศหากมีการรุกรานอธิปไตย เมื่อการเจรจาทางการทูตของเจ้าชายโคโนเอะล้มเหลวในวันที่ 23 กรกฎาคมและกองทัพญี่ปุ่นในจีนได้มีการระดมกำลังเสริมกำลังเริ่มขึ้นอีกครั้ง โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม

หนึ่งสัปดาห์ต่อมาผู้บัญชาการกองทัพบกจีนตอนเหนือของญี่ปุ่นรายงานว่า กองทัพญี่ปุ่นเริ่มหมดความอดทนในการตั้งถิ่นฐานอย่างสงบ ทางญี่ปุ่นได้ตัดสินใจใช้กำลังทหารเพื่อ "ลงโทษ" กองทัพประจำที่ 29 ของจีนและขออนุมัติจากโตเกียว ในระหว่างนี้มีการออกคำสั่งให้ระดมพลเพิ่มอีกสี่หน่วย

วิกฤตการณ์หลานฟาง[แก้]

กองทัพญี่ปุ่นควบคุมรางรถไฟใกล้กรุงเป่ย์ผิง

แม้จะมีการพักรบเล็กน้อย การฝ่าฝืนการหยุดยิงยังคงดำเนินต่อไปรวมถึงการโจมตีด้วยกระสุนปืนใหญ่ของญี่ปุ่นอีกครั้งเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมการเสริมกำลังของญี่ปุ่นในรูปแบบของ กองพลที่ 20 แห่งกองทัพบกจักรวรรดิญี่ปุ่น มาถึงและการปะทะได้ปะทุขึ้นเป็นครั้งแรกที่หลานฟาง เมืองบนทางรถไฟระหว่างเป่ย์ผิงและเทียนสินระหว่างกองทัพญี่ปุ่นและกองทัพจีน

การปะทะครั้งที่สองเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคมเมื่อกองทหารญี่ปุ่นพยายามผ่านเข้าประตูกวางหวาเหมินในกรุงเป่ย์ผิง โดยอ้างว่าเพื่อ "ปกป้องคนญี่ปุ่น" ในวันเดียวกันนั้นเครื่องบินญี่ปุ่นก็ทิ้งระเบิดเมืองหลานฟางทำให้ชาวจีนผู้บริสุทธ์เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

ทหารจีนเตรียมป้องกันประเทศ ในกรุงเป่ย์ผิง

กองทัพญี่ปุ่นได้เรียกร้องให้นายพลซ่งจีหยวนออกคำสั่งเรียกให้กองทัพจีนทั้งหมดถอนกำลังออกจากชานเมืองเป่ย์ผิงไปทางตะวันตกของแม่น้ำหย่งติง ภายใน 24 ชั่วโมง นายพลซ่งปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่ากองทัพจีนกระทำเพื่อปกป้องประเทศถือว่าไม่มีความผิด ส่วนกองทัพญี่ปุ่นเป็นผู้รุกรานและละเมิดข้อตกลง นายพลซ่งสั่งให้หน่วยของเขาเตรียมพร้อมสำหรับการดำเนินการและขอกำลังเสริมจำนวนมากจากรัฐบาลกลางจีนคณะชาติไม่ได้จัดเตรียมไว้ให้

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ญี่ปุ่นได้บุกโจมตีกองกำลังจีนที่เมืองตงโจวกองพันจีนหนึ่งกองได้ถอยออกมาและกลับไปตั้งหลักที่เมืองหนานหยวน เครื่องบินญี่ปุ่นได้ทิ้งระเบิดกองกำลังจีนนอกกรุงเป่ย์ผิงและลาดตระเวนไปทิ้งที่เมืองไคเฟิง, เจิ้งโจวและลั่วหยางด้วย

ญี่ปุ่นเปิดฉากบุกกรุงเป่ย์ผิง[แก้]

