มารูนไฟฟ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
มารูนไฟฟ์
Maroon 5, 2011.jpg
มารูนไฟฟ์ในปี 2011
ข้อมูลพื้นฐาน
เกิดที่ ลอสแอนเจลิส, รัฐแคลิฟอร์เนีย, สหรัฐอเมริกา
แนวเพลง ป็อปร็อก, ฟังก์ร็อก, ป็อป
ปี 1994 - ปัจจุบัน
ค่าย อ็อกโทน
เจ
เอแอนด์เอ็ม อ็อกโทน
อินเตอร์สโคป
เว็บไซต์ http://www.maroon5.com
สมาชิก
อดัม เลวีน
เจมส์ วาเลนไทน์
เจสซี คาร์ไมเคิล
มิกกี แมดเดน
แมตต์ ฟลินน์
พีเจ มอร์ตัน
อดีตสมาชิก
ไรอัน ดูซิก

มารูนไฟฟ์ (อังกฤษ: Maroon 5) (เดิมรู้จักในชื่อ คาราส์ฟลาวเออร์ส) เป็นวงดนตรีแนวป็อปร็อกสัญชาติอเมริกัน[1][2][3]จากลอสแอนเจลิส แคลิฟอร์เนีย ในขณะเรียนอยู่โรงเรียนมัธยม อดัม เลวีน (กีต้าร์และร้องนำ) เจสซี คาร์ไมเคิล (คีย์บอร์ด) มิกกี แมดเดน (กีต้าร์เบส) และไรอัน ดูซิก (กลอง) ได้ก่อตั้งวงดนตรีแนวการาจร็อกในชื่อ คาราส์ฟลาวเออร์ส (Kara's Flowers) และออกอัลบั้ม 1 อัลบั้มชื่อ เดอะโฟร์ธเวิลด์ ในปี ค.ศ. 1997 หลังจากได้รับการตอบรับที่ไม่ดีนัก สมาชิกวงลาออกจากสังกัดและเข้าเรียนในวิทยาลัย ในปี ค.ศ. 2001 วงได้กลับมารวมตัวอีกครั้งและได้เจมส์ วาเลนไทน์ (กีต้าร์) เข้าร่วมวง และเดินไปในเส้นทางใหม่ในชื่อ มารูนไฟฟ์[4]

วงได้เซ็นสัญญากับค่ายอ็อกโทน เรเคิดส์และปล่อยอัลบั้มเปิดตัว "ซองส์อะเบาต์เจน" ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2002 ซิงเกิลแรกคือ "ฮาร์ดเดอร์ทูบรีธ" ได้รับการเปิดบ่อยครั้งทำให้อัลบั้มได้เปิดตัวในชาร์ตบิลบอร์ด 200 ที่อันดับที่หก ซิงเกิลลำดับที่สองและสามได้แก่ "ดิสเลิฟ" และ "ชีวิลบีเลิฟด์" หลายเป็นเพลงที่ได้รับความนิยมทั่วโลก ขึ้นอันดับห้าบนชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 ทั้งสองเพลง วงชนะรางวัลแกรมมี สาขาศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม (Grammy Award for Best New Artist) หลังจากนั้นไม่กี่ปี วงได้ทัวร์คอนเสิร์ตรอบโลกเพื่อเล่นเพลงในอัลบั้ม "ซองส์อะเบาต์เจน" และได้ผลิตบันทึกการแสดงสดดังนี้ 1.22.03.อคูสติก (ค.ศ. 2004) และไลฟ์ – ฟรายเดย์เดอะเทอร์ทีนธ์ (ค.ศ. 2005).[5] ในปี ค.ศ. 2006 ตำแหน่งกลอง เครื่องตี และนักร้องประสานเสียง ไรอัน ดูซิก ลาออกจากวงและได้แมตต์ ฟลินน์มาแทนที่ วงได้อัดเสียงอัลบั้มชุดที่สอง "อิตโวนต์บีซูนบีฟอร์ลอง"[6] วางจำหน่ายในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2013 อัลบั้มนี้ขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ตบิลบอร์ด 200 และซิงเกิลแรกจากอัลบั้มนี้ "เมกส์มีวันเดอร์" กลายเป็นเพลงแรกของวงที่สามารถขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100

แฮนด์สออลโอเวอร์ คือสตูดิโออัลบั้มลำดับที่สามของวง ออกจำหน่ายในเดือนกันยายน ค.ศ. 2010 และขึ้นอันดับสองบนชาร์ตบิลบอร์ด 200 ในปี ค.ศ. 2011 อัลบั้มวางจำหน่ายซ้ำและเปิดตัวซิงเกิล "มูฟส์ไลก์แจกเกอร์ ร้องร่วมกับ คริสตินา อากีเลรา เป็นเพลงที่สองของวงที่ขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ตฮอต 100 ขายได้ 14.4 ล้านหน่วยทั่วโลก กลายเป็นหนึ่งในซิงเกิลที่ขายดีที่สุดในโลก[7] วงได้ออกสตูดิโออัลบั้มลำดับที่สี่ "โอเวอร์เอกซ์โพสต์" ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2012 อัลบั้มเปิดตัวอันดับที่สองบนชาร์ตบิลบอร์ด 200 ซิงเกิลจากอัลบั้มสองซิงเกิลแรกคือ "เพย์โฟน" และ "วันมอร์ไนต์" เป็นเพลงที่ได้รับความนิยมทั่วโลก ขึ้นอันดับ 2 และ 1 บนชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 ตามลำดับ

ในปี ค.ศ. 2014 วงได้เซ็นสัญญากับค่ายอินเตอร์สโคป เรเคิดส์ และอัดเสียงสตูดิโออัลบั้มลำดับที่ห้า "วี" กำหนดวางจำหน่ายในวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 2014

ตั้งแต่เปิดตัวในปี ค.ศ. 2002 มารูนไฟฟ์ขายอัลบั้มได้มากกว่า 10 ล้านหน่วยในสหรัฐอเมริกา และมากกว่า 30.8 ดิจิตอลซิงเกิล และ 27 ล้านอัลบั้มทั่วโลก[8]

ในปี ค.ศ. 2013 มารูนไฟฟ์กลายเป็นศิลปินที่ถูกเปิดเพลงมากที่สุดอันดับที่สามของท็อป 40 เมนสตรีมเรดิโอ วัดจากมิเดียเบส หลายเป็นหนึ่งศิลปินของค่ายอินเตอร์สโคปที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด[9]

ประวัติ[แก้]

1998-2002: คาราส์ฟลาวเออร์ส และการก่อตั้งมารูนไฟฟ์[แก้]

สมาชิกวงมารูนไฟฟ์ดั้งเดิมรู้จักกันตั้งแต่เรียนอยู่ที่โรงเรียนเบรนท์วูด (Brentwood School) ในลอสแอนเจลิส ขณะนั้น อดัม เลวีนและเจสซี คาร์ไมเคิล[10][11] ได้ตั้งวงดนตรีแนวป็อปชื่อ คาราส์ฟลาวเออร์ส (Kara's Flowers)[12] โดยร่วมมือกับมิคกี แมดเดน และไรอัน ดูซิก ชื่อวงนั้นมาจากเด็กสาวคนหนึ่งที่สมาชิกในวงต่างก็เป็นปลื้ม[11] พวกเขาได้ขึ้นแสดงครั้งแรกที่ไนต์คลับวิสกีอะโกโก้ (Whisky a Go Go) เมื่อวันที่ 16 กันยายน ค.ศ. 1995 ขณะที่พวกเขาเล่นดนตรีอยู่ ณ งานสังสรรค์ชายหาดแห่งหนึ่งในมาลิบู ทอมมี อัลเลน โปรดิวเซอร์อิสระได้ยินพวกเขาเล่นดนตรีและยื่นข้อเสนอว่าจะเป็นผู้จัดการพวกเขาและชักนำพวกเขาไปเข้าห้องอัดพร้อมกับ จอห์น เดอนิโคลา (John DeNicola) นักแต่งเพลงคู่หูของเขา ขณะที่วงกำลังวิ่งตามหาสังกัดอยู่ ทีมผู้จัดการของ บ็อบ คาวาลโย ได้ยินเสียงเพลงอัดที่อัลเลนและเดอนิโคลาผลิตขึ้น ซึ่งทำให้พวกเขาได้ทำการตกลงกันกับค่ายรีไพรส์เรเคิดส์ (Reprise Records) และโปรดิวเซอร์ ร็อบ คาวาลโย[13] ในช่วงแรกนั้น คาร์ไมเคิลเปรียบเสียงดนตรีของพวกเขาว่าเป็น "ฟูกาซี (Fugazi) [ภาคดนตรี] เจอกับ เซซามี สตรีท [ภาคเนื้อร้อง]" อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่อัลบั้ม เดอะโฟร์ธเวิลด์ ออกมาในปี ค.ศ. 1996 แนวดนตรีของพวกเขาก็เปลี่ยนเป็นบริตป๊อปยุค 1960 แม้ว่าทางวงและต้นสังกัดจะคาดหวังกับอัลบั้มนี้มาก และอัลบั้มก็ไม่เป็นที่ติดหูและซิงเกิลแรกของพวกเขา "โซปดิสโก้" ก็ล้มเหลว[14] เลวีนกล่าวเคยกล่าวว่า ความล้มเหลวของอัลบั้มนั้นเป็น "ความผิดหวังครั้งใหญ่" จนเกือบทำให้พวกเขาต้องแยกวงในปี ค.ศ. 1998[11][15] อัลบั้มของเขาขายได้เพียง 5,000 ตลับและพวกเขาก็ถูกมองข้ามไปถึง 6 เดือน[16]

