มารูนไฟฟ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
มารูนไฟฟ์
Maroon5.jpg
ข้อมูลพื้นฐาน
เกิดที่ ลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา
แนวเพลง ป็อป,ป็อปร็อก,อัลเทอร์เนทีฟร็อก
ปี พ.ศ. 2537 - 2544 ในชื่อ "คาร่าส์ฟลาเวอร์ส"
พ.ศ. 2545 - ปัจจุบัน ในชื่อ "มารูนไฟฟ์"
ค่าย โซนีมิวสิก (พ.ศ. 2545)
ยูนิเวอร์แซลมิวสิกกรุ๊ป (พ.ศ. 2550 - ปัจจุบัน)
เว็บไซต์ maroon5.com
สมาชิก
อดัม เลวีน (นักร้องนำ)
เจมส์ วาเลนไทน์ (กีตาร์)
เจสซี คาไมเคิล (คีย์บอร์ด) (อยู่ระหว่างลาพัก)
มิคกี แมดเดน (เบส)
แมตต์ ฟลินน์ (กลอง)
พีเจ มอร์ตัน (แทนที่เจสซีชั่วคราว)
อดีตสมาชิก
ไรอัน ดูซิค (กลอง) (1997-2006)

มารูนไฟฟ์ (อังกฤษ: Maroon 5) เป็นวงดนตรีแนวป๊อปร็อกสัญชาติอเมริกัน[1][2][3]จากลอสแอนเจลิส แคลิฟอร์เนีย ในขณะที่พวกเขาเรียนอยู่โรงเรียนมัธยม อดัม เลวีน ตำแหน่งกีต้าร์และร้องนำ เจสซี คาร์ไมเคิล ตำแหน่งคีย์บอร์ด มิคกี้ แมดเดน ตำแหน่งกีต้าร์เบส และไรอัน ดูซิค ตำแหน่งกลอง ได้ก่อตั้งวงดนตรีแนวการาจร็อกในชื่อ คาราส์ฟลาวเออร์ส (Kara's Flowers) และออกอัลบั้ม 1 อัลบั้มชื่อ เดอะโฟร์ธเวิลด์ (The Fourth World) ในปี ค.ศ. 1997 เพียงช่วงเวลาไม่นานหลังจากพวกเขากลับมารวมตัวกับเจมส์ วาเลนไทน์ ตำแหน่งกีต้าร์ ที่ชักนำให้วงเปลี่ยนแนวดนตรีไปเป็นแนวป๊อปมากยิ่งขึ้นในชื่อ มารูนไฟฟ์ (Maroon 5) ในปี ค.ศ. 2004 พวกเขาออกอัลบั้มเปิดตัวชุดแรก ซองส์อะเบาต์เจน (Songs About Jane) ที่มีเพลงฮิต 4 เพลงได้แก่ "Harder to Breathe", "This Love", "She Will Be Loved" และ "Sunday Morning" อัลบั้มนี้ยังประสบความสำเร็จในชาร์ตชื่อดังมากมาย ได้รับรางวัล RIAA จากหลายประเทศทั่วโลก[4]

เพื่อโปรโมตอัลบั้ม ซองส์อะเบาต์เจน มารูนไฟฟ์ได้ออกทัวร์ตลอดปี ค.ศ. 2003 - 2005 และเกิดอัลบั้มการแสดงสด 2 อัลบั้มในระหว่างนั้น มารูนไฟฟ์ได้รับรางวัลแกรมมี สาขาศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม (Grammy Award for Best New Artist) ในปี ค.ศ. 2005 ต่อมาดูซิคได้ลาออกจากวงในเดือนกันยายน ค.ศ. 2006 โดยให้เหตุผลว่าได้รับบาดเจ็บจากการทัวร์คอนเสิร์ตอย่างต่อเนื่อง และตำแหน่งถูกแทนที่โดย แมตต์ ฟลินน์ (Matt Flynn) สตูดิโออัลบั้มชุดที่ 2 ของมารูนไฟฟ์ในชื่อ อิตโวนท์บีซูนบีฟอร์ลอง (It Won't Be Soon Before Long) ออกมาในปี ค.ศ. 2007 ด้วยซิงเกิล "Makes Me Wonder" ซึ่งเป็นซิงเกิลแรกที่ขึ้นถึงอันดับ 1 ของชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 และยังมีซิงเกิลต่อมาเช่น "Won't Go Home Without You" และ "Wake Up Call" มารูนไฟฟ์แสดงคอนเสิร์ตในการทัวร์ 2 ครั้งระหว่างเดือนมิถุนายน และพฤศจิกายน ค.ศ. 2007 ในระหว่างนั้นก็มัอัลบั้มรวมเพลงออกมาในชื่อ เดอะบีไซด์คอลเลคชัน (The B-Side Collection)

ในปี ค.ศ. 2008 มีอัลบั้มการแสดงสด 2 อัลบั้มและอัลบั้มรีมิกซ์ 1 อัลบั้มออกมา สตูดิโออัลบั้มชุดที่ 3 ในชื่อ แฮนด์สออลโอเวอร์ (Hands All Over) ก็ออกมาในสหรัฐอเมริกาในวันที่ 21 กันยายน ค.ศ. 2010 ตั้งแต่เปิดตัวใน ค.ศ. 2002 มารูนไฟฟ์ได้ขายอัลบั้มไปมากกว่า 10 ล้านตลับในสหรัฐอเมริกา

