มารูนไฟฟ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
มารูนไฟฟ์
Maroon 5, 2011.jpg
ข้อมูลพื้นฐาน
ชื่ออื่น คาราส์ฟลาวเออส์
แหล่งกำเนิด ลอสแอนเจลิส, รัฐแคลิฟอร์เนีย, สหรัฐอเมริกา
แนวเพลง ป็อปร็อก,[1] ป็อป,[1] ฟังก์ร็อก, บลูอายด์โซล, อัลเทอร์เนทีฟร็อก, อิเล็กโทรป็อป
ช่วงปี ค.ศ. 1994 – ปัจจุบัน
ค่ายเพลง รีพรีซ, อ็อกโทน, เจ, เอแอนด์เอ็มอ็อกโทน, อินเตอร์สโคป
เว็บไซต์ www.maroon5.com
สมาชิก อดัม เลวีน
เจสซี คาร์ไมเคิล
มิกกี แมดเดน
เจมส์ วาเลนไทน์
แมตต์ ฟลินน์
พีเจ มอร์ตัน
อดีตสมาชิก ไรอัน ดูซิก

มารูนไฟฟ์ (อังกฤษ: Maroon 5) เป็นวงดนตรีแนวป็อปร็อกสัญชาติอเมริกันจากลอสแอนเจลิส แคลิฟอร์เนีย[2][3] ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1994 ในชื่อคาราส์ฟลาวเออส์ (Kara's Flowers) ในขณะเรียนอยู่โรงเรียนมัธยม แรกเริ่มมีอดัม เลวีน (กีตาร์และร้องนำ) เจสซี คาร์ไมเคิล (คีย์บอร์ด) มิกกี แมดเดน (กีตาร์เบส) และไรอัน ดูซิก (กลอง) คาราส์ฟลาวเออส์เซ็นสัญญากับสังกัดรีไพรส์เรเคิดส์ และอัลบั้มชื่อ เดอะโฟร์ธเวิลด์ ในปี ค.ศ. 1997 หลังจากได้รับการตอบรับที่ไม่ดีนัก สมาชิกวงแยกทางกันและเข้าเรียนในวิทยาลัย ดูซิกและแมดเดนศึกษาที่ UCLA ขณะที่เลวีนและคาร์ไมเคิลย้ายไปชายฝั่งตะวันออกและเรียนที่ไฟฟ์ทาวส์คอลเลจ ขณะที่เลวีนและคาร์ไมเคิลอยู่ที่นิวยอร์ก พวกเขาเริ่มสังเกตดนตรีในเมืองรอบ ๆ ตัวเขา และให้รูปแบบดนตรีนั้นเป็นอิทธิพลต่อเพลงที่พวกเขาเขียน[4]

ในปี ค.ศ. 2001 วงกลับมารวมตัวกัน ได้เจมส์ วาเลนไทน์เพิ่มเป็นสมาชิกใหม่ และนำไปสู่เส้นทางใหม่ในชื่อ มารูนไฟฟ์ (Maroon 5)[5] ในขณะนี้ เจสซี คาร์ไมเคิลย้ายไปเล่นคีย์บอร์ด และก็ได้กลายเป็นเครื่องดนตรีหลักของวง หลังจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ มารูนไฟฟ์เซ็นสัญญากับค่ายอ็อกโทนเรเคิดส์และออกอัลบั้มเปิดตัว "ซองส์อะเบาต์เจน" ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2002 ซิงเกิลแรกคือ "ฮาร์เดอร์ทูบรีธ" ถูกเปิดบ่อยครั้ง ทำให้อัลบั้มได้เปิดตัวในชาร์ตบิลบอร์ด 200[6] ที่อันดับที่หก วงชนะรางวัลแกรมมีสาขาศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยมปี 2005 หลังจากนั้นสองสามปี วงทัวร์คอนเสิร์ตทั่วโลกเพื่อส่งเสริมอัลบั้มซองส์อะเบาต์เจน และผลิตบันทึกการแสดงสด ดังนี้ 1.22.03.อคูสติก (ค.ศ. 2004) และไลฟ์ – ฟรายเดย์เดอะเทอร์ทีนธ์ (ค.ศ. 2005).[7] ในปี ค.ศ. 2006 ตำแหน่งกลอง เครื่องประกอบจังหวะ และร้องเบื้องหลัง ไรอัน ดูซิก ลาออกจากวงหลังจากทรมานจากอาการข้อมือและไหล่บาดเจ็บ และได้แมตต์ ฟลินน์มาแทนที่ วงได้อัดเสียงอัลบั้มชุดที่สอง "อิตโวนต์บีซูนบีฟอร์ลอง"[8] วางจำหน่ายในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2007 อัลบั้มนี้ขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ตบิลบอร์ด 200 และซิงเกิลแรกจากอัลบั้มชื่อ "เมกส์มีวันเดอร์" กลายเป็นเพลงแรกของวงที่สามารถขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100

ในวันที่ 21 กันยายน ค.ศ. 2010 วงออกสตูดิโออัลบั้มลำดับที่สามชื่อ แฮนส์ออลโอเวอร์ ออกจำหน่ายซ้ำในปี ค.ศ. 2011 มีเพลง "มูฟส์ไลก์แจกเกอร์" (ร่วมร้องโดยคริสตินา อากีเลรา) ขณะที่อัลบั้มฉบับดั้งเดิมได้รับคำวิจารณ์แบบคละกัน เพลง "มูฟส์ไลก์แจกเกอร์" ขึ้นถึงอันดับหนึ่งบนชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 วงได้ออกอัลบั้มต่อไปชื่อ "โอเวอร์เอกซ์โพสต์" ในวันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ. 2012 ซิงเกิลทั้งหมดสี่เพลงประสบความสำเร็จบนชาร์ต ตัวอย่างเช่น ซิงเกิลที่สอง เพลง "วันมอร์ไนต์" ขึ้นอันดับหนึ่งบนชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 ในปี ค.ศ. 2014 วงได้เซ็นสัญญากับอินเตอร์สโคปเรเคิดส์ และออกสตูดิโออัลบั้มลำดับที่ห้า "ไฟฟ์" (V) พร้อมกับได้สมาชิกคนที่หก พีเจ มอร์ตัน เล่นคีย์บอร์ดและร้องเบื้องหลัง และเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 2012 อัลบั้มเปิดตัวอันดับหนึ่งบนชาร์ตบิลบอร์ด 200 ตั้งแต่วงเริ่มมีผลงานในปี ค.ศ. 2002 ขายอัลบั้มได้มากกว่า 15 ล้านอัลบั้มในสหรัฐอเมริกา และมากกว่า 100 ล้านซิงเกิล และ 27 ล้านอัลบั้มทั่วโลก[9]

ประวัติ[แก้]

1998-2002: คาราส์ฟลาวเออส์ และการก่อตั้งมารูนไฟฟ์[แก้]

อดัม เลวีน รู้จักกับไรอัน ดูซิก โดยมีเพื่อนและนักเล่นกีตาร์ชื่อ อดัม แซลซ์แมน แนะนำให้รู้จัก เลวีนอายุ 7 ขวบ และดูซิกอายุ 9 ขวบอยู่ในขณะนั้น[10] สมาชิกวงมารูนไฟฟ์ดั้งเดิมรู้จักกันตั้งแต่เรียนอยู่ที่โรงเรียนเบรนต์วูด (Brentwood School) ในลอสแอนเจลิส ขณะนั้น อดัม เลวีนและเจสซี คาร์ไมเคิล[11][12] ได้ตั้งวงดนตรีแนวป็อปชื่อ คาราส์ฟลาวเออส์ (Kara's Flowers)[13] โดยร่วมมือกับมิคกี แมดเดน และไรอัน ดูซิก ชื่อวงนั้นมาจากกลุ่มแฟนดนตรีสาวกลุ่มหนึ่งที่สมาชิกในวงต่างก็เป็นปลื้ม[12] ในปี ค.ศ. 1997 ขณะที่พวกเขาเล่นดนตรีอยู่ ณ งานสังสรรค์ชายหาดแห่งหนึ่งในมาลิบู ทอมมี อัลเลน โปรดิวเซอร์อิสระได้ยินพวกเขาเล่นดนตรีและยื่นข้อเสนอว่าจะเป็นผู้จัดการพวกเขาและชักนำพวกเขาไปเข้าห้องอัดพร้อมกับ จอห์น เดอนิโคลา (John DeNicola) นักแต่งเพลงคู่หูของเขา ซึ้งเคยทำงานอัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์เดอร์ตีแดนซิง ที่มีเพลง "(ไอฟ์แฮด) เดอะไทม์ออฟมายไลฟ์" ขณะที่วงกำลังวิ่งตามหาสังกัดอยู่ ทีมผู้จัดการของ ร็อบ คาวาโย ได้ยินเสียงเพลงอัดที่อัลเลนและเดอนิโคลาผลิตขึ้น ซึ่งในที่สุดทำให้คาวาโยเสนอข้อตกลงเข้าสังกัดรีไพรส์เรเคิดส์ (Reprise Records)[14] อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่อัลบั้ม เดอะโฟร์ธเวิลด์ ออกมาในปี ค.ศ. 1996 แนวดนตรีของพวกเขาก็เปลี่ยนเป็นบริตป๊อปยุค 1960 แม้ว่าทางวงและต้นสังกัดจะคาดหวังกับอัลบั้มนี้มาก และอัลบั้มก็ไม่เป็นที่ติดหูและซิงเกิลแรกของพวกเขา "โซปดิสโก้" ก็ล้มเหลว[15] เลวีนกล่าวเคยกล่าวว่า ความล้มเหลวของอัลบั้มนั้นเป็น "ความผิดหวังครั้งใหญ่" จนเกือบทำให้พวกเขาต้องแยกวงในปี ค.ศ. 1998[12][16] อัลบั้มของเขาขายได้เพียง 5,000 ตลับและพวกเขาก็ถูกมองข้ามไปถึง 6 เดือน[17]