พวกเขากลับมาอีกครั้งในปี ค.ศ. 2000 โดยนำผลพวงความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นมาเป็นบทเรียน[15] แซม ฟาร์ราร์ (ตำแหน่งเบสของวงแฟนทอมแพลเน็ต (Phantom Planet) และได้เป็นสมาชิกร่วมทัวร์คอนเสิร์ตตั้งแต่ปี ค.ศ. 2012) กล่าวว่า เพลง "อาร์ยูแด้ตซัมบอดี?" ของนักร้องอาลียาห์ เป็นแรงบันดาลใจให้กับวงและทำให้เกิดเพลง "น็อตคัมมิงโฮม" ขึ้นมา[11] โปรดิวเซอร์ ทิม ซอมเมอร์ เซ็นสัญญาให้พวกเขาทำเพลงเดโมกับเอ็มซีเอ เรเคิดส์ และทำเพลงขึ้นมา 3 เพลงในลอสแอนเจลิสในกลางปี ค.ศ. 2000 พร้อมกับฝ่ายวิศวกรเสียง มาร์ค เดิร์นลีย์ แต่เอ็มซีเอปฏิเสธที่จะร่วมมือและเพลง 3 เพลงนั้นก็ไม่ได้ถูกปล่อยออกมา เพื่อนของครอบครัวเลวีนคนหนึ่งชื่อ จอร์แดน เฟลด์สไตน์ และเป็นตัวแทนจากไอซีเอ็ม ได้แวะชมวงซ้อมดนตรีครั้งหนึ่งและรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่เขาได้ยินจนเขาต้องลาออกจากงานเพื่อมาเป็นผู้จัดการให้กับวงแบบเต็มเวลา (full-time)[15] ทางวงได้รวบรวมเดโมที่เคยถูกปฏิเสธจากหลายสังกัดไว้ด้วยกัน ก่อนที่จะได้เข้าร่วมสังกัดกับค่ายเพลงอ็อคโทน เรเคิดส์ ซึ่งมีผู้บริหารคือ เจมส์ ไดเนอร์ เบน เบิร์กแมน และเดวิด บ็อกเซนบอม[15] ในขณะที่เบิร์กแมนกำลังมองหาศิลปินหน้าใหม่ให้กับสังกัด เขาได้รับชุดเดโมจากพี่น้องที่เป็นเพื่อนร่วมงานเก่าจากโคลัมเบีย เรเคิดส์ และเพลงที่ถูกใจเขาคือเพลงอัจฉริยะที่ชื่อ "ซันเดย์มอร์นิง"[16] เบิร์กแมนตื่นตาตื่นใจเมื่อทราบว่าเพลงนั้นเป็นของวงคาราส์ฟลาวเออร์สเพราะเสียงดนตรีนั้นแตกต่างจากวงดนตรีที่เขาได้ยินที่วอร์เนอร์บราเธอร์อย่างสิ้นเชิง

เบิร์กแมนได้ชักชวนให้ไดเนอร์และบ็อกเซนบอมบินไปที่ลอสแอนเจลิสเพื่อชมคาราส์ฟลาวเออร์สแสดงดนตรีที่ไนต์คลับเดอะไวเปอร์รูม (The Viper Room) หลังจากได้ชมเลวีนบนเวที พวกเขาก็แน่ใจ เบิร์กแมนได้บอกกับทาง HitQuarters ว่าเขามีความคิดว่าทางวงต้องการ "สมาชิกคนที่ห้ามาเล่นกีต้าร์เพื่อให้นักร้องไม่ต้องเล่นกีต้าร์และร้องอย่างอิสระขึ้น และเขาอาจจะเป็นดาวที่ผมเชื่อว่าเป็นได้ก็ได้" อ็อคโทนกำชับทันทีว่าให้เปลี่ยนชื่อวงเพื่อทำลายแนวดนตรีป๊อปที่เคยเป็นออกไป นอกจากนี้ ทางค่ายยังเริ่มมองหาตำแหน่งกีต้าร์ที่ทำงานเต็มเวลาเพื่อให้เลวีนเล่นในตำแหน่งร้องนำได้อย่างเต็มที่ เจมส์ วาเลนไทน์จากวงสแควร์ (Square) ก็ได้รับตำแหน่งนี้[15] จากการเข้าร่วมกับวง วาเลนไทน์ให้ความเห็นว่า "ผมได้เป็นเพื่อนกับพวกเขาและเริ่มเล่นดนตรีด้วยกัน ดูเหมือนว่าผมกำลังหักหลังวงของผมอยู่ เหมือนผมกำลังหลายใจ แต่ในที่สุดผมก็ออกจากอีกวงเพื่อจะเข้าร่วมกับวงนี้"[15] อย่างไรก็ดี เพลงเพลงเดียวที่เป็นที่รู้จักดีที่ชี้นำทางสว่างให้กับวงยังคงเป็นเพลง "ซันเดย์มอร์นิง" และอีกเพลงที่กำลังจะถูกเขียนขึ้นที่ชื่อ "ชีวิลบีเลิฟด์" แต่ยังไม่มีเพลงใดเลยที่ทางค่ายจะทำการอนุมัติให้เป็นซิงเกิลแรก ทางวงได้ทัวร์คอนเสิร์ต 1 ปีเต็มก่อนจะเข้าห้องอัดโดยมี แมตต์ วอลเลซ เป็นโปรดิวเซอร์ ความท้อใจของเลวีนจากความต้องการของเบิร์กแมนที่จะได้ซิงเกิลแรก เป็นแรงบันดาลใจให้เลวีนเขียนเพลงขึ้นมาหนึ่งเพลง ชื่อว่า "ฮาร์ดเดอร์ทูบรีธ"

2002-2006: อัลบั้ม Songs About Jane และไรอัน ดูซิก ประกาศออกจากวง[แก้]

"ในระหว่างตอนที่เราเริ่มทำอัลบั้มในปี 2001 กับตอนที่อัลบั้มประสบความสำเร็จในปี 2004 นั้น ชีวิตของเราเปลี่ยนจากนักดนตรีอดอยากที่เคยนึกสงสัยว่าอนาคตจะนำพาเราก้าวข้ามผ่านคลื่นแห่งความสำเร็จเหนือความคาดหวังได้ด้วยสิ่งใด"

—ไรอัน ดูซิค ตำแหน่งกลองคนแรกของมารูนไฟฟ์ ที่ออกจากวงอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 2006 เนื่องจากความทรมานเรื้อรังจากการทัวร์คอนเสิร์ตอย่างต่อเนื่อง[17]

มารูนไฟฟ์ทัวร์คอนเสิร์ตทันทีหลังออกอัลบั้มมาในกลางปี ค.ศ. 1992 ทัวร์ใหญ่ครั้งแรกของเขามีชื่อว่า 2002 จีปเวิลด์เอาต์ไซด์ (2002 Jeep World Outside) เป็นทัวร์เทศกาล "รากหญ้า" ประจำฤดูร้อน ออกทัวร์ร่วมกับศิลปินอย่าง โอ.เอ.อาร์. (O.A.R.), ซิกกี มาร์เลย์ (Ziggy Marley), เทรน (Train) และ นักแสดงอย่างเชอรีล โครว์ (Sheryl Crow)[18]