ซิงเกิลที่ได้รับความนิยมที่สุดของมารูนไฟฟ์ ซึ่งนับถึงเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2012 ขายได้มากกว่า 8 ล้านตลับทั่วโลก ได้แก่เพลง "Moves Like Jagger" ซึ่งร้องร่วมโดย คริสตินา อากีเลรา กลายเป็นหนึ่งในซิลเกิลที่ขายดีที่สุดตลอดกาล[5]

ใน วันที่ 26 มีนาคม ค.ศ. 2012 มารูนไฟฟ์ประกาศว่าสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 4 มีชื่อว่า โอเวอร์เอกซ์โพสท์ (Overexposed) ออกมาในวันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ. 2012[6] ซิงเกิลแรกได้แก่เพลง "Payphone" ซึ่งร้องร่วมโดยนักร้องแร็ป วิซ คาลิฟา เปิดตัวในชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 ที่อันดับ 3 และขึ้นได้ถึงอันดับที่ 2 ในที่สุด ซิงเกิลที่ 2 ชื่อ "One More Night" กลายเป็นซิงเกิลลำดับ 3 ของพวกเขาที่ขึ้นอันดับ 1 ในชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 ได้สำเร็จ ในวันที่ 26 สิงหาคม ค.ศ. 2012 ระหว่างทัวร์อัลบั้ม Overexposed ในแอฟริกาใต้นั้น มารูนไฟฟ์แสดงดนตรีต่อหน้าผู้คน 30,000 คนที่ Arena Anhembi เซาเปาโล ประเทศบราซิล ซึ่งเลวีนกล่าวว่าเป็นคอนเสิร์ตสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดของวงจนถึงทุกวันนี้

ประวัติ[แก้]

1998-2002: คาราส์ฟลาวเออร์ส และการก่อตั้งมารูนไฟฟ์[แก้]

สมาชิกวงมารูนไฟฟ์ดั้งเดิมรู้จักกันตั้งแต่เรียนอยู่ที่โรงเรียนเบรนท์วูด (Brentwood School) ในลอสแอนเจลิส ขณะนั้น อดัม เลวีนและเจสซี คาร์ไมเคิล[7][8] ได้ตั้งวงดนตรีแนวป็อปชื่อ คาราส์ฟลาวเออร์ส (Kara's Flowers)[9] โดยร่วมมือกับมิคกี แมดเดน และไรอัน ดูซิก ชื่อวงนั้นมาจากเด็กสาวคนหนึ่งที่สมาชิกในวงต่างก็เป็นปลื้ม[8] พวกเขาได้ขึ้นแสดงครั้งแรกที่ไนต์คลับวิสกีอะโกโก้ (Whisky a Go Go) เมื่อวันที่ 16 กันยายน ค.ศ. 1995 ขณะที่พวกเขาเล่นดนตรีอยู่ ณ งานสังสรรค์ชายหาดแห่งหนึ่งในมาลิบู ทอมมี อัลเลน โปรดิวเซอร์อิสระได้ยินพวกเขาเล่นดนตรีและยื่นข้อเสนอว่าจะเป็นผู้จัดการพวกเขาและชักนำพวกเขาไปเข้าห้องอัดพร้อมกับ จอห์น เดอนิโคลา (John DeNicola) นักแต่งเพลงคู่หูของเขา ขณะที่วงกำลังวิ่งตามหาสังกัดอยู่ ทีมผู้จัดการของ บ็อบ คาวาลโย ได้ยินเสียงเพลงอัดที่อัลเลนและเดอนิโคลาผลิตขึ้น ซึ่งทำให้พวกเขาได้ทำการตกลงกันกับค่าย รีไพรส์เรเคิดส์ (Reprise Records) และโปรดิวเซอร์ ร็อบ คาวาลโย[10] ในช่วงแรกนั้น คาร์ไมเคิลเปรียบเสียงดนตรีของพวกเขาว่าเป็น "Fugazi [ภาคดนตรี] เจอกับ Sesame Street [ภาคเนื้อร้อง]" อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่อัลบั้ม The Fourth World ออกมาในปี ค.ศ. 1996 แนวดนตรีของพวกเขาก็เปลี่ยนเป็นบริตป๊อปยุค 1960 แม้ว่าทางวงและต้นสังกัดจะคาดหวังกับอัลบั้มนี้มาก และอัลบั้มก็ไม่เป็นที่ติดหูและซิงเกิลแรกของพวกเขา "Soap Disco" ก็ล้มเหลว[11] According to Levine, the failure of the album was "a huge disappointment" that nearly led them to break up in 1998.[8][12] เลวีนกล่าวเคยกล่าวว่า ความล้มเหลวของอัลบั้มนั้นเป็น "ความผิดหวังครั้งใหญ่" จนเกือบทำให้พวกเขาต้องแยกวงในปี ค.ศ. 1998 อัลบั้มของเขาขายได้เพียง 5,000 ตลับและพวกเขาก็ถูกมองข้ามไปถึง 6 เดือน[13]

