การเซ็นเซอร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก การตรวจพิจารณา)
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

เสรีภาพ
แนวความคิดสำคัญ

อิสรภาพ (เชิงบวก · เชิงลบ)
สิทธิ และ สิทธิมนุษยชน
เจตจำนงเสรี · ความรับผิดชอบทางศีลธรรม

จำแนกตามประเภท

พลเมือง · วิชาการ
การเมือง · เศรษฐกิจ
ความคิด · ศาสนา

จำแนกตามรูปแบบ

แสดงออก · ชุมนุม
สมาคม · เคลื่อนไหว · สื่อ

ประเด็นทางสังคม

การปิดกั้นเสรีภาพ (ในไทย)
การเซ็นเซอร์ · การบีบบังคับ · ความโปร่งใสของสื่อ

การเซ็นเซอร์ (อังกฤษ: censorship) คือการระงับยับยั้ง เปลี่ยนวิธีนำเสนอ หรือทำลายเนื้อหาหรือวัตถุแห่งการติดต่อสื่อสาร ซึ่งถูกสรุปโดยผู้ตรวจสอบว่ามีเนื้อหาผิดศีลธรรม ผิดหลักศาสนา ผิดจรรยาบรรณวิชาชีพ ไม่พึงประสงค์ เป็นภัยต่อความมั่นคง เป็นหัวข้ออ่อนไหว หรือสร้างความลำบากให้แก่รัฐบาล ฯลฯ

เหตุผล[แก้]

เหตุผลของการเซ็นเซอร์นั้นต่างกันออกไปตามลักษณะข้อมูลที่จะได้รับการเซ็นเซอร์

  • การเซ็นเซอร์ทางศีลธรรม: การขจัดไปให้พ้นซึ่งวัตถุอันขัดต่อศีลธรรมอันดีหรืออันเป็นปัญหาอื่น ๆ ทางศีลธรรม เช่น สื่อลามกอนาจารมักได้รับการเซ็นเซอร์อยู่เนือง ๆ ในโลกนี้
  • การเซ็นเซอร์ทางการยุทธ์: การรักษาข่าวกรองและกลวิธีทางการยุทธ์ให้เป็นความลับและห่างไกลจากศัตรู เพื่อต่อต้านการจารกรรมอันเป็นกระบวนการหนึ่งสำหรับรวบรวมข้อมูลทางการยุทธ์ และบ่อยครั้งที่ฝ่ายยุทธนาการพยายามจะระงับข้อมูลที่ไม่เหมาะสมทางการเมือง แม้ข้อมูลเช่นว่าจะไม่มีคุณค่าที่แท้จริงในเชิงข่าวกรองก็ตาม
  • การเซ็นเซอร์ทางการเมือง: การที่รัฐบาลปกปิดข้อมูลข่าวสารบางประกับกับสาธารณชน เพื่อควบคุมพลเมืองและเสรีภาพในการแสดงออก มิให้นำไปสู่การก่อจลาจลหรือการชุมนุมประท้วงที่ผิดกฎหมาย
  • การเซ็นเซอร์ทางศาสนา: การขจัดออกซึ่งวัตถุใด ๆ อันไม่พึงประสงค์ต่อลัทธิความเชื่อหนึ่ง ๆ รวมถึงการใช้อิทธิพลของศาสนาหนึ่งครอบงำอีกศาสนาหนึ่งให้ด้อยลง และบางทีศาสนาหนึ่งอาจไม่ร่วมวงศ์ไพบูลย์กับอีกศาสนาเมื่อเห็นว่าลัทธิความเชื่อของทั้งสองขัดกัน
  • การเซ็นเซอร์ทางองค์กร: การแทรกแซงของบรรณาธิการในองค์การสื่อสารใด ๆ เพื่อไม่ระงับการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารทางลบเกี่ยวกับองค์กรหรือภาคีของตน

การเซ็นเซอร์ทางการเมือง[แก้]

