ภาวะหัวใจวาย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ภาวะหัวใจวาย
(Heart failure)
การจำแนกและแหล่งข้อมูลภายนอก
Heartfailure.jpg
สัญญาณและอาการหลักของภาวะหัวใจวาย
ICD-10 I50.0
ICD-9 428.0
DiseasesDB 16209
MedlinePlus 000158
eMedicine med/3552
MeSH D006333

ภาวะหัวใจวาย หรือภาวะหัวใจล้มเหลว (อังกฤษ: Heart Failure (HF)) มักใช้หมายถึงภาวะหัวใจวายเรื้อรัง (อังกฤษ: chronic heart failure (CHF)) เกิดเมื่อหัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดเพียงพอเพื่อคงการไหลของเลือดเพื่อสนองความต้องการของร่างกาย[1][2][3] คำว่า โรคหัวใจเลือดคั่ง (อังกฤษ: Congestive heart failure (CHF) หรือ congestive cardiac failure (CCF)) มักใช้แทนคำว่า หัวใจวายเรื้อรัง ได้[4] อาการและอาการแสดงโดยทั่วไปมีหายใจกระชั้น เหนี่อยเกิน และขาบวม[5] การหายใจกระชั้นมักเลวลงเมื่อออกกำลังกาย เมื่อนอนราบและเมื่อกลางคืนขณะหลับ[5] มักมีข้อจำกัดปริมาณการออกกำลังกายที่ผู้ป่วยทำได้ แม้รักษาอย่างดีแล้ว[6]

สาเหตุทั่วไปของภาวะหัวใจวาย ได้แก่ โรคหลอดเลือดหัวใจซึ่งรวมกล้ามเนื้อหัวใจตายเหตุขาดเลือด (อาการหัวใจล้ม) ก่อนหน้านี้, ความดันโลหิตสูง, หัวใจห้องบนเต้นแผ่วระรัว (atrial fibrillation), โรคลิ้นหัวใจ (valvular heart disease), และโรคกล้ามเนื้อหัวใจ (cardiomyopathy)[5][7] สาเหตุเหล่านี้ทำให้เกิดอาการหัวใจล้มโดยเปลี่ยนโครงสร้างหรือการทำหน้าที่ของหัวใจ[5] มีอาการหัวใจล้มสองประเภทหลัก คือ อาการหัวใจล้มจากการทำหน้าที่ผิดปรกติของหัวใจห้องล่างซ้ายและอาการหัวใจล้มโดยมีเศษส่วนการสูบฉีดปกติแล้วแต่ว่าหัวใจห้องล่างซ้ายมีความสามารถหดตัวหรือไม่ หรือความสามารถคลายตัวของหัวใจ[5] ปกติจัดลำดับความรุนแรงของโรคจากความสามารถการออกกำลังกายที่ลดลง[8] ภาวะหัวใจวายมิใช่อย่างเดียวกับกล้ามเนื้อหัวใจตายเหตุขาดเลือดหรือหัวใจหยุด (ซึ่งเลือดหยุดไหลทั้งหมด)[9][10] ฦโรคอื่นซึ่งอาจมีอาการคล้ายกับภาวะหัวใจวาย เช่น โรคอ้วน ปัญหาไต ปัญหาตับ โลหิตจาง และโรคไทรอยด์ เป็นต้น[8]

การวินิจฉัยภาวะนี้อาศัยประวัติของอาการและการตรวจร่างกาย ยืนยันด้วยการบันทึกภาพหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (echocardiography)[11] การตรวจเลือด การบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจและการฉายรังสีทรวงอกอาจมีประโยชน์เพื่อตัดสินสาเหตุเบื้องหลัง[11] การรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงและสาเหตุของโรค[11]. ในผู้ที่ป่วยเรื้อรังอยู่แล้วในสถานการณ์คงตัว โดยทั่วไปการรักษาประกอบด้วยมาตรการวิถีชีวิตอย่างการหยุดสูบบุหรี่[12] การออกกำลังกาย[13] และการเปลี่ยนแปลงอาหาร ตลอดจนยารักษาโรค[12] ในผู้ทีมีภาวะหัวใจวายเนื่องจากการทำหน้าที่ผิดปรกติของห้องล่างซ้าย แนะนำยายับยั้งเอนไซม์เปลี่ยนแองจิโอเทนซิน (angiotensin converting enzyme inhibitor) และบีตาบล็อกเกอร์ (beta blockers)[11] สำหรับผู้ที่มีโรครุนแรง, อาจใช้สารต้านแอลโดสเตอโรน (aldosterone antagonists), ตัวยับยั้งตัวรับแองจิโอเทนซิน (angiotension receptor blocker) หรือไฮดราลาซีน (hydralazine) ร่วมกับไนเตรต[11] หากมีเศษส่วนการสูบฉีดปกติ ควรรักษาปัญหาสุขภาพที่สัมพันธ์[11] ยาขับปัสสาวะมีประโยชน์ป้องกันการคั่งของของไหลและแนะนำให้ใช้[12] แล้วแต่สาเหตุ บางครั้งเครื่องมือฝังอย่างตัวคุมจังหวะหรือเครื่องรักษาหัวใจเต้นแผ่วระรัวแบบฝังได้ (implantable cardiac defibrillator) อาจเป็นประโยชน์[11] อาจแนะนำเครื่องช่วยหัวใจห้องล่างหรือในบางโอกาส การปลูกถ่ายหัวใจ ในผู้ที่เป็นโรครุนแรงและรักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผล[12]