วาเลนไทน์เคยเข้าเรียนในวิทยาลัยดนตรีเบิร์กลี (Berklee College of Music) ร่วมกับจอห์น เมเยอร์ (John Mayer) และได้กระชับมิตรกันในปี ค.ศ. 1996 ทั้งคู่ได้พบกันอีกครั้งขณะที่เมเยอร์ไปออกรายการวิทยุเมื่อปี ค.ศ. 2002 หลังจากเมเยอร์ได้ฟังอัลบั้มของพวกเขา เขาประทับใจ (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพลง "ดิสเลิฟ") จนเขาชวนวงให้ไปเล่นเป็นวงเปิดในทัวร์ต้นปี ค.ศ. 2003[11] ซิงเกิลลำดับแรกอย่าง "ฮาร์ดเดอร์ทูบรีธ" เริ่มค่อยๆ ได้ออกอากาศทางวิทยุและโทรทัศน์ (airplay) ซึ่งช่วยเพิ่มยอดขายให้กับอัลบั้ม โดยภายในปี ค.ศ. 2004 อัลบั้มของพวกเขาได้ขึ้น 20 อันดับแรกบนชาร์ตบิลบอร์ด 200 และเพลง "ฮาร์ดเดอร์ทูบรีธ" ก็ได้ขึ้นอยู่บน 20 อันดับแรกของชาร์ตฮอต 100 อัลบั้มของพวกเขาขึ้นสูงสุดบนชาร์ตบิลบอร์ด 200 ถึงอันดับ 6 ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2004[19] หลังจากปล่อยอัลบั้มมา 26 เดือน นี่ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานที่สุดระหว่างที่ปล่อยอัลบั้มออกมากับการเปิดตัวครั้งแรกที่ 10 อันดับแรก นับตั้งแต่ผลของระบบนีลเซน ซาวด์สแกน (Nielsen SoundScan) ปรากฏอยู่ในบิลบอร์ด 200 ในปี ค.ศ. 1991[20] เมเยอร์ชักชวนวงให้มาเปิดงานให้เขาอีกครั้งในปี ค.ศ. 2004[18]

ใน 3 ปีถัดมา มารูนไฟฟ์ทัวร์คอนเสิร์ตต่อเนื่องแบบไม่หยุดพัก ได้ทัวร์ถึง 17 ประเทศ ในระหว่างนี้ วงได้ทัวร์ร่วมกับมิเชล แบรนช์, นิกก้า คอสต้า, วาเนสซา คาร์ลตัน, แกรแฮม โคลตัน, และเดอะโรลลิงสโตนส์[21] นอกจากนี้ศิลปินอื่นที่ได้ทัวร์ไปพร้อมๆกันเช่น คาวบอย เมาธ์, เกวิน เดอกรอว์, แมตช์บ็อกซ์ทเวนตี, ชูการ์เรย์, เคาน์ติงโครวส์, แฟนทอมแพลเน็ต, เดอะไฮฟส์, แดชบอร์ดคอนเฟสชันนอล, บิกซีตีร็อค, เดอะไลค์, ไซมอน ดอวส์, เจสัน มแรซ, เดอะธริลส์, เธิร์สตีเมอร์ค, Marc Broussard, เดอะดอนน่าส์, เดอะเรดเวสต์, ไมเคิล โทลเชอร์ และ กุสเตอร์

ในที่สุดแล้วอัลบั้มซองส์อะเบาต์เจน ขึ้นถึงอันดับ 2 บนชาร์ตอัลบั้มเพลงของออสเตรเลีย[22] ขณะที่เพลง "ฮาร์ดเดอร์ทูบรีธ" เป็นเพลงที่อยู่ใน 20 อันดับแรกในสหรัฐอเมริกา[23] และอังกฤษ[22] และ 40 อันดับแรกในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์[22] อัลบั้มยังขึ้นถึงอันดับ 1 ในอังกฤษได้สำเร็จ[22] ซิงเกิลที่สอง "This Love" ขึ้นอันดับ 5 ในสหรัฐอเมริกา อันดับ 3 ในอังกฤษ และอันดับ 8 ในออสเตรเลีย ซิงเกิลที่สาม "ชีวิลบีเลิฟด์" ขึ้นอันดับ 5 ทั้งในสหรัฐอเมริกา[23] และอังกฤษ และอันดับ 1 ในออสเตรเลีย[22] ซิงเกิลที่สี่ "ซันเดย์มอร์นิง" ขึ้นถึง 40 อันดับแรกในสหรัฐอเมริกา อังกฤษ [23] และออสเตรเลีย[22]

มารูนไฟฟ์ได้เล่นคอนเสิร์ตไลฟ์เอทที่ฟิลาเดลเฟียในปี ค.ศ. 2005 เพลงที่เขาเล่นคือ "Rockin' In The Free World" เพลงเวอร์ชันคัฟเวอร์ของ Neil Young และเลวีนยังได้แสดงร่วมกับศิลปินซึ่งเป็นฮีโร่อย่างสตีวี่ วันเดอร์[24] มารูนไฟฟ์ได้เล่นในฮอนด้าซีวิคทัวร์ ซึ่งเขาได้เป็นตัวแสดงนำในโฆษณา[25] ที่ซานตาบาร์บารา แคลิฟอร์เนีย ในวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ. 2005 พวกเขายังได้แสดงที่สถาบันภาพยนตร์อเมริกันเพื่อเป็นเกียรติแก่จอร์จ ลูคัส ซึ่งลูคัสเป็นคนเลือกให้มารูนไฟฟ์เล่นในงานด้วยตัวเอง เพราะว่าเป็นวงดนตรีที่ลูกของเขาโปรดปรานที่สุดในตอนนั้น[26]

ไรอัน ดูซิค ตำแหน่งกลอง เครื่องตี และนักร้องเบื้องหลัง ทนทุกข์ทรมานหลังจากทัวร์คอนเสิร์ตกับวงมาเป็นเวลาหลายปี[27] ความเครียดแบบไม่หยุดยั้งผนวกกับอาการบาดเจ็บจากกีฬา[10] หลังจากที่เขาขาดไปไม่ได้ร่วมทัวร์กับวงหลายครั้งและมีไรแลนด์ สทีน กับจอช เดย์ เล่นแทนมาตลอด ดูซิคประกาศลาออกจากวงอย่างเป็นทางการในเดือนกันยายน ค.ศ. 2006 โดยตำแหน่งของเขาแทนที่ด้วย แมตต์ ฟลินน์ อดีตตำแหน่งกลองของเกวิน เดอกรอว์ และเดอะบีฟิฟตีทูส์[28]

2006-2008: อัลบั้ม อิตโวนต์บีซูนบีฟอร์ลอง[แก้]

หลังจากอัดเสียงกันตลอดปี ค.ศ. 2006 อัลบั้มชุดที่สองของมารูนไฟฟ์ชื่อ อิตโวนต์บีซูนบีฟอร์ลอง ออกจำหน่ายทั่วโลกในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2007 ภายใต้สังกัด เอแอนด์เอ็ม/อ็อกโทน เรเคิดส์[29] เลวีนกล่าวว่า อัลบั้มถัดจาก ซองส์อะเบาต์เจน นี้จะ "เซ็กซี่กว่า และแข็งแรงกว่า"[30] ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปินยุค 80 อย่าง พรินซ์, แชบบา แรงค์, ไมเคิล แจ็กสัน และทอล์กิงเฮดส์[31] ก่อนที่อัลบั้มจะออกมา ซิงเกิลเพลง "เมกส์มีวันเดอร์" เป็นซิงเกิลและวิดีโอที่ขายได้เป็นอันดับ 1 บนไอทูนส์[30] และยังคงเป็นอัลบั้มที่ขายดีเป็นอันดับ 1 กว่า 50,000 ชุด[30] หลังจากอัลบั้มออกมา อัลบั้มทำลายสถิติยอดขายของไอทูนส์ ณ สัปดาห์ที่ปล่อย ขายได้ถึง 101,000 ชุด[32] ซิงเกิลแรก "เมกส์มีวันเดอร์" ปล่อยออกสู่วิทยุในวันที่ 27 มีนาคม ค.ศ. 2007 มีเบื้องหลังการถ่ายทำมิวสิกวิดีโอเพลงนี้ให้ชมล่วงหน้าในรายการโททอลรีเควสต์ไลฟ์ (Total Request Live) ทางช่องเอ็มทีวี และฉายครั้งแรก (premiere) ที่รายการเดียวกันในวันที่ 29 มีนาคม ซิงเกิลนี้เปิดตัวที่อันดับ 84 บนชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 เป็นอันดับล่างสุดที่เปิดตัวในบรรดา 5 เพลงที่เปิดตัวในชาร์ตสัปดาห์นั้น ในสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคม ซิงเกิลนี้ทะยานจากอันดับ 64 ขึ้นไปถึงอันดับ 1 เป็นการก้าวกระโดดที่ยิ่งใหญ่ที่สุด (biggest jump) ของบิลบอร์ด ณ เวลานั้น[33] "เมกส์มีวันเดอร์" ยังสามารถขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ตฮอตดิจิตัลซองของบิลบอร์ด, ป็อป 100, และฮอตแดนซ์คลับเพลย์ได้สำเร็จด้วย[34]