พวกเขากลับมาอีกครั้งในปี ค.ศ. 2000 โดยนำผลพวงความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นมาเป็นบทเรียน[16] แซม ฟาร์ราร์ (ตำแหน่งเบสของวงแฟนทอมแพลเน็ต (Phantom Planet) และได้เป็นสมาชิกร่วมทัวร์คอนเสิร์ตตั้งแต่ปี ค.ศ. 2012) กล่าวว่า เพลง "อาร์ยูแด้ตซัมบอดี?" ของนักร้อง อาลียาห์ เป็นแรงบันดาลใจให้กับวงและทำให้เกิดเพลง "น็อตคัมมิงโฮม" ขึ้นมา[12] โปรดิวเซอร์ ทิม ซอมเมอร์ เซ็นสัญญาให้พวกเขาทำเพลงเดโมกับเอ็มซีเอเรเคิดส์ และทำเพลงขึ้นมา 3 เพลงในลอสแอนเจลิสในกลางปี ค.ศ. 2000 พร้อมกับฝ่ายวิศวกรเสียง มาร์ค เดิร์นลีย์ แต่เอ็มซีเอปฏิเสธที่จะร่วมมือและเพลง 3 เพลงนั้นก็ไม่ได้ถูกปล่อยออกมา เพื่อนของครอบครัวเลวีนคนหนึ่งชื่อ จอร์แดน เฟลด์สไตน์ และเป็นตัวแทนจากไอซีเอ็ม ได้แวะชมวงซ้อมดนตรีครั้งหนึ่งและรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่เขาได้ยินจนเขาต้องลาออกจากงานเพื่อมาเป็นผู้จัดการให้กับวงแบบเต็มเวลา (full-time)[16] ทางวงได้รวบรวมเดโมที่เคยถูกปฏิเสธจากหลายสังกัดไว้ด้วยกัน ก่อนที่จะได้เข้าร่วมสังกัดกับค่ายเพลงอ็อกโทนเรเคิดส์ ซึ่งมีผู้บริหารคือ เจมส์ ไดเนอร์ เบน เบิร์กแมน และเดวิด บ็อกเซนบอม[16] ในขณะที่เบิร์กแมนกำลังมองหาศิลปินหน้าใหม่ให้กับสังกัด เขาได้รับชุดเดโมจากพี่น้องที่เป็นเพื่อนร่วมงานเก่าจากโคลัมเบีย เรเคิดส์ และเพลงที่ถูกใจเขาคือเพลงอัจฉริยะที่ชื่อ "ซันเดย์มอร์นิง"[17] เบิร์กแมนตื่นตาตื่นใจเมื่อทราบว่าเพลงนั้นเป็นของวงคาราส์ฟลาวเออส์เพราะเสียงดนตรีนั้นแตกต่างจากวงดนตรีที่เขาได้ยินที่วอร์เนอร์บราเธอร์อย่างสิ้นเชิง

เบิร์กแมนได้ชักชวนให้ไดเนอร์และบ็อกเซนบอมบินไปที่ลอสแอนเจลิสเพื่อชมคาราส์ฟลาวเออส์แสดงดนตรีที่ไนต์คลับเดอะไวเปอร์รูม (The Viper Room) หลังจากได้ชมเลวีนบนเวที พวกเขาก็แน่ใจ เบิร์กแมนได้บอกกับทาง HitQuarters ว่าเขามีความคิดว่าทางวงต้องการ "สมาชิกคนที่ห้ามาเล่นกีตาร์เพื่อให้นักร้องไม่ต้องเล่นกีตาร์และร้องอย่างอิสระขึ้น และเขาอาจจะเป็นดาวที่ผมเชื่อว่าเป็นได้ก็ได้" อ็อคโทนกำชับทันทีว่าให้เปลี่ยนชื่อวงเพื่อทำลายแนวดนตรีป๊อปที่เคยเป็นออกไป นอกจากนี้ ทางค่ายยังเริ่มมองหาตำแหน่งกีตาร์ที่ทำงานเต็มเวลาเพื่อให้เลวีนเล่นในตำแหน่งร้องนำได้อย่างเต็มที่ เจมส์ วาเลนไทน์จากวงสแควร์ (Square) ก็ได้รับตำแหน่งนี้[16] จากการเข้าร่วมกับวง วาเลนไทน์ให้ความเห็นว่า "ผมได้เป็นเพื่อนกับพวกเขาและเริ่มเล่นดนตรีด้วยกัน ดูเหมือนว่าผมกำลังหักหลังวงของผมอยู่ เหมือนผมกำลังหลายใจ แต่ในที่สุดผมก็ออกจากอีกวงเพื่อจะเข้าร่วมกับวงนี้"[16] อย่างไรก็ดี เพลงเพลงเดียวที่เป็นที่รู้จักดีที่ชี้นำทางสว่างให้กับวงยังคงเป็นเพลง "ซันเดย์มอร์นิง" และอีกเพลงที่กำลังจะถูกเขียนขึ้นที่ชื่อ "ชีวิลบีเลิฟด์" แต่ยังไม่มีเพลงใดเลยที่ทางค่ายจะทำการอนุมัติให้เป็นซิงเกิลแรก ทางวงได้ทัวร์คอนเสิร์ต 1 ปีเต็มก่อนจะเข้าห้องอัดโดยมี แมตต์ วอลเลซ เป็นโปรดิวเซอร์ ความท้อใจของเลวีนจากความต้องการของเบิร์กแมนที่จะได้ซิงเกิลแรก เป็นแรงบันดาลใจให้เลวีนเขียนเพลงขึ้นมาหนึ่งเพลง ชื่อว่า "ฮาร์เดอร์ทูบรีธ"

2002-2006: อัลบั้ม ซองส์อะเบาต์เจน และไรอัน ดูซิก ประกาศออกจากวง[แก้]

ดูบทความหลักที่: ซองส์อะเบาต์เจน
มารูนไฟฟ์ในคอนเสิร์ตปี ค.ศ. 2004

"ในระหว่างตอนที่เราเริ่มทำอัลบั้มในปี 2001 กับตอนที่อัลบั้มประสบความสำเร็จในปี 2004 นั้น ชีวิตของเราเปลี่ยนจากนักดนตรีอดอยากที่เคยนึกสงสัยว่าอนาคตจะนำพาเราก้าวข้ามผ่านคลื่นแห่งความสำเร็จเหนือความคาดหวังได้ด้วยสิ่งใด"

—ไรอัน ดูซิก ตำแหน่งกลองคนแรกของมารูนไฟฟ์ ที่ออกจากวงอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 2006 เนื่องจากความทรมานเรื้อรังจากการทัวร์คอนเสิร์ตอย่างต่อเนื่อง[18]

มารูนไฟฟ์ทัวร์คอนเสิร์ตทันทีหลังออกอัลบั้มมาในกลางปี ค.ศ. 1992 ทัวร์ใหญ่ครั้งแรกของเขามีชื่อว่า 2002 จีปเวิลด์เอาต์ไซด์ (2002 Jeep World Outside) เป็นทัวร์เทศกาล "รากหญ้า" ประจำฤดูร้อน ออกทัวร์ร่วมกับศิลปินอย่าง โอ.เอ.อาร์. (O.A.R.), ซิกกี มาร์เลย์ (Ziggy Marley), เทรน (Train) และ นักแสดงอย่างเชอรีล โครว์ (Sheryl Crow)[19]

วาเลนไทน์เคยเข้าเรียนในวิทยาลัยดนตรีเบิร์กลี (Berklee College of Music) ร่วมกับจอห์น เมเยอร์ (John Mayer) และได้กระชับมิตรกันในปี ค.ศ. 1996 ทั้งคู่ได้พบกันอีกครั้งขณะที่เมเยอร์ไปออกรายการวิทยุเมื่อปี ค.ศ. 2002 หลังจากเมเยอร์ได้ฟังอัลบั้มของพวกเขา เขาประทับใจ (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพลง "ดิสเลิฟ") จนเขาชวนวงให้ไปเล่นเป็นวงเปิดในทัวร์ต้นปี ค.ศ. 2003[12] ซิงเกิลลำดับแรกอย่าง "ฮาร์เดอร์ทูบรีธ" เริ่มค่อยๆ ได้ออกอากาศทางวิทยุและโทรทัศน์ (airplay) ซึ่งช่วยเพิ่มยอดขายให้กับอัลบั้ม โดยภายในปี ค.ศ. 2004 อัลบั้มของพวกเขาได้ขึ้น 20 อันดับแรกบนชาร์ตบิลบอร์ด 200 และเพลง "ฮาร์เดอร์ทูบรีธ" ก็ได้ขึ้นอยู่บน 20 อันดับแรกของชาร์ตฮอต 100 อัลบั้มของพวกเขาขึ้นสูงสุดบนชาร์ตบิลบอร์ด 200 ถึงอันดับ 6 ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2004[20] หลังจากปล่อยอัลบั้มมา 26 เดือน นี่ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานที่สุดระหว่างที่ปล่อยอัลบั้มออกมากับการเปิดตัวครั้งแรกที่ 10 อันดับแรก นับตั้งแต่ผลของระบบนีลเซน ซาวด์สแกน (Nielsen SoundScan) ปรากฏอยู่ในบิลบอร์ด 200 ในปี ค.ศ. 1991[21] เมเยอร์ชักชวนวงให้มาเปิดงานให้เขาอีกครั้งในปี ค.ศ. 2004[19]

