ฉากยิงปืนของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ฉากยิงปืนของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ (Gun barrel sequence) ปรากฏในภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ ทุกตอนที่เป็นของค่ายภาพยนตร์ อีโอเอ็น โปรดัคชั่นส์ และส่วนมากจะใช้เปิดเรื่อง ลักษณะของฉากนี้ จะมีลักษณะเป็นจุดสีขาวขนาดเล็ก ในพื้นหลังสีดำ วิ่งจากด้านซ้ายไปขวา (ในสายตาของผู้ชม) และหายไปทางขอบจอโทรทัศน์ด้านขวา[1] และหลังจากนั้น โทรทัศน์ก็จะฉายภาพที่เป็นภาพมุมมองจากภายในลำกล้องปืนของมือปืนที่คิดจะฆ่าเจมส์ บอนด์ ผู้ชมมองเห็น เจมส์ บอนด์ อยู่ด้านนอกกระบอกปืน กำลังเดินอยู่อย่างสงบจากขวา ไปซ้าย (ในสายตาผู้ชม) และกระบอกปืนก็หันตามเจมส์ บอนด์ ไปเรื่อยๆ รอจังหวะเหนี่ยวไก แต่เมื่อมาถึงกลางหน้าจอ เจมส์ บอนด์ ก็หันมาหามือปืนและควักปืนของตนยิงออกไปหามือปืนอย่างรวดเร็ว ทำให้มือปืนที่ตั้งตัวไม่ทันบาดเจ็บหรืออาจตาย และกระบอกปืน ก็มีเลือดของมือปืนไหลลงมาเรื่อยๆ จนชุ่มกระบอกปืน และหน้าจอมีสีแดงทั้งจอ และกระบอกปืนก็เริ่มโงนเงนจากอาการสาหัสของมือปืน ต่อมาไม่กี่วินาที บริเวณที่เห็น เจมส์ บอนด์ ก็จะมีสีแดงเข้มขึ้นจนมองไม่เห็นตัวของเจมส์ บอนด์ กลายเป็นจุดสีแดงเข้มขนาดใหญ่ในหน้าจอ และมุมมองนั้นหล่นลงเบื้องล่างของหน้าจอ (เพราะมือปืนทำปืนหล่น) และจุดสีแดงเข้มก็กลายเป็นภาพของฉากแรกในภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ และภาพยนตร์จะเปลี่ยนมุมมองโดยจะพาเราออกจากกระบอกปืนอย่างรวดเร็ว และเข้าสู่ฉากแอ็คชั่นเปิดเรื่อง แล้วก็เข้าสู่เพลงไตเติ้ล จากนั้นก็เข้าสู่ภาพยนตร์[2]

พัฒนาการของฉากยิงปืนเปิดเรื่อง[3][แก้]

บ็อบ ซิมมอนส์ ในฉากยิงปืนเปิดเรื่องครั้งแรกใน พยัคฆ์ร้าย 007

1962–1964[แก้]

ในภาพยนตร์บอนด์เรื่องแรก คือ พยัคฆ์ร้าย 007 คนที่มายิงปืน ไม่ใช่ ฌอน คอนเนอรี่ ที่รับบทเป็น เจมส์ บอนด์ แต่เป็น บ็อบ ซิมมอนส์ ซึ่งเป็นสตั๊นท์แมนของ ฌอน คอนเนอรี่ มายิง โดยเจมส์ บอนด์ จะใส่ชุดสูทประเภทสำหรับธุรกิจ (business suit) และใส่หมวกทรงสูง และภาพยนตร์เรื่องนี้ยังไม่มีฉากแอ็กชั่นต้นเรื่องเหมือนภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ดังนั้นต่อจากฉากที่มุมมองที่เห็น เจมส์ บอนด์ กลายเป็นจุดสีแดงใหญ่ในหน้าจอแล้ว จุดสีแดงก็กลายเป็นจุดสีขาว ก็จะเข้าสู่เพลงไตเติ้ลเลย

