โรคหลอดเลือดหัวใจ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก โรคหัวใจขาดเลือด)
โรคหลอดเลือดหัวใจ
(Coronary artery disease)
การจำแนกและทรัพยากรภายนอก
RCA atherosclerosis.jpg
ภาพ micrograph แสดงหลอดเลือดหัวใจที่มีรูปแบบที่พบบ่อยที่สุดของโรคหลอดเลือดหัวใจ (atherosclerosis) ให้เห็นถึงช่องภายในหลอดเลือดที่แคบลง. เป็นรูปสามสีของ Masson.
ICD-10 I20-I25
ICD-9 410-414, 429.2
MedlinePlus 007115
eMedicine radio/192
MeSH D003324

โรคหลอดเลือดหัวใจ (อังกฤษ: Coronary artery disease (CAD)) หรือที่เรียกว่าโรคหลอดเลือดแดงหัวใจแข็ง (อังกฤษ: atherosclerotic heart disease[1] หรือ atherosclerotic cardiovascular disease[2] หรือ coronary heart disease[3]) หรือ โรคหัวใจขาดเลือด (อังกฤษ: ischemic heart disease (IHD))[4] เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุดของโรคหัวใจ และ สาเหตุของโรคหัวใจล้มเหลว[5]. โรคนี้มีสาเหตุมาจากการสร้างคราบตะกอน (อังกฤษ: plaque) ขึ้นตามผนังด้านในของหลอดเลือดแดงของหัวใจ ทำให้หลอดเลือดแดงแคบลงและลดการไหลเวียนของเลือดไปยังหัวใจ.

สาเหตุ[แก้]

เกิดจากหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจแข็งตัว หรือมีไขมันไปเกาะผนังของหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแดงตีบแคบลง ปริมาณเลือดแดงผ่านได้น้อย เป็นผลทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และหากหลอดเลือดแดงตีบแคบมากจนอุดตัน จะทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายได้

ความเสี่ยงของหลอดเลือดแดงตีบเพิ่มขึ้นตามอายุ, การสูบบุหรี่, คอเลสเตอรอลในเลือดสูง, โรคเบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, และพบมากในผู้ชายและผู้ที่มีญาติใกล้ชิดกับ CAD. สาเหตุอื่น ๆ ได้แก่ หลอดเลือดหัวใจหดเกร็ง (อังกฤษ: coronary vasospasm)[6], อาการกระตุกของเส้นเลือดของหัวใจ, ปกติมักจะเรียกมันว่าโรคหลอดเลือดหัวใจตีบของ Prinzmetal (อังกฤษ: Prinzmetal's angina)[7].

การวินิจฉัยของโรคหัวใจขาดเลือดสามารถทำได้โดยการวัดหัวใจด้วยคลื่นไฟฟ้า, การทดสอบเลือด (cardiac marker), การทดสอบความเครียดหัวใจหรือภาพรังสีหลอดเลือด (อังกฤษ: coronary angiogram). ขึ้นอยู่กับอาการและความเสี่ยง, การรักษาอาจจะใช้ยา, การขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน (อังกฤษ: percutaneous coronary intervention) (ศัลยกรรมตกแต่งหลอดเลือด (อังกฤษ: angioplasty)) หรือการผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจ (อังกฤษ: coronary artery bypass surgery (CABG)).

ณ ปี 2012 โรคนี้เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของการตายในโลก[8] และเป็นสาเหตุสำคัญของการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล[9]. มีหลักฐานที่จำกัดสำหรับการตรวจคัดกรองประชากร แต่การป้องกัน (ด้วยอาหารสุขภาพและบางครั้งยาสำหรับโรคเบาหวาน, คอเลสเตอรอลและความดันโลหิตสูง) ถูกนำมาใช้ทั้งในการป้องกันโรคหัวใจขาดเลือดและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน

อาการ[แก้]

ในขณะที่อาการและสัญญาณของโรคหลอดเลือดหัวใจแสดงออกในสภาวะที่ก้าวหน้าแล้วของโรค, บุคคลส่วนใหญ่ที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจจะไม่แสดงหลักฐานการเป็นโรคเป็นเวลาหลายสิบปีขณะที่โรคก้าวหน้าไปก่อนที่จะเริ่มมีอาการครั้งแรก, ซึ่งมักจะเป็นโรคหัวใจแบบ "ฉับพลัน" เสียแล้ว. อาการของโรคหัวใจขาดเลือดคงที่จะรวมถึงโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (อังกฤษ: angina) (อาการเจ็บหน้าอกขณะออกแรง) และความอดทนกับการออกกำลังกายลดลง.

