จอห์น เลนนอน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
จอห์น เลนนอน
JohnLennonpeace.jpg
จอห์น เลนนอนขณะแสดง ในปี 1964
ข้อมูลพื้นฐาน
ชื่อจริง จอห์น วินสตัน เลนนอน
เกิด 9 ตุลาคม ค.ศ. 1940(1940-10-09)
อังกฤษ ลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ
แหล่งกำเนิด ลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ
วันที่เสียชีวิต 8 ธันวาคม ค.ศ. 1980 (40 ปี)
แมนฮัตตัน นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา
แนวเพลง
อาชีพ
  • นักกิจกรรม
  • ศิลปิน
  • โปรดิวเซอร์เพลง
  • นักร้อง
  • นักแต่งเพลง
  • นักเขียน
เครื่องดนตรี
  • กีตาร์
  • เปียโน
  • ร้องนำ
ช่วงปี 1957 – 75, 1980
ค่ายเพลง
ส่วนเกี่ยวข้อง
เว็บไซต์ www.johnlennon.com

จอห์น วินสตัน โอะโนะ เลนนอน (อังกฤษ: John Winston Ono Lennon) (9 ตุลาคม ค.ศ. 1940 - 8 ธันวาคม ค.ศ. 1980) เป็นนักร้อง นักแต่งเพลงชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียงทั่วโลก และเป็นสมาชิกร่วมก่อตั้งวงเดอะบีเทิลส์ วงดนตรีที่ประสบความสำเร็จเชิงพาณิชย์ในประวัติศาสตร์วงการดนตรี ร่วมกับสมาชิก พอล แม็กคาร์ตนีย์ เขากลายเป็นคู่หูนักแต่งเพลงที่มีชื่อเสียง

จอห์นเกิดและเติบโตที่เมืองลิเวอร์พูล ในวัยเด็กคลั่งไคล้ดนตรีแนวสกิฟเฟิล จอห์นได้เป็นสมาชิกวง เดอะควอรีเม็น ต่อมาในปี 1960 เปลี่ยนเป็นเดอะบีเทิลส์ ครั้นยุบวงในปี 1970 เลนนอนออกผลงานเดี่ยวของตัวเอง เขาออกอัลบั้ม จอห์น เลนนอน/พลาสติกโอะโนะแบนด์ และอัลบั้ม อิแมจิน ซึ่งได้รับคำยกย่องมากมาย อัลบั้มมีเพลงโดดเด่นอย่าง "กิฟพีซอะเชนจ์" และ "เวิร์กกิงคลาสฮีโร" และ "อิแมจิน"หลังจอห์นสมรสกับโยโกะ โอะโนะ ในปี 1969 เขาเปลี่ยนชื่อเป็น จอห์น โอโนะ เลนนอน เลนนอนปลีกตัวจากงานเพลงในปี 1975 เพื่อเลี้ยงดูบุตรชาย ฌอน แต่กลับมารวมตัวทำงานเพลงกับโยโกะ โอโนะ ในอัลบั้ม ดับเบิลแฟนตาซี เขาถูกฆาตกรรมสามสัปดาห์ก่อนออกอัลบั้มดังกล่าว

เลนนอนเผยให้เห็นนิสัยหัวรั้นและมีไหวพริบตรงไปตรงมาในด้านดนตรี การเขียน การวาดภาพ ภาพยนตร์ และในบทสัมภาษณ์ หลังจากมีประเด็นเกี่ยวกับกิจกรรมความเคลื่อนไหวเชิงสันติภาพและการเมือง เขาจึงย้ายไปแมนแฮตตัน ในปี 1971 ซึ่งคำวิจารณ์เกี่ยวกับสงครามเวียดนามทำให้รัฐบาลของริชาร์ด นิกสัน พยายามเนรเทศเขา แต่เพลงของเขาบางเพลงถูกนำไปเป็นเพลงสรรเสริญความเคลื่อนไหวต่อต้านสงครามและกลุ่มต่อต้านวัฒนธรรม

ในปี 2012 อัลบั้มเดี่ยวของเลนนอนขายได้มากกว่า 14 ล้านชุดในสหรัฐอเมริกา ในนามนักแต่งเพลง ผู้ช่วยนักแต่งเพลง และนักร้อง เขามีส่วนเกี่ยวข้องกับซิงเกิลอันดับหนึ่งบนชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 ถึง 25 เพลง ในปี 2002 ผลสำรวจของบีบีซีชื่อ ชาวบริติชผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด 100 คน (100 Greatest Britons) จัดอันดับให้เลนนอนเป็นบุคคลลำดับที่ 8 ในปี 2008 นิตยสารโรลลิงสโตน จัดอันดับให้เขาศิลปินยอดเยี่ยมตลอดกาลอันดับที่ห้า หลังเสียชีวิต เขาติดในหอเกียรติยศนักแต่งเพลงในปี 1987 และติดในหอเกียรติยศร็อกแอนด์โรล สองครั้ง ในฐานะสมาชิกวงเดอะบีเทิลส์ในปี 1988 และฐานะนักร้องเดี่ยวในปี 1994[1]