เพื่อเป็นการโปรโมตอัลบั้ม มารูนไฟฟ์ได้แสดงที่ "six-date club tour" ณ เวทีขนาดเล็กในบอสตัน ซานฟรานซิสโก ลอสแอนเจลิส มินนีแอโพลิส ไมอามี และนครนิวยอร์ก ในต้นเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2007[35] พวกเขายังมีคอนเสิร์ตที่แสดงสดผ่านช่องเอ็มเอสเอ็นมิวสิก (MSN Music) ตามมาในกลางเดือนเดียวกัน[36] ในวันที่ 10 กรกฎาคม เขาเล่นเป็นวงเปิดคอนเสิร์ตให้กับเดอะโพลิซ ในไมอามี[37] และตามมาด้วยการแสดงดนตรีอคูสติกที่ไมอามีคลับ สตูดิโอ เอ ในวันถัดมา[38] ทัวร์คอนเสิร์ตอัลบั้ม It Won't Be Soon Before Long ของพวกเขาเริ่มขึ้นในวันที่ 29 กันยายนในดีทรอยต์ และจบลงในวันที่ 10 พฤศจิกายนในลาสเวกัส[39] โดยมีวง เดอะไฮฟส์ เป็นแขกรับเชิญพิเศษตลอดงาน ขณะที่มีซารา เบอเรลิส, เควิน ไมเคิล และ แฟนทอมแพลเน็ต ที่ร่วมแสดงเป็นบางครั้ง[40] พวกเขายังได้ทัวร์ร่วมกับวงแดชบอร์ดคอนเฟสชันแนล ในงานทัวร์คอนเสิร์ตด้วย และในวันที่ 28 มีนาคม ค.ศ. 2008 พวกเขาเริ่มทัวร์คอนเสิร์ตร่วมกับวงวันรีพับบลิก, แบรนดี คาร์ไลล์ และไร คูมิง พวกเขายังได้แสดงเพลง "เมกส์มีวันเดอร์" ในรายการอเมริกันไอดอล ฤดูกาลที่ 6 และเพลง "อิฟไอเนเวอร์ซียัวร์เฟสอะเกน" ในฤดูกาลที่ 7 การปล่อยอัลบั้มนี้ออกมาซ้ำ (re-release) มีเพลง "อิฟไอเนเวอร์ซียัวร์เฟสอะเกน" เวอร์ชันใหม่ที่ร้องร่วมกับริอานนา ซึ่งเวอร์ชันใหม่ของเพลงนี้ยังอยู่ในอัลบั้มกูดเกิร์ลสกออนแบด ซึ่งเป็นการออกจำหน่ายซ้ำเช่นกัน และพวกเขาก็ได้ปล่อยซิงเกิลลำดับที่ห้า "กูดไนต์ กูดไนต์" ซึ่งปรากฏในฉากเริ่มเรื่องของซีรีส์ "ซีเอสไอ: นิวยอร์ก" ตอน "Page Turner" อีกด้วย

2008-2011: อัลบั้ม แฮนด์สออลโอเวอร์[แก้]

เลวีนกล่าวว่าเขาเชื่อว่าวงของเขาถึงจุดสูงสุดแล้วและอาจจะทำอีกหนึ่งอัลบั้มก่อนที่จะแยกวง เขาอธิบายเรื่องนี้ว่า "ในที่สุดผมก็อยากจะเน้นเรื่องการเป็นคนที่แตกต่างไปอย่างแท้จริงเพราะผมไม่รู้ว่าผมจะทำมันไปจนผมอายุ 40-50 ปีหรือแก่กว่านั้นอย่างวงเดอะโรลลิงสโตนส์หรือเปล่า" อัลบั้มชุดที่สามของมารูนไฟฟ์ถูกบันทึกเสียงขึ้นในปี ค.ศ. 2009 ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ที่ซึ่งวงได้ทำงานร่วมกับโรเบิร์ต จอห์น "มัตต์" แลงจ์ โปรดิวเซอร์ฝ่ายอัดเสียง อัลบั้มนี้มีชื่อว่า แฮนด์สออลโอเวอร์ ออกจำหน่ายในวันที่ 21 กันยายน ค.ศ. 2010 ซิงเกิลแรกคือ "มิสเซอรี" ออกมาในวันที่ 22 มิถุนายน ค.ศ. 2010 มารูนไฟฟ์ทัวร์คอนเสิร์ตกับวงเทรน ในฤดูร้อนของปี ค.ศ. 2011 ตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม ถึง 24 กันยายน คริสตินา อากีเลรา ได้ร้องร่วมกับมารูนไฟฟ์ในเพลง "มูฟสไลค์แจกเกอร์" ซึ่งแสดงสดครั้งแรกในรายการเดอะวอยซ์ของสหรัฐอเมริกาในวันที่ 21 มิถุนายน ค.ศ. 2011 และขึ้นถึงอันดับ 1 บนบิลบอร์ดฮอต 100 ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2011 อดัม เลวีนยังได้ไปร้องร่วมกับจิม คลาส ฮีโรส์ ในเพลง "สเตริโอฮาร์ตส" ที่ขึ้นอันดับ 4 บนบิลบอร์ดฮอต 100 ด้วย

ในวันที่ 8 กันยายน ค.ศ. 2011 เจสซีกล่าวว่าทางวงดูเหมือนว่าจะเริ่มอัดเสียงอัลบั้มต่อภายในปีนั้น ในวันที่ 1 ตุลาคม มารูนไฟฟ์แสดงสดที่คอนเสิร์ตร็อค อิน ริโอ ในริโอเดอจาเนโร ประเทศบราซิล มารูนไฟฟ์แสดงในชั่วโมงสุดท้ายซึ่งวงถูกเลือกให้แทนที่เจย์-ซี (Jay-Z) ที่ยกเลิกไปด้วยเหตุผลส่วนตัว ที่เชื่อกันว่าเป็น diary clash แต่ก็มีข่าวลือว่าเป็นการแสดงที่เกิดจากผลสำรวจสำหรับวงดนตรีที่ผู้ชมอยากชมในงานนั้น

มารูนไฟฟ์ได้ออกรสชาติ "ทีวิลบีเลิฟด์" ให้เครื่องดื่มยี่ห้อสแนปเปิล (Snapple) เพื่อสนับสนุนองค์การฟีดดิ้งอเมริกา

มารูนไฟฟ์แสดงเพลง "มูฟสไลค์แจกเกอร์" กับเพลง "สเตริโอฮาร์ตส" ร่วมกับ เทรวี แม็กคอย ในวันที่ 5 พฤศจิกายน ค.ศ. 2011 ในรายการแซตเทอร์เดย์ไนต์ไลฟ์ (Saturday Night Live) พวกเขายังแสดงเพลง "มูฟสไลค์แจกเกอร์" กับเพลง "สเตริโอฮาร์ตส" ร่วมกับคริสตีนา อากีเลรา และ จิม คลาส ฮีโรส์ ในวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 2011 ในรายการประกาศรางวัลอเมริกันมิวสิกอะวอร์ด (American Music Award) ซึ่งวงก็ชนะรางวัลนี้เป็นครั้งแรกในสาขาวง/คู่ดูโอ/กลุ่มศิลปินป๊อปที่เป็นที่ชื่นชอบ มารูนไฟฟ์ยังได้แสดงเพลง "มูฟสไลค์แจกเกอร์" ในงาน วิคตอเรียซีเคร็ตแฟชันโชว์ (Victoria's Secret Fashion Show) ปี 2012 อีกด้วย