ใน 3 ปีถัดมา มารูนไฟฟ์ทัวร์คอนเสิร์ตต่อเนื่องแบบไม่หยุดพัก ได้ทัวร์ถึง 17 ประเทศ ในระหว่างนี้ วงได้ทัวร์ร่วมกับมิเชล แบรนช์, นิกก้า คอสต้า, วาเนสซา คาร์ลตัน, แกรแฮม โคลตัน, และเดอะโรลลิงสโตนส์[22] นอกจากนี้ศิลปินอื่นที่ได้ทัวร์ไปพร้อมๆกันเช่น คาวบอย เมาธ์, เกวิน เดอกรอว์, แมตช์บ็อกซ์ทเวนตี, ชูการ์เรย์, เคาน์ติงโครวส์, แฟนทอมแพลเน็ต, เดอะไฮฟส์, แดชบอร์ดคอนเฟสชันนอล, บิกซีตีร็อค, เดอะไลค์, ไซมอน ดอวส์, เจสัน มแรซ, เดอะธริลส์, เธิร์สตีเมอร์ค, Marc Broussard, เดอะดอนน่าส์, เดอะเรดเวสต์, ไมเคิล โทลเชอร์ และ กุสเตอร์

ในที่สุดแล้วอัลบั้มซองส์อะเบาต์เจน ขึ้นถึงอันดับ 2 บนชาร์ตอัลบั้มเพลงของออสเตรเลีย[23] ขณะที่เพลง "ฮาร์เดอร์ทูบรีธ" เป็นเพลงที่อยู่ใน 20 อันดับแรกในสหรัฐอเมริกา[24] และอังกฤษ[23] และ 40 อันดับแรกในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์[23] อัลบั้มยังขึ้นถึงอันดับ 1 ในอังกฤษได้สำเร็จ[23] ซิงเกิลที่สอง "ดิสเลิฟ" ขึ้นอันดับ 5 ในสหรัฐอเมริกา อันดับ 3 ในอังกฤษ และอันดับ 8 ในออสเตรเลีย ซิงเกิลที่สาม "ชีวิลบีเลิฟด์" ขึ้นอันดับ 5 ทั้งในสหรัฐอเมริกา[24] และอังกฤษ และอันดับ 1 ในออสเตรเลีย[23] ซิงเกิลที่สี่ "ซันเดย์มอร์นิง" ขึ้นถึง 40 อันดับแรกในสหรัฐอเมริกา อังกฤษ [24] และออสเตรเลีย[23]

มารูนไฟฟ์ได้เล่นคอนเสิร์ตไลฟ์เอทที่ฟิลาเดลเฟียในปี ค.ศ. 2005 เพลงที่เขาเล่นคือ "Rockin' In The Free World" เพลงเวอร์ชันคัฟเวอร์ของ Neil Young และเลวีนยังได้แสดงร่วมกับศิลปินซึ่งเป็นฮีโร่อย่างสตีวี่ วันเดอร์ มารูนไฟฟ์ได้เล่นในฮอนด้าซีวิคทัวร์ ซึ่งเขาได้เป็นตัวแสดงนำในโฆษณา[25] ที่ซานตาบาร์บารา แคลิฟอร์เนีย ในวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ. 2005 พวกเขายังได้แสดงที่สถาบันภาพยนตร์อเมริกันเพื่อเป็นเกียรติแก่จอร์จ ลูคัส ซึ่งลูคัสเป็นคนเลือกให้มารูนไฟฟ์เล่นในงานด้วยตัวเอง เพราะว่าเป็นวงดนตรีที่ลูกของเขาโปรดปรานที่สุดในตอนนั้น[26]

ไรอัน ดูซิก ตำแหน่งกลอง เครื่องตี และนักร้องเบื้องหลัง ทนทุกข์ทรมานหลังจากทัวร์คอนเสิร์ตกับวงมาเป็นเวลาหลายปี[27] ความเครียดแบบไม่หยุดยั้งผนวกกับอาการบาดเจ็บจากกีฬา[11] หลังจากที่เขาขาดไปไม่ได้ร่วมทัวร์กับวงหลายครั้งและมีไรแลนด์ สทีน กับจอช เดย์ เล่นแทนมาตลอด ดูซิกประกาศลาออกจากวงอย่างเป็นทางการในเดือนกันยายน ค.ศ. 2006 โดยตำแหน่งของเขาแทนที่ด้วย แมตต์ ฟลินน์ อดีตตำแหน่งกลองของเกวิน เดอกรอว์ และเดอะบีฟิฟตีทูส์[28]

2006-2008: อัลบั้ม อิตโวนต์บีซูนบีฟอร์ลอง[แก้]

มารูนไฟฟ์ที่เมดิสันสแควร์ ในปี ค.ศ. 2007

หลังจากอัดเสียงกันตลอดปี ค.ศ. 2006 อัลบั้มชุดที่สองของมารูนไฟฟ์ชื่อ อิตโวนต์บีซูนบีฟอร์ลอง ออกจำหน่ายทั่วโลกในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2007 ภายใต้สังกัด เอแอนด์เอ็ม/อ็อกโทน เรเคิดส์[29] เลวีนกล่าวว่า อัลบั้มถัดจาก ซองส์อะเบาต์เจน นี้จะ "เซ็กซี่กว่า และแข็งแรงกว่า"[30] ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปินยุค 80 อย่าง พรินซ์, แชบบา แรงส์, ไมเคิล แจ็กสัน และทอล์กกิงเฮดส์ ก่อนที่อัลบั้มจะออกมา ซิงเกิลเพลง "เมกส์มีวันเดอร์" เป็นซิงเกิลและวิดีโอที่ขายได้เป็นอันดับ 1 บนไอทูนส์[30] และยังคงเป็นอัลบั้มที่ขายดีเป็นอันดับ 1 กว่า 50,000 ชุด[30] หลังจากอัลบั้มออกมา อัลบั้มทำลายสถิติยอดขายของไอทูนส์ ณ สัปดาห์ที่ปล่อย ขายได้ถึง 101,000 ชุด[31] ซิงเกิลแรก "เมกส์มีวันเดอร์" ปล่อยออกสู่วิทยุในวันที่ 27 มีนาคม ค.ศ. 2007 มีเบื้องหลังการถ่ายทำมิวสิกวิดีโอเพลงนี้ให้ชมล่วงหน้าในรายการโททอลรีเควสต์ไลฟ์ (Total Request Live) ทางช่องเอ็มทีวี และฉายครั้งแรก (premiere) ที่รายการเดียวกันในวันที่ 29 มีนาคม ซิงเกิลนี้เปิดตัวที่อันดับ 84 บนชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 เป็นอันดับล่างสุดที่เปิดตัวในบรรดา 5 เพลงที่เปิดตัวในชาร์ตสัปดาห์นั้น ในสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคม ซิงเกิลนี้ทะยานจากอันดับ 64 ขึ้นไปถึงอันดับ 1 เป็นการก้าวกระโดดที่ยิ่งใหญ่ที่สุด (biggest jump) ของบิลบอร์ด ณ เวลานั้น[32] "เมกส์มีวันเดอร์" ยังสามารถขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ตฮอตดิจิตัลซองของบิลบอร์ด, ป็อป 100, และฮอตแดนซ์คลับเพลย์ได้สำเร็จด้วย[33]

เพื่อเป็นการโปรโมตอัลบั้ม มารูนไฟฟ์ได้แสดงที่ "six-date club tour" ณ เวทีขนาดเล็กในบอสตัน ซานฟรานซิสโก ลอสแอนเจลิส มินนีแอโพลิส ไมอามี และนครนิวยอร์ก ในต้นเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2007[34] พวกเขายังมีคอนเสิร์ตที่แสดงสดผ่านช่องเอ็มเอสเอ็นมิวสิก (MSN Music) ตามมาในกลางเดือนเดียวกัน[35] ในวันที่ 10 กรกฎาคม เขาเล่นเป็นวงเปิดคอนเสิร์ตให้กับเดอะโพลิซ ในไมอามี[36] และตามมาด้วยการแสดงดนตรีอคูสติกที่ไมอามีคลับ สตูดิโอ เอ ในวันถัดมา[37] ทัวร์คอนเสิร์ตอัลบั้ม It Won't Be Soon Before Long ของพวกเขาเริ่มขึ้นในวันที่ 29 กันยายนในดีทรอยต์ และจบลงในวันที่ 10 พฤศจิกายนในลาสเวกัส[38] โดยมีวง เดอะไฮฟส์ เป็นแขกรับเชิญพิเศษตลอดงาน ขณะที่มีซารา เบอเรลิส, เควิน ไมเคิล และ แฟนทอมแพลเน็ต ที่ร่วมแสดงเป็นบางครั้ง[39] พวกเขายังได้ทัวร์ร่วมกับวงแดชบอร์ดคอนเฟสชันแนล ในงานทัวร์คอนเสิร์ตด้วย และในวันที่ 28 มีนาคม ค.ศ. 2008 พวกเขาเริ่มทัวร์คอนเสิร์ตร่วมกับวงวันรีพับบลิก, แบรนดี คาร์ไลล์ และไร คูมิง พวกเขายังได้แสดงเพลง "เมกส์มีวันเดอร์" ในรายการอเมริกันไอดอล ฤดูกาลที่ 6 และเพลง "อิฟไอเนเวอร์ซียัวร์เฟสอะเกน" ในฤดูกาลที่ 7 การปล่อยอัลบั้มนี้ออกมาซ้ำ (re-release) มีเพลง "อิฟไอเนเวอร์ซียัวร์เฟสอะเกน" เวอร์ชันใหม่ที่ร้องร่วมกับริอานนา ซึ่งเวอร์ชันใหม่ของเพลงนี้ยังอยู่ในอัลบั้มกูดเกิร์ลสกออนแบด ซึ่งเป็นการออกจำหน่ายซ้ำเช่นกัน และพวกเขาก็ได้ปล่อยซิงเกิลลำดับที่ห้า "กูดไนต์ กูดไนต์" ซึ่งปรากฏในฉากเริ่มเรื่องของซีรีส์ "ซีเอสไอ: นิวยอร์ก" ตอน "Page Turner" อีกด้วย

