ยะซุโอะ ฟุกุดะ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ยะซุโอะ ฟุกุดะ
福田康夫
นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น
ดำรงตำแหน่ง
26 กันยายน พ.ศ. 2550 – 24 กันยายน พ.ศ. 2551
สมัยก่อนหน้า ชินโซ อะเบะ
สมัยถัดไป ทะโร อะโซ
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2479 (77 71)
เมืองทะกะซะกิ จังหวัดกุมมะ
ประเทศญี่ปุ่น ญี่ปุ่น
พรรคการเมือง พรรคเสรีประชาธิปไตย
คู่สมรส คิโยะโกะ ฟุกุดะ


ยะซุโอะ ฟุกุดะ (ญี่ปุ่น: 福田康夫 Fukuda Yasuo ?) (เกิด 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2479) เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 91 ของประเทศญี่ปุ่น[1] และเป็นอดีตประธานพรรคเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democratic Party หรือ LDP) ซึ่งครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่น[2]

นายฟุกุดะและคณะรัฐมนตรีของเขาเข้าดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2550 ภายหลังจากนายฟุกุดะได้รับการโปรดเกล้าแต่งตั้งจากสมเด็จพระจักรพรรดิในวันเดียวกันนั้น[1]ซึ่งตามมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญญี่ปุ่น สมเด็จพระจักรพรรดิจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตามการเสนอชื่อของรัฐสภา[3]

นายฟุกุดะเป็นผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเป็นเวลายาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองญี่ปุ่น โดยได้อยู่ในตำแหน่งดังกล่าวเป็นเวลาทั้งสิ้น 1,289 วันทั้งในรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีโยชิโร โมริ และนายกรัฐมนตรีจุนอิชิโร โคะอิซุมิ[4]

นายฟุกุดะเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศญี่ปุ่นคนแรกที่บิดาเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเช่นกัน[5] นอกจากนั้น ในวัย 71 ปี นายฟุกุดะเป็นบุคคลที่มีอายุมากที่สุดที่เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นับตั้งแต่นายคิอิชิ มิยาซาวาเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 78 ในขณะที่เขามีอายุได้ 72 ปีเมื่อปีพ.ศ. 2534[6]

ประวัติก่อนเข้าสู่แวดวงการเมือง[แก้]

นายฟุกุดะเกิดที่เมืองทะกะซะกิ จังหวัดกุมมะ เขาเป็นบุตรชายคนโตของนายทาเกะโอะ ฟุกุดะ นายกรัฐมนตรีคนที่ 67 ของประเทศญี่ปุ่น เขาศึกษาในระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนอะซะบุ และสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีจากคณะรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยวาเซดะในปีพ.ศ. 2502 หลังจากสำเร็จการศึกษาแล้ว นายฟุกุดะได้เข้าทำงานที่บริษัทมะรุเซ็นปิโตรเลียม เขาได้เติบโตในหน้าที่การงานจนได้เป็นหัวหน้าฝ่ายและทำงานที่บริษัทแห่งนี้จนถึงปีพ.ศ. 2518

ประวัติในแวดวงการเมือง[แก้]

นายฟุกุดะได้ทำงานเป็นหัวหน้าเลขานุการของบิดา ในช่วงที่บิดาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ปีพ.ศ. 2519 ถึงปีพ.ศ. 2521 และเป็นเลขานุการส่วนตัวในช่วงที่บิดาดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเวลาต่อมา ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2522 ถึงปีพ.ศ. 2532

นายฟุกุดะได้ลงสมัครชิงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในนามพรรคเสรีประชาธิปไตยในเขตเลือกตั้งจังหวัดกุมมะ เขตที่สี่ ในปีพ.ศ. 2533 และได้รับชัยชนะ โดยเขาได้เป็นสภาชิกสภาผู้แทนราษฎรของเขตนั้นมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เขาได้รับเลือกให้เป็นรองผู้อำนวยการสำนักกิจการระหว่างประเทศของพรรคเสรีประชาธิปไตยในปีแรกของการดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นายฟุกุดะยังได้ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมาธิการต่างๆ เช่น ด้านการต่างประเทศ การเงิน และงบประมาณ ฯลฯ ทั้งในพรรคเสรีประชาธิปไตยเอง และในสภาผู้แทนราษฎร นอกจากนั้น เขายังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศในช่วงปลายปีพ.ศ. 2538 และตำแหน่งรองเลขาธิการพรรคเสรีประชาธิปไตยในช่วงปีพ.ศ. 2540 จนถึงปีพ.ศ. 2541

นายฟุกุดะดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีชุดที่สองของนายกรัฐมนตรีโยชิโร โมริตั้งแต่เดือนตุลาคม ปีพ.ศ. 2543 จนกระทั่งนายโมริพ้นจากตำแหน่งในเดือนเมษายน ปีพ.ศ. 2544 เมื่อนายจุนอิชิโร โคะอิซุมิได้รับเลือกให้เป็นประธานพรรคเสรีประชาธิปไตยและนายกรัฐมนตรีในเดือนเมษายนนั้น นายฟุกุดะก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรีต่อไป เขาลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการคณะรัฐมนตรีในวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2547 ภายหลังจากยอมรับว่าเคยไม่ได้จ่ายเงินในส่วนของตนเข้าระบบเงินบำนาญสาธารณะ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าเหตุผลที่ทำให้เขาลาออกอย่างฉับพลันคือความขัดแย้งที่เขามีกับนายกรัฐมนตรีโคะอิซุมิ นอกจากตำแหน่งเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแล้ว นายฟุกุดะยังได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาโอกินาวาตั้งแต่เดือนตุลาคม ถึงเดือนธันวาคม ปีพ.ศ. 2543 และตำแหน่งรัฐมนตรีกำกับดูแลความเสมอภาคทางเพศ ตั้งแต่เดือนมกราคม ปีพ.ศ. 2544 ถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2547

ในช่วงต้นถึงกลางปีพ.ศ. 2549 ชาวญี่ปุ่นต่างพากันจับตานายฟุกุดะในฐานะหนึ่งในผู้ที่สามารถจะก้าวขึ้นมาเป็นประธานพรรคเสรีประชาธิปไตยและนายกรัฐมนตรีต่อจากนายโคะอิซุมิ แต่เขาได้ประกาศเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ว่าจะไม่ขอรับการเสนอชื่อให้เข้าชิงตำแหน่งดังกล่าว ในเวลาต่อมา นายชินโซ อาเบะ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีในขณะนั้นได้รับเลือกให้เป็นประธานพรรคเสรีประชาธิปไตย และได้รับเลือกจากรัฐสภาให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 90 ต่อจากนายโคะอิซุมิ ในวันที่ 20 กันยายน และ 26 กันยายน พ.ศ. 2549 ตามลำดับ

ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา จุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจนประการนึงของนายฟุกุดะคือการที่นายกรัฐมนตรีของประเทศญี่ปุ่นจะต้องไม่ไปสักการะดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตในสงครามที่ศาลเจ้ายะสุกุนิซึ่งเป็นศาลเจ้าในศาสนาชินโตในเดือนมิถุนายน ปีพ.ศ. 2549 เขาได้ร่วมกับสมาชิกรัฐสภาอีก 134 คน ในการยื่นข้อเสนอให้จัดตั้งอนุสรณ์สถานซึ่งไม่มีความเกี่ยวพันกับศาสนาเพื่อระลึกถึงผู้เสียชีวิตในสงคราม โดยให้เหตุผลว่าเพื่อที่จะได้ไม่เกิดความเสี่ยงต่อการละเมิดรัฐธรรมนูญที่ได้แบ่งแยกศาสนจักรและอาณาจักรออกจากกันอย่างชัดเจน

โดยในวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2550 นายฟุกุดะได้เปิดเผยว่าเขาตัดสินใจไม่ลงชิงตำแหน่งประธานพรรคเสรีประชาธิปไตย ในปีพ.ศ. 2549 เพราะเขาไม่อยากให้ประเด็นการเยือนศาลเจ้ายะสุกุนิมาเป็นจุดสำคัญในการเลือกตั้งประธานพรรคฯ และครอบครัวของเขากับครอบครัวของนายอาเบะเองก็มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมากว่าสามชั่วคนแล้ว[7]