ประวัติ[แก้]

1940-57 ชีวิตวัยเด็ก[แก้]

A grey two-story building, with numerous windows visible on both levels
บ้านเลขที่ 251 ถนนเมนเลิฟ ที่อยู่ของเลนนอนตลอดวัยเด็ก

เลนนอนเกิดในช่วงสงครามที่ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 1940 ที่โรงพยาบาลลิเวอร์พูลมาเทอร์นิตี ให้กำเนิดโดย จูเลีย เลนนอน (นามสกุลเดิม สแตนลีย์) และอัลเฟรด เลนนอน เชื้อสายไอริช มีอาชีพเป็นพ่อค้าเดินเรือ และไม่ได้อยู่ด้วยกันขณะเขาเกิด[2] พวกเขาชื่อบุตรว่าจอห์นตามชื่อปู่ว่า จอห์น "แจ็ก" แลนนอน ส่วนชื่อกลาง วินสตัน มาจากวินสตัน เชอร์ชิล นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรในขณะนั้น[3] พ่อของเขามักจากบ้านไปทำงานบ่อย ๆ แต่ก็ยังส่งเช็คเงินสดมาเป็นประจำที่บ้านเลขที่ 9 ถนนนิวคาสเซิล ลิเวอร์พูล ที่จอห์นอาศัยอยู่กับแม่[4] เช็คหยุดส่งมาหาพวกเขาในกุมภาพันธ์ 1944 เนื่องจากพ่อปลดประจำการโดยไม่ได้รับอนุญาต[5][6] ในที่สุด หกเดือนต่อมา พ่อของจอห์นกลับมาบ้าน เสนอว่าจะดูแลครอบครัว แต่จูเลีย ตั้งครรภ์กับชายคนอื่นแล้ว จึงปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว[7] หลังจากพี่สาวของจูเลีย มีมี สมิธ ร้องทุกข์กับบริการสังคมของลิเวอร์พูลถึงสองครั้ง จูเลียจึงส่งเลนนอนให้เธอดูแล ในเดือนกรกฎาคม 1946 พ่อของเลนนอนมาเยี่ยมสมิธ และพาเลนนอนไปเที่ยวในเมืองแบล็กพูล โดยตั้งใจลับ ๆ ว่าจะพาย้ายออกไปอยู่กับเขาที่ประเทศนิวซีแลนด์[8] แต่จูเลียและสามีคนใหม่ของเธอ บ็อบบี ไดกินส์ ตามไปจนพบ และหลังจากการทะเลาะวิวาทรุนแรง ผู้เป็นพ่อบังคับให้เลนนอนอายุ 5 ขวบเลือกว่าจะอยู่กับใคร เลนนอนเลือกพ่อของเขาถึงสองครั้ง แต่ขณะที่แม่ของเขาเดินจากไป เขาเริ่มร้องไห้และเลือกตามแม่ของเขาไป[9] เขาได้ติดต่อกับพ่อของเขาอีกครั้งหลังผ่านไป 20 ปี[10]

เลนนอนอาศัยอยู่กับลุงและป้า มีมี และ จอร์จ สมิธ ซึ่งไม่มีบุตรของตนเอง ที่เมนดิปส์ 251 ถนนเมนเลิฟ เมืองวูลตัน[11] ป้าซื้อนวนิยายเรื่องสั้นให้จอห์นหลายเล่ม และลุงเป็นเจ้าของฟาร์มวัวนมเคยซื้อหีบเพลงปากให้จอห์น และร่วมเล่นปริศนาอักษรไขว้กับจอห์นด้วย[12] จูเลียแวะมาที่เมนดิปส์เป็นประจำ และเมื่อจอห์นอายุได้ 11 ขวบ จอห์นมักจะมาเยี่ยมจูเลีย ที่ 1 ถนนบลอมฟิลด์ เมืองลิเวอร์พูล ซึ่งเธอเคยเล่นแผ่นเสียงของเอลวิส เพรสลีย์ สอนเขาเล่นแบนโจ และแสดงวิธีเล่นเพลงเพลง "เอนต์แดตอะเชม" ของแฟตส์โดมิโน[13] ในเดือนกันยายน 1980 เลนนอนให้ความเห็นเกี่ยวกับครอบครัวและนิสัยหัวรั้นของเขาว่า