2008-2011: อัลบั้ม แฮนส์ออลโอเวอร์[แก้]

เลวีนกล่าวว่าเขาเชื่อว่าวงของเขาถึงจุดสูงสุดแล้วและอาจจะทำอีกหนึ่งอัลบั้มก่อนที่จะแยกวง เขาอธิบายเรื่องนี้ว่า "ในที่สุดผมก็อยากจะเน้นเรื่องการเป็นคนที่แตกต่างไปอย่างแท้จริงเพราะผมไม่รู้ว่าผมจะทำมันไปจนผมอายุ 40-50 ปีหรือแก่กว่านั้นอย่างวงเดอะโรลลิงสโตนส์หรือเปล่า" อัลบั้มชุดที่สามของมารูนไฟฟ์ถูกบันทึกเสียงขึ้นในปี ค.ศ. 2009 ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ที่ซึ่งวงได้ทำงานร่วมกับโรเบิร์ต จอห์น "มัตต์" แลงจ์ โปรดิวเซอร์ฝ่ายอัดเสียง อัลบั้มนี้มีชื่อว่า แฮนส์ออลโอเวอร์ ออกจำหน่ายในวันที่ 21 กันยายน ค.ศ. 2010 ซิงเกิลแรกคือ "มิสเซอรี" ออกมาในวันที่ 22 มิถุนายน ค.ศ. 2010 มารูนไฟฟ์ทัวร์คอนเสิร์ตกับวงเทรน ในฤดูร้อนของปี ค.ศ. 2011 ตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม ถึง 24 กันยายน คริสตินา อากีเลรา ได้ร้องร่วมกับมารูนไฟฟ์ในเพลง "มูฟส์ไลก์แจกเกอร์" ซึ่งแสดงสดครั้งแรกในรายการเดอะวอยซ์ของสหรัฐอเมริกาในวันที่ 21 มิถุนายน ค.ศ. 2011 และขึ้นถึงอันดับ 1 บนบิลบอร์ดฮอต 100 ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2011 อดัม เลวีนยังได้ไปร้องร่วมกับจิม คลาส ฮีโรส์ ในเพลง "สเตริโอฮาร์ตส" ที่ขึ้นอันดับ 4 บนบิลบอร์ดฮอต 100 ด้วย

ในวันที่ 8 กันยายน ค.ศ. 2011 เจสซีกล่าวว่าทางวงดูเหมือนว่าจะเริ่มอัดเสียงอัลบั้มต่อภายในปีนั้น ในวันที่ 1 ตุลาคม มารูนไฟฟ์แสดงสดที่คอนเสิร์ตร็อค อิน ริโอ ในริโอเดอจาเนโร ประเทศบราซิล มารูนไฟฟ์แสดงในชั่วโมงสุดท้ายซึ่งวงถูกเลือกให้แทนที่เจย์-ซี (Jay-Z) ที่ยกเลิกไปด้วยเหตุผลส่วนตัว ที่เชื่อกันว่าเป็น diary clash แต่ก็มีข่าวลือว่าเป็นการแสดงที่เกิดจากผลสำรวจสำหรับวงดนตรีที่ผู้ชมอยากชมในงานนั้น

มารูนไฟฟ์ได้ออกรสชาติ "ทีวิลบีเลิฟด์" ให้เครื่องดื่มยี่ห้อสแนปเปิล (Snapple) เพื่อสนับสนุนองค์การฟีดดิ้งอเมริกา

มารูนไฟฟ์แสดงเพลง "มูฟส์ไลก์แจกเกอร์" กับเพลง "สเตริโอฮาร์ตส" ร่วมกับ เทรวี แม็กคอย ในวันที่ 5 พฤศจิกายน ค.ศ. 2011 ในรายการแซตเทอร์เดย์ไนต์ไลฟ์ (Saturday Night Live) พวกเขายังแสดงเพลง "มูฟส์ไลก์แจกเกอร์" กับเพลง "สเตริโอฮาร์ตส" ร่วมกับคริสตีนา อากีเลรา และ จิม คลาส ฮีโรส์ ในวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 2011 ในรายการประกาศรางวัลอเมริกันมิวสิกอะวอร์ด (American Music Award) ซึ่งวงก็ชนะรางวัลนี้เป็นครั้งแรกในสาขาวง/คู่ดูโอ/กลุ่มศิลปินป๊อปที่เป็นที่ชื่นชอบ มารูนไฟฟ์ยังได้แสดงเพลง "มูฟส์ไลก์แจกเกอร์" ในงาน วิคตอเรียซีเคร็ตแฟชันโชว์ (Victoria's Secret Fashion Show) ปี 2012 อีกด้วย

ในระหว่างที่ช่วงโปรโมชันของโคคาโคลาในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2011 มารูนไฟฟ์ได้มีส่วนร่วม 24 ชั่วโมงในการเขียนเพลงต้นฉบับจนสมบูรณ์ โดยมี พีเจ มอร์ตัน (PJ Morton) นักดนตรีคอยช่วยเหลือ หลังจากเวลาของเขาหมดลง เพลง "อิสแอนีวันเอาต์แดร์" ก็ถูกปล่อยออกมาบนเว็บไซต์ของโคคาโคลาให้ดาวน์โหลดฟรี มอร์ตันที่เล่นคอนเสิร์ตร่วมกับมารูนไฟฟ์และการแสดงสดมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010 ได้มาแทนตำแหน่งของเจสซี คาร์ไมเคิลเป็นการชั่วคราว เนื่องจากเขาขอพักและมีการยืนยันอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2012

ในปี 2011 มารูนไฟฟ์ได้อัดเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องเกมล่าเกม (The Hunger Games) ชื่อเพลง "คัมอะเวย์ทูเดอะวอเทอร์" (ร้องร่วมกับรอสซี เครน) ถูกปล่อยออกมาในวันที่ 20 มีนาคม ค.ศ. 2012 (19 มีนาคมในอังกฤษ)

ในงานประกาศรางวัลแกรมมีครั้งที่ 54 วันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2012 มารูนไฟฟ์แสดงพร้อมกับฟอสเตอร์เดอะพีเพิล และเดอะบีชบอยส์ ในเมดเล่ย์เพลงของเดอะบีชบอยส์ เพื่อฉลองครบรอบ 50 ปีให้แก่ศิลปินดังกล่าว

2012-14: คาร์ไมเคิลลาพัก และอัลบั้ม โอเวอร์เอกซ์โพสต์[แก้]

ในวันที่ 9 มีนาคม ค.ศ. 2012 มารูนไฟฟ์ประกาศว่า เจสซี คาร์ไมเคิลจะขอลาพักโดยไม่ได้ระบุระยะเวลาเพื่อจะได้ไปใส่ใจกับการเรียนเกี่ยวกับ "ดนตรีและการเยียวยาทางจิตใจ" วงยังคงมุ่งหน้าทำงานอัลบั้มชุดที่สี่ โอเวอร์เอกซ์โพสด์ วางจำหน่ายวันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ. 2012 โดยมีพีเจ มอร์ตัน สมาชิกร่วมทัวร์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010 และกลายเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบหลังจากประกาศอย่างเป็นทางการ มาเล่นคีย์บอร์ดและร้องเบื้องหลังให้[40] เลวีนกล่าวถึงอัลบั้มว่าเป็นอัลบั้มที่ "หลากหลายและเป็นแนวป็อบมากที่สุดเท่าที่เคยทำมา"[41] ในวันที่ 16 เมษายน ค.ศ. 2012 มารูนไฟฟ์แสดงเพลง "เพย์โฟน" ร้องร่วมกับนักร้องแร็ป วิซ คาลิฟา ซิงเกิลแรกจากอัลบั้ม โอเวอร์เอ็กซ์โพสด์ ในรายการเดอะวอยซ์ ซึ่งเลวีนเป็นหนึ่งในกรรมการตัดสินและโค้ชในรายการ ซิงเกิลนี้เปิดตัวที่อันดับที่ 3 บนชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 และขึ้นถึงอันดับที่ 2 บนชาร์ต ซิงเกิลที่สอง "วันมอร์ไนต์" ออกมาในวันที่ 19 มิถุนายน ค.ศ. 2012 เพลงนี้ได้ขึ้นถึงอันดับที่ 1 บนชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 นำเพลง คังนัมสไตล์ ของไซ และครองอันดับหนึ่งได้ถึง 9 สัปดาห์ติดต่อกันเท่ากับเพลงดัง "คอลมีเมย์บี"[42] ของคาร์ลี เร เจปเซน ทั้งสองเพลงขึ้นอันดับหนึ่งบนชาร์ตฮอต 100 ยาวนานเท่ากันในปี ค.ศ. 2012[42]