ในภาพยนตร์บอนด์เรื่องที่ 2 กับ 3 คือ เพชฌฆาต 007 กับ จอมมฤตยู 007 ฉากยิงปืนเปิดเรื่อง ตัดต่อมาจากฉากยิงปืนเปิดเรื่องของ ภาพยนตร์บอนด์เรื่องแรก พยัคฆ์ร้าย 007 โดยที่ เจมส์ บอนด์ ยังใส่สูทธุรกิจกับหมวกทรงสูงอยู่ แต่ภาพยนตร์เรื่องที่ 2 เป็นต้นไป มีฉากแอ็คชั่นต้นเรื่อง ดังนั้น หลังจากฉากที่มุมมองที่เห็นเจมส์ บอนด์ กลายเป็นจุดสีแดง และเปลี่ยนเป็นจุดสีขาวแล้ว จุดนั้นจะหายไป และฉากแอ็คชั่นต้นเรื่องในสองตอนนี้ก็จะปรากฏขึ้นมา

1965–1971[แก้]

ในภาพยนตร์บอนด์เรื่องที่ 4-5,7 คือ ธันเดอร์บอลล์ จนถึง เพชรพยัคฆราช จะใช้วิธีการถ่ายทำฉากยิงปืนใหม่ทุกครั้งหลังที่จะมีการสร้างภาพยนตร์ และการเชื่อมฉากยิงปืนเปิดเรื่องกับฉากแอ็คชั่นต้นเรื่องตั้งแต่เรื่อง ธันเดอร์บอลล์ เป็นต้นไป ก็เป็นไปตามที่อธิบายไว้ในย่อหน้าแรกของบทความนี้ทุกประการ แต่คนที่มายิงปืนในฉากนี้ เป็น ฌอน คอนเนอรี่ เอง และเจมส์ บอนด์ในฉากนี้ ก็ยังใส่สูทธุรกิจกับหมวกทรงสูงอยู่ตลอดทุกเรื่อง

จอร์จ ลาเซนบี้ ใน ยอดพยัคฆ์ราชินี

1969[แก้]

เรื่องที่ 6 คือ ยอดพยัคฆ์ราชินี ใช้ จอร์จ ลาเซนบี้ แทนฌอน คอนเนอรี่ชั่วคราว ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ยกเว้นการตั้งเข่ายิงปืน ซึ่งเป็นภาคแรกและภาคเดียวที่ทำเช่นนั้น และยังเกิดจุดด้อยเรียกว่า "Treadmill" คือ ในตอนที่กระบอกปืนเลื่อนไปทางซ้าย จะเห็นจอร์จ ลาเซนบี้ "เดินอยู่กับที่" ประมาณ 1 วินาทีแล้วจึงเดินตามกระบอกปืน และตอนที่กระบอกปืนหยุดเคลื่อนไหว จอร์จ ลาเซนบี้ก็ยังเดินอยู่กับที่จึงจะยิงปืนและจอร์จ ลาเซนบี้ก็หายไปจากลำกล้องตอนเลือดไหล

1973–1974[แก้]

ในภาพยนตร์บอนด์เรื่องที่ 8 กับ 9 คือ พยัคฆ์มฤตยู 007 กับ เพชฌฆาตปืนทอง โรเจอร์ มัวร์ เข้ามารับบทเจมส์ บอนด์ และเปลี่ยนสไตล์ให้ไม่ใส่หมวกทรงสูง แต่ยังใส่สูทธุรกิจและยิงปืนสองมือ

ฉากยิงปืนเปิดเรื่องใน เจาะดวงตาเพชฌฆาต

1977–1985[แก้]

ในภาพยนตร์เรื่องที่ 10 ถึงเรื่องที่ 14 คือ พยัคฆ์ร้ายสุดที่รัก จนถึง พยัคฆ์ร้ายพญายม สไตล์การแต่งตัวในการยิงในฉากนี้เปลี่ยนอีกครั้ง โดยเปลี่ยนจากสูทสำหรับธุรกิจ เป็นชุดราตรี (tuxedo) พร้อมผูกหูกระต่ายสีดำ

ฉากยิงปืนเปิดเรื่องใน พยัคฆ์สะบัดลาย

1987–1989[แก้]

ใน พยัคฆ์สะบัดลาย (ภาคที่ 15) ทิโมธี ดาลตัน ยิงปืนโดยใช้มือเดียว แต่การแต่งตัวยังคงเหมือนเดิม จนถึง รหัสสังหาร (ภาคที่ 16)

ฉากยิงปืนเปิดเรื่องใน พยัคฆ์ร้าย 007 รหัสลับทลายโลก

1995–2002[แก้]