พวกเขากลับมาอีกครั้งในปี ค.ศ. 2000 โดยนำผลพวงความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นมาเป็นบทเรียน[12] แซม ฟาร์ราร์ (ตำแหน่งเบสของวงแฟนทัม แพลเน็ต (Phantom Planet) และได้เป็นสมาชิกร่วมทัวร์คอนเสิร์ตตั้งแต่ปี ค.ศ. 2012) กล่าวว่า เพลง "Are You That Somebody?" ของนักร้องอาลียาห์ เป็นแรงบันดาลใจให้กับวงและทำให้เกิดเพลง "Not Coming Home" ขึ้นมา[8] โปรดิวเซอร์ ทิม ซอมเมอร์ เซ็นสัญญาให้พวกเขาทำเพลงเดโมกับเอ็มซีเอ เรเคิดส์ และทำเพลงขึ้นมา 3 เพลงในลอสแอนเจลิสในกลางปี ค.ศ. 2000 พร้อมกับฝ่ายวิศวกรเสียง มาร์ค เดิร์นลีย์ แต่เอ็มซีเอปฏิเสธที่จะร่วมมือและเพลง 3 เพลงนั้นก็ไม่ได้ถูกปล่อยออกมา เพื่อนของครอบครัวเลวีนคนหนึ่งชื่อ จอร์แดน เฟลด์สไตน์ และเป็นตัวแทนจากไอซีเอ็ม ได้แวะชมวงซ้อมดนตรีครั้งหนึ่งและรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่เขาได้ยินจนเขาต้องลาออกจากงานเพื่อมาเป็นผู้จัดการให้กับวงแบบเต็มเวลา (full-time)[12] ทางวงได้รวบรวมเดโมที่เคยถูกปฏิเสธจากหลายสังกัดไว้ด้วยกัน ก่อนที่จะได้เข้าร่วมสังกัดกับค่ายเพลงอ็อคโทน เรเคิดส์ ซึ่งมีผู้บริหารคือ เจมส์ ไดเนอร์ เบน เบิร์กแมน และเดวิด บ็อกเซนบอม[12] ในขณะที่เบิร์กแมนกำลังมองหาศิลปินหน้าใหม่ให้กับสังกัด เขาได้รับชุดเดโมจากพี่น้องที่เป็นเพื่อนร่วมงานเก่าจากโคลัมเบีย เรเคิดส์ และเพลงที่ถูกใจเขาคือเพลงอัจฉริยะที่ชื่อ "Sunday Morning"[13] เบิร์กแมนตื่นตาตื่นใจเมื่อทราบว่าเพลงนั้นเป็นของวงคาราส์ฟลาวเออร์สเพราะเสียงดนตรีนั้นแตกต่างจากวงดนตรีที่เขาได้ยินที่วอร์เนอร์บราเธอร์อย่างสิ้นเชิง

เบิร์กแมนได้ชักชวนให้ไดเนอร์และบ็อกเซนบอมบินไปที่ลอสแอนเจลิสเพื่อชมคาราส์ฟลาวเออร์สแสดงดนตรีที่ไนต์คลับเดอะไวเปอร์รูม (The Viper Room) หลังจากได้ชมเลวีนบนเวที พวกเขาก็แน่ใจ เบิร์กแมนได้บอกกับทาง HitQuarters ว่าเขามีความคิดว่าทางวงต้องการ "สมาชิกคนที่ห้ามาเล่นกีต้าร์เพื่อให้นักร้องไม่ต้องเล่นกีต้าร์และร้องอย่างอิสระขึ้น และเขาอาจจะเป็นดาวที่ผมเชื่อว่าเป็นได้ก็ได้" อ็อคโทนกำชับทันทีว่าให้เปลี่ยนชื่อวงเพื่อทำลายแนวดนตรีป๊อปที่เคยเป็นออกไป นอกจากนี้ ทางค่ายยังเริ่มมองหาตำแหน่งกีต้าร์ที่ทำงานเต็มเวลาเพื่อให้เลวีนเล่นในตำแหน่งร้องนำได้อย่างเต็มที่ เจมส์ วาเลนไทน์จากวงสแควร์ (Square) ก็ได้รับตำแหน่งนี้[12] จากการเข้าร่วมกับวง วาเลนไทน์ให้ความเห็นว่า "ผมได้เป็นเพื่อนกับพวกเขาและเริ่มเล่นดนตรีด้วยกัน ดูเหมือนว่าผมกำลังหักหลังวงของผมอยู่ เหมือนผมกำลังหลายใจ แต่ในที่สุดผมก็ออกจากอีกวงเพื่อจะเข้าร่วมกับวงนี้"[12] อย่างไรก็ดี เพลงเพลงเดียวที่เป็นที่รู้จักดีที่ชี้นำทางสว่างให้กับวงยังคงเป็นเพลง "Sunday Morning" และอีกเพลงที่กำลังจะถูกเขียนขึ้นที่ชื่อ "She Will Be Loved" แต่ยังไม่มีเพลงใดเลยที่ทางค่ายจะทำการอนุมัติให้เป็นซิงเกิลแรก ทางวงได้ทัวร์คอนเสิร์ต 1 ปีเต็มก่อนจะเข้าห้องอัดโดยมี แมตต์ วอลเลซ เป็นโปรดิวเซอร์ ความท้อใจของเลวีนจากความต้องการของเบิร์กแมนที่จะได้ซิงเกิลแรก เป็นแรงบันดาลใจให้เลวีนเขียนเพลงขึ้นมาหนึ่งเพลง ชื่อว่า "Harder To Breathe"