ในระหว่างที่ช่วงโปรโมชันของโคคาโคลาในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2011 มารูนไฟฟ์ได้มีส่วนร่วม 24 ชั่วโมงในการเขียนเพลงต้นฉบับจนสมบูรณ์ โดยมี พีเจ มอร์ตัน (PJ Morton) นักดนตรีคอยช่วยเหลือ หลังจากเวลาของเขาหมดลง เพลง "อิสแอนีวันเอาต์แดร์" ก็ถูกปล่อยออกมาบนเว็บไซต์ของโคคาโคลาให้ดาวน์โหลดฟรี มอร์ตันที่เล่นคอนเสิร์ตร่วมกับมารูนไฟฟ์และการแสดงสดมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010 ได้มาแทนตำแหน่งของเจสซี คาร์ไมเคิลเป็นการชั่วคราว เนื่องจากเขาขอพักและมีการยืนยันอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2012

ในปี 2011 มารูนไฟฟ์ได้อัดเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องเกมล่าเกม (The Hunger Games) ชื่อเพลง "คัมอะเวย์ทูเดอะวอเทอร์" (ร้องร่วมกับรอสซี เครน) ถูกปล่อยออกมาในวันที่ 20 มีนาคม ค.ศ. 2012 (19 มีนาคมในอังกฤษ)

ในงานประกาศรางวัลแกรมมีครั้งที่ 54 วันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2012 มารูนไฟฟ์แสดงพร้อมกับฟอสเตอร์เดอะพีเพิล และเดอะบีชบอยส์ ในเมดเล่ย์เพลงของเดอะบีชบอยส์ เพื่อฉลองครบรอบ 50 ปีให้แก่ศิลปินดังกล่าว

2012-14: อัลบั้ม โอเวอร์เอกซ์โพสต์[แก้]

ในวันที่ 9 มีนาคม ค.ศ. 2012 เจสซี คาร์ไมเคิลประกาศขอลาพักโดยไม่ได้ระบุระยะเวลาเพื่อจะได้ไปใส่ใจกับการเรียนเกี่ยวกับ "ดนตรีและการเยียวยาทางจิตใจ" คาร์ไมเคิลจะกลับมาร่วมวงให้ทันอัลบั้มชุดที่ห้า วงยังคงมุ่งหน้าทำงานอัลบั้มชุดที่สี่ โดยมีพีเจ มอร์ตันสมาชิกร่วมทัวร์คอยช่วยเหลืออยู่[41] อัลบั้มวางจำหน่ายวันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ. 2012 เลวีนกล่าวถึงอัลบั้มว่าเป็นอัลบั้มที่ "หลากหลายและเป็นแนวป๊อบมากที่สุดเท่าที่เคยทำมา"[42] ในวันที่ 16 เมษายน ค.ศ. 2012 มารูนไฟฟ์แสดงเพลง "เพย์โฟน" ร้องร่วมกับนักร้องแร็ป วิซ คาลิฟา ซิงเกิลแรกจากอัลบั้ม โอเวอร์เอ็กซ์โพสต์ ในรายการเดอะวอยซ์ ซึ่งเลวีนเป็นหนึ่งในกรรมการตัดสินและโค้ชในรายการ ซิงเกิลนี้เปิดตัวที่อันดับที่ 3 บนชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 และขึ้นถึงอันดับที่ 2 บนชาร์ต ซิงเกิลที่สอง "วันมอร์ไนต์" ออกมาในวันที่ 19 มิถุนายน ค.ศ. 2012 เพลงนี้ได้ขึ้นถึงอันดับที่ 1 บนชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 นำเพลง คังนัมสไตล์ ของไซ และครองอันดับหนึ่งได้ถึง 9 สัปดาห์เท่ากับเพลงดัง "คอลมีเมย์บี" ของคาร์ลี เร เจปเซน

ในช่วงเริ่มทัวร์ โอเวอร์เอ็กซ์โพสต์เวิลด์ทัวร์ ในแอฟริกาใต้ มารูนไฟฟ์ได้แนะนำให้ผู้ชมรู้จักแซม ฟาร์ราร์ (จากวงแฟนทอมแพลเน็ต) ซึ่งเล่นตำแหน่งกีต้าร์ นักร้องประสานเสียง ควบคุมแผ่นเสียงและสเปเชียลเอฟเฟกต์อื่นๆ (โดยใช้เครื่องผลิตเสียงดนตรี (Music Production Center))แซมยังได้ร่วมเขียนและผลิตเพลงจำนวนหนึ่งให้กับมารูนไฟฟ์ในทุกอัลบั้ม และทำการรีมิกซ์เพลง "วูแมน" ลงอัลบั้ม คอลแอนด์เรสปอนส์: เดอะรีมิกซ์อัลบั้ม (Call and Response: The Remix Album) ในวันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ. 2012 ระหว่างแสดงในประเทศอาร์เจนตินา ฟาร์ราร์เข้ามาเล่นดนตรีแทนตำแหน่งกีต้าร์เบสของมิคกี แมดเดนเป็นครั้งแรก ๆ และยังทำหน้าที่นี้ในทัวร์ต่อๆ มาด้วย

ในวันที่ 27 พฤศจิกายน ค.ศ. 2012 มารูนไฟฟ์ปล่อยซิงเกิลที่สาม "เดย์ไลต์" และเพื่อสนับสนุนเพลงนี้ ทางวงได้ปล่อยโปรเจกต์วิดีโอที่ชื่อ "เดอะเดย์ไลต์โปรเจกต์" เป็นโปรเจกต์ที่ให้แฟนเพลงได้ถ่ายทำเรื่องราวของตนเองเป็นส่วนหนึ่งของมิวสิกวิดีโอเพลง "เดย์ไลต์" กำกับโดย Jonas Åkerlund เพลง "เดย์ไลต์" ถูกเล่นสดครั้งแรกในนามของซิงเกิลในวันที่ 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 2012 ในรายการเดอะวอยซ์ของอเมริกาและมิวสิกวิดีโอถูกเผยแพร่อย่างเป็นทางการในวันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ. 2012

ในวันที่ 1 เมษายน ค.ศ. 2013 วงได้ประกาศว่าพวกเขาจะได้พาดหัวเกี่ยวกับฮอนด้าซีวิกทัวร์ประจำปีครั้งที่ 12 ร่วมกับแขกรับเชิญพิเศษคือเคลลี คลาร์กสัน ทัวร์เริ่มขึ้นวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 2013 ที่อัฒจันทร์เวริซันไวร์เลส (Verizon Wireless Amphitheater) แมริแลนด์ไฮตส์ รัฐมิสซูรี[43] และจบลงในวันที่ 6 ตุลาคม ค.ศ. 2013 ด้วยคอนเสิร์ตที่ฮอลลิวูดโบวล์ในลอสแองเจลิส ในวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 2013 วงได้ปล่อยซิงเกิลที่สี่และซิงเกิลสุดท้ายคือ "เลิฟซัมบอดี" วงได้แสดงสดเพลงนี้ครั้งแรกในรายการเดอะวอยซ์วันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ. 2013 มิวสิกวิดีโอถูกเผยแพร่ในวันต่อมาและกำกับโดยริช ลี

ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2014 วงได้แสดงเพลง "ออลมายเลิฟวิง" และ "ทิกเก็ตทูไรด์" ในงานคอนเสิร์ตชื่อ เดอะไนต์แด้ตเชนจด์อเมริกา เพื่อฉลองครบรอบ 50 ปีของวงเดอะบีเทิลส์

2014-ปัจจุบัน อัลบั้ม วี[แก้]

ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2013 เจมส์ วาเลนไทน์กล่าวว่าวงกำลังอัดเสียงอัลบั้มที่ห้าในสตูดิโอ "สิ่งที่เรากำลังทำอยู่นี้ ในภาคดนตรีมันอาจจะมืดมนลงเล็กน้อย บางทีอาจจะย้อนกลับไปเหมือนกันเพลงในอัลบั้มซองส์อะเบาต์เจน แต่ ณ จุดนี้เราทำเพลงที่แตกต่างออกไปและมันก็เร็วมาก"[44]