บนหนทางสู่ตำแหน่งประธานพรรคเสรีประชาธิปไตยและนายกรัฐมนตรี[แก้]

ภายหลังจากนายชินโซ อาเบะได้ประกาศเมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2550 ว่าจะลาออกจากตำแหน่งประธานพรรคเสรีประชาธิปไตยและตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นายฟุกุดะได้ประกาศเมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2550 ว่าจะลงชิงชัยในตำแหน่งประธานพรรคเสรีประชาธิปไตย ถ้าหากเขาได้เป็นประธานพรรคฯ นายฟุกุดะก็จะได้รับเลือกจากสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคเสรีประชาธิปไตยและพรรคโคเมซึ่งเป็นพรรคพันธมิตรร่วมรัฐบาลกุมเสียงข้างมากอยู่ให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

นายฟุกุดะได้รับเสียงสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากกลุ่มของสมาชิกรัฐสภาที่สังกัดพรรคเสรีประชาธิปไตยเป็นจำนวนถึงแปดในเก้ากลุ่ม โดยเฉพาะจากกลุ่มที่เขาสังกัดอยู่ ซึ่งนำโดยนายโนบุตะกะ มะชิมุระรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนปัจจุบัน (กลุ่มนี้มีชื่อเป็นทางการว่าเซวะ เซซะกุ เค็นกิวไก เป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในสภาผู้แทนราษฎร มีแนวทางอนุรักษนิยมและนิยมแนวคิดของเศรษฐศาสตร์สำนักคลาสสิก นายทาเกะโอะ ฟุกุดะก่อตั้งกลุ่มนี้ในปีพ.ศ. 2505 ผู้นำกลุ่มคนก่อนรวมถึงนายโมริและนายชินทะโร อาเบะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ บิดาของนายชินโซ อาเบะ) นายฟุกุดะได้กล่าวกับที่ประชุมกลุ่มที่เขาสังกัดอยู่เมื่อวันที่14 กันยายน พ.ศ. 2550 ว่า “หากมันเป็นสถานการณ์ปรกติแล้ว ข้าพเจ้าคงจะไม่ลงสมัคร แต่[เวลานี้]ข้าพเจ้าจำต้องทำ เพราะว่าเวลานี้ไม่ใช่สถานการณ์ปรกติ เรากำลังเผชิญอยู่กับสถานการณ์ฉุกเฉิน” โดยที่ก่อนหน้านั้น เขาได้ใช้เวลาไปกับการหารือกับหัวหน้ากลุ่มต่างๆในพรรคฯ เพื่อหาเสียงสนับสนุนและกำหนดประเด็นเชิงนโยบายที่จะขับเคลื่อนร่วมกันในอนาคต ซึ่งรวมถึงการฟื้นฟูเศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆของญี่ปุ่น การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน และความสัมพันธ์กับประเทศในภูมิภาคเอเชีย

นายฟุกุชิโร นุกะงะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซึ่งก่อนหน้านี้ได้แสดงท่าที่ว่าสนใจจะลงชิงตำแหน่งประธานพรรคเสรีประชาธิปไตย ได้ประกาศเมื่อวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2550 หลังจากหารือกับนายฟุกุดะว่าตนจะไม่ลงชิงตำแหน่งดังกล่าว และประกาศจะสนับสนุนนายฟุกุดะแทน โดยคู่แข่งคนสำคัญคนเดียวของนายฟุกุดะคือนายอะโซ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศที่ขึ้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคเสรีประชาธิปไตยได้ไม่นานก่อนนายอาเบะจะประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานพรรคฯและนายกรัฐมนตรี