ในวันที่ 28 กรกฎาคมกองบังคับการกองพลที่ 20 แห่งกองทัพบกจักรวรรดิญี่ปุ่น และกลุ่มกำลังพลอิสระรวม 3 กลุ่มได้เปิดฉากการโจมตีกรุงเป่ย์ผิง โดยได้รับการสนับสนุนจากการสนับสนุนทางอากาศ การโจมตีได้เริ่มที่เขตหนานหยวนเป็นเป้าหมายแรกและการโจมตีครั้งที่สองต่อเขตเป่ย์หยวน การต่อสู้ที่ขมขื่นเกิดขึ้นกับทั้งนายพลตงชิง รองผู้บัญชาการของกองทัพเส้นทางประจำที่ 29 ของจีนและนายพลจ้าว เติ้งหยู ผู้บังคับบัญชากองทหารจีนที่ 132 นายพลทั้งสองคนได้เสียชีวิตในขณะทำการต้านทานญี่ปุ่นอย่างห้าวหาญและหน่วยของพวกเขาต้องประสบกับการบาดเจ็บล้มตายอย่างหนัก

อย่างไรก็ตามกองทหารจีนที่ 38 ของนายพลหลิว เฉินซาน ได้ผลักดันญี่ปุ่นในพื้นที่หลานฟางออกไป ขณะที่กองทัพของกองทหารจีนที่ 53 และส่วนหนึ่งของจีนส่วนที่ 37 ได้ยึดคืนพื้นที่บริเวณสถานีรถไฟที่เฟิงไถ

อย่างไรก็ตามการโตัตอบของจีนเป็นเพียงการทุเลาชั่วคราวและในเวลาพลบค่ำ เมื่อการสู้รบทำให้ทหารจีนเริ่มสูญเสียหนักขึ้น นายพลซ่ง จีหยวนยอมรับว่าการสู้รบครั้งต่อไปนั้นไร้ประโยชน์และตัดสินใจถอนกำลังหลักของกองทัพประจำเส้นทางที่ 29 ไปทางตอนใต้ของแม่น้ำหยุงกิง ผู้ว่าการเมืองเทียนสิน นายพลจาง ซื่อจงได้ออกจากกรุงเป่ย์ผิง เพื่อดูแลเรื่องการเมืองในมณฑลเหอเป่ย์ และ ชาฮาร์ โดยแทบไม่มีกองทหาร กองพลที่ 29 ของนายพลหลิว หลู่เจินได้แยกตัวออกมาใหม่ถูกทิ้งให้อยู่ในกรุงเป่ย์ผิง เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย

กำลังฝ่ายญี่ปุ่น[แก้]

กำลังฝ่ายจีนคณะชาติ[แก้]

การเสียเมืองเทียนสิน[แก้]

แนวป้องกันจีนที่เมืองเทียนสิน

ในขณะเดียวกันบนชายฝั่งในตอนเช้าของวันที่ 29 กรกฎาคมกองทัพเรือจักรวรรดิญี่ปุ่นและ กองพลที่ 5 แห่งกองทัพบกจักรวรรดิญี่ปุ่นได้แยกย้ายกันโจมตีเมืองเทียนสินและท่าเรือใกล้เคียงที่เขตตางกู ซึ่งได้รับการปกป้องโดยหน่วยกองทหารจีนที่ 38 และอาสาสมัครภายใต้รักษาการผู้บังคับบัญชา หลิว เหวินเทียน นายพลหวง เหว่ย์คังผู้บัญชากองพลน้อยปกป้องป้อมปราการต้ากูโข่ว (ซึ่งเป็นป้อมโบราณสมัยราชวงศ์ชิงในช่วงสงครามฝิ่น) กองพลน้อยของนายพลหวงได้เริ่มการตีโต้ญี่ปุ่นอย่างกล้าหาญและสามารถโจมตีสนามบินญี่ปุ่นที่อยู่ใกล้เคียงทำลายเครื่องบินจำนวนมาก อย่างไรก็ตามด้วยการเพิ่มกำลังทหารของญี่ปุ่นทำให้ตำแหน่งของเขาไม่สามารถป้องกันได้และในคืนนั้น (30 กรกฎาคม)ทำให้กองทัพญี่ปุ่นเริ่มยึดพื้นที่คืน เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไม่สู้ดี นายพลจาง ซื่อจงเห็นว่าเพื่อถนอมกำลังไว้จึงได้ออกคำสั่งให้ถอนทัพถอยไปตั้งหลักที่หม่าชางและหยางลิ่วชิง ทางตอนใต้ของเมืองเทียนสินและปล่อยให้เมืองเทียนสินและป้อมต้ากูโข่วตกแก่ญี่ปุ่น