ในวันที่ 8 เมษายน ค.ศ. 2014 วงได้ประกาศในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์และพูดถึงอัลบั้มใหม่ในแฮชแท็ก "#albuM5" กำลังอยู่ในขั้นตอนการผลิตและจะมีรายละเอียดออกมาในอีกไม่นานหลังจากนั้น[45] วันที่ 15 เมษายน ค.ศ. 2014 เจสซี คาร์ไมเคิลยืนยันว่าช่วงการพักงานเสร็จสิ้นแล้วและพร้อมที่จะกลับมาร่วมทำงานอัลบั้มชุดที่ห้ากับทางวงอีกครั้ง[46]

ในวันที่ 29 เมษายน ค.ศ. 2014 วงประกาศว่าเขาจะแสดงในงาน ทูเดย์โชว์ ที่ร็อกกีเฟลเลอร์พลาซา ในนครนิวยอร์กในวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 2014 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทัวร์คอนเสิร์ตที่จัดโดยโตโยต้า

ในวันที่ 18 พฤษภาคม ค.ศ. 2014 วงได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าอัลบั้มชุดที่ห้าในชื่อ วี จะวางจำหน่ายในวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 2014 ในสังกัดอินเตอร์สโคป และคาดว่าจะมีทัวร์ทั่วโลกตามมาในภายหลัง

ยังมีประกาศออกมาว่าซิงเกิลแรกของอัลบั้ม วี คือเพลง "แม็ปส์" จะถูกเผยแพร่ครั้งแรกในวันที่ 16 มิถุนายน ค.ศ. 2014[47]

อิทธิพลและแนวดนตรี[แก้]

มารูนไฟฟ์เคยพูดถึงว่ามีอิทธิพลมาจาก Michael Jackson, The Police, Talking Heads, Aaliyah, Oasis, Shabba Ranks, และ Prince นักร้องนำ อดัม เลวีนยังพูดถึง Stevie Wonder ว่าเป็นฮีโรคนหนึ่งของเขา เพลงของมารูนไฟฟ์มีแนวเป็นดนตรีที่เน้นกีต้าร์ มักจะเล่นควบคู่ไปกับเปียโนและเครื่องสังเคราะห์ดนตรี (synthesizer) เนื้อหาในเพลงทุกเพลงของพวกเขาจะเกี่ยวข้องกับความรัก ซึ่งมักจะเป็นการสูญเสียความรัก เพลงอย่าง "This Love", "Makes Me Wonder", และ "Misery" จะมีน้ำเสียงแบบถากถาง แสดงถึงความขุ่นเคืองในความสัมพันธ์ ขณะที่เพลงน้ำเสียงจริงใจและเร้าอารมณ์อย่าง "She Will Be Loved" และ "Never Gonna Leave This Bed" แสดงถึงความสัมพันธ์แบบโรแมนติก เพลง "Makes Me Wonder" มีเนื้อหารองซึ่งเลวีนได้แสดงออกถึงความผิดหวังและความท้อแท้ที่เกี่ยวพันกับการเมืองในอเมริกาและสงครามอิรัก

เสียงดนตรีของมารูนไฟฟ์เปลี่ยนแปลงไปทุกอัลบั้ม กล่าวคือ อัลบั้ม Songs About Jane เต็มไปด้วยเพลงเกี่ยวกับแฟนเก่าเลวีนที่ชื่อ Jane ในอัลบั้ม It Won't Be Soon Before Long เพลงในอัลบั้มลดความเฉพาะบุคคลลงไป และมีความเป็นอิเล็คทริกมาขึ้นด้วยเครื่องสังเคราะห์ดนตรี (synthesizer) ที่ช่วยสร้างความรู้สึกแบบย้อนยุค (retro style) อัลบั้ม Hands All Over กลับมาที่เนื้อหาเพลงเกี่ยวกับการสูญเสียความรัก รวมไปถึงเพลงเกี่ยวกับความหลงใหล และได้นำเพลง "Moves Like Jagger" ที่มีดนตรีแนวอิเล็กโทรป๊อป ร้องร่วมกับ คริสตีนา อากีเลรา มาปล่อยอีกครั้ง ซึ่งนำเสนอถึงการเปลี่ยนแปลงของเสียงดนตรีอย่างมากและเพิ่มความสนุกให้กับเพลง เลวีนกล่าวว่า "มันเป็นหนึ่งในหลายเพลงที่เสี่ยงมาก" "มันเป็นสิ่งที่น่าสนใจและเป็นตัวของตัวเอง (bold statement) เราไม่เคยปล่อยเพลงแบบนั้นออกมาก่อนเลย แต่ก็น่าตื่นเต้นที่ได้ทำอะไรที่แตกต่าง แปลกใหม่ ผมดีใจที่ทุกคนชอบมัน" ขณะที่เขาพูดถึงอัลบั้มที่สี่ Overexposed วาเลนไทน์เรียกอัลบั้มนี้ว่าเป็น "อัลบั้มเพลงแนวป๊อปมากที่สุดของพวกเราและเราไม่เคยเขินอายเลยที่ได้ทำมันขึ้นมา"

อัลบั้ม[แก้]

  • 1997 : เดอะโฟร์ธเวิร์ลด์ (The Fourth World; ในนามของคาราส์ ฟลาวเวอร์)
  • 2002 : ซองส์อะเบาต์เจน (Songs About Jane)
  • 2007 : อิทโวนต์บีซูนบีฟอร์ลอง (It Won't Be Soon Before Long)
  • 2010 : แฮนด์สออลโอเวอร์ (Hands All Over)
  • 2012 : โอเวอร์เอกซ์โพสต์ (Overexposed)
  • 2014 : วี (V)

รายชื่อเพลง[แก้]

Songs About Jane[แก้]

  1. "Harder to Breathe" (Jesse Carmichael, Adam Levine) – 2:53
  2. "This Love" (Carmichael, Levine) – 3:25
  3. "Shiver" (Carmichael, Levine) – 2:59
  4. "She Will Be Loved" (Levine, J. Valentine) – 4:17
  5. "Tangled" (Levine) – 3:18
  6. "The Sun" (Levine) – 4:11
  7. "Must Get Out" (Carmichael, Levine) – 3:59
  8. "Sunday Morning" (Carmichael, Levine) – 4:06
  9. "Secret" (Carmichael, Levine) – 4:55
  10. "Through With You" (Carmichael, Levine) – 3:01
  11. "Not Coming Home" (Carmichael, Ryan Dusick, Levine) – 4:21
  12. "Sweetest Goodbye" (Levine) – 4:30

Bonus Tracks

  1. "Rag Doll"* (Carmichael, Levine) - 5:29
  2. "Harder To Breathe (Acoustic)"* (Carmichael, Levine) - 2:56
  3. "This Love (Acoustic)"* (Carmichael, Levine) - 4:01
  4. "This Love (Kanye West Remix)"* (Carmichael, Levine) - 3:38

* Bonus tracks on the import release of Songs About Jane manufactured for and distributed by BMG New Zealand Limited in 2004.

It Won't Be Soon Before Long[แก้]

  1. "If I Never See Your Face Again" (Adam Levine/James Valentine) (Produced by Mike Elizondo, Mark "Spike" Stent and Maroon 5, additional production by Mark Endert) – 3:21
  2. "Makes Me Wonder" (Adam Levine/Jesse Carmichael/Mickey Madden) (Produced by Mark Endert and Maroon 5) – 3:31
  3. "Little of Your Time" (Adam Levine) (Produced by Eric Valentine and Maroon 5) – 2:17
  4. "Wake Up Call" (Adam Levine/James Valentine) (Produced by Mike Elizondo, Mark "Spike" Stent, Sam Farrar and Maroon 5, co-produced by Mark Endert) – 3:21
  5. "Won't Go Home Without You" (Adam Levine) (Produced by Mike Elizondo, Mark "Spike" Stent and Maroon 5) – 3:51
  6. "Nothing Lasts Forever" (Adam Levine) (Produced by Mike Elizondo, Mark "Spike" Stent and Maroon 5) – 3:07
  7. "Can't Stop" (Adam Levine/James Valentine) (Produced by Eric Valentine and Maroon 5) – 2:32
  8. "Goodnight Goodnight" (Adam Levine) (Produced by Mike Elizondo, Mark "Spike" Stent and Maroon 5) – 4:03
  9. "Not Falling Apart" (Adam Levine) (Produced by Mike Elizondo, Mark "Spike" Stent and Maroon 5) – 4:03
  10. "Kiwi" (Adam Levine/Jesse Carmichael) (Produced by Mike Elizondo, Mark "Spike" Stent and Maroon 5) – 3:34
  11. "Better That We Break" (Adam Levine) (Produced by Mike Elizondo, Mark "Spike" Stent and Maroon 5) – 3:06
  12. "Back at Your Door" (Adam Levine/Jesse Carmichael) (Produced by Mark Endert and Maroon 5) – 3:47
  13. "Infatuation (Bonus Track)"