2002-2006: อัลบั้ม Songs About Jane และไรอัน ดูซิค ประกาศออกจากวง[แก้]

"ในระหว่างตอนที่เราเริ่มทำอัลบั้มในปี 2001 กับตอนที่อัลบั้มประสบความสำเร็จในปี 2004 นั้น ชีวิตของเราเปลี่ยนจากนักดนตรีอดอยากที่เคยนึกสงสัยว่าอนาคตจะนำพาเราก้าวข้ามผ่านคลื่นแห่งความสำเร็จเหนือความคาดหวังได้ด้วยสิ่งใด"

—ไรอัน ดูซิค ตำแหน่งกลองคนแรกของมารูนไฟฟ์ ที่ออกจากวงอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 2006 เนื่องจากความทรมานเรื้อรังจากการทัวร์คอนเสิร์ตอย่างต่อเนื่อง[14]

มารูนไฟฟ์ทัวร์คอนเสิร์ตทันทีหลังออกอัลบั้มมาในกลางปี ค.ศ. 1992 ทัวร์ใหญ่ครั้งแรกของเขามีชื่อว่า 2002 จีปเวิลด์เอาต์ไซด์ (2002 Jeep World Outside) เป็นทัวร์เทศกาล "รากหญ้า" ประจำฤดูร้อน ออกทัวร์ร่วมกับศิลปินอย่าง โอ.เอ.อาร์. (O.A.R.), ซิกกี มาร์เลย์ (Ziggy Marley), เทรน (Train) และ นักแสดงอย่างเชอรีล โครว์ (Sheryl Crow)[15]

วาเลนไทน์เคยเข้าเรียนในวิทยาลัยดนตรีเบิร์กลี (Berklee College of Music) ร่วมกับจอห์น เมเยอร์ (John Mayer) และได้กระชับมิตรกันในปี ค.ศ. 1996 ทั้งคู่ได้พบกันอีกครั้งขณะที่เมเยอร์ไปออกรายการวิทยุเมื่อปี ค.ศ. 2002 หลังจากเมเยอร์ได้ฟังอัลบั้มของพวกเขา เขาประทับใจ (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพลง "This Love") จนเขาชวนวงให้ไปเล่นเป็นวงเปิดในทัวร์ต้นปี ค.ศ. 2003[8] ซิงเกิลลำดับแรกอย่าง "Harder to Breathe" เริ่มค่อยๆ ได้ออกอากาศทางวิทยุและโทรทัศน์ (airplay) ซึ่งช่วยเพิ่มยอดขายให้กับอัลบั้ม โดยภายในปี ค.ศ. 2004 อัลบั้มของพวกเขาได้ขึ้น 20 อันดับแรกบนชาร์ตบิลบอร์ด 200 และเพลง "Harder to Breathe" ก็ได้ขึ้นอยู่บน 20 อันดับแรกของชาร์ตฮอต 100 อัลบั้มของพวกเขาขึ้นสูงสุดบนชาร์ตบิลบอร์ด 200 ถึงอันดับ 6 ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2004[16] หลังจากปล่อยอัลบั้มมา 26 เดือน นี่ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานที่สุดระหว่างที่ปล่อยอัลบั้มออกมากับการเปิดตัวครั้งแรกที่ 10 อันดับแรก นับตั้งแต่ผลของระบบ Nielsen SoundScan ปรากฏอยู่ในบิลบอร์ด 200 ในปี ค.ศ. 1991[17] เมเยอร์ชักชวนวงให้มาเปิดงานให้เขาอีกครั้งในปี ค.ศ. 2004[15]

ใน 3 ปีถัดมา มารูนไฟฟ์ทัวร์คอนเสิร์ตต่อเนื่องแบบไม่หยุดพัก ได้ทัวร์ถึง 17 ประเทศ ในระหว่างนี้ วงได้ทัวร์ร่วมกับ Michelle Branch, Nikka Costa, Vanessa Carlton, Graham Colton, และ The Rolling Stones[18] นอกจากนี้ศิลปินอื่นที่ได้ทัวร์ไปพร้อมๆกันเช่น Cowboy Mouth, Gavin DeGraw, Matchbox Twenty, Sugar Ray, Counting Crows, Phantom Planet, The Hives, Dashboard Confessional, Big City Rock, The Like, Simon Dawes, Jason Mraz, The Thrills, Thirsty Merc, Marc Broussard, The Donnas, The RedWest, Michael Tolcher และ Guster

ในที่สุดแล้วอัลบั้ม Songs About Jane ขึ้นถึงอันดับ 2 บนชาร์ตอัลบั้มเพลงของออสเตรเลีย[19] ขณะที่เพลง "Harder to Breathe" เป็นเพลงที่อยู่ใน 20 อันดับแรกในสหรัฐอเมริกา[20] และอังกฤษ[19] และ 40 อันดับแรกในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์[19] อัลบั้มยังขึ้นถึงอันดับ 1 ในอังกฤษได้สำเร็จ[19] ซิงเกิลที่สอง "This Love" ขึ้นอันดับ 5 ในสหรัฐอเมริกา อันดับ 3 ในอังกฤษ และอันดับ 8 ในออสเตรเลีย ซิงเกิลที่สาม "She Will Be Loved" ขึ้นอันดับ 5 ทั้งในสหรัฐอเมริกา[20] และอังกฤษ และอันดับ 1 ในออสเตรเลีย[19] ซิงเกิลที่สี่ "Sunday Morning" ขึ้นถึง 40 อันดับแรกในสหรัฐอเมริกา อังกฤษ [20] และออสเตรเลีย[19]