การเซ็นเซอร์ที่เข้มงวดมีให้เห็นตั้งแต่กลุ่มคนในสมัยประเทศคอมมิวนิสต์ รัฐมนตรีต่างๆ เป็นผู้ควบคุมเหล่านักเขียน ผลผลิตทางวัฒนธรรมเหล่านั้นแสดงให้เห็นถึงการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ความต้องการของรัฐ ในสมัยนั้นพรรคการเมืองเป็นผู้ตรวจเช็คและควบคุมก่อนที่จะเผยแพร่ ในสมัยของโจเซฟ สตาลิน (Stalinist period) แม้กระทั่งการพยากรณ์อากาศยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้ถ้าหากรัฐบาลต้องการบอกว่าพระอาทิตย์จะไม่ส่องสว่างในวันที่ 1 พฤษภาคม ภายใต้การปกครองของ ประธานาธิบดีนิโคไล เชาเชสกูแห่งโรมาเนีย การรายงานสภาพอากาศก็ถูกควบคุมอุณหภูมิจะได้ไม่ดูว่าขึ้นลงหรือเปลี่ยนแปลงมากจนถึงจุดที่ต้องออกคำสั่งหยุดงาน ในสหภาพโซเวียตเราไม่สามารถพบนักข่าวอิสระได้จนกระทั่งมิฮาอิล กอร์บาชอฟได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำแห่งสหภาพโซเวียต การรายงานข่าวทุกชิ้นจะต้องถูกควบคุมโดยพรรคคอมมิวนิสต์หรือองค์การที่เกี่ยวข้อง ปราฟดาคือหนังสือพิมพ์มีที่เอกสิทธิ์ผูกขาดและมีบทบาทมากในสหภาพโซเวียต หนังสือพิมพ์ต่างชาตินั้นมีให้เห็นแต่จะต้องเป็นฝ่ายเดียวกับพรรคคอมมิวนิสต์เท่านั้น

การครอบครองและการใช้เครื่องทำสำเนาล้วนถูกควบคุมเพื่อยับยั้งการผลิตและการเผยแพร่ของหนังสือต้องห้ามในโซเวียต (samizdat) หนังสือและนิตยสารที่ตีพิมพ์เองจะผิดกฎหมาย การครอบครองแม้กระทั่งหนังสือเพียงเล่มเดียวของ อันเดร ซินยาฟสกี ถือเป็นอาชญากรรมอันร้ายแรงและอาจมีการตรวจค้นจากหน่วยตำรวจลับแห่งสหภาพโซเวียตหรือเคจีบี ผลงานอื่นๆ ที่ไม่ได้สนับสนุนรัฐบาลต่างถูกตีพิมพ์ในต่างประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งยังใช้กฎหมายทางการเมืองแบบคอมมิวนิสต์ว่าจ้างตำรวจอินเทอร์เน็ตกว่าสามหมื่นคน เพื่อตรวจสอบการใช้อินเทอร์เน็ตและเว็บไซต์เสิร์ชเอนจินที่เป็นที่นิยม เช่น กูเกิล และ ยาฮู! และในประเทศอิรักภายใต้การปกครองของซัดดัม ฮุสเซน มีการเซ็นเซอร์ข่าวสารเช่นเดียวกับในประเทศโรมาเนียภายใต้ประธานาธิบดีนิโคไล เชาเชสกูแต่มีความรุนแรงทางการเมืองมากกว่า ส่วนสื่อในประเทศคิวบาดำเนินการภายใต้การตรวจการของพรรคคอมมิวนิสต์ หน่วยงานการกำหนดทิศทางของการปฏิวัติ (Department of Revolutionary Orientation) ซึ่งทำหน้าที่พัฒนาและประสานงานกลยุทธ์ในการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ ซึ่งการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย

การเซ็นเซอร์ความลับของรัฐและการเบี่ยงเบนความสนใจ[แก้]

