เทวดา (ศาสนาพุทธ)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ตามคติความเชื่อของชาวพุทธ การใช้คำว่า "เทพ หรือ เทวดา" ครอบคลุมถึงพรหมทั้งหลายในพรหมโลกด้วย โดยแบ่งเป็น

  • เทวดาชั้นกามาวจร (ผู้ที่ยังเกี่ยวข้องกับกาม) อยู่บนสวรรค์ชั้นฉกามาพจร หรือสวรรค์ที่ยังเกี่ยวข้องกับกามซึ่งมี 6 ชั้น คือ จาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี และปรนิมมิตสวัตดี
  • เทวดาชั้นรูปจร หรือ รูปพรหม 16 ชั้น เป็นเทวดาที่ยังมีกายทิพย์อยู่
  • เทวดาชั้นอรูปจร หรือ อรูปพรหม เป็นเทวดาซึ่งไม่มีกายทิพย์

การเกิดเป็นเทวดา[แก้]

การเกิดเป็นเทวดาไม่ต้องผ่านครรภ์มารดา แต่จะเกิดกายเป็นเทวดาเลย เรียกว่าโอปปาติกะ มนุษย์จะเกิดเป็นเทวดาได้เมื่อจิตก่อนตายระลึกถึงความดีเล็กน้อยที่เคยทำไว้ในโลกมนุษย์ เกิดเป็นมหากุศลจิต 8 ดวง อันประกอบด้วย หิริ และโอตตัปปะ การบริจาคทาน การฟังธรรม หรือการสร้างสิ่งที่เป็นสาธารณประโยชน์ เป็นต้น

อายุของเทวดา[แก้]

อายุของเทวดามีหน่วยเป็นปีทิพย์ ประมาณอายุของผู้ที่เกิดเป็นเทวดาในสวรรค์ชั้นต่าง ๆ ไม่เท่ากัน[1] กล่าวคือ

  • 500 ปีทิพย์ เป็นประมาณอายุของเทวดาสวรรค์ชั้นจาตุมมหาราชิกา ประมาณ 9,000,000 ปี ด้วยการคำนวณแห่งปีมนุษย์
  • 1,000 ปีทิพย์ เป็นประมาณอายุของเทวสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ประมาณ 4 เท่า จาก 9,000,000 ปี ด้วยการคำนวณแห่งปีมนุษย์ จึงเท่ากับ 36,000,000 ปี
  • 2,000 ปีทิพย์ เป็นประมาณอายุของเทวดาสวรรค์ชั้นยามา ประมาณ 4 เท่า จาก 36,000,000 ปี ด้วยการคำนวณแห่งปีมนุษย์ จึงเท่ากับ 144,000,000 ปี
  • 4,000 ปีทิพย์ เป็นประมาณอายุของเทวดาสวรรค์ชั้นดุสิต ประมาณ 4 เท่า จาก 144,000,000 ปี ด้วยการคำนวณแห่งปีมนุษย์ จึงเท่ากับ 576,000,000 ปี
  • 8,000 ปีทิพย์ เป็นประมาณอายุของเทวดาสวรรค์ชั้นนิมมานรดี ประมาณ 4 เท่า จาก 576,000,000 ปี ด้วยการคำนวณแห่งปีมนุษย์ จึงเท่ากับ 2,304,000,000 ปี
  • 16,000 ปีทิพย์ เป็นประมาณอายุของเทวดาสวรรค์ชั้น ปรนิมมิตวสวัสตี ประมาณ 4 เท่า จาก 2,304,000,000 ปี ด้วยการคำนวณแห่งปีมนุษย์ จึงเท่ากับ 9,216,000,000 ปี