ในช่วงเริ่มทัวร์ โอเวอร์เอ็กซ์โพสต์เวิลด์ทัวร์ ในแอฟริกาใต้ มารูนไฟฟ์ได้แนะนำให้ผู้ชมรู้จักแซม ฟาร์ราร์ เพื่อนเก่าและเป็นเพื่อนสนิท ซึ่งเล่นตำแหน่งกีตาร์ ร้องเบื้องหลัง เล่นกีตาร์เบส เครื่องประกอบจังหวะ เทิร์นเทเบิล และหาในบางโอกาส ควบคุมแผ่นเสียง หาเสียงสเปเชียลเอฟเฟกต์อื่น ๆ (โดยใช้เครื่องผลิตเสียงดนตรี (Music Production Center))[43] ฟาร์ราร์ยังได้ร่วมเขียนและผลิตเพลงจำนวนหนึ่งให้กับมารูนไฟฟ์ในเกือบทุกอัลบั้ม และทำการรีมิกซ์เพลง "วูแมน" (เพลงประกอบภาพยนตร์ไอ้แมงมุม 2) ลงอัลบั้ม คอลแอนด์เรสปอนส์: เดอะรีมิกซ์อัลบั้ม (Call and Response: The Remix Album) วางจำหน่ายในปี ค.ศ. 2008[44]

ในวันที่ 27 พฤศจิกายน ค.ศ. 2012 มารูนไฟฟ์ออกซิงเกิลที่สาม "เดย์ไลต์" และเพื่อส่งเสริมเพลงนี้ ทางวงได้ปล่อยโปรเจกต์วิดีโอชื่อ "เดอะเดย์ไลต์โปรเจกต์" เป็นโปรเจกต์ที่ให้แฟนเพลงได้ถ่ายทำเรื่องราวของตนเองเป็นส่วนหนึ่งในมิวสิกวิดีโอเพลง "เดย์ไลต์" กำกับโดย Jonas Åkerlund เพลง "เดย์ไลต์" ถูกเล่นสดครั้งแรกในนามของซิงเกิลในวันที่ 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 2012 ในรายการเดอะวอยซ์ของอเมริกาและมิวสิกวิดีโอถูกเผยแพร่อย่างเป็นทางการในวันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ. 2012[45][46]

ในวันที่ 1 เมษายน ค.ศ. 2013 วงได้ประกาศว่าพวกเขาจะได้พาดหัวบนใบปิดงานฮอนด้าซีวิกทัวร์ประจำปีครั้งที่ 12 ร่วมกับแขกรับเชิญพิเศษคือเคลลี คลาร์กสัน ทัวร์เริ่มขึ้นวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 2013 ที่อัฒจันทร์เวริซันไวร์เลส (Verizon Wireless Amphitheater) แมริแลนด์ไฮตส์ รัฐมิสซูรี[47] และจบลงในวันที่ 6 ตุลาคม ค.ศ. 2013 ด้วยคอนเสิร์ตที่ฮอลลิวูดโบวล์ในลอสแอนเจลิส[47] ในวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 2013 วงได้ปล่อยซิงเกิลที่สี่และซิงเกิลสุดท้ายของอัลบั้มคือ "เลิฟซัมบอดี" วงได้แสดงสดเพลงนี้ครั้งแรกในรายการเดอะวอยซ์วันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ. 2013[48][49] มิวสิกวิดีโอถูกเผยแพร่ในวันต่อมาและกำกับโดยริช ลี ออกอากาศในวันต่อมา

ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2014 วงได้แสดงเพลง "ออลมายเลิฟวิง" และ "ทิกเก็ตทูไรด์" ในงานคอนเสิร์ตชื่อ เดอะไนต์แด้ตเชนจด์อเมริกา เพื่อฉลองครบรอบ 50 ปีการมาถึงสหรัฐอเมริกาของวงเดอะบีเทิลส์[50]

2014-ปัจจุบัน: อัลบั้ม ไฟฟ์ และการกลับมาของคาร์ไมเคิล[แก้]

ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2013 เจมส์ วาเลนไทน์กล่าวเกี่ยวกับการอัดเสียงอัลบั้มที่ห้าในสตูดิโอว่า "สิ่งที่เรากำลังทำอยู่นี้ เสียงดนตรีมันอาจจะมืดมนลงเล็กน้อย บางทีอาจจะย้อนกลับไปเหมือนกับเพลงในอัลบั้มซองส์อะเบาต์เจน แต่ ณ จุดนี้เราทำเพลงที่แตกต่างออกไปและมันก็มาเร็วกว่าที่คิด"[51]

วันที่ 15 เมษายน ค.ศ. 2014 เจสซี คาร์ไมเคิลยืนยันว่าพักงานเสร็จแล้วและพร้อมกลับมาร่วมทำงานอัลบั้มชุดที่ห้ากับวงอีกครั้ง[52] ในวันที่ 29 เมษายน ค.ศ. 2014 มารูนไฟฟ์แสดงในงาน ทูเดย์โชว์ ที่ร็อกกีเฟลเลอร์พลาซา ในนครนิวยอร์กในวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 2014 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทัวร์คอนเสิร์ตที่จัดโดยโตโยต้า[53]

ในวันที่ 18 พฤษภาคม ค.ศ. 2014 มารูนไฟฟ์ประกาศอย่างเป็นทางการว่าอัลบั้มชุดที่ห้าในชื่อ ไฟฟ์ (V คือเลข 5 ในเลขโรมัน) จะวางจำหน่ายในวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 2014 ในสังกัดอินเตอร์สโคปเรเคิดส์ ซิงเกิลแรกคือเพลง "แม็ปส์" ออกจำหน่ายครั้งแรกในวันที่ 16 มิถุนายน ค.ศ. 2014[54] ขึ้นถึงอันดับที่หกบนชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100[55] หลังจากอัลบั้มออกจำหน่ายในวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 2014 อัลบั้มขึ้นอันดับหนึ่งบนชาร์ตบิลบอร์ด 200 ในวันที่ 20 กันยายน ค.ศ. 2014[56][57] อัลบั้มไฟฟ์ ได้รับคำวิจารณ์คละกัน แบรด วีต เขียนให้กับบิลบอร์ดว่า "เสียงร้องดั่งนกฮัมมิงเบิร์ดของเลวีนและการส่งผ่านอารมณ์นั้นแรงกล้าพอ ๆ กับที่เขาทำไว้ในอัลบั้มซองส์อะเบาต์เจนเมื่อปี ค.ศ. 2002 เลย"[58]

ในวันที่ 10 สิงหาคม วงได้ลงพาดหัวข่าวเกี่ยวกับงานฮุนไดการ์ดซิตีเบรก เทศกาลดนตรีร็อกในประเทศเกาหลีใต้ มารูนไฟฟ์ยังแสดงในรายการไอทูนส์เฟสติวัล 2014 ที่ราวด์เฮาส์ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2014 (ตลอดการแสดงคอนเสิร์ตในส่วนของเทศกาลมีการถ่ายทำและออกอากาศสดออนไลน์ทั่วโลก)[59] ซิงเกิลที่สอง "แอนิมัลส์" แสดงครั้งแรกในภาพยนตร์โฆษณาเกีย โซล และมีให้ดาวน์โหลดฟรีทางเว็บไซต์ของเกียในเวลาจำกัดหลังจากเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาในวันที่ 21 สิงหาคม ค.ศ. 2014[60] เพลงขึ้นถึงอันดับสามบนชาร์ตฮอต 100[55]

มารูนไฟฟ์แสดงในรายการพิเศษช่วงคริสต์มาสของงานประกาศรางวัลแกรมมี ชื่อว่า "อะเวรีแกรมมีคริสต์มาส" (A Very Grammy Christmas) เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ค.ศ. 2014 และในคอนเสิร์ตจิงเกิลบอลของคลื่น Z100 ในวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 2014[61][62]

"ชูการ์" วางจำหน่ายเป็นซิงเกิลที่สามจากอัลบั้มเมื่อวันที่ 13 มกราคม ค.ศ. 2015[63] และแสดงอยู่ในภาพยนตร์โฆษณานิสสันด้วย[64]

มารูนไฟฟ์จะเริ่มทัวร์คอนเสิร์ตรอบโลกในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2015 มีแผนว่าจะเริ่มในอเมริกาเหนือ ยุโรป แอฟริกา และเล่นจนถึงเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2015 จะมีวงดนตรีสัญชาติแคนาดาชื่อ เมจิก! นักร้องอเมริกันชื่อ รอซซี เครน และนิก การ์ดเนอร์ เล่นเปิดคอนเสิร์ตให้ด้วย

อิทธิพลและแนวดนตรี[แก้]

"ผมคิดว่าเพลงเก่า ๆ ของมารูนไฟฟ์จะดูไม่เป็นผู้ใหญ่ และมันมีความเป็นฟังก์ กีตาร์แบบไนล์ รอดเจอส์ และเนื้อเพลงเกี่ยวกับหัวใจที่แตกสลาย ไม่เป็นผู้ใหญ่ ฟังก์ และหัวใจแตกสลาย นั่นคือสูตรสำเร็จของมารูนไฟฟ์"

—เจมส์ วาเลนไทน์[65]

อดัม เลวีนกล่าวไว้ว่า "ทุกอย่างที่เขียนและแสดงออกมาและใส่รวมกันค่อนข้างจะมาจากเรา ผมแค่คิดว่าคนจะแปลกใจที่รู้ว่าเราคือหน่วยที่ใส่ความเป็นตัวเองลงไป เราเป็นวงที่ทำตามที่พวกเขาต้องการ ไม่มีผู้ชักนำ"[66]

อย่างไรก็ตาม ในบทความเกี่ยวกับนักแต่งเพลงและผู้ผลิตเพลง เบนนี บลังโก เปิดเผยว่าเพลงของวงบางเพลง เช่น "มูฟส์ไลก์แจกเกอร์" เป็นผลผลิตมาจากความพยายามโดยอาศัยความร่วมมือกับนักเขียนเพลงและผู้ผลิตเพลงมืออาชีพ[67] ในบทความเดียวกันนั้น ใส่คำกล่าวของอดัม เลวีนที่ว่า "ราวกับว่า [เบนนี บลังโก] มีสัมผัสของมิด้าที่สามารถหาคนที่เหมาะสมเข้าด้วยกันได้ในเวลาที่เหมาะเจาะในการสร้างช่วงเวลาของดนตรีใหม่ ๆ เขาคือความร่วมมือ และเก่งในเรื่องทำให้คนคนหนึ่งทำสิ่งที่ดีที่สุดออกมาได้"[68]