ส่วนหนึ่งในตัวผมก็อยากเป็นที่ยอมรับในสังคม และไม่อยากเป็นกวีหรือนักดนตรีที่บ้าและเสียงดังน่ารำคาญ แต่ผมไม่อาจเป็นสิ่งที่ผมไม่ได้เป็นได้ ผมเป็นคนหนึ่งที่พ่อแม่ของคนอื่น ๆ รวมถึงพ่อของพอล ต่างก็กล่าวว่า 'อยู่ห่างจากเขาไว้' พ่อแม่ของพวกเขารู้ดีจากสัญชาตญาณว่าผมเป็นคนสร้างปัญหา หมายความว่าผมไม่ปรับตัวและสิ่งที่ผมทำอาจส่งผลต่อลูก ๆ ของพวกเขาได้ ส่วนหนึ่งผมไม่ได้อิจฉาว่าผมไม่มีความเป็นอยู่ในบ้านอย่างเขา แต่ผมมี มีผู้หญิงห้าคนที่เคยเป็นครอบครัวของผม ผู้หญิงเข้มแข็ง ฉลาด และสวยงามห้าคน พี่สาวน้องสาวห้าคน คนหนึ่งเป็นแม่ของผม [เธอ] ไม่อาจจัดการกับชีวิตได้ เธออายุน้อยที่สุดและเธอมีสามีที่หนีออกทะเล และสงครามยังปะทุ และเธอไม่อาจรับมือกับผมกับ และต้องจบที่ผมไปอยู่กับพี่สาวของเธอ ตอนนี้ผู้หญิงเหล่านั้นเคยมหัศจรรย์ และนั่นเป็นบทเรียนเกี่ยวกับผู้หญิงครั้งแรกของผม ผมอยากบุกเข้าไปในจิตใจของเด็กชายคนอื่น ๆ และพูดว่า "พ่อแม่ไม่ใช่พระเจ้า เพราะผมไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ผม ดังนั้น ผมจึงรู้"[14]

เขาแวะเยี่ยมลูกพี่ลูกน้องชื่อ สแตนลีย์ พากส์ ที่ฟลีตวูด เป็นประจำ พากส์ มีอายุมากกว่าเลนนอน 7 ปี เคยพาเขาเดินทางและไปโรงภาพยนตร์[15] ในช่วงหยุดเรียน พากส์มักมาเยี่ยมเลนนอนพร้อมกับเลลา ฮาร์วีย์ ลูกพี่ลูกน้องอีกคนหนึ่ง และพาเขาเดินทางไปแบล็กพูลสองหรือสามครั้งต่อสัปดาห์เพื่อชมการแสดง พวกเขามักไปที่แบล็กพูลทาวเวอร์เซอร์คัส และชมศิลปินมากมาย ได้แก่ ดิกกี วาเลนไทน์ อาเธอร์ แอสกี แมกซ์ บายเกรฟส์ และโจ ลอส โดยพากส์จำได้ว่าเลนนอนชื่นชอบจอร์จ ฟอร์มบี[16] เป็นพิเศษ หลังจากครอบครัวของพากส์ย้ายไปประเทศสกอตแลนด์ ลูกพี่ลูกน้องทั้งสามคนใช้เวลาในวันหยุดร่วมกันที่นั่น พากส์จำได้ว่า "จอห์น เลลา และผม สนิทกันมาก พวกเราขับรถจากเอดินบะระ ขึ้นไปหาครอบครัวที่เดอร์เนส ตั้งแต่จอห์นอายุราว 9 ปี จนกระทั่งเขาอายุ 16 ปี"[17] ลุงจอร์จเสียชีวิตด้วยอาการตกเลือดที่ตับในวันที่ 5 มิถุนายน 1955 (สิริอายุ 52 ปี) เมื่อเลนนอนอายุ 14 ปี[18]

เลนนอนนับถือนิกายแองกลิคันและเข้าศึกษาที่โดฟเดลไพรแมรีสกูล[19] หลังจากผ่านการทดสอบอีเลเวนพลัส เขาเข้าศึกษาที่โรงเรียนควอรีแบงก์ไฮสกูล ตั้งแต่เดือนกันยายนปี 1952 ถึง 1957 และฮาร์วีย์พูดถึงเขาว่า "เด็กหนุ่มร่าเริง เรียบง่าย อารมณ์ดี ไม่ทุกข์ไม่ร้อน"[20] เขามักวาดการ์ตูนขบขันลงนิตยสารที่โรงเรียนพิมพ์เองชื่อ เดอะเดลีฮาวล์[21] แต่แม้ว่าเขามีพรสวรรค์ด้านศิลปะ แต่ผลการเรียนของเขากลับออกมาเลวร้าย: "อยู่บนถนนสู่ความล้มเหลว สิ้นหวัง มากกว่าเป็นตัวตลกในห้องเรียน เสียเวลาของนักเรียนคนอื่น ๆ"[22]