โรคหัวใจขาดเลือด (IHD) ที่ไม่เสถียรจะมีอาการเจ็บหน้าอกหรืออาการอื่นๆในขณะอยู่เฉยๆ, หรือเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบที่เลวลงอย่างรวดเร็ว. มักแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย เช่น เจ็บกลางหน้าอกบริเวณเหนือลิ้นปี่ขึ้นมาเล็กน้อย เจ็บแบบจุกแน่น คล้ายมีอะไรมาบีบหรือกดทับไว้

อาการเจ็บมักลามไปที่คอหรือขากรรไกรหรือไหล่ซ้ายมักเป็นมากขณะออกกำลังกายหรือทำงาน เป็นอยู่นานครั้งละ 2-3 นาที อาการจะดีขึ้นถ้าได้หยุดพัก หรืออมยาขยายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ บางคนอาจมีอาการจุกแน่นลิ้นปี่เหมือนอาหารไม่ย่อย บางคนอาจมีอาการใจสั่น หอบเหนื่อย ร่วมด้วย

การรักษา[แก้]

เมื่อมีการตรวจโดยแน่ชัดด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การตรวจโดยการเดินออกกำลังกายบนสายพานหรือโดยวิธีการใส่สายสวนหัวใจเข้าทางหลอดเลือดเลือดแดงบริเวณขาหนีบ และฉีดดูตำแหน่งการตีบตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ เป็นต้น แพทย์จะประเมินภาวะความรุนแรงของโรคและเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละราย เช่น

  • 1. การใช้ยาขยายหลอดเลือด มีทั้งชนิดอมใต้ลิ้น, ยารับประทาน และให้ทางหลอดเลือดดำ
  • 2. การให้ยาละลายลิ่มเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือดแข็งตัว เช่น แอสไพริน
  • 3. การให้ยาลดการบีบตัวของหัวใจ เพื่อลดการทำงานของหัวใจ และลดการใช้ออกซิเจน

การปฏิบัติตัวที่ถูกต้องควบคู่ไปกับการรักษาทางยาส่วนใหญ่มักได้ผลดี แต่ในภาวะรุนแรงหรือไม่ตอบสนองต่อยา แพทย์จะพิจารณาให้การรักษาโดยการทำบอลลูนขยายหลอดเลือดหัวใจที่ตีบ หรือผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือด เพื่อให้เลือดเดินทางผ่านจุดที่อุดตัน โดยใช้เส้นเลือดที่บริเวณแขนหรือขา

การปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด[แก้]

  • 1. รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด และมาตรวจตามนัดทุกครั้ง
  • 2. รับประทานผัก ผลไม้และดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 2-3 ลิตร
  • 3. รับประทานอาหารแต่พออิ่ม และควรพักหลังอาหารประมาณ 1/2-1 ชั่วโมง
  • 4. ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการออกกำลังกายที่ดีที่สุด คือการเดิน เริ่มโดยการเดินช้า ๆ ก่อนแล้วค่อยๆ เพิ่มระยะทาง แต่อย่าให้เกินกำลังตนเอง
  • 5. ทำจิตใจให้สงบ หาโอกาสพักผ่อน และหาวิธีลดความเครียด หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้ตื่นเต้น เช่น การดูเกมการแข่งขันที่เร้าใจ
  • 6. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงและเค็มจัด
  • 7. งดดื่มสุรา น้ำชา กาแฟ และหลีกกเลี่ยงการสูบบุหรี่
  • 8. หลีกเลี่ยงงานหนัก งานรีบเร่ง และงานที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องนาน ๆ
  • 9. เมื่อมีอาการเจ็บหน้าอก ให้หยุดกิจกรรมนั้น ๆ ทันทีและอมยาใต้ลิ้น 1 เม็ด