มารูนไฟฟ์ได้เล่นคอนเสิร์ตไลฟ์เอทที่ฟิลาเดลเฟียในปี ค.ศ. 2005 เพลงที่เขาเล่นคือ "Rockin' In The Free World" เพลงเวอร์ชันคัฟเวอร์ของ Neil Young และเลวีนยังได้แสดงร่วมกับศิลปินซึ่งเป็นฮีโร่ของเขา Stevie Wonder[21] มารูนไฟฟ์ได้เล่นใน Honda Civic Tour ซึ่งเขาได้เป็นตัวแสดงนำในโฆษณา[22] ที่ซานตาบาร์บารา แคลิฟอร์เนีย ในวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ. 2005 พวกเขายังได้แสดงที่สถาบันภาพยนตร์อเมริกันเพื่อเป็นเกียรติแก่จอร์จ ลูคัส ซึ่งลูคัสเป็นคนเลือกให้มารูนไฟฟ์เล่นในงานด้วยตัวเอง เพราะว่าเป็นวงดนตรีที่ลูกของเขาโปรดปรานที่สุดในตอนนั้น[23]

ไรอัน ดูซิค ตำแหน่งกลอง เครื่องตี และนักร้องเบื้องหลัง ทนทุกข์ทรมานหลังจากทัวร์คอนเสิร์ตกับวงมาเป็นเวลาหลายปี[24] ความเครียดแบบไม่หยุดยั้งผนวกกับอาการบาดเจ็บจากกีฬา[7] หลังจากที่เขาขาดไปไม่ได้ร่วมทัวร์กับวงหลายครั้งและมีไรแลนด์ สทีน กับจอช เดย์ เล่นแทนมาตลอด ดูซิคประกาศลาออกจากวงอย่างเป็นทางการในเดือนกันยายน ค.ศ. 2006 โดยตำแหน่งของเขาแทนที่ด้วย แมตต์ ฟลินน์ อดีตตำแหน่งกลองของ Gavin DeGraw และ The B-52's[25]

2006-2008: อัลบั้ม It Won't Be Soon Before Long[แก้]

หลังจากอัดเสียงกันตลอดปี ค.ศ. 2006 อัลบั้มชุดที่สองของมารูนไฟฟ์ชื่อ It Won't Be Soon Before Long ออกจำหน่ายทั่วโลกในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2007 ภายใต้สังกัด เอแอนด์เอ็ม/อ๊อกโทน เรเคิดส์[26] เลวีนกล่าวว่า อัลบั้มถัดจาก Songs About Jane นี้จะ "เซ็กซี่กว่า และแข็งแรงกว่า"[27] ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปินยุค 80 อย่าง พรินซ์, แชบบา แรงค์, ไมเคิล แจ็กสัน และทอล์กิงเฮดส์[28] ก่อนที่อัลบั้มจะออกมา ซิงเกิลเพลง "Makes Me Wonder" เป็นซิงเกิลและวิดีโอที่ขายได้เป็นอันดับ 1 บนไอทูนส์[27] และยังคงเป็นอัลบั้มที่ขายดีเป็นอันดับ 1 กว่า 50,000 ชุด[27] หลังจากอัลบั้มออกมา อัลบั้มทำลายสถิติยอดขายของไอทูนส์ ณ สัปดาห์ที่ปล่อย ขายได้ถึง 101,000 ชุด[29] ซิงเกิลแรก "Makes Me Wonder" ปล่อยออกสู่วิทยุในวันที่ 27 มีนาคม ค.ศ. 2007 มีเบื้องหลังการถ่ายทำมิวสิกวิดีโอเพลงนี้ให้ชมล่วงหน้าในรายการโททอลรีเควสต์ไลฟ์ (Total Request Live) ทางช่องเอ็มทีวี และฉายครั้งแรก (premiere) ที่รายการเดียวกันในวันที่ 29 มีนาคม ซิงเกิลนี้เปิดตัวที่อันดับ 84 บนชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 เป็นอันดับล่างสุดที่เปิดตัวในบรรดา 5 เพลงที่เปิดตัวในชาร์ตสัปดาห์นั้น ในสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคม ซิงเกิลนี้ทะยานจากอันดับ 64 ขึ้นไปถึงอันดับ 1 เป็นการก้าวกระโดดที่ยิ่งใหญ่ที่สุด (biggest jump) ของบิลบอร์ด ณ เวลานั้น[30] "Makes Me Wonder" ยังสามารถขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ตฮอตดิจิตัลซองของบิลบอร์ด, ป็อป 100, และฮอตแดนซ์คลับเพลย์ได้สำเร็จด้วย[31]