แม่ของเขาซื้อกีตาร์ตัวแรกให้ในปี 1956 กีตาร์โปร่งรุ่นกีตาร์รุ่นแกลโลโทน แชมเปียน ราคาถูก โดยเธอให้ลูกชายยืมเงิน 5 ปอนด์ 10 ชิลลิง ในเงื่อนไขว่ากีตาร์ต้องถูกส่งมาที่บ้านของเธอ ไม่ใช่บ้านของมีมี เนื่องจากตระหนักว่าพี่สาวของเธอไม่สนับสนุนให้ลูกชายเป็นนักดนตรี[23] ขณะที่มีมีสงสัยกับคำกล่าวที่ว่าเขาจะต้องมีชื่อเสียงสักวัน เธอหวังว่าเขาจะเบื่อดนตรี และมักบอกเขาว่า "กีตาร์เป็นสิ่งที่ดีนะจอห์น แต่แกจะหาเลี้ยงชีพจากมันไม่ได้หรอก"[24] ในวันที่ 15 กรกฎาคม 1958 ขณะเลนนอนอายุ 17 ปี แม่ของเขาเดินออกจากบ้านหลังจากเยี่ยมบ้านของสมิธ ถูกรถยนต์ชนและเสียชีวิต[25]

เลนนอนสอบตกการวัดระดับการศึกษาทั่วไประดับโอทุกวิชา และได้รับเลือกเข้าเรียนที่วิทยาลัยศิลปะลิเวอร์พูลหลังจากป้าของเขาและอาจารย์ใหญ่เข้ามาช่วย[26] ขณะเรียนที่วิทยาลัย เขาเริ่มใส่ชุดเท็ดดีบอย และเป็นที่จดจำในเรื่องขัดขวางการเรียนการสอนและล้อเลียนครู ส่งผลให้เขาถูกคัดชื่อออกจากวิชาวาดภาพ วิชาศิลปะกราฟิก และถูกตักเตือนว่าจะถูกไล่ออก หลังจากเขามีพฤติกรรมนั่งบนตักของนางแบบเปลือยในวิชาวาดภาพคน[27] เขาสอบตกการสอบประจำปี แม้ว่ามีเพื่อนและอนาคตภรรยาของเขา ซินเธีย เพาเอลล์ คอยช่วยเหลือ และเขาถูก "ไล่ออกจากวิทยาลัยก่อนเรียนปีสุดท้าย"[28]

1957-70: เดอะควอรีเม็น สู่ เดอะบีเทิลส์[แก้]

1957-66: ก่อตั้งวง ประสบความสำเร็จเชิงพาณิชย์และปีที่มีทัวร์[แก้]

เมื่ออายุ 15 ปี เลนนอนก่อตั้งวงดนตรีแนวสกิฟเฟิลชื่อ เดอะควอรีเม็น ตั้งชื่อตามชื่อโรงเรียนควอรีแบงก์ไฮสกูล เมื่อเดือนกันยายน 1956[29] ในฤดูร้อนปี 1957 เดอะควอรีเม็นเล่น "เพลงหลายเพลงในแบบมีชีวิตชีวา" เป็นแนวครึ่งสกิฟเฟิลครึ่งร็อกแอนด์โรล[30] เลนนอนพบกับพอล แม็กคาร์ตนีย์ครั้งแรกในการแสดงครั้งที่สอง จัดขึ้นที่วูลตันในงานเลี้ยงในสวนของโบสถ์เซนต์ปีเตอร์ เขาชวนแม็กคาร์ตนีย์ให้มาร่วมเล่นกับวง[31]

แม็กคาร์ตนีย์กล่าวว่าป้ามีมี "รู้ว่าเพื่อนของจอห์นเป็นคนฐานะด้อยกว่า" และมักจะดูแลเขาเมื่อเขามาหาเลนนอน[32] ไมก์ พี่ชายของพอล กล่าวว่า พ่อของแม็กคาร์ตนีย์ก็ไม่สนับสนุน พร้อมกล่าวว่าเลนนอนจะพาลูกชายของเขา "เจอแต่ปัญหา"[33] แม้ว่าต่อมาเขาอนุญาตให้ซ้อมดนตรีในห้องหน้าบ้านของแม็กคาร์ตนีย์ที่บ้านเลขที่ 20 ถนนฟอร์ทลิน[34][35] ในระหว่างนี้ เลนนอนอายุ 18 ปีเขียนเพลงแรกชื่อ "เฮลโลลิตเทิลเกิร์ล" เป็นเพลงดังติด 10 อันดับแรกในสหราชอาณาจักรของวงเดอะโฟร์โมสต์ในอีกห้าปีต่อมา[36]