การเสียกรุงเป่ย์ผิง[แก้]

กองทหารญี่ปุ่นเดินขบวนเข้าสู่นครเป่ย์ผิง

ในวันที่ 28 กรกฎาคม จอมทัพเจียง ไคเชกออกคำสั่งให้นายพลซ่ง จีหยวนสู้แบบออมกำลัง หากสูญเสียหนักให้ถอยทัพ และให้ทำการถอยทัพไปที่เป่าติ้ง ตอนใต้ของมณฑลเหอเป่ย์ ในอีกสองวันข้างหน้าการสู้รบอย่างรุนแรงเกิดขึ้นในเทียนสิน ที่กองกำลังจีนทำการต่อต้านอย่างหนัก แต่ต่อมาจีนก็ถอยกลับไปทางทิศใต้ตามแนวรถไฟเทียนสิน-ฝู่โข้ว และรถไฟ เป่ย์ผิง-ฮั่นโข้ว

ในวันที่ 4 สิงหาคม กำลังพลที่หลงเหลืออยู่ของนายพลหลิว หลู่เจินได้ถอยทัพไปตั้งหลักที่มณฑลชาร์ฮาร์ กรุงเป่ย์ผิงที่โดดเดี่ยวและบอบช้ำได้ถูกยึดครองโดยกองทัพญี่ปุ่น แม้จะมีการต่อต้านของพลเรือนจีนในกรุงเป่ย์ผิง แต่ทางกองทัพญี่ปุ่นก็สามารถจัดการรักษาคงามสงบได้เรียบร้อย จนถึงที่ 8 สิงหาคม นายพลมาซะคะซึ คาวะเบะแห่งกองทัพญี่ปุ่นเคลื่อนทัพเข้าเมืองเมื่อวันที่ 18 สิงหาคมในขบวนสวนสนามทหารและมีการประกาศต่อชาวเมืองว่า ณ ขณะนี้เมืองเป่ย์ผิงถูกกองทัพญี่ปุ่นยึดครองแล้ว และเขาจะเป็นผู้ว่าราชการทหารคนใหม่ของเมือง

ดูเพิ่ม[แก้]

หนังสือ[แก้]

  • Hsu Long-hsuen and Chang Ming-kai, History of The Sino-Japanese War (1937-1945) 2nd Ed., 1971. Translated by Wen Ha-hsiung, Chung Wu Publishing; 33, 140th Lane, Tung-hwa Street, Taipei, Taiwan Republic of China. Pg.177-180 Map 2
  • Dorn, Frank (1974). The Sino-Japanese War, 1937-41: From Marco Polo Bridge to Pearl Harbor. MacMillan. ISBN 0-02-532200-1.
  • Dryburgh, Marjorie (2000). North China and Japanese Expansion 1933-1937: Regional Power and the National Interest. RoutledgeCurzon. ISBN 0-7007-1274-7.
  • Lu, David J (1961). From The Marco Polo Bridge To Pearl Harbor: A Study Of Japan's Entry Into World War II. Public Affairs Press. ASIN B000UV6MFQ.
  • Furuya, Keiji (1981). The riddle of the Marco Polo bridge: To verify the first shot. Symposium on the History of the Republic of China. ASIN: B0007BJI7I.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]