เพื่อเป็นการโปรโมตอัลบั้ม มารูนไฟฟ์ได้แสดงที่ "six-date club tour" ณ เวทีขนาดเล็กในบอสตัน ซานฟรานซิสโก ลอสแอนเจลิส มินนีแอโพลิส ไมอามี และนครนิวยอร์ก ในต้นเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2007[32] พวกเขายังมีคอนเสิร์ตที่แสดงสดผ่านช่องเอ็มเอสเอ็นมิวสิก (MSN Music) ตามมาในกลางเดือนเดียวกัน[33] ในวันที่ 10 กรกฎาคม เขาเล่นเป็นวงเปิดคอนเสิร์ตให้กับเดอะโพลิซ ในไมอามี[34] และตามมาด้วยการแสดงดนตรีอคูสติกที่ไมอามีคลับ สตูดิโอ เอ ในวันถัดมา[35] ทัวร์คอนเสิร์ตอัลบั้ม It Won't Be Soon Before Long ของพวกเขาเริ่มขึ้นในวันที่ 29 กันยายนในดีทรอยต์ และจบลงในวันที่ 10 พฤศจิกายนในลาสเวกัส[36] โดยมีวง เดอะไฮฟส์ เป็นแขกรับเชิญพิเศษตลอดงาน ขณะที่มีซารา เบอเรลิส, เควิน ไมเคิล และ แฟนทอมแพลเน็ต ที่ร่วมแสดงเป็นบางครั้ง[37] พวกเขายังได้ทัวร์ร่วมกับวงแดชบอร์ดคอนเฟสชันแนล ในงานทัวร์คอนเสิร์ตด้วย และในวันที่ 28 มีนาคม ค.ศ. 2008 พวกเขาเริ่มทัวร์คอนเสิร์ตร่วมกับวงวันรีพับบลิก, แบรนดี คาร์ไลล์ และไร คูมิง พวกเขายังได้แสดงเพลง "Makes Me Wonder" ในรายการอเมริกันไอดอล ฤดูกาลที่ 6 และเพลง "If I Never See Your Face Again" ในฤดูกาลที่ 7 การปล่อยอัลบั้มนี้ออกมาอีกครั้ง (re-release) มีเพลง "If I Never See Your Face Again" เวอร์ชันใหม่ที่ร้องร่วมกับริอานนา ซึ่งเวอร์ชันใหม่ของเพลงนี้ยังอยู่ในอัลบั้ม Good Girl Gone Bad ซึ่งเป็นการ re-release เช่นกัน และพวกเขาก็ได้ปล่อยซิงเกิลลำดับที่ห้า "Goodnight Goodnight" ซึ่งปรากฏในฉากเริ่มเรื่องของซีรีส์ "CSI:NY" ตอน "Page Turner" อีกด้วย

2008-2011: อัลบั้ม Hands All Over[แก้]

เลวีนกล่าวว่าเขาเชื่อว่าวงของเขาถึงจุดสูงสุดแล้วและอาจจะทำอีกหนึ่งอัลบั้มก่อนที่จะแยกวง เขาอธิบายเรื่องนี้ว่า "ในที่สุดผมก็อยากจะเน้นเรื่องการเป็นคนที่แตกต่างไปอย่างแท้จริงเพราะผมไม่รู้ว่าผมจะทำมันไปจนผมอายุ 40-50 ปีหรือแก่กว่านั้นอย่างวง The Rolling Stones หรือเปล่า" อัลบั้มชุดที่สามของมารูนไฟฟ์ถูกบันทึกเสียงขึ้นในปี ค.ศ. 2009 ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ที่ซึ่งวงได้ทำงานร่วมกับ Robert John "Mutt" Lange โปรดิวเซอร์ฝ่ายอัดเสียง อัลบั้มนี้มีชื่อว่า Hands All Over ออกจำหน่ายในวันที่ 21 กันยายน ค.ศ. 2010 ซิงเกิลแรกคือ "Misery" ออกมาในวันที่ 22 มิถุนายน ค.ศ. 2010 มารูนไฟฟ์ทัวร์คอนเสิร์ตกับวง Train ในฤดูร้อนของปี ค.ศ. 2011 ตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม ถึง 24 กันยายน คริสตินา อากีเลรา ได้ร้องร่วมกับมารูนไฟฟ์ในเพลง "Moves Like Jagger" ซึ่งแสดงสดครั้งแรกในรายการเดอะวอยซ์ของสหรัฐอเมริกาในวันที่ 21 มิถุนายน ค.ศ. 2011 และขึ้นถึงอันดับ 1 บนบิลบอร์ดฮอต 100 ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2011 อดัม เลวีนยังได้ไปร้องร่วมกับ Gym Class Heroes ในเพลง "Stereo Hearts" ที่ขึ้นอันดับ 4 บนบิลบอร์ดฮอต 100 ด้วย

ในวันที่ 8 กันยายน ค.ศ. 2011 เจสซีกล่าวว่าทางวงดูเหมือนว่าจะเริ่มอัดเสียงอัลบั้มต่อภายในปีนั้น ในวันที่ 1 ตุลาคม มารูนไฟฟ์แสดงสดที่คอนเสิร์ต Rock in Rio ในริโอเดอจาเนโร ประเทศบราซิล มารูนไฟฟ์แสดงในชั่วโมงสุดท้ายซึ่งวงถูกเลือกให้แทนที่เจย์-ซี (Jay-Z) ที่ยกเลิกไปด้วยเหตุผลส่วนตัว ที่เชื่อกันว่าเป็น diary clash แต่ก็มีข่าวลือว่าเป็นการแสดงที่เกิดจากผลสำรวจสำหรับวงดนตรีที่ผู้ชมอยากชมในงานนั้น