เมื่อวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2550 นายอะโซซึ่งได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคฯเพื่อประกาศลงชิงตำแหน่งประธานพรรคฯอย่างเป็นทางการ นายอะโซได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากกลุ่มในพรรคเสรีประชาธิปไตยเพียงกลุ่มเดียว ได้แก่ กลุ่มที่เขาเป็นหัวหน้าอยู่ซึ่งมีจำนวนสมาชิกเพียง 16 คนเท่านั้น ฉะนั้น ยุทธศาสตร์ของนายอะโซ่คือการที่เขาจะต้องชี้ถึงจุดอ่อนเรื่องความไม่โปร่งใสในการเลือกประธานพรรคฯที่เน้นแค่สิ่งที่เขาเรียกว่า “การตกลงกันลับๆ” ของกลุ่มต่างๆภายในพรรค และการที่เขาเน้นความสำคัญของคะแนนเสียงจากสาขาของพรรคในจังหวัดต่างๆ นายอะโซ่กล่าวว่าการเลือกตั้งฯที่มีรากฐานอยู่บนการงุบงิบตกลงกันระหว่างกลุ่มต่างๆของสมาชิกรัฐสภาจะเป็นการถอยหลังเข้าคลองโดยไม่คำนึงถึงความก้าวหน้าที่เกิดจากการปฏิรูปที่เกิดขึ้นภายใต้ยุคที่นายโคะอิซุมิเป็นประธานพรรคฯ

สำนักงานพรรคเสรีประชาธิปไตยได้เปิดรับใบสมัครลงชิงตำแหน่งประธานพรรคฯในวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2550 และการลงคะแนนเสียงได้มีขึ้นในวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2550 โดยสมาชิกรัฐสภาสังกัดพรรคเสรีประชาธิปไตยทุกคนจะมีคะแนนเสียงคนละหนึ่งคะแนน ในขณะที่สาขาพรรคในแต่ละจังหวัดจะมีคะแนนเสียงสาขาละ 3 คะแนน

ในวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2550 นายฟุกุดะชนะนายอะโซในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งประธานพรรคเสรีประชาธิปไตยที่มีขึ้น ณ สำนักงานใหญ่ของพรรคฯในกรุงโตเกียว โดยนายฟุกุดะได้คะแนนเสียงทั้งสิ้น 330 คะแนน (254 คะแนนจากสมาชิกพรรคเสรีประชาธิปไตยที่เป็นสมาชิกรัฐสภา และ 76 คะแนนจากสาขาพรรค) ในขณะที่นายอะโซได้ 197 คะแนน (132 คะแนนจากสมาชิกพรรคเสรีประชาธิปไตยที่เป็นสมาชิกรัฐสภา และ 65 คะแนนจากสาขาพรรค)

คะแนนเสียงรวมทั้งสิ้นคือ 528 คะแนน (นับรวมบัตรเสียหนึ่งใบ) โดยสามารถแบ่งได้เป็นคะแนนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสังกัดพรรคฯ 304 คะแนน คะแนนจากสมาชิกวุฒิสภาในสังกัดพรรคฯ 83 คะแนน และอีก 141 คะแนนจากสาขาพรรคฯในจังหวัดทั้ง 47 จังหวัด

นายฟุกุดะซึ่งเป็นผู้นำของพรรคที่กุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้รับเลือกจากรัฐสภาให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 91 ของประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2550[8] โดยมีบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเพื่อชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกับนายฟุกุดะอีก 4 คน ได้แก่นายอิชิโร โอซะวะ ประธานพรรคประชาธิปไตยแห่งญี่ปุ่นซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร นายคะซุโอะ ชิอิซึ่งเป็นประธานพรรคคอมมิวนิสต์ญี่ปุ่น นายมิซุโฮะ ฟุกุชิมะประธานพรรคประชาธิปไตยสังคมนิยม และนายทะมิซุเกะ วะตะนุกิประธานพรรคโคกุมินชินโต

ในสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีการออกเสียงทั้งหมด 477 เสียง (นับรวมเสียงที่เป็นโมฆะด้วย 1 เสียง) นายฟุกุดะชนะการลงคะแนนโดยนับจากเสียงข้างมากจึงได้รับการเสนอชื่อจากสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นนายกรัฐมนตรี โดยเขาได้คะแนนเสียง 338 คะแนนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเสรีประชาธิปไตยและพรรคโคเมซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ในขณะทีนายโอซะวะได้ 117 คะแนน นายชิอิได้ 9 คะแนน นายฟุกุชิมะได้ 7 คะแนน และนายวะตะนุกิได้ 5 คะแนน