ในช่วงภาวะสงครามมีการเซ็นเซอร์อย่างเปิดเผย ทั้งนี้เพื่อป้องกันการปล่อยข้อมูลบางอย่างที่อาจะป็นประโยชน์แก่ศัตรู โดยทั่วไปเป็นการเก็บข้อมูลเรื่องเวลาและสถานที่ หรือถ่วงเวลาการปล่อยข้อมูลจนกระทั่งแน่ใจว่าไม่มีประโยชน์ต่อกองทัพฝ่ายตรงข้าม เช่น จุดประสงค์การปฏิบัติการ ในทางศีลธรรมอาจะเห็นไปในทางต่างกัน ผู้ที่สนับสนุนการกระทำนี้เห็นว่าการปล่อยข้อมูลด้านยุทธวธีก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างมากมายต่อความตายของผู้คนและมีโอกาสเสี่ยงต่อการแพ้สงครามของทั้งหมด ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง จดหมายซึ่งเขียนโดยทหารอังกฤษจะถูกส่งผ่านกระบวนกองตรวจพิจารณา ซึ่งประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่คอยอ่านจดหมายและใช้ปากกกามารคเกอร์สีดำขีดข้อความที่ไม่เหมาะสมทิ้งก่อนจะส่งจดหมายออกไป ซึ่งมีวลีหนึ่งที่เป็นที่นิยมในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง “หลุดปาก เรือจม” (Loose lips sink ships) เป็นการกระตุ้นให้แต่ละคนมีความระมัดระวังเมื่อต้องพูดเกี่ยวกับข้อมูลอันเปราะบางทางการเมือง ตัวอย่างของนโยบายเก็บกวาดของสหภาพโซเวียตภายใต้การนำของโจเซฟ สตาลิน ซึ่งมีปรากฏไว้บนภาพถ่ายและเผยแพร่เป็นการประณามการประหารชีวิตของนโยบายของสตาลิน แม้ภาพถ่ายเก่าๆ จะถูกเก็บไว้แล้วแต่ภาพเหล่านั้นยังอยู่ในความทรงจำของสาธารณะ และเป็นสัญลักษณ์ของระบบสตาลินและระบอบการปกครองแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จ ซึ่งการเซ็นเซอร์ส่วนใหญ่มีจุดประสงค์เพื่อปกป้องผู้มีอำนาจหรือบุคคลบางคนหรือการสนใจของสื่อมวลชนต่อเหยื่อการลักพาตัวเด็กถือเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้

การเซ็นเซอร์สื่อเพื่อการศึกษา[แก้]

เนื้อหาสาระของหนังสือเรียนในโรงเรียนส่วนมากเป็นการอภิปรายและต่อต้านเพราะกลุ่มเป้าหมายนั้นคือเยาวชน การปกปิดความผิดหรือการเคลือบสีขาว (white washing) เป็นหนึ่งในวิธีการเลือกสรรหรือทำลายหลักฐานที่ต้องการหรือไม่ต้องการปกปิด รายงานของทหารในประวัติศาสตร์นั้นมีข้อโต้แย้งมาก เช่นในกรณีการทิ้งระเบิดเดรสเดนในสงครามโลกครั้งที่สอง หรือการสังหารหมู่นานกิง ซึ่งสามารถพบในหนังสือเรียนของญี่ปุ่น การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของชาวอเมริกัน และการชุมนุมประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ในบริบทของโรงเรียนมัธยมศึกษา วิธีการที่ความจริงและประวัติศาสตร์ถูกนำเสนอนั้นมีอิทธิพลอย่างมากต่อการตีความและความคิดร่วมสมัย ความเห็นหรือการเข้าสังคม การคัดสรรข้อมูลนั้นเลือกจากการตีความว่าสิ่งใดเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน การตีความว่าเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมนั้นเป็นสิ่งที่ต้องโต้เถียงกันและสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