มารูนไฟฟ์เคยอ้างว่าตนได้รับอิทธิพลมาจากไมเคิล แจ็กสัน เดอะโพลิซ บีจีส์ จัสติน ทิมเบอร์เลก โทนิก และพรินซ์[69] อดัม เลวีน ยังอ้างว่าได้รับอิทธิพลจากสตีวี วันเดอร์ และบิลลี โจเอล เช่นกัน[70] ยิ่งกว่านั้น มือกีตาร์ เจมส์ วาเลนไทน์ กล่าวว่าเขาได้รับอิทธิพลจากมือกีตาร์หลายคน เช่น แพท เมธินี, บิล ฟริเซลล์ และจอห์น สโคฟิลด์ รวมถึงวงดนตรีร็อกชื่อ ควีนส์ออฟเดอะสโตนเอจ ด้วย[16] เพลงหลายเพลงของวงจะหนักไปที่กีตาร์ มักจะคลอด้วยเปียโนหรือเครื่องสังเคราะห์เสียง เนื้อหาในเพลงส่วนใหญ่เกี่ยวกับความรัก มักจะเป็นการสูญเสียความรัก เพลงอย่าง "ดิสเลิฟ" "เมกส์มีวันเดอร์" และ "มิเซอรี" จะมีโทนถากถาง แสดงความไม่พอใจในความสัมพันธ์ ขณะที่เพลงที่ซาบซึ้งใจและเร้าอารมณ์เช่น "ชีวิลบีเลิฟด์" "เนเวอร์กอนนาลีฟดิซเบด" นำเสนอความยาวนานในความสัมพันธ์ชู้สาว เพลง "เมกส์มีวันเดอร์" มีเนื้อหารองคือ เลวีนแสดงความผิดหวังเมื่อรู้ว่าบางสิ่งไม่ได้ดีอย่างที่คิดไว้ และความท้อแท้จากสถานการณ์ทางการเมืองอเมริกา และสงครามอิรัก[71]

เสียงดนตรีของมารูนไฟฟ์เปลี่ยนแปลงไปทุกอัลบั้ม กล่าวคือ อัลบั้มซองส์อะเบาต์เจน เต็มไปด้วยเพลงเกี่ยวกับแฟนเก่าเลวีนที่ชื่อเจน ในอัลบั้มอิตโวนต์บีซูนบีฟอร์ลอง เพลงในอัลบั้มลดความส่วนตัวลง และมีใช้เครื่องดนตรีไฟฟ้ามากขึ้นด้วยเครื่องสังเคราะห์ดนตรี (synthesizer) ช่วยสร้างความรู้สึกแบบย้อนยุค (retro style) อัลบั้มแฮนส์ออลโอเวอร์ กลับมาที่เนื้อหาเพลงเกี่ยวกับการสูญเสียความรัก รวมไปถึงเพลงเกี่ยวกับความหลงใหล และได้ออกจำหน่ายซ้ำพร้อมเพลง "มูฟส์ไลก์แจกเกอร์" เพลงแนวอิเล็กโทรป็อปที่แสดงความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในด้านดนตรีของวง ทำให้ชวนเต้นมากขึ้น เลวีนกล่าวว่า "มันเป็นหนึ่งในหลายเพลงที่เสี่ยงมาก" "มันเป็นสิ่งที่น่าสนใจและเป็นตัวของตัวเอง (bold statement) เราไม่เคยปล่อยเพลงแบบนั้นออกมาก่อนเลย แต่ก็น่าตื่นเต้นที่ได้ทำอะไรที่แตกต่าง แปลกใหม่ ผมดีใจที่ทุกคนชอบมัน"[72] วาเลนไทน์เรียกอัลบั้มโอเวอร์เอกซ์โพสด์ว่าเป็น "อัลบั้มเพลงแนวป็อปมากที่สุดของพวกเราและเราไม่เคยเขินอายเลยที่ได้ทำมันขึ้นมา"[73]

สมาชิก[แก้]

สมาชิกปัจจุบัน
อดีตสมาชิก
  • ไรอัน ดูซิก – กลองชุด, เครื่องประกอบจังหวะ, ร้องประกอบ (1994–2006)[79]
สมาชิกร่วมทัวร์
ปัจจุบัน (นับถึงมิถุนายน 2014)
  • แซม ฟาร์ราร์ – กีตาร์, กีตาร์เบส, เครื่องประกอบจังหวะ, ร้องเบื้องหลัง, เทิร์นเทเบิลส์, แซมเปิลส์, เอฟเฟกต์อื่น ๆ (สมาชิกร่วมทัวร์ 2012–ปัจจุบัน)[80]
อดีต
  • ทอมมี "บูม-บูม" คิง – คีย์บอร์ด, ร้องเบื้องหลัง (ทัวร์ แบ็กทูสคูล ในปี 2009)
  • เอเดรียน ยัง (จากวง โนเดาต์) – กลอง, เครื่องประกอบจังหวะ (ยังเล่นแทนแมตต์ ฟลินน์ ในการแสดงบางรอบในทัวร์ แบ็กทูสคูล เนื่องจากฟลินน์ออกจากวงมารูนไฟฟ์ชั่วคราวด้วย "ปัญหาทางครอบครัว" ดังที่กล่าวไว้ในเว็บไซต์ทางการของวง)[81]
  • ไรแลนด์ สตีน (จากวง รีลบิกฟิช) – กลอง, เครื่องประกอบจังหวะ (แสดงบางรอบในทัวร์อัลบั้ม ซองส์อะเบาต์เจน – สตีน เคยเป็นมือกลองให้กับวงดนตรีเก่าที่เคยเล่นร่วมกับเจมส์ วาเลนไทน์ ในวงสแควร์ เข้ามาเล่นแทนไรอัน ดูซิก ก่อนที่แมตต์ ฟลินน์ จะเป็นสมาชิกร่วมทัวร์และหลังจากนั้นได้เป็นมือกลองของวง)[82]
  • จอช เดย์ – กลอง, เครื่องประกอบจังหวะ (แสดงบางรอบในทัวร์อัลบั้ม ซองส์อะเบาต์เจน – เดย์เข้ามาเล่นแทนดูซิกเช่นกัน เขาเป็นสมาชิกวงที่เล่นเบื้องหลังให้กับซารา บาเรลลิส มาอย่างยาวนาน เขาเล่นให้กับวงจนถึงปี 2013)

เส้นเวลา[แก้]

ผลงาน[แก้]

มารูนไฟฟ์
คาราส์ฟลาวเออส์
  • 1997 : เดอะโฟร์ธเวิลด์ (The Fourth World)

ความสำเร็จ[แก้]

มารูนไฟฟ์ได้เข้าชิงรางวัลแกรมมี 3 รางวัล[83] รางวัลอเมริกันมิวสิกอะวอดส์ 3 รางวัล[84][85][86] รางวัลบิลบอร์ดมิวสิกอะวอดส์ 4 รางวัล และรางวัลทีนช้อยส์อะวอดส์ 4 รางวัล[87] ในการประกาศรางวัลเวิลด์มิวสิกอะวอดส์ 2004 พวกเขาชนะรางวัล "กลุ่มหน้าใหม่ยอดเยี่ยมของโลก" (World's Best New Group)[88]

อัลบั้ม แฮนส์ออลโอเวอร์ สตูดิโออัลบั้มลำดับที่สามของวง ออกจำหน่ายในเดือนกันยายน ค.ศ. 2010 ขึ้นอันดับที่สองบนชาร์ตบิลบอร์ด 200 ในปี ค.ศ. 2011 อัลบั้มดังกล่าวออกจำหน่ายซ้ำและได้เพลง "มูฟส์ไลก์แจกเกอร์" ที่มีร้องรับเชิญโดยคริสตินา อากีเลรา กลายเป็นเพลงที่สองของวงที่ขึ้นอันดับหนึ่งบนชาร์ตฮอต 100 ขายได้ 14.4 ล้านหน่วยทั่วโลก และกลายเป็นหนึ่งในซิงเกิลที่ขายดีที่สุดทั่วโลก[89] มารูนไฟฟ์ออกอัลบั้มลำดับที่สี่ โอเวอร์เอกซ์โพสด์ เมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2012 อัลบั้มขึ้นอันดับสองบนชาร์ตบิลบอร์ด 200 ซิงเกิลสองเพลงแรกคือ "เพย์โฟน" และ "วันมอร์ไนต์" ต่างก็เป็นที่นิยมทั่วโลกและขึ้นอันดับที่สอง และอันดับที่หนึ่งบนชาร์ตฮอต 100 ตามลำดับ[90] "วันมอร์ไนต์" สามารถเอาชนะเพลง "คังนัมสไตล์" ของไซ ได้โดยขึ้นอันดับหนึ่งบนชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 และอยู่ได้นานเท่ากับเพลง "คอลมีเมย์บี" ของคาร์ลี เร เจปเซน[42] อดัม เลวีนยังได้รับความนิยมจากการเป็นกรรมการตัดสินในรายการประกวดพรสวรรค์ เดอะวอยซ์ ซึ่งออกอากาศทางช่องเอ็นบีซีด้วย[91]