มารูนไฟฟ์ได้ออกรสชาติ "Tea Will Be Loved" ให้เครื่องดื่มยี่ห้อ Snapple เพื่อสนับสนุนองค์การ Feeding America

มารูนไฟฟ์แสดงเพลง "Moves Like Jagger" กับเพลง "Stereo Hearts" ร่วมกับ Travie McCoy ในวันที่ 5 พฤศจิกายน ค.ศ. 2011 ในรายการแซตเทอร์เดย์ไนต์ไลฟ์ (Saturday Night Live) พวกเขายังแสดงเพลง "Moves Like Jagger" กับเพลง "Stereo Hearts" ร่วมกับคริสตีนา อากีเลรา และ Gym Class Heroes ในวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 2011 ในรายการประกาศรางวัลอเมริกันมิวสิกอะวอร์ด (American Music Award) ซึ่งวงก็ชนะรางวัลนี้เป็นครั้งแรกในสาขาวง/คู่ดูโอ/กลุ่มศิลปินป๊อปที่เป็นที่ชื่นชอบ มารูนไฟฟ์ยังได้แสดงเพลง "Moves Like Jagger" ในงาน Victoria's Secret Fashion Show ปี 2012 อีกด้วย

ในระหว่างที่ช่วงโปรโมชันของโคคาโคลาในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2011 มารูนไฟฟ์ได้มีส่วนร่วม 24 ชั่วโมงในการเขียนเพลงต้นฉบับจนสมบูรณ์ โดยมี พีเจ มอร์ตัน (PJ Morton) นักดนตรีคอยช่วยเหลือ หลังจากเวลาของเขาหมดลง เพลง "Is Anybody Out There" ก็ถูกปล่อยออกมาบนเว็บไซต์ของโคคาโคลาให้ดาวน์โหลดฟรี มอร์ตันที่เล่นคอนเสิร์ตร่วมกับมารูนไฟฟ์และการแสดงสดมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010 ได้มาแทนตำแหน่งของเจสซี คาไมเคิลเป็นการชั่วคราว เนื่องจากเขาขอพักและมีการยืนยันอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2012

ในปี 2011 มารูนไฟฟ์ได้อัดเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องเกมล่าเกม (The Hunger Games) ชื่อเพลง "Come Away To The Water" (ร้องร่วมกับ Rozzi Crane) ถูกปล่อยออกมาในวันที่ 20 มีนาคม ค.ศ. 2012 (19 มีนาคมในอังกฤษ)

ในงานประกาศรางวัลแกรมมีครั้งที่ 54 วันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2012 มารูนไฟฟ์แสดงพร้อมกับ Foster the People และ เดอะบีชบอยส์ ในเมดเล่ย์เพลงของเดอะบีชบอยส์ เพื่อฉลองครบรอบ 50 ปีให้แก่ศิลปินดังกล่าว

2012-ปัจจุบัน: อัลบั้ม Overexposed และอัลบั้มชุดที่ห้า[แก้]

ในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ. 2012 มีประกาศว่าเจสซี คาไมเคิลจะขอลาพักโดยไม่ได้ระบุระยะเวลาเพื่อจะได้ไปใส่ใจกับการเรียนเกี่ยวกับดนตรีและ"การเยียวยาทางจิตใจ" มารูนไฟฟ์ยังคงทำงานอัลบั้มที่สี่ต่อไปโดยมีพีเจ มอร์ตันสมาชิกร่วมทัวร์คอยช่วยเหลืออยู่

มารูนไฟฟ์ประกาศในวันที่ 26 มีนาคม ค.ศ. 2012 ผ่านเว็บไซต์และบทความ Rolling Stone บทความหนึ่งว่าอัลบั้มที่สี่ของเขาชื่อว่า Overexposed จะออกจำหน่ายในวันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ. 2012 เลวีนพูดถึงอัลบั้มนี้ว่าเป็น "อัลบั้มที่หลากหลายและ poppy ที่สุดเท่าที่เคยทำมา"

ในวันที่ 16 เมษายน ค.ศ. 2012 มารูนไฟฟ์แสดงเพลงใหม่ "Payphone" ซิงเกิลแรกจากอัลบั้ม Overexposed ในรายการโทรทัศน์ยอดนิยม "The Voice" ซึ่งเลวีนเป็นหนึ่งในกรรมการตัดสินและโค้ชในรายการ ซิงเกิลนี้เปิดตัวที่อันดับที่ 3 บนชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 และร้องร่วมกับนักร้องแร็ป Wiz Khalifa

ซิงเกิลที่สอง "One More Night" ออกมาในวันที่ 19 มิถุนายน ค.ศ. 2012 ในช่วงเริ่มทัวร์ Overexposed World Tour ในแอฟริกาใต้ มารูนไฟฟ์ได้แนะนำเพื่อนเก่าในวงให้ผู้ชมได้รู้จัก เขาชื่อ แซม ฟาร์ราร์ (จากวง Phantom Planet) ซึ่งเล่นตำแหน่งกีต้าร์ นักร้องเบื้องหลัง ควบคุมแผ่นเสียงและ special effect อื่นๆ แซมยังได้ร่วมเขียนและผลิตเพลงจำนวนหนึ่งให้กับมารูนไฟฟ์ในอัลบั้ม Hands All Over และ Overexposed ในวันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ. 2012 ระหว่างแสดงในประเทศอาร์เจนตินา ฟาร์ราร์เข้ามาเล่นดนตรีแทนตำแหน่งกีต้าร์เบสของมิคกี แมดเดนเป็นครั้งแรก ๆ มารูนไฟฟ์ประกาศว่าซิงเกิลที่สามจากอัลบั้ม Overexposed จะเป็นเพลง "Daylight" และเพื่อสนับสนุนเพลงนี้ ทางวงได้ปล่อยโปรเจกต์วิดีโอที่ชื่อ "The Daylight Project" ออกมาด้วย