ถ้าอาการยังไม่ทุเลาลงให้อมยาใต้ลิ้นซ้ำได้อีก 1 เม็ด ห่างกัน 5 นาที แต่ไม่ควรเกิน 3 เม็ด หากอาการไม่ดีขึ้นใน 15-20 นาที ให้รีบไปพบแพทย์ได้ทันที

  • 10. การมีเพศสัมพันธ์ไม่ควนหักโหม ควรอมยาใต้ลิ้นก่อนมีเพศสัมพันธ์ ถ้ามีอาการใจสั่น หายใจขัด หรือเจ็บหน้าอกนานเกิน 15 นาทีหลังมีเพศสัมพันธ์ ควรปรึกษาแพทย์


การป้องกันโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด[แก้]

  • 1. หลีกเลี่ยงอาหารหวาน อาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัวผ่านกรรมวิธี - ทำให้มีการสะสมไขมันในหลอดเลือด ก่อให้เกิดแผ่นคราบไขมันตามมา
  • 2. ควรรับประทานอาหารที่มีไขมันน้อย เช่น ผัก ปลา ผลไม้ และอาหารที่มีกากมาก ๆ เช่น รำข้าว ข้าวโพด ข้าวสาลี ฯลฯ
  • 3. ออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง นานครั้งละ 20 นาที แล้วค่อย ๆ เพิ่มระยะเวลาและเพิ่มความถี่ในการออกกำลังกาย
  • 4. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เพราะในบุหรี่มีสารนิโคตินและสารอื่น ๆ ที่จะทำอันตรายต่อผนังบุด้านในหลอดเลือด การสูบบุหรี่ ยังทำให้หลอดเลือดหัวใจหดตัว
  • 5. นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียดกับงานควรทำสมาธิหรือฟังเพลงเบา ๆ
  • 6. ควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วน โดยใช้วิธีออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่ถูกต้อง เช่น งดขนมหวาน , ผลไม้รสหวานจัด เพราะหัวใจของคนอ้วนต้องทำงานมากกว่าปกติ
  • 7. ตรวจเช็คสุภาพอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แต่ถ้ามีอาการเจ็บแน่นหน้าอกเป็น ๆ หาย ๆ ควรปรึกษาแพทย์

อ้างอิง[แก้]

  1. "Coronary heart disease - causes, symptoms, prevention". Southern Cross Healthcare Group. สืบค้นเมื่อ 15 September 2013. 
  2. Faxon, D. P. (1 June 2004). "Atherosclerotic Vascular Disease Conference: Executive Summary: Atherosclerotic Vascular Disease Conference Proceeding for Healthcare Professionals From a Special Writing Group of the American Heart Association". Circulation 109 (21): 2595–2604. doi:10.1161/01.CIR.0000128517.52533.DB. 
  3. "Coronary heart disease". ADAM. สืบค้นเมื่อ 15 September 2013. 
  4. Bhatia, Sujata K. (2010). Biomaterials for clinical applications (Online-Ausg. ed.). New York: Springer. p. 23. ISBN 9781441969200. 
  5. "Heart attack/coronary artery disease". Mount Sinai Hospital, New York. 
  6. Williams MJ, Restieaux NJ, Low CJ (February 1998). "Myocardial infarction in young people with normal coronary arteries". Heart 79 (2): 191–4. doi:10.1136/hrt.79.2.191. PMC 1728590. PMID 9538315. 
  7. Rezkalla SH, Kloner RA (October 2007). "Cocaine-induced acute myocardial infarction". Clin Med Res 5 (3): 172–6. doi:10.3121/cmr.2007.759. PMC 2111405. PMID 18056026. 
  8. Finegold JA, Asaria P, Francis DP (4 December 2012). "Mortality from ischaemic heart disease by country, region, and age: Statistics from World Health Organisation and United Nations". International journal of cardiology 168 (2): 934–45. doi:10.1016/j.ijcard.2012.10.046. PMID 23218570. 
  9. World Health Organization Department of Health Statistics and Informatics in the Information, Evidence and Research Cluster (2004). The global burden of disease 2004 update. Geneva: WHO. ISBN 92-4-156371-0.