แม็กคาร์ตนีย์แนะนำให้จอร์จ แฮร์ริสัน เป็นมือกีตาร์นำ[37] เลนนอนคิดว่าแฮร์ริสัน (อายุ 14 ปีในขณะนั้น) ยังอายุน้อยเกินไป แม็กคาร์ตนีย์ช่วยควบคุมเสียงให้บนดาดฟ้าของรถประจำทางลิเวอร์พูลให้กับแฮร์ริสันที่กำลังเล่นเพลง "รอนชี" ให้เลนนอน และได้รับชวนให้ร่วมวง[38] สจ๊วต ซัตคลิฟฟ์ เพื่อนจากโรงเรียนศิลปะของเลนนอนร่วมวงในตำแหน่งมือเบส[39] เลนนอน แม็กคาร์ตนีย์ แฮร์ริสัน และซัตคลิฟฟ์ รวมตัวกันเป็น "เดอะบีเทิลส์" ในต้นปี 1960 ในเดือนสิงหาคมปีนั้น เดอะบีเทิลส์ได้พำนักอยู่ที่ฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี เป็นเวลา 48 คืน และเนื่องจากสิ้นหวังจากเหตุขาดมือกลอง จึงชวนพีต เบสต์ มาร่วมด้วย[40] เมื่อเลนนอนอายุ 19 ปี เขาบอกป้าเรื่องการเดินทางดังกล่าว ป้าของเขารู้สึกกลัว และขอร้องให้เขากลับมาเรียนศิลปะแทน[41] หลังอาศัยที่ฮัมบูร์กครั้งแรก วงกลับมาพำนักอีกครั้งในเดือนเมษายน 1961 และครั้งที่สามในเดือนเมษายน 1962 เลนนอนและเพื่อนร่วมวงได้รู้จักกับยาพรีลูดินขณะอยู่ที่ฮัมบูร์ก[42] และเริ่มเสพยาเป็นประจำ รวมถึงแอมเฟตามีนด้วย โดยใช้เป็นยากระตุ้นระหว่างการแสดงยาวนานข้ามคืน[43]

ไบรอัน เอปสไตน์ ผู้จัดการวงตั้งแต่ปี 1962 ยังไม่เคยมีประสบการณ์ด้านการจัดการศิลปินมาก่อน แต่มีอิทธิพลสูงจากรหัสการแต่งกายในยุคต้นและทัศนคติบนเวที[44] แรกเริ่ม เลนนอนไม่เห็นชอบความพยายามที่เขากระตุ้นวงให้แสดงดนตรีอย่างมืออาชีพ แต่ในที่สุดก็ยอมรับ กล่าวว่า "ผมจะสวมบอลลูนโชกเลือดถ้าจะมีสักคนจ่ายเงินผม"[45] แม็กคาร์ตนีย์เล่นเบสแทนซัตคลิฟฟ์ หลังจากซัตคลิฟฟ์ตัดสินใจอยู่ฮัมบูร์กต่อ และมือกลองชื่อ ริงโก สตาร์ มาแทนที่เบสต์ กลายเป็นสมาชิกวงชุดสมบูรณ์จนกระทั่งแยกวงในปี 1970 ซิงเกิลแรกของวง "เลิฟมีดู" ออกจำหน่ายในเดือนตุลาคม 1962 และขึ้นอันดับ 17 ในชาร์ตของสหราชอาณาจักร พวกเขาอัดอัลบั้มแรกชื่อ พลีสพลีสมี เสร็จในเวลา 10 ชั่วโมงในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 1963[46] ซึ่งเป็นวันที่เลนนอนเป็นหวัด[47] เห็นได้ชัดจากเสียงร้องของเขาในเพลง "ทวิสต์แอนด์เชาต์"[48] เพลงสุดท้ายที่อัดวันนั้น เลนนอนและแม็กคาร์ตนีย์แต่งเพลงร่วมกันจำนวน 8 เพลงจาก 14 เพลง แต่มีข้อยกเว้น อย่างแรกคือชื่ออัลบั้ม เลนนอนยัง เล่นคำในเนื้อเพลงที่ร้องว่า "We were just writing songs ... pop songs with no more thought of them than that—to create a sound. And the words were almost irrelevant"[46] ในบทสัมภาษณ์ปี 1987 แม็กคาร์ตนีย์กล่าวว่าบีเทิลส์คนอื่น ๆ หลงใหลในตัวจอห์น "เขาเป็นดั่งเอลวิสตัวน้อย ๆ ของพวกเรา เรานับถือจอห์น เขาแก่กว่าและค่อนข้างเป็นผู้นำ เขามีสติปัญญาว่องไวและฉลาดที่สุด"[49]