การเซ็นเซอร์ดนตรีและวัฒนธรรมสมัยนิยม[แก้]

การเซ็นเซอร์ดนตรีนั้นมีรูปแบบต่างกันออกไปตามแต่ละประเทศ, ศาสนา, ระบบการศึกษา, ครอบครัวและกฎหมาย ซึ่งในกรณีส่วนใหญ่จะละเมิดสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนนานาชาติ นอกจากการเซ็นเซอร์สื่อลามก ภาษา และความรุนแรง ภาพยนตร์บางเรื่องถูกตรวจพิจารณาเพราะมีเนื้อหาในเชิงเปลี่ยนแปลงทัศนคติและความถูกต้องทางการเมือง เพื่อหลีกเลี่ยงการขัดต่อจริยธรรมของคนส่วนใหญ่ในสังคมหรือหลีกเลี่ยงการต่อต้านคุณค่าในเชิงศิลปะและประวัติศาสตร์ ตัวอย่างหนึ่งเช่นภาพยนตร์การ์ตูนชุด Censored Eleven ซึ่งแม้ว่าเป็นการ์ตูนแอนิเมชั่นแต่ถูกตรวจพิจารณาเพราะเห็นว่าไม่ถูกต้อง

การให้ความเห็นชอบในการทำซ้ำ ในภาพ หรือในงานเขียน[แก้]

การให้ความเห็นชอบในการแก้ไขบทความคือสิทธิในการอ่านและแก้ไขบทความก่อนการส่งตีพิมพ์ซึ่งส่วนมากมักเป็นบทสัมภาษณ์ หลายสำนักพิมพ์ปฏิเสธที่จะให้สิทธิ์ในการแก้ไขบทความแต่ปัจจุบันได้กลายเป็นข้อปฏิบัติธรรมดาเมื่อบุคคลมีชื่อเสียงเกิดความกังวลใจอย่างมาก การให้ความเห็นชอบในการแก้ไขรูปภาพคือสิทธิ์ที่จะให้บุคคลนั้นๆ เลือกรูปภาพที่จะถูกนำไปตีพิมพ์หรือไม่ควรถูกตีพิมพ์ด้วยตนเอง โรเบิร์ต เรดฟอร์ด เป็นผู้หนึ่งที่เรียกร้องถึงสิทธิ์ในการเลือกรูปภาพ นักหนังสือพิมพ์ของฮอลลีวูด แพท คิงส์ลี เป็นที่รู้จักการดีว่าเป็นผู้ต่อต้านนักเขียนที่เขียนข่าวแย่ๆ ต่อลูกค้าของเธอจากการสัมภาษณ์

การเซ็นเซอร์แผนที่[แก้]

การเซ็นเซอร์แผนที่ถูกใช้ทั่วไปในเยอรมนีตะวันออกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่ติดกับชายแดนของเยอรมนีตะวันตก เพื่อให้การหลบหนีออกนอกประเทศเป็นไปได้ยากขึ้น การเซ็นเซอร์แผนที่นั้นยังถูกนำไปประยุกต์ใช้โดยกูเกิลแมปเมื่อพื้นที่นั้นๆ ตั้งใจถูกทิ้งไว้ล้าสมัย

การเซ็นเซอร์ภายหลัง[แก้]

การเซ็นเซอร์ภายหลัง คือ การเซ็นเซอร์ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการมีอยู่และมูลเหตุทางกฎหมายของการเซ็นเซอร์ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้เป็นขั้นเป็นตอน

การเซ็นเซอร์ที่สร้างสรรค์[แก้]

เป็นการเซ็นเซอร์โดยการเขียนข้อความใหม่ แล้วส่งข้อความลับเหล่านี้ไปให้นักเขียนร่วมอีกหนึ่งคน รูปแบบนี้ใช้ในบทประพันธ์เรื่องไนน์ทีนเอทตี้โฟร์ ของ จอร์จ ออร์เวล