มารูนไฟฟ์อยู่อันดับที่ 15 จากการจัดอันดับ "ศิลปินแถวหน้า หมวดซิงเกิลดิจิตอล" ของสมาคมผู้ประกอบกิจการเพลงของสหรัฐอเมริกา โดยมียอดขายที่ยืนยันว่าขายได้ 15 ล้านหน่วยในสหรัฐอเมริกา[92] ในปี ค.ศ. 2013 มารูนไฟฟ์เป็นศิลปินที่ถูกเปิดเพลงมากที่สุดอันดับสามของชาร์ตท็อป 40 เมนสตรีมเรดิโอ วัดจากบริการมีเดียเบส ของบริษัทเคลียร์แชนเนล กลายเป็นหนึ่งในศิลปินที่ประสบความสำเร็จที่สุดในสังกัดอินเตอร์สโคปเรเคิดส์[93] ในวันที่ 10 กันยายน ค.ศ. 2014 สตูดิโออัลบั้มลำดับที่ห้า ไฟฟ์ (V) เปิดตัวที่อันดับที่หนึ่งบนชาร์ตบิลบอร์ด 200 ด้วยยอดขาย 164,000 ในสัปดาห์แรก[91]

ทัวร์คอนเสิร์ต[แก้]

การกุศล[แก้]