ในขณะที่ในวุฒิสภาซึ่งมีการออกเสียงทั้งหมด 240 เสียง (นับรวมเสียงที่เป็นโมฆะด้วย 1 เสียง) นายฟุกุดะไม่ได้ชนะการลงคะแนนจึงไม่ได้รับการเสนอชื่อจากวุฒิสภาให้เป็นนายกรัฐมนตรี โดยนายโอซะวะซึ่งเป็นหัวหน้าของพรรคที่ครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้รับชัยชนะในการลงคะแนนโดยนับจากเสียงข้างมากจึงได้รับการเสนอชื่อจากวุฒิสภาให้เป็นนายกรัฐมนตรี ในการลงคะแนนเสียงรอบแรก ไม่มีผู้ใดได้เสียงข้างมาก โดยนายโอซะวะได้คะแนนเสียง 117 คะแนน ในขณะที่นายฟุกุดะได้ 106 คะแนน นายชิอิได้ 7 คะแนน นายฟุกุชิมะได้ 5 คะแนน และนายวะตะนุกิได้ 4 คะแนน จึงต้องลงคะแนนใหม่อีกครั้ง การลงคะแนนเสียงรอบสองนี้คัดเอาเฉพาะผู้มีคะแนนสูงสุดสองคนในรอบแรก ได้แก่ นายโอซะวะและนายฟุกุดะ โดยสมาชิกวุฒิสภาที่ได้ลงคะแนนสนับสนุนนายชิอิ นายฟุกุชิมะ และนายวะตะนุกิในรอบแรกต่างก็ได้เทคะแนนสนับสนุนนายโอซะวะทำให้นายโอซะวะได้เสียงข้างมากไป โดยนายโอซะวะได้ 133 คะแนน ในขณะที่นายฟุกุดะได้ 106 คะแนนเท่าเดิม

เนื่องจากบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกจากมติของทั้งสองสภานั้นไม่ใช่บุคคลเดียวกัน ทั้งสองสภาจึงต้องจัดให้มีคณะกรรมาธิการร่วมระหว่างทั้งสองสภาเพื่อหามติร่วมว่าจะเลือกนายฟุกุดะหรือนายโอซะวะเป็นนายกรัฐมนตรี แต่คณะกรรมาธิการร่วมดังกล่าวก็ไม่สามารถหาข้อยุติได้ ฉะนั้น กระบวนการคัดเลือกนายกรัฐมนตรีจึงต้องอาศัยอำนาจตามมาตราที่ 67 ของรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นที่ให้ถือมติของสภาผู้แทนราษฎรเป็นมติของรัฐสภาในกรณีที่บุคคลที่ได้รับการคัดเลือกจากมติของทั้งสองสภานั้นไม่ใช่บุคคลเดียวกัน และกรรมาธิการร่วมฯก็ไม่สามารถหาข้อยุติได้ ด้วยเหตุนี้ นายฟุกุดะซึ่งเป็นบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกจากมติของสภาผู้แทนราษฎรจึงได้รับการคัดเลือกจากรัฐสภาให้เป็นนายกรัฐมนตรี[8][9]

นายฟุกุดะและคณะรัฐมนตรีได้เข้าเฝ้าฯสมเด็จพระจักรพรรดิในวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2550 โดยสมเด็จพระจักรพรรดิได้โปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้นายฟุกุดะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการในวันเดียวกันนั้น[10]

การลาออกจากตำแหน่งนายกรํฐมนตรี[แก้]

ในวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2551 นายฟุกุดะได้แถลงว่าจะลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและตำแหน่งประธานพรรคเสรีประชาธิปไตยอย่างกะทันหันเมื่อเวลา 21.30 น.ตามเวลาท้องถิ่น โดยให้เหตุผลหลักว่าโครงสร้างอำนาจการเมืองในรัฐสภาในปัจจุบันทำให้เขาและคณะรัฐมนตรีไม่สามารถทำให้เขาดำเนินนโยบายบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เขาได้ย้ำว่าเหตุผลในการลาออกของเขานั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับเหตุผลในการลาออกของนายอะเบะผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก่อนหน้าเขา อนึ่ง การลาออกของเขามีขึ้นก่อนสมัยประชุมรัฐสภาที่จะพิจารณาร่างกฎหมายสำคัญต่างๆจะเริ่มขึ้นในวันที่ 12 กันยายน