It Won't Be Soon Before Long (Limited Deluxe Edition)[แก้]

CD1

  1. "If I Never See Your Face Again"
  2. "Makes Me Wonder"
  3. "Little of Your Time"
  4. "Wake Up Call"
  5. "Won't Go Home Without You"
  6. "Nothing Lasts Forever"
  7. "Can't Stop"
  8. "Goodnight Goodnight"
  9. "Not Falling Apart"
  10. "Kiwi"
  11. "Better That We Break"
  12. "Back at Your Door"
  13. "Until You're Over Me"
  14. "Infatuation"
  15. "Losing My Mind"
  16. "Wake Up Call (Mark Ronson Remix Ft. Mary J. Blige)
  17. "The Way I was"
  18. "Story"
  19. "Won't Go Home Without You (Acoustic)

CD2 MUSIC VIDEOS

  1. "Makes Me Wonder"
  2. "Wake Up Call (Director's Cut)
  3. "Won't Go Home Without You"

LIVE IN JAPAN 2007

  1. "Makes Me Wonder"
  2. "This Love"
  3. "Sunday Morning"

คอนเสิร์ต[แก้]

  • Friday Night 13TH

Charts[แก้]

Songs About Jane[แก้]

Chart Provider(s) Peak
position
Certification Sales/
shipments
U.S. Billboard 200[48] Billboard/RIAA 6 4x Platinum[49] 4.3 million
U.S. Billboard Top Internet Albums[48] 6
U.S. Billboard Comprehensive Albums[48] 6
U.S. Billboard Heatseekers[48] 1
U.S. Billboard Top Pop Catalog[48] 1
European Albums Chart IFPI N/A 2x Platinum[50] 2 million
Australian Albums Chart ARIA 1 5x Platinum[51] 350,000+
Austrian Albums Chart Media Control 7 Gold[52] 20,000+
Brazilian Albums Chart ABPD N/A Gold[53] 140,000+
Canadian Albums Chart[48] Nielsen SoundScan 3 3x Platinum[54] 300,000+
Dutch Albums Chart NVPI/Megacharts 2 Platinum[55] 70,000+
Finnish Albums Chart GLF N/A Gold[56] 20,000+
French Albums Chart[57] SNEP/IFOP 1 2x Gold[57] 290,000[57]
German Albums Chart Media Control 5 Platinum[58] 200,000+
Japanese Albums Chart[59] Oricon N/A 2x Platinum[59] 500,000+
Mexican Albums Chart AMPROFON 2 2x Platinum[60] 300,000+
New Zealand Albums Chart[61] RIANZ 1 5x Platinum[61] 75,000+
Norwegian Albums Chart VG Nett 3 Gold[62] 20,000+
Swedish Albums Chart GLF 4 Gold[63] 30,000+
Swiss Albums Chart Media Control 12 Gold[64] 20,000+
UK Albums Chart[65] BPI/The Official UK Charts Company 1 6x Platinum[66] 1,900,000

It Won't Be Soon Before Long[แก้]

Chart Provider(s) Peak
position
Certification Sales
Australian Albums Chart[67] ARIA 5 Platinum 70,000+
Canada Albums Chart[68] CRIA 2 Platinum 100,000+
Estonia Albums Chart[69] Pedro 1
French Album Chart IFOP 13
French Download Album Chart[70] IFOP 3
German Albums[71] Media Control 6
Irish Albums Chart[72] IRMA 3
Italy Albums Chart[73] FIMI 4
Japan Album Chart[74] Oricon 3 Platinum 250,000+
Mexico Albums Chart[75] AMPROFON 3
Netherlands Albums Chart[76] NVPI/Megacharts 4
New Zealand Albums Chart[77] RIANZ 2 Gold 7,500+
Norwegian Album Chart[78] IFPI 7
Spanish Album Chart[79] Promusicae 6
South-Korea Albums Chart[80] MIAK 1 3x Platinum 91,809
Switzerland Albums Chart[81] Media Control 6
Taiwan 5-Music Western Chart[82] Five Music 2
Taiwan G-Music Western Chart[83] G-Msic 2
Taiwanese Album Chart[84] G-Msic/Five Music 5
UK Albums Chart[85] BBC 1 Platinum 300,000+
U.S. Billboard 200 Billboard 1 Platinum 1,622,899[86]
U.S. Top Digital Albums Billboard 1
U.S. Top Internet Albums Billboard 1
U.S. Billboard Comprehensive Albums Billboard 1
U.S. Top Modern Rock/Alternative Albums Billboard 5
United World Chart[87] Media Traffic 1 Platinum 3,222,000[88]

รางวัล[แก้]

2004

2005

2006

2007

2008

ก่อนหน้า มารูนไฟฟ์ ถัดไป
Evanescence 2leftarrow.png Grammy Award for Best New Artist
(2005)
2rightarrow.png John Legend


อ้างอิง[แก้]

