พายัพ ชินวัตร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
พายัพ ชินวัตร
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 (62 ปี)
อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่
พรรคการเมือง ไทยรักไทย (2544-2550)
พลังประชาชน (2550-2551)
เพื่อไทย (2554-2561)
ไทยรักษาชาติ (2561-2562)

นายพายัพ ชินวัตร (เกิด 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500) เป็นผู้ดูแลภาคอีสานของพรรคเพื่อไทย อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ น้องชายคนเดียวของ ดร.ทักษิณ ชินวัตร

ประวัติ[แก้]

นายพายัพ ชินวัตร เกิดเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 ที่จังหวัดเชียงใหม่ เป็นบุตรคนที่ 7 และเป็นบุตรชายคนที่ 3 ในจำนวน 10 คน ของนายเลิศ และยินดี ชินวัตร ซึ่งเป็นธิดาของเจ้าจันทร์ทิพย์ ระมิงค์วงศ์ (หลานตาของเจ้าไชยสงคราม สมพมิตร ณ เชียงใหม่ ซึ่งสืบเชื้อสายจากพระเจ้าช้างเผือกธรรมลังกา พระเจ้านครเชียงใหม่) [1] นายพายัพ สมรสกับ นางพอฤทัย (นามสกุลเดิม จันทรพันธ์) มีบุตรชายสี่คน ชื่อ นายฤภพ, นายพิรุณ, นายพอพงษ์, นายพีรพัฒน์

การศึกษา[แก้]

นายพายัพ จบชั้นมัธยมศึกษา จากโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย ปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (อุตสาหการ) จากมหาวิทยาลัยเท็กซัส อาร์ลิงตัน สหรัฐอเมริกา ปริญญาโท วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาบริหารธุรกิจอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และ หลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่น 4414 (วปรอ. 4414) [2]

ธุรกิจ[แก้]

นายพายัพ เป็นผู้บริหาร บริษัท ชินวัตรไหมไทย จำกัด ดำรงตำแหน่งประธานบริษัท แต่ธุรกิจไม่ประสบความสำเร็จ มีปัญหาขาดทุน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540-2544 เป็นเงินกว่า 600 ล้านบาท แต่หลังจากนั้น นายพายัพ กลับกลายเป็นนักลงทุน ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ไม่ว่าจะลงทุนในหุ้นตัวไหน ราคาหุ้นตัวนั้นก็ขึ้นอย่างต่อเนื่อง [3] สร้างผลกำไรให้กับ สมาชิกพรรคไทยรักไทย ที่พากันซื้อหุ้นตามนายพายัพ เป็นอย่างมาก นอกจากนี้ นายพายัพยังสามารถขอเสนอลดหนี้บริษัทดังกล่าวจากสถาบันการเงิน เหลือเพียง ร้อยละ 5 จากยอดเงินกว่า 1,000 ล้านบาท แต่เจ้าหน้าที่ บสท.ไม่อนุมัติให้ตามที่นายพายัพเสนอ เพราะเกรงความผิดจากการสร้างความเสียหายแก่รัฐ[4]

การอุปสมบท[แก้]

พายัพ ชินวัตร ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 ที่วัดป่าพุทธคยา ประเทศอินเดีย โดยได้รับฉายาว่า "พระพายัพ เขมะคุโณ" ต่อมาในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ของปีเดียวกัน ได้รับการแต่งตั้งจากสมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย วรชาโย) เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส ให้เป็นพระฐานานุกรมในตำแหน่ง "พระครูปลัดสัมพิพัฒน์ญาณจารย์"[5] และเขาได้ลาสิกขาบทในวันที่ 11 มีนาคมของปีเดียวกัน

เครื่องราชอิสริยาภรณ์[แก้]

อ้างอิง[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]