นายฟุกุดะพร้อมคณะรัฐมนตรีของเขาได้ลาออกจากตำแหน่งพร้อมกันในวันที่ 24 กันยายน เพื่อเปิดทางให้รัฐสภาได้ลงคะแนนเสียงเลือกนายกรํฐมนตรีคนใหม่ในวันเดียวกันนั้นเอง

บทบาทในเวทีระหว่างประเทศ[แก้]

นายฟุกุดะมีนโยบายพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งต่างจากนายอะโซที่มีท่าทีที่แข็งกร้าวมากกว่าต่อประเทศเพื่อนบ้าน โดยนายอะโซ่เคยกล่าวว่าจีนกำลังจะเป็น “ภัยคุกคามอย่างใหญ่หลวง” ต่อญี่ปุ่น

เขายังได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาคและระดับระหว่างประเทศว่าเป็นผู้นำในการให้ความสำคัญกับประเด็นปัญหาประชากรและการพัฒนาในหมู่นักการเมืองและผู้กำหนดนโยบาย

ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปีพ.ศ. 2548 เป็นต้นมา นายฟุกุดะได้ดำรงตำแหน่งประธานองค์การสมาชิกรัฐสภาแห่งเอเชียด้านประชากรและการพัฒนา (Asian Forum of Parliamentarians on Population and Development หรือ AFPPD)[11] ซึ่งมีสำนักงานเลขาธิการอยู่ที่กรุงเทพมหานคร นายฟุกุดะได้ทำหน้าที่ในการเดินทางไปยังประเทศต่างๆในภูมิภาคเพื่อเป็นประธานในการประชุมสมาชิกรัฐสภาในประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับประชากรและการพัฒนา

ความเกี่ยวพันกับประเทศไทย[แก้]

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดการประชุมสมาชิกรัฐสภาระหว่างประเทศว่าด้วยการดำเนินการตามโครงการปฏิบัติการของ การประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยประชากรและการพัฒนา (IPCI/ICPD) ครั้งที่ 3 ที่ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 และได้พระราชทานพระราชวโรกาสให้นายฟุกุดะในฐานะประธานองค์การสมาชิกรัฐสภาแห่งเอเชียด้านประชากรและการพัฒนาและประธานดำเนินการในการประชุมเฝ้าฯด้วย[12]

รายละเอียดครอบครัว[แก้]

นายฟุกุดะได้สมรสกับนางสาวคิโยะโกะ ยะซุดะ โดยมีบุตรชายสองคนและบุตรสาวหนึ่งคน

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 "Japan's new leadership sworn in". BBC News. เรียกข้อมูลวันที่ 26 กย. 2550.
  2. "Fukuda Elected LDP Chief, Will Become Prime Minister". Bloomberg.com. เรียกข้อมูลวันที่ 26 กย. 2550.
  3. "The Constitution of Japan". วุฒิสภาญี่ปุ่น. เรียกข้อมูลวันที่ 26 กย. 2550.
  4. "Fukuda triumphs in LDP race / New leader eyes 'revival' of party after winning 63% of vote". Daily Yomiuri Online. เรียกข้อมูลวันที่ 26 กย. 2550.
  5. "Fukuda elected prime minister in Diet faceoff". The Japan Times Online. เรียกข้อมูลวันที่ 26 กย. 2550.
  6. "FACTBOX-Fukuda wins parliamentary backing as prime minister". Reuters UK. เรียกข้อมูลวันที่ 26 กย. 2550.
  7. "Yasukuni issue kept me out of '06 presidential race: Fukuda". The Japan Times Online. เรียกข้อมูลวันที่ 29 กย. 2550.
  8. 8.0 8.1 "LDP leader Fukuda elected prime minister". Mainichi Daily News. 2007-09-25. สืบค้นเมื่อ 2007-09-26. 
  9. "Fukuda installed as Japanese PM", BBC News, September 25, 2007.
  10. "Japan's new leadership sworn in", BBC News, September 26, 2007.
  11. "56th AFPPD Executive Commitee Meeting: New Office Bearers". AFPPD Newsletter. เรียกข้อมูลวันที่ 26 กย. 2550.
  12. "สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดการประชุม IPCI/ICPD". ภาพ-ข่าว-วุฒิสภา. เรียกข้อมูลวันที่ 26 กย. 2550.