ในภาพยนตร์บอนด์เรื่องที่ 17 ถึง 20 คือ พยัคฆ์ร้าย 007 รหัสลับทลายโลก จนถึง ดาย อนัทเธอร์ เดย์ 007 พยัคฆ์ร้ายท้ามรณะ แสดงโดย เพียร์ซ บรอสแนน สไตล์การแต่งตัวยังเหมือนเดิม แต่ลักษณะของเลือดที่ไหลลงมาเปลี่ยนไป โดยใช้กราฟิกจากคอมพิวเตอร์ให้เลือดไหลมาในจังหวะที่เปลี่ยนไป และมีสีเข้มขึ้น และแสงสว่างที่ปลายกระบอกด้านขวาก็เปลี่ยนแปลงด้วย และใน ดาย อนัทเธอร์ เดย์ 007 พยัคฆ์ร้ายท้ามรณะ นั้นจะมีลูกปืนจากกระบอกปืนของ เพียร์ซ บรอสแนน วิ่งมาหาผู้ชมอีกด้วย

2006[แก้]

ฉากยิงปืนเปิดเรื่องและเลือดหยด 3 มิติใน พยัคฆ์ร้ายเดิมพันระห่ำโลก

ในภาพยนตร์บอนด์ เรื่องที่ 21 คือ พยัคฆ์ร้ายเดิมพันระห่ำโลก แสดงโดย แดเนียล เคร็ก ฉากยิงปืนไม่ใช่ฉากเปิดเรื่องเหมือนภาพยนตร์บอนด์ตอนก่อนๆ ฉากแอ็คชั่นจะมาก่อน และหลังจากนั้นก็เข้าสู่ฉากยิงปืน ต่อจากนั้นก็เป็นเพลงไตเติ้ล และเข้าสู่เนื้อเรื่อง ฉากยิงปืนในครั้งนี้ใช้ลักษณะกระบอกปืนต่างจากตอนอื่นๆอย่างชัดเจน และเมื่อยิงแล้ว แทนที่จะพาเราออกจากมุมมองภายในกระบอกปืน กลับพาเราเข้าลึกไปในกระบอกปืนมากขึ้น ในขณะที่เลือดก็หยดลงมาเรื่อยๆ และเลือดก็หยดในลักษณะที่เป็น 3 มิติ และเมื่อเลือดแดงเต็มจอแล้ว ก็เข้าสู่เพลงไตเติ้ล นอกจากนี้สไตล์การแต่งตัวก็ปรับเปลี่ยนจากชุดราตรี มาเป็นชุดสูทธรรมดา โทรมๆ ไม่ได้สวมเน็คไทหรือหูกระต่ายสีดำใดๆทั้งสิ้น สืบเนื่องมาจากการต่อสู้กับศัตรูในฉากเปิดเรื่อง เพื่อความสมจริงที่มากขึ้น

2008[แก้]

ฉากยิงปืนของแดเนี่ยล เคร็ก ในตอนจบของ พยัคฆ์ร้ายทวงแค้นระห่ำโลก

ในภาพยนตร์บอนด์ เรื่องที่ 22 คือ พยัคฆ์ร้ายทวงแค้นระห่ำโลก ฉากยิงปืนถูกนำมาไว้ในตอนท้ายเรื่อง โดยภาคนี้สไตล์การแต่งตัวได้กลับมาใส่ชุดสูทธุรกิจอีกครั้ง หลังจากที่ไม่ได้ใช้ชุดนี้มาตั้งแต่ภาคที่ 10

2012[แก้]

ในภาพยนตร์บอนด์ เรื่องที่ 23 คือ พลิกรหัสพิฆาตพยัคฆ์ร้าย 007 ฉากยิงปืนถูกนำมาไว้ในท้ายเรื่องเช่นเดียวกับคราวพยัคฆ์ร้ายทวงแค้นระห่ำโลก โดยภาคนี้หลังจากที่มีเลือดไหลและจอภาพเป็นสีดำแล้ว จะมีคำว่า "50 Years" อยู่ตรงกลางลำกล้องปืน เป็นการฉลองครบรอบ 50 ปีของภาพยนตร์ชุดนี้ และมีคำว่า "James Bond Will Return" อยู่ข้างใต้[4]

2015[แก้]

ในภาพยนตร์ชุดเจมส์ บอนด์ ลำดับที่ 24 องค์กรลับดับพยัคฆ์ร้าย ฉากยิงปืนอยู่ก่อนเปิดเรื่อง ซึ่งเป็นครั้งแรกของเจมส์ บอนด์ในยุคแดเนียล เคร็ก หลังจากภาคก่อนหน้าทั้ง 3 ภาค มีฉากยิงปืนในระหว่างเรื่องและปิดท้ายเรื่อง

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

อ้างอิง[แก้]