เลนนอนแสดงในปี 1964

เดอะบีเทิลส์ประสบความสำเร็จกระแสหลักในสหราชอาณาจักรในช่วงต้นปี 1963 เลนนอนกำลังทัวร์คอนเสิร์ต ขณะที่ลูกชายคนแรกของเขา จูเลียน เกิดในเดือนเมษายน ในระหว่างการแสดงรายการโรยัลวาไรตีโชว์ ที่มีพระราชินีและราชวงศ์บริติชเข้าชมการแสดงด้วยนั้น เลนนอนเล่นตลกกับผู้ชมว่า "สำหรับเพลงต่อไป ผมอยากขอความช่วยเหลือจากพวกคุณ สำหรับคนที่นั่งที่นั่งราคาถูก ให้ปรบมือ ... และพวกคุณที่เหลือ หากคุณจะช่วยส่งเสียงเพชรพลอยให้ได้ยินสักหน่อย"[50] หลังช่วงบีเทิลเมเนียในสหราชอาณาจักรผ่านไปหนึ่งปี วงได้ปรากฏตัวครั้งประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกาในรายการ ดิเอ็ดซัลลิแวนโชว์ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 1964 ทำให้พวกเขาได้แจ้งเกิดสู่ความเป็นดาราต่างประเทศ ตามมาด้วยช่วงเวลาทัวร์ต่อเนื่องสองปี การถ่ายทำภาพยนตร์ และการแต่งเพลง ระหว่างนั้น เลนนอนเขียนหนังสือสองเล่มคือ อินฮิสโอนไรต์ และ อะสเปเนียดอินเดอะเวิกส์[51] เดอะบีเทิลส์เป็นที่จดจำจากสถาบันบริติช หลังจากเขาได้นัดพบกับขุนนางจากเครื่องอิสริยาภรณ์ของอาณาจักรบริติช ในงานเฉลิมฉลองวันคล้ายวันประสูติของพระราชินีปี 1965[52]

เลนนอนตระหนักว่าแฟนคลับที่ชมคอนเสิร์ตของบีเทิลส์ไม่อาจได้ยินเสียงดนตรีได้เนื่องจากเสียงกรีดร้องดังมาก และความสามารถทางดนตรีของวงเริ่มมีปัญหา[53] เพลง "เฮลป์!" (ช่วยด้วย!) ของเลนนอนในปี ปี 1965 แสดงความรู้สึกของเขาว่า "ผมหมายถึงอย่างนั้นจริง ๆ ผมกำลังร้องว่า 'ช่วยด้วย'"[54] เขาน้ำหนักขึ้น (ต่อมาเขาเรียกช่วงเวลานี้ว่า "เอลวิสอ้วน")[55] และรู้สึกว่าจิตใต้สำนึกของเขากำลังมองหาความเปลี่ยนแปลง[56] ในเดือนมีนาคมปีนั้น เขาได้รู้จักกับยาแอลเอสดีโดยไม่รู้ตัว เมื่อเขาดื่มกาแฟที่มียานั้นอยู่[57] ขณะที่เขา แฮร์ริสัน และภรรยาของพวกเขาพบกับหมอฟันเจ้าของงานสังสรรค์มื้อเย็น เมื่อพวกเขาต้องการออกจากงานเลี้ยง เจ้าบ้านเปิดเผยสิ่งที่พวกเขาดื่มเข้าไป และแนะว่าไม่ให้ออกจากบ้านเนื่องจากยาจะออกฤทธิ์ ต่อมา ในลิฟต์ที่ไนต์คลับแห่งหนึ่ง พวกเขาทุกคนเชื่อว่าไฟกำลังครอกตัวพวกเขา "พวกเรากรีดร้อง... ร้อนและเหมือนเป็นโรคประสาท"[58] ในเดือนมีนาคม 1966 ระหว่างสัมภาษณ์กับนักข่าวหนังสือพิมพ์อีฟนิงสแตนดาร์ด มอรีน คลีฟ เลนนอนกล่าวว่า "คริสตศาสนาจะหายไป มันจะเลือนและหดหาย ตอนนี้พวกเราโด่งดังกว่าพระเยซูแล้ว ผมไม่รู้ว่าอะไรจะไปก่อนกัน ระหว่างร็อกแอนด์โรลกับคริสตศาสนา"[59] ความเห็นนี้ไม่เป็นที่สังเกตในอังกฤษ แต่ก่อให้เกิดความขุ่นเคืองครั้งใหญ่ในสหรัฐอเมริกาเมื่อนิตยสารฉบับหนึ่งนำคำกล่าวไปใช้ที่นั่นในห้าเดือนถัดมา หลังจากนั้นมีการปะทะเชิงอารมณ์ตามมา กิจกรรมของการเคลื่อนไหวคูคลักซ์แคลนและการขู่ทำร้ายเลนนอนทำให้วงตัดสินใจหยุดทัวร์คอนเสิร์ต[60]

8 ธันวาคม 1980: การเสียชีวิต[แก้]