  • มารูนไฟฟ์เป็นผู้สนับสนุนองค์กรเอดสติลรีไควด์ (Aid Still Required; ASR) มาอย่างยาวนาน หลังจากอุทิศเพลง "ชีวิลบีเลิฟด์" ฉบับเล่นสดให้กับซีดีเพลงขององค์กรเพื่อช่วยเหลือผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์สึนามิในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ค.ศ. 2004 แล้ว[95][96] มารูนไฟฟ์ยังบันทึกเสียงประกาศสู่สาธารณะให้กับองค์กร ASR เกี่ยวกับสิ่งที่จำเป็นต้องทำให้กับเฮติด้วย มารูนไฟฟ์เข้าร่วมโครงการรณรงค์ผ่านสื่อสังคมขององค์กรหลายโครงการ[97] และเลวีนได้จัดงานพบปะแฟนคลับในฉากของรายการเดอะวอยซ์เพื่อสมทบทุนช่วยเหลือโครงการหลายโครงการขององค์กร ASR[98]
  • มารูนไฟฟ์สนับสนุนมูลนิธิโรคมะเร็งปอด บอนนี เจ. แอดดาริโอ
  • ในปี ค.ศ. 2006 มารูนไฟฟ์ได้รางวัลเอนไวรอนเมนทัลมีเดียอะวอดส์ เนื่องจากบริจาครายได้จากทัวร์คอนเสิร์ตที่อเมริกาเหนือ 2005 ให้กับองค์กรสิ่งแวดล้อมโลกแห่งหนึ่งชื่อ "โกลบอลคูล"[99]
  • ในปี ค.ศ. 2011 มารูนไฟฟ์ (ร่วมด้วย พีเจ มอร์ตัน ซึ่งยังเป็นสมาชิกร่วมทัวร์ในขณะนั้น) เข้าร่วมโครงการ "24 ฮาวร์เซสชัน" กับโคคา-โคล่า พวกเขาเขียนและบันทึกเพลง "อิซเอนีบอดีเอาต์แดร์" ภายในเวลา 24 ชั่วโมง หลังจากจบโครงการ เพลงดังกล่าวมีให้รับชมในเว็บไซต์โคคา-โคล่า มีประกาศว่าถ้าเพลงถูกดาวน์โหลดมากกว่า 100,000 ครั้ง วงจะบริจาคน้ำสะอาดให้ทวีปแอฟริกา[100]
  • อดัม เลวีน หลังจากน้องชายเปิดเผยว่าเป็นเกย์ ได้กลายเป็นผู้สนับสนุนการแต่งงานกับเพศเดียวกัน และสิทธิของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ[101] ในปี ค.ศ. 2011 เขาเปิดบัญชีทางการของมารูนไฟฟ์ในยูทูบเพื่อสนับสนุนโครงการอิตเก็ตส์เบ็ตเทอร์โปรเจกต์[102] ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2012 เขาประกาศว่า มารูนไฟฟ์ได้เปลี่ยนแปลงสถานที่แสดงหลังการประกาศรางวัลแกรมมี เนื่องจาก "การสนับสนุนญัตติข้อที่ 8 ของร้านอาหารที่ไม่ระบุชื่อแห่งหนึ่งในลอสแองเจลิส"[101]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 Andrew Leahey. "Maroon 5 | Biography". AllMusic. สืบค้นเมื่อ 2014-08-01. 
  2. "Up close with Maroon 5- Facebook and Twitter competition to give patron meeting with Rock band". The Gleaner. January 2, 2011. สืบค้นเมื่อ July 17, 2011. 
  3. "Maroon 5". Billboard. สืบค้นเมื่อ July 17, 2011. 
  4. "Maroon 5". Oxford Music Online. Oxford University Press. 
  5. Leahey, Andrew. "Kara's Flowers". AllMusic. Rovi Corporation. สืบค้นเมื่อ July 31, 2012. 
  6. "Maroon5 Breaks Out Slowly But Surely". Billboard. August 13, 2003. สืบค้นเมื่อ October 18, 2014. 
  7. Leahey, Andrew. "Maroon 5". AllMusic. Rovi Corporation. สืบค้นเมื่อ July 31, 2012. 
  8. Moss, Corey (March 6, 2007). "Maroon 5 Back With 'Harder' Album After Adam Levine Gets Sick Of Partying". MTV Music. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  9. "Recording Industry Association of America — August 01, 2014". RIAA. สืบค้นเมื่อ 2014-08-01. 
  10. "Kara's Flowers bio". The InternetTrash. Web.archive.org. Archived from the original on 2001-04-17. สืบค้นเมื่อ 2014-08-01. 
  11. 11.0 11.1 Visakowitz, Susan (April 28, 2003), "Sophomore Jump". They were inspired by August Calderon Billboard. 119 (17)
  12. 12.0 12.1 12.2 12.3 12.4 Hoard, Christian (2004-06-45), "A Whiter Shade of Funk". Rolling Stone (950):43–44
  13. McIntosh, Gregory. [มารูนไฟฟ์ ที่ ออลมิวสิก "kara's flowers"]. Allmusic. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  14. Kimpel, Dan (2006). How they made it: true tit stories of how music's biggest stars went from start to stardom!. Milwaukee: Hal Leonard Corporation. p. 87. ISBN 0-634-07642-6. 
  15. Kimpel 2006, pp. 87–88.
  16. 16.0 16.1 16.2 16.3 16.4 16.5 16.6 Rosen, Craig (June 5, 2005), "MAROON 5". Billboard. 117 (23):
  17. 17.0 17.1 "Interview with Ben Berkman". HitQuarters. Apr 13, 2004. สืบค้นเมื่อ Nov 25, 2010. 
  18. Maroon 5 (2006). Midnight miles: on the road through 5 continents & 17 countries. Photographs by Christopher Wray-McCann. New York: Simon & Schuster. pp. 86–87. ISBN 1-4165-2419-3. 
  19. 19.0 19.1 Waddell, Ray (June 4, 2005), "HIT THE ROAD". Billboard. 117 (23):
  20. "Maroon 5 Discography – Songs About Jane". Billboard. Archived from the original on April 10, 2007. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  21. Michaels, Mitch (May 22, 2007). "Maroon 5 It Won't Be Soon Before Long Review". 411mania. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  22. "The Rolling Stones — A Bigger Bang World Tour Warmup Acts". IORR.org. 2005. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  23. 23.0 23.1 23.2 23.3 23.4 23.5 "Maroon 5 Album Performance". aCHarts.us. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  24. 24.0 24.1 24.2 "Chart History – Maroon 5". Billboard. 2007. Archived from the original on September 29, 2007. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  25. "Maroon 5 Headlines 2005 Honda Civic Tour". Motor Trend. February 4, 2005. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  26. "33rd AFI Life Achievement Award". AFI.com. Archived from the original on April 4, 2007. สืบค้นเมื่อ April 28, 2008. 
  27. Maroon 5 2006, pp. 86–87.
  28. Moss, Corey (March 6, 2007). "Maroon 5 Back With 'Harder' Album After Adam Levine Gets Sick Of Partying". MTV. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  29. Peters, Mitchell (March 12, 2007). "Maroon 5 Finds Its Groove On Sophomore Album". Billboard. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  30. 30.0 30.1 30.2 Baber, Darren (April 26, 2007). "Maroon 5 Dominates iTunes Sales Chart With Three Simultaneous Number Ones". PR Newswire. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  31. "Maroon 5 album breaks iTunes sales record". MacNN.com. May 30, 2007. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  32. Bronson, Fred (May 2, 2007). "Chart Beat". Billboard.com. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  33. "Artist Chart History: Maroon 5". Billboard.com. 2007. Archived from the original on September 29, 2007. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  34. MTV News staff (May 4, 2007). "Jessica Biel Wants Respect, Plus Nelly Furtado, Hilary Duff, Sum 41, Borat, Eve, Diddy, Ozzy & More In For The Record". MTV News. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  35. "Maroon 5 Live from Le Cabaret". MSN Music. June 14, 2007. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  36. "No Need to 'Wonder' – Maroon 5 Debuts at No. 1". PR Newswire. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  37. "Reminder – Miami Studio a Make Up Show Information: Tues 7/11 @ 3:00pm". Maroon5.com. July 10, 2007. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  38. "Maroon 5 Announces Plans for 2007 'It Won't Be Soon Before Long' World Tour". KEYT3 Santa Barbara. July 9, 2007. Archived from the original on September 27, 2007. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  39. "Tour Announcement!". Maroon5.com. July 9, 2007. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  40. "Band Announcement - Jesse Carmichael". Maroon 5. 2012-03-09. สืบค้นเมื่อ 2012-03-26. 
  41. "Exclusive: Maroon 5 to Release 'Overexposed' Album in June". Rolling Stone. 2012-03-26. สืบค้นเมื่อ 2012-03-26. 
  42. 42.0 42.1 42.2 "Maroon 5 Ties Carly Rae Jepsen for Most Weeks at #1". time entertainment. สืบค้นเมื่อ 2014-10-03. 
  43. "Maroon 5 line up change". Voice21. สืบค้นเมื่อ 2014-10-25. 
  44. "Maroon 5 - Woman (Sam Farrar Remix)". Youtube. สืบค้นเมื่อ 2014-10-25. 
  45. "'The Voice' Narrows Finalists to 12, Maroon 5 Rock 'Daylight'". RollingStone. สืบค้นเมื่อ 2014-12-02. 
  46. "Maroon 5 Daylight Official Video". youtube. สืบค้นเมื่อ 2014-10-03. 
  47. 47.0 47.1 Fekadu, Mesfin. "Maroon 5 announces summer, outdoor tour with Kelly Clarkson, writes songs for new album". สืบค้นเมื่อ April 1, 2013. 
  48. "the voice performance of maroon 5's love somebody". Idolator. สืบค้นเมื่อ 2014-10-03. 
  49. "Maroon 5 Love Somebody". Videostatic. สืบค้นเมื่อ 2014-10-03. 
  50. "Maroon 5 Perform The Beatles Ticket To Ride Excerpt". grammy.com. สืบค้นเมื่อ 2014-10-03. 
  51. Kaufman, Gil (April 1, 2013). "Maroon 5 Have Great 'Great Songs' Recorded for Next Album". Viacom International. สืบค้นเมื่อ 12 May 2013. 
  52. "Maroon 5 announce new album "V" and tour". Capital FM. May 22, 2014. สืบค้นเมื่อ October 22, 2014. 
  53. "Maroon 5 performs ‘Maps’ live on TODAY". TODAY. สืบค้นเมื่อ 2014-10-03. 
  54. Daw, Robbie. "Maroon 5 Announce “Maps” Single Ahead Of New Album ‘V’". Idolator. สืบค้นเมื่อ 4 June 2014. 
  55. 55.0 55.1 "Maroon 5 Chart History". Billboard. September 3, 2014. สืบค้นเมื่อ October 18, 2014. 
  56. "Maroon 5 On Course for Second No. 1 Album". Billboard. September 3, 2014. สืบค้นเมื่อ October 18, 2014. 
  57. "Billboard archives". Billboard. October 20, 2014. สืบค้นเมื่อ October 29, 2014. 
  58. Wete, Brad. "Maroon 5 Tightens Up on 'V': Track-By-Track Review". Billboard. Billboard. สืบค้นเมื่อ 14 November 2014. 
  59. "Maroon 5 Ensure iTunes Festival Performance Is Anything But 'One More Night'". MTV. 12 September 2014. สืบค้นเมื่อ 22 October 2014. 
  60. "Watch the new Kia commercial, featuring Maroon 5's new song "Animals"". Maroon 5. สืบค้นเมื่อ 2014-12-02. 
  61. Mitchell Peters (October 25, 2014). "Ariana Grande, Maroon 5, Pharrell Williams to Perform on ‘A Very Grammy Christmas’". Billboard. สืบค้นเมื่อ November 16, 2014. 
  62. Jim Farber (October 9, 2014). "Z100’s Jingle Ball 2014 line-up includes Taylor Swift, Sam Smith, Iggy Azalea". New York Daily News. สืบค้นเมื่อ November 16, 2014. 
  63. "Sugar will be Maroon 5's next single!". January 7, 2015. 
  64. Colin Stutz (November 6, 2014). "Maroon 5's 'Sugar' to Be Featured in Nissan Commercial". Billboard. 
  65. Bell, Crystal (June 26, 2012). "Maroon 5, 'Overexposed': Guitarist James Valentine Talks Adam Levine, 'She Will Be Loved' & 'Call Me Maybe'". Huffington Post. สืบค้นเมื่อ 27 April 2013. 
  66. "7 Questions With Maroon 5's Adam Levine". Idolator.com. 2010-09-24. สืบค้นเมื่อ 2013-03-22. 
  67. McKinley Jr, James C. (January 4, 2013). "Benny Blanco, Hit Maker for Rihanna and Maroon 5". The New York Times. 
  68. "Benny Blanco, Hit Maker for Rihanna and Maroon 5". The New York Times. สืบค้นเมื่อ 2014-10-03. 
  69. "Artist Influences for Maroon 5". MTV. สืบค้นเมื่อ 2014-12-02. 
  70. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ Maroon_5_with_Stevie_Wonder_at_Live_8
  71. "Politics without preaching". The Australian. May 1, 2007. 
  72. "Adam Levine Calls 'Moves Like Jagger' a 'Risk' for Maroon 5: Video Interview". Billboard. สืบค้นเมื่อ 2012-12-16. 
  73. "Fourth album 'Overexposed' June 26th". Maroon 5. 2012-03-26. Archived from the original on March 28, 2012. สืบค้นเมื่อ 2012-03-26. 
  74. 74.0 74.1 74.2 74.3 "Band Bios Matt Flynn". Maroon5 S.I.N. สืบค้นเมื่อ 2014-10-26. 
  75. "Adam Levine wedding: Stevie Nicks, Maroon 5 band members to perform". zap2it. สืบค้นเมื่อ 2014-10-25. 
  76. 76.0 76.1 76.2 76.3 76.4 "Who Are The Non-Adam Levine Members of Maroon 5". VH1. September 2, 2014. สืบค้นเมื่อ October 29, 2014. 
  77. 77.0 77.1 "Mickey Madden". Billboard. สืบค้นเมื่อ 2014-10-25. 
  78. "PJ Morton is more than just the second keyboard player in Maroon 5". AXS. สืบค้นเมื่อ 2014-10-26. 
  79. "Former Maroon 5 Drummer Ryan Dusick Lists in Los Feliz". Zillow. สืบค้นเมื่อ 2014-10-26. 
  80. "NME News Gomez, Phantom Planet, Maroon 5 members". NME. สืบค้นเมื่อ 2014-10-03. 
  81. "Maroon 5 Discuss Adrian Young Filling In On Drums". popdirt. June 10, 2010. สืบค้นเมื่อ October 29, 2014. 
  82. "About This Magnificent". MTV. สืบค้นเมื่อ October 29, 2014. 
  83. "Past GRAMMY Awards". GRAMMY. สืบค้นเมื่อ November 3, 2014. 
  84. "Winners Search 2011". TheAMAs. สืบค้นเมื่อ November 7, 2014. 
  85. "Winners Search 2012". TheAMAs. สืบค้นเมื่อ November 7, 2014. 
  86. "Winners Search 2013". TheAMAs. สืบค้นเมื่อ November 7, 2014. 
  87. "NEWS 2004 Teen Choice Awards winners list". moono. Archived from the original on March 13, 2008. สืบค้นเมื่อ November 7, 2014. 
  88. "2004 World Music Awards Winners". Billboard. September 16, 2004. สืบค้นเมื่อ November 7, 2014. 
  89. "Bruno Mars claims 2 best-selling digital songs of 2011". Music Week. สืบค้นเมื่อ 2012-03-08. 
  90. "Maroon 5 Reaches No. 1 on Hot 100 with 'One More Night'". Billboard. September 19, 2012. สืบค้นเมื่อ October 18, 2014. 
  91. 91.0 91.1 Sinha-Roy, Piya. "Maroon 5 score second chart-topping Billboard 200 album with 'V'". Reuters. สืบค้นเมื่อ 9 November 2014. 
  92. "RIAA – Top Artists (Digital Singles)". Recording Industry Association of America. สืบค้นเมื่อ November 8, 2014. 
  93. "Mediabase : Year-End Edition 2013". Pdf.mediabase.com. สืบค้นเมื่อ 2014-08-01. 
  94. "Maroon 5, Kelly Clarkson Team Up For Honda Civic Tour". Billboard. Billboard. สืบค้นเมื่อ 2014-10-03. 
  95. Along with 14 other artists who donated tracks to the album including Paul McCartney, Eric Clapton, Bonnie Raitt and Norah Jones, Maroon 5 donated the live recording of "She Will Be Loved" to ASR's All-Star CD to support victims in the aftermath of the 2004 Southeast Asian tsunami.
  96. "More Stars Join Tsunami Relief Efforts". Billboard. January 11, 2005. สืบค้นเมื่อ October 18, 2014. 
  97. "Haiti Social Media Campaign". Aid Still Required. 2012-11-18. สืบค้นเมื่อ 2014-08-01. 
  98. "Meet Adam Levine Backstage at The Voice". Omaze. สืบค้นเมื่อ 2014-08-01. 
  99. "Maroon 5 Goes Green". ㅣLIVE EARTH. 2009. Archived from the original on November 5, 2013. สืบค้นเมื่อ 2012-08-05. 
  100. "Coca-Cola — Maroon 5 24 Hour Session". Coca-Cola, Maroon 5 24 Hour Session. 2011. สืบค้นเมื่อ 2012-08-05. 
  101. 101.0 101.1 Michelson, Noah (January 25, 2012). "Adam Levine And Maroon 5 Boycotting Mexican Restaurant For Anti-Gay Marriage Stance". Huffington Post. สืบค้นเมื่อ January 29, 2012. 
  102. "Maroon 5's Adam Levine Speaks Out Against LGBT Violence". Billboard. 2010-10-13. สืบค้นเมื่อ 2014-12-02. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]