ภาวะหัวใจวายเป็นภาวะที่พบทั่วไป เสียค่าใช้จ่าย และทำให้เสียชีวิตได้[7] ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ประมาณ 2% ของผู้ใหญ่มีภาวะหัวใจวาย และในผู้อายุมากกว่า 65 ปี ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเป็น 6-10%[7][14] หนึ่งปีหลังการวินิจฉัย ความเสี่ยงการเสียชีวิตอยู่ที่ประมาณ 35% แล้วลดลงไปต่ำกว่า 10% ในแต่ละปี[5] เลขนี้คล้ายกับความเสี่ยงของมะเร็งหลายชนิด[5] ในสหราชอาณาจักร โรคนี้เป็นสาเหตุการรับเข้าโรงพยาบาลฉุกเฉิน 5%[5] มนุษย์รู้จักภาวะหัวใจวายมาแต่โบราณกาล โดยพาไพรัสเอแบส์ออกความเห็นเมื่อประมาณ 1550 ปีก่อนคริสตกาล[6].

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. heart failure ใน พจนานุกรมศัพท์การแพทย์ดอร์แลนด์
  2. "Heart failure". Health Information. Mayo Clinic. 23 December 2009. DS00061. 
  3. "Definition of Heart failure". Medical Dictionary. MedicineNet. 27 April 2011. 
  4. "Living Well With Chronic Heart Failure". Heart Foundation. p. 18. สืบค้นเมื่อ 25 May 2014. 
  5. 5.0 5.1 5.2 5.3 5.4 5.5 5.6 5.7 "Chronic Heart Failure: National Clinical Guideline for Diagnosis and Management in Primary and Secondary Care: Partial Update". National Clinical Guideline Centre: 19–24. Aug 2010. PMID 22741186. 
  6. 6.0 6.1 McDonagh, Theresa A. (2011). Oxford textbook of heart failure. Oxford: Oxford University Press. p. 3. ISBN 9780199577729. 
  7. 7.0 7.1 7.2 McMurray JJ, Pfeffer MA (2005). "Heart failure". Lancet 365 (9474): 1877–89. doi:10.1016/S0140-6736(05)66621-4. PMID 15924986. 
  8. 8.0 8.1 "Chronic Heart Failure: National Clinical Guideline for Diagnosis and Management in Primary and Secondary Care: Partial Update". National Clinical Guideline Centre: 38–70. Aug 2010. PMID 22741186. 
  9. Willard & Spackman's occupational therapy. (12th ed. ed.). Philadelphia: Wolters Kluwer Health/Lippincott Williams & Wilkins. 2014. p. 1124. ISBN 9781451110807. 
  10. Eyal Herzog (2012). The Cardiac Care Unit Survival Guide. Lippincott Williams & Wilkins. p. 98. ISBN 9781451177466. 
  11. 11.0 11.1 11.2 11.3 11.4 11.5 11.6 "Chronic Heart Failure: National Clinical Guideline for Diagnosis and Management in Primary and Secondary Care: Partial Update". National Clinical Guideline Centre: 34–47. Aug 2010. PMID 22741186. 
  12. 12.0 12.1 12.2 12.3 "Chronic Heart Failure: National Clinical Guideline for Diagnosis and Management in Primary and Secondary Care: Partial Update". National Clinical Guideline Centre: 71–153. Aug 2010. PMID 22741186. 
  13. Taylor, RS; Sagar, VA; Davies, EJ; Briscoe, S; Coats, AJ; Dalal, H; Lough, F; Rees, K; Singh, S (Apr 27, 2014). "Exercise-based rehabilitation for heart failure.". The Cochrane database of systematic reviews 4: CD003331. doi:10.1002/14651858.CD003331.pub4. PMID 24771460. 
  14. Dickstein K, Cohen-Solal A, Filippatos G, et al. (October 2008). "ESC Guidelines for the diagnosis and treatment of acute and chronic heart failure 2008: the Task Force for the Diagnosis and Treatment of Acute and Chronic Heart Failure 2008 of the European Society of Cardiology. Developed in collaboration with the Heart Failure Association of the ESC (HFA) and endorsed by the European Society of Intensive Care Medicine (ESICM)". Eur. Heart J. 29 (19): 2388–442. doi:10.1093/eurheartj/ehn309. PMID 18799522.