สตรอเบอรีฟิลส์ในเซนทรัลพาร์ก และเดอะดาโคตาอยู่เบื้องหลัง

เวลา 22:50 น. วันที่ 8 ธันวาคม 1980 ขณะเลนนอนและโอะโนะกลับเข้าห้องพักเดอะดาโคตา ในรัฐนิวยอร์ก มาร์ก เดวิด แชปแมนยิงเลนนอนเข้าที่หลัง 4 ครั้งที่ทางเข้าอาคาร เลนนอนถูกนำตัวส่งห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลรูสเวลต์ และประกาศว่าเลนนอนเสียชีวิตขณะพามาโรงพยาบาลในเวลา 23:00 น.[61] เย็นวันนั้น เลนนอนเพิ่งได้แจกลายเซ็นบนปกอัลบั้มดับเบิลแฟนตาซีให้กับแชปแมน[62]

โอะโนะให้สัมภาษณ์ในวันถัดมาว่า "จะไม่มีงานศพจอห์น" และปิดท้ายว่า "จอห์นรักและสวดมนต์แด่ชาติพันธุ์มนุษย์ โปรดช่วยกันสวดมนต์ภาวนาถึงสิ่งเดียวกันเพื่อเขาเถิด"[63] ศพของเขาถูกฌาปนกิจที่สุสานเฟิร์นคลิฟฟ์เซเมเทรี ในฮาตส์เดล รัฐนิวยอร์ก โอะโนะโปรยอัฐิของเขาที่เซนทรัลพาร์กในนิวยอร์ก ที่ที่ต่อมากลายเป็นอนุสรณ์สตรอเบอรีฟิลส์[64] แชปแมนสารภาพผิดต่อคดีฆาตกรรมระดับสองและได้รับตัดสินจำคุก 20 ปีถึงตลอดชีวิต[65] นับถึงปี 2016 เขายังคงอยู่ในคุก และถูกปฏิเสธการปล่อยตัวถึงแปดครั้ง[66]

ชีวิตส่วนตัว[แก้]

ซินเธีย เลนนอน[แก้]

เลนนอนและซินเธีย เพาเอลล์ (1939–2015) พบกันในปี 1957 เป็นนักเรียนที่วิทยาลัยศิลปะลิเวอร์พูล[67] แม้ว่าซินเธียจะเกรงกลัวทัศนคติและรูปกายของเลนนอน แต่เธอได้ยินว่าเขาหลงใหลนักแสดงหญิงชาวฝรั่งเศส บรีฌิต บาร์โด เธอจึงย้อมผมบลอนด์ เลนนอนชวนเธอเที่ยว แต่เมื่อเธอบอกว่าเธอหมั้นแล้ว เขาตะโกนดัง ๆ ว่า "ผมไม่ได้ขอคุณแต่งงานนะ"[68] เธอจึงไปงานแสดงของวงควอรีเม็นกับเขาและเดินทางไปเยี่ยมเขาที่ฮัมบูร์กพร้อมกับคนรักของแม็กคาร์ตนีย์ในเวลานั้น เลนนอนซึ่งมีนิสัยขี้หึง จึงเกิดความหึงวงและมักทำให้เพาเอลล์เกรงกลัวความเกรี้ยวโกรธและความรุนแรงถึงเนื้อถึงตัวของเขา[69] ต่อมาเลนนอนกล่าวว่า เขายังไม่เคยสงสัยในทัศนคติที่ก้าวร้าวต่อผู้หญิงในตัวเขาจนกระทั่งเขาพบกับโอะโนะ เขากล่าวว่าเพลง "เกตทิงเบตเทอร์" ของเดอะบีเทิลส์ เล่าเรื่องราวของเขาเอง "ผมเคยโหดร้ายกับผู้หญิง และถึงเนื้อถึงตัวกับผู้หญิงไม่ว่าจะเป็นคนใด ผมชอบตบตี ผมไม่อาจแสดงตัวตนของผมได้และผมก็ตบตี ผมสู้กับผู้ชายและผมตบตีผู้หญิง จึงเป็นเหตุที่ผมมักจะพูดถึงเรื่องสันติภาพตลอดเวลา"[70]

เมื่อระลึกถึงการกระทำในเดือนกรกฎาคม 1962 ว่าซินเธียตั้งครรภ์ เลนนอนกล่าวว่า "มีสิ่งเดียวที่ทำได้ ซิน เราต้องแต่งงานกัน"[71] ทั้งคู่จดทะเบียนสมรสกันในวันที่ 23 สิงหาคมที่สำนักทะเบียนเมาต์เพลเซินต์ในลิเวอร์พูล การสมรสเริ่มขึ้นช่วงบีเทิลเมเนียเริ่มแพร่หลายในสหราชอาณาจักร เขาแสดงในเย็นวันแต่งงาน และแสดงเช่นนี้เรื่อยไปเกือบทุกวัน[72] เอปสไตน์ ซึ่งเกรงกลัวว่าการที่บีเทิลคนหนึ่งแต่งงานจะทำให้แฟนคลับจะถูกเมิน จึงขอให้เลนนอนเก็บเรื่องสมรสไว้เป็นความลับ จูเลียนถือกำเนิดในวันที่ 8 เมษายน 1963 เลนนอนกำลังทัวร์คอนเสิร์ตและได้พบลูกชายหลังจากนั้นสามวัน[73]