เทวดา ตามคติความเชื่อของศาสนาพุทธ ก็เวียนว่ายตายเกิดเหมือนมนุษย์ เพียงแต่อายุจะยืนกว่ามนุษย์ดังกล่าวไว้ด้านบน เทวดาชั้นต่ำ คือ ชั้นจาตุมมหาราชิกา (คำว่า "ช้น" มิได้หมายความว่า เป็นชั้นซ้อนกันขึ้นไปเหมือนกับตึก และมิได้หมายความว่าอยู่บนฟ้าหรืออากาศ แต่หมายถึงระดับจิตที่ดีหรือละเอียดลึกซึ้ง บางทีเทวดาอาจจะอยู่ในโลกมนุษย์แต่ต่างมิติกัน เหมือนมนุษย์มองไม่เห็นเชื้อโรคด้วยตาเปล่า แต่เชื่อโรคสามารถมองเห็นมนุษย์ได้ เป็นต้น) มีทั้งเทวดาที่ดีและเทวดาที่ไม่ดี (ภาษาทางพุทธศาสนาเรียกว่า "เทวดามิจฉาทิฏฐิ" เพียงแต่ทำความดีบางอย่างจึงเกิดเป็นเทวดา) ในตำราทาพุทธศาสนา มนุษย์เกิดเป็นเทวดาได้ สัตว์เดรัจฉานก็เกิดเป็นเทวดาได้ สัตว์นรกก็เกิดเป็นเทวดาได้ ในทางกลับกัน เทวดาก็สามารถเกิดเป็นสัตว์เหล่านั้นได้เหมือน เมื่อหมดบุญ (ภาษาทางพุทธศาสนาเรียก่า "จุติ" ซึ่งแปลว่า "ตาย" ตายแบบเทวดาไม่ทิ้งซากศพ เนื่องจากมีแต่กายทิพย์ คือหายไปเกิดเลย ซึ่งเรียกวา "ปฏิสนธิ") เทวดาตามคติความเชื่อของศาสนาพุทธ ไม่มีอำนาจมากมายที่จะดลบันดาลความต้องการของมนุษย์ได้ พระพุทธเจ้าจึงสอนให้พึ่งตนเองมากว่าพึ่งเทวดาด้วยการอ้อนวอน เพราะถ้าคอยพึ่งเทวดาไม่รู้เมื่อไรจะได้ ต้องคอยเดาใจว่า เทวดาจะพอใจอะไรหรือไม่พอใจอะไร แถมเทวดาบางตนก็พิโรธอีก ในอรรถกถามงคลสูตร (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ) (http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=5&p=2#แก้อรรถบท_เกวลกปฺปํ) กล่าวว่าเทวดาจะมาโลกมนุษย์ก็ด้วยกิจบางอย่าง เช่น กลิ่นศีลของผู้ปฏิบัติธรรม เช่น จะมาเฝ้าพระพุทธเจ้า เวลามาจะมาตอนกลางคืนและยืนเฝ้าพระพุทธเจ้า เนื่องจากเทวดาจะเหม็นกลิ่นมนุษย์ได้ไกลถึง ๑๐๐ โยชน์ (ประมาณ ๑๖๐๐ กิโลเมตร) หากมนุษย์มาจะรีบหายตัวกลับ ดังนั้น เทวดาจะไม่สนใจมนุษย์ธรรมดาที่ไม่มีศีลธรรมเลย แม้จะเอาหมูเห็ดเป็ดไก่กี่ร้อยกี่พันตัวก็ตาม เทวดาก็ไม่มาหา ยกเว้นแต่คนที่ดีจริงๆ ที่โบราณว่า "คนดีผีคุ้ม" ก็คือเทวดาจะคุ้มครองเฉพาะคนดีมีศีลธรรม อย่าเอาแต่อ้อนวอนนัก เทวดาไม่สนใจเลย สู้ลงมือทำด้วยความเพียรของมนุษย์เป็นดีที่สุด มนุษย์พัฒนาตนแล้ว มีศีลมีธรรม แม้แต่เทวดายังต้องเคารพนอบน้อมเหมือนดังพระพุทธเจ้าและพระพุทธสาวกทั้งหลาย

เครื่องแต่งกายของเทวดา[แก้]

ชาวไทยที่นับถือพระพุทธศาสนาเชื่อว่าเทวดาแต่งตัวด้วยเครื่องทรง บ้างก็เสื้อคลุมสีขาว สวมหมวกยอดแหลม เหมือนพระยาแรกนาขวัญ ในพิธีพืชมงคล จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ บ้างก็ใส่เครื่องทรงประดับประดาไปด้วยเพชรนิลจินดา มงกุฎยอดแหลม และสร้อยสังวาลย์

ความเป็นทิพย์ของเทวดา[แก้]

เทวดาไม่มีกายเนื้อ จึงไม่เจ็บไม่ไข้ มีรูปโฉมงดงามจนดูเหมือนกันไปหมด สามารถคงความหนุ่มสาวอยู่เช่นนั้นตลอดอายุขัย อยากได้อะไรก็เพียงนึกเอาเท่านั้น เช่นว่าอยากให้อิ่มก็ไม่ต้องทานอาหาร เพียงแต่นึกเอาก็อิ่มแล้ว เรียกว่า อิ่มทิพย์

การทำความดีของเทวดา[แก้]

ชาวพุทธถือว่า เทวดาบนสรวงสวรรค์เป็นภพภูมิที่เสวยสุขอย่างเดียว ไม่สามารถทำความดีได้มาก เนื่องจากไม่มีกายเนื้อ แต่สามารถติดตามผู้ที่ทำความดีอย่างสม่ำเสมอได้ เพื่ออนุโมทนาบุญ สามารถสวดมนต์และฟังธรรมได้ เมื่อเทวดาหมดบุญแล้วก็ต้องจุติไปเกิดในภพภูมิอื่นๆต่อไป ผู้ที่เป็นเทวดาถือว่าการเกิดในโลกมนุษย์เป็นสุคติภูมิของตน เพราะมนุษย์มีกายเนื้อ สามารถทำความดีได้มาก

อ้างอิง[แก้]