  1. "Up close with Maroon 5- Facebook and Twitter competition to give patron meeting with Rock band – Entertainment – Jamaica Gleaner – Sunday | January 2, 2011". Jamaica Gleaner. สืบค้นเมื่อ July 17, 2011. 
  2. "Maroon 5 American Rock Band | New Singer Biography". Newcelebritybiography.com. สืบค้นเมื่อ July 17, 2011. 
  3. "Maroon 5 (The Best Band)". Bestuff.com. สืบค้นเมื่อ July 17, 2011. 
  4. Leahey, Andrew. "Kara's Flowers". AllMusic. Rovi Corporation. สืบค้นเมื่อ July 31, 2012. 
  5. Leahey, Andrew. "Maroon 5". AllMusic. Rovi Corporation. สืบค้นเมื่อ July 31, 2012. 
  6. Moss, Corey (March 6, 2007). "Maroon 5 Back With 'Harder' Album After Adam Levine Gets Sick Of Partying". MTV Music. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  7. "Bruno Mars claims 2 best-selling digital songs of 2011". Music Week. สืบค้นเมื่อ 2012-03-08. 
  8. http://www.riaa.com/goldandplatinum.php?content_selector=top-artists-digital-singles
  9. http://pdf.mediabase.com/YearEnd13/YearEnd13.pdf
  10. 10.0 10.1 Visakowitz, Susan (April 28, 2003), "Sophomore Jump". They were inspired by August Calderon Billboard. 119 (17)
  11. 11.0 11.1 11.2 11.3 11.4 Hoard, Christian (2004-06-45), "A Whiter Shade of Funk". Rolling Stone (950):43–44
  12. McIntosh, Gregory. [มารูนไฟฟ์ ที่ ออลมิวสิก "kara's flowers"]. Allmusic. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  13. Kimpel, Dan (2006). How they made it: true tit stories of how music's biggest stars went from start to stardom!. Milwaukee: Hal Leonard Corporation. p. 87. ISBN 0-634-07642-6. 
  14. Kimpel 2006, pp. 87–88.
  15. 15.0 15.1 15.2 15.3 15.4 15.5 Rosen, Craig (June 5, 2005), "MAROON 5". Billboard. 117 (23):
  16. 16.0 16.1 "Interview with Ben Berkman". HitQuarters. Apr 13, 2004. สืบค้นเมื่อ Nov 25, 2010. 
  17. Maroon 5 (2006). Midnight miles: on the road through 5 continents & 17 countries. Photographs by Christopher Wray-McCann. New York: Simon & Schuster. pp. 86–87. ISBN 1-4165-2419-3. 
  18. 18.0 18.1 Waddell, Ray (June 4, 2005), "HIT THE ROAD". Billboard. 117 (23):
  19. "Maroon 5 Discography – Songs About Jane". Billboard. Archived from the original on April 10, 2007. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  20. Michaels, Mitch (May 22, 2007). "Maroon 5 It Won't Be Soon Before Long Review". 411mania. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  21. "The Rolling Stones — A Bigger Bang World Tour Warmup Acts". IORR.org. 2005. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  22. 22.0 22.1 22.2 22.3 22.4 22.5 "Maroon 5 Album Performance". aCHarts.us. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  23. 23.0 23.1 23.2 "Chart History – Maroon 5". Billboard. 2007. Archived from the original on September 29, 2007. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  24. "Maroon 5 with Stevie Wonder at Live 8". Rolling Stone. July 2, 2005. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. [ลิงก์เสีย]
  25. "Maroon 5 Headlines 2005 Honda Civic Tour". Motor Trend. February 4, 2005. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  26. "33rd AFI Life Achievement Award". AFI.com. Archived from the original on April 4, 2007. สืบค้นเมื่อ April 28, 2008. 
  27. Maroon 5 2006, pp. 86–87.
  28. Moss, Corey (March 6, 2007). "Maroon 5 Back With 'Harder' Album After Adam Levine Gets Sick Of Partying". MTV. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  29. Peters, Mitchell (March 12, 2007). "Maroon 5 Finds Its Groove On Sophomore Album". Billboard. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  30. 30.0 30.1 30.2 Baber, Darren (April 26, 2007). "Maroon 5 Dominates iTunes Sales Chart With Three Simultaneous Number Ones". PR Newswire. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  31. Pollock, Duncan (2007). "Review: It Won't Be Soon Before Long — Maroon 5". Jacarandafm.com (94.2 FM). สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. [ลิงก์เสีย]
  32. "Maroon 5 album breaks iTunes sales record". MacNN.com. May 30, 2007. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  33. Bronson, Fred (May 2, 2007). "Chart Beat". Billboard.com. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  34. "Artist Chart History: Maroon 5". Billboard.com. 2007. Archived from the original on September 29, 2007. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  35. MTV News staff (May 4, 2007). "Jessica Biel Wants Respect, Plus Nelly Furtado, Hilary Duff, Sum 41, Borat, Eve, Diddy, Ozzy & More In For The Record". MTV News. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  36. "Maroon 5 Live from Le Cabaret". MSN Music. June 14, 2007. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  37. "No Need to 'Wonder' – Maroon 5 Debuts at No. 1". PR Newswire. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  38. "Reminder – Miami Studio a Make Up Show Information: Tues 7/11 @ 3:00pm". Maroon5.com. July 10, 2007. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  39. "Maroon 5 Announces Plans for 2007 'It Won't Be Soon Before Long' World Tour". KEYT3 Santa Barbara. July 9, 2007. Archived from the original on September 27, 2007. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  40. "Tour Announcement!". Maroon5.com. July 9, 2007. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  41. "Band Announcement - Jesse Carmichael". Maroon 5. 2012-03-09. สืบค้นเมื่อ 2012-03-26. 
  42. "Exclusive: Maroon 5 to Release 'Overexposed' Album in June". Rolling Stone. 2012-03-26. สืบค้นเมื่อ 2012-03-26. 
  43. Fekadu, Mesfin. "Maroon 5 announces summer, outdoor tour with Kelly Clarkson, writes songs for new album". สืบค้นเมื่อ April 1, 2013. 
  44. Kaufman, Gil (April 1, 2013). "Maroon 5 Have Great 'Great Songs' Recorded for Next Album". Viacom International. สืบค้นเมื่อ 12 May 2013. 
  45. "Twitter / maroon5: #albuM5 is in the works! More ...". Maroon 5 (maroon5) on Twitter. April 8, 2014. สืบค้นเมื่อ 8 April 2014. 
  46. http://instagram.com/p/mzXP77LlbX/#
  47. Daw, Robbie. "Maroon 5 Announce “Maps” Single Ahead Of New Album ‘V’". Idolator. สืบค้นเมื่อ 4 June 2014. 
  48. 48.0 48.1 48.2 48.3 48.4 48.5 "Maroon 5: Charts & Awards". Billboard magazine. สืบค้นเมื่อ 2007-06-30. 
  49. Recording Industry Association of America Recording Industry Association of America.
  50. "European Certification (IFPI)". International Federation of the Phonographic Industry. สืบค้นเมื่อ 2007-06-30. 
  51. "Australian Certification (ARIA)". Australian Recording Industry Association. สืบค้นเมื่อ 2007-06-30. 
  52. "Austrian Certification (IFPI)". International Federation of the Phonographic Industry. สืบค้นเมื่อ 2007-06-30. 
  53. "Brazilian Certification (ABPD)". Associação Brasileira dos Produtores de Discos. สืบค้นเมื่อ 2007-06-30. 
  54. "Canadian Certification (CRIA)". Canadian Recording Industry Association. สืบค้นเมื่อ 2007-06-30. 
  55. "Dutch Certification (IFPI)". IFPI. สืบค้นเมื่อ 2007-06-30. 
  56. "Finnish Certification (IFPI)". IFPI. สืบค้นเมื่อ 2007-06-30. 
  57. 57.0 57.1 57.2 "French Chart, Sales & Certification". FanOfMusic.Free.fr. สืบค้นเมื่อ 2007-06-30. 
  58. "German Certification (IFPI)". International Federation of the Phonographic Industry. สืบค้นเมื่อ 2007-06-30. 
  59. 59.0 59.1 "Oricon Main Albums Chart". Oricon. สืบค้นเมื่อ 2007-06-30. 
  60. "Mexican Certification (AMPROFON)". Asociación Mexicana de Productores de Fonogramas y Videogramas, A.C. สืบค้นเมื่อ 2007-06-30. 
  61. 61.0 61.1 "New Zealand Certification (RIANZ)". Recording Industry Association of New Zealand. สืบค้นเมื่อ 2007-06-30. 
  62. "Norwegian Certification (IFPI)". International Federation of the Phonographic Industry. สืบค้นเมื่อ 2007-06-30. 
  63. "Swedish Certification (GLF)". GLF. สืบค้นเมื่อ 2007-06-30. 
  64. "Swiss Certification (IFPI)". IFPI. สืบค้นเมื่อ 2007-06-30. 
  65. "UK Albums Chart (Search)". Everyhit.com. สืบค้นเมื่อ 2007-06-30. 
  66. "UK Certification (BPI)". British Phonographic Industry. สืบค้นเมื่อ 2007-06-30. 
  67. Australian Top 50 Albums Chart
  68. Canada Album Chart
  69. Estonia Album Chart
  70. French Album Chart
  71. German Albums
  72. Irish Album Chart
  73. Italy Album Chart
  74. Japan Album Chart
  75. Mexican Albums Chart (May 28th 2007)
  76. Netherlands Album Chart
  77. New Zealand Album Chart
  78. Norwegian Album Chart
  79. [1]
  80. South-Korea Album Chart
  81. Switzerland Album Chart
  82. "5-Music Top 20".Taiwan 5-Music Chart..
  83. Taiwan G-Music Western Chart
  84. Taiwanese Album Chart
  85. UK Albums Chart
  86. Subscription Required. Nielsen SoundScan
  87. United World Chart
  88. Editors from mediatraffic.de Global Track Chart United World Chart. Week 5, 2008.
  89. "2004 Billboard Music Awards Winners". iVillage Entertainment. December 2004. สืบค้นเมื่อ July 25.  Unknown parameter |accessyear= ignored (help);
  90. "Full Biography — Maroon 5". MTV. 2007. สืบค้นเมื่อ July 25.  Unknown parameter |accessyear= ignored (help);
  91. "World Music Awards storm Vegas". USA Today. September 16, 2004. สืบค้นเมื่อ July 25.  Unknown parameter |accessyear= ignored (help);
  92. Roth, Kaj (February 19, 2005). "Maroon 5 wins GRAMMY!". Melodic.net. สืบค้นเมื่อ July 25.  Unknown parameter |accessyear= ignored (help);
  93. "Pop Awards". GrooveVolt.com. 2005. สืบค้นเมื่อ July 25.  Unknown parameter |accessyear= ignored (help);
  94. "Maroon 5 Triumph at NRJ Music Awards". ContactMusic.com. January 23, 2005. สืบค้นเมื่อ July 25.  Unknown parameter |accessyear= ignored (help);
  95. Moss, Corey (February 24, 2006). "They Just Won A Grammy, So Why Do Maroon 5 Feel Like Losers?". MTV. สืบค้นเมื่อ July 25.  Unknown parameter |accessyear= ignored (help);

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]