อ้างอิง[แก้]

  1. "Lennon's 70th birthday". Rock and Roll Hall of Fame. สืบค้นเมื่อ 8 October 2010. 
  2. Harry 2000b, p. 504.
  3. Spitz 2005, p. 24: "Julia offered the name in honour of ... Winston Churchill".
  4. Spitz 2005, p. 24: "The entire Stanley clan gathered nightly at Newcastle Road".
  5. Lennon 2005, p. 54: "Until then he had sent her money each month from his wages, but now it stopped".
  6. Spitz 2005, p. 26: "In February 1944 ... he was arrested and imprisoned. Freddie subsequently disappeared for six months".
  7. Spitz 2005, p. 27.
  8. Lennon 2005, p. 56: "Alf admitted to her that he had planned to take John to live in New Zealand".
  9. Spitz 2005, p. 30: "Julia went out of the door ... John ran after her".
  10. Spitz 2005, p. 497.
  11. Lennon 2005, p. 56: "Hard to see why Mimi wanted John, as she had always said she didn't want children".
  12. Spitz 2005, p. 32: "When he was old enough, taught John how to solve crossword puzzles".
  13. Spitz 2005, p. 48: "To get them started, she applied the triad to 'Ain't That a Shame'".
  14. Sheff 1981, pp. 134–136.
  15. Spitz 2005, p. 32: "Parkes recalled ... Leila and John to the cinema as often as three times a day".
  16. Harry 2009.
  17. Harry 2000b, p. 702.
  18. Harry 2000b, p. 819.
  19. Harry 2000b, p. 411.
  20. Spitz 2005, pp. 32–33.
  21. Spitz 2005, p. 40.
  22. ClassReports 2008.
  23. Spitz 2005, p. 45.
  24. Norman 2008, p. 89.
  25. Miles 1997, p. 48.
  26. Spitz 2005, p. 100.
  27. Harry 2000b, pp. 553–555.
  28. Lennon 2005, p. 50.
  29. Harry 2000b, p. 738.
  30. Spitz 2005, p. 95.
  31. Spitz 2005, pp. 93–99.
  32. Miles 1997, p. 44.
  33. Miles 1997, p. 32.
  34. Miles 1997, pp. 38–39.
  35. Lennon 2005, p. 47.
  36. Harry 2000b, pp. 337–338.
  37. Miles 1997, pp. 47, 50.
  38. Miles 1997, pp. 47.
  39. Lennon 2005, p. 64.
  40. Miles 1997, p. 57.
  41. Lennon 2005, p. 53.
  42. Miles 1997, pp. 66–67.
  43. Lennon 2005, p. 57.
  44. The Beatles 2000, p. 67.
  45. Frankel 2007.
  46. 46.0 46.1 Harry 2000b, p. 721.
  47. Lewisohn 1988, pp. 24–26: "Twist and Shout, which had to be recorded last because John Lennon had a particularly bad cold".
  48. Spitz 2005, p. 376: "He had been struggling all day to reach notes, but this was different, this hurt".
  49. Doggett 2010, p. 33.
  50. Shennan 2007.
  51. Coleman 1984a, pp. 239–240.
  52. London Gazette 1965, pp. 5487–5489.
  53. Coleman 1984a, p. 288.
  54. Gould 2008, p. 268.
  55. Lawrence 2005, p. 62.
  56. The Beatles 2000, p. 171.
  57. Rodriguez 2012, pp. 51–52.
  58. Harry 2000b, p. 570.
  59. Cleave 2007.
  60. Gould 2008, pp. 5–6, 249, 281, 347.
  61. Ingham 2006, p. 82.
  62. Harry 2000b, p. 145.
  63. Harry 2000b, p. 692.
  64. Harry 2000b, p. 510.
  65. "Inmate Population Information Search". Nysdoccslookup.doccs.ny.gov. สืบค้นเมื่อ 27 September 2014. 
  66. Dolmetsch, Chris (23 August 2014). "John Lennon Killer Chapman Denied Parole for Eighth Time". NY. Bloomberg News. สืบค้นเมื่อ 23 August 2014. 
  67. Lennon 2005, pp. 17–23.
  68. Lennon 2005, p. 21.
  69. Harry 2000b, pp. 492–493.
  70. Sheff 1981.
  71. Lennon 2005, p. 91.
  72. Harry 2000b, pp. 493–495.
  73. Lennon 2005, p. 113.

บรรณานุกรม[แก้]

  • Harry, Bill. The John Lennon Encyclopedia. Virgin; 2000b. ISBN 0753504049.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]