ในวันที่ 5 กรกฎาคม ค.ศ. 2012 มารูนไฟฟ์ประกาศว่าพวกเขาเริ่มจะทำผลงานสตูดิโออัลบั้มชุดที่ห้า ซึ่งตามหลังอัลบั้มที่สี่มาติดๆ

ในวันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ. 2012 เจสซี คาไมเคิลยืนยันว่าจะกลับมาทำงานกับวงอีกครั้งหลังเสร็จการทัวร์คอนเสิร์ตเพื่ออัดเสียงอัลบั้มชุดที่ห้าต่อไป

อิทธิพลและแนวดนตรี[แก้]

มารูนไฟฟ์เคยพูดถึงว่ามีอิทธิพลมาจาก Michael Jackson, The Police, Talking Heads, Aaliyah, Oasis, Shabba Ranks, และ Prince นักร้องนำ อดัม เลวีนยังพูดถึง Stevie Wonder ว่าเป็นฮีโรคนหนึ่งของเขา เพลงของมารูนไฟฟ์มีแนวเป็นดนตรีที่เน้นกีต้าร์ มักจะเล่นควบคู่ไปกับเปียโนและเครื่องสังเคราะห์ดนตรี (synthesizer) เนื้อหาในเพลงทุกเพลงของพวกเขาจะเกี่ยวข้องกับความรัก ซึ่งมักจะเป็นการสูญเสียความรัก เพลงอย่าง "This Love", "Makes Me Wonder", และ "Misery" จะมีน้ำเสียงแบบถากถาง แสดงถึงความขุ่นเคืองในความสัมพันธ์ ขณะที่เพลงน้ำเสียงจริงใจและเร้าอารมณ์อย่าง "She Will Be Loved" และ "Never Gonna Leave This Bed" แสดงถึงความสัมพันธ์แบบโรแมนติก เพลง "Makes Me Wonder" มีเนื้อหารองซึ่งเลวีนได้แสดงออกถึงความผิดหวังและความท้อแท้ที่เกี่ยวพันกับการเมืองในอเมริกาและสงครามอิรัก

เสียงดนตรีของมารูนไฟฟ์เปลี่ยนแปลงไปทุกอัลบั้ม กล่าวคือ อัลบั้ม Songs About Jane เต็มไปด้วยเพลงเกี่ยวกับแฟนเก่าเลวีนที่ชื่อ Jane ในอัลบั้ม It Won't Be Soon Before Long เพลงในอัลบั้มลดความเฉพาะบุคคลลงไป และมีความเป็นอิเล็คทริกมาขึ้นด้วยเครื่องสังเคราะห์ดนตรี (synthesizer) ที่ช่วยสร้างความรู้สึกแบบย้อนยุค (retro style) อัลบั้ม Hands All Over กลับมาที่เนื้อหาเพลงเกี่ยวกับการสูญเสียความรัก รวมไปถึงเพลงเกี่ยวกับความหลงใหล และได้นำเพลง "Moves Like Jagger" ที่มีดนตรีแนวอิเล็กโทรป๊อป ร้องร่วมกับ คริสตีนา อากีเลรา มาปล่อยอีกครั้ง ซึ่งนำเสนอถึงการเปลี่ยนแปลงของเสียงดนตรีอย่างมากและเพิ่มความสนุกให้กับเพลง เลวีนกล่าวว่า "มันเป็นหนึ่งในหลายเพลงที่เสี่ยงมาก" "มันเป็นสิ่งที่น่าสนใจและเป็นตัวของตัวเอง (bold statement) เราไม่เคยปล่อยเพลงแบบนั้นออกมาก่อนเลย แต่ก็น่าตื่นเต้นที่ได้ทำอะไรที่แตกต่าง แปลกใหม่ ผมดีใจที่ทุกคนชอบมัน" ขณะที่เขาพูดถึงอัลบั้มที่สี่ Overexposed วาเลนไทน์เรียกอัลบั้มนี้ว่าเป็น "อัลบั้มเพลงแนวป๊อปมากที่สุดของพวกเราและเราไม่เคยเขินอายเลยที่ได้ทำมันขึ้นมา"

อัลบั้ม[แก้]

  • 1997 : เดอะ โฟร์ท เวิร์ลด์ (The Fourth World; ในนามของคาราส์ ฟลาวเวอร์)
  • 2002 : ซองส์ อะเบาท์ เจน (Songs About Jane)
  • 2007 : อิท วอนท์ บี ซูน บีฟอร์ ลอง (It Won't Be Soon Before Long)
  • 2010 : แฮนดส์ ออล โอเวอร์ (Hands All Over)
  • 2012 : โอเวอร์เอ็กซ์โพส (Overexposed)

รายชื่อเพลง[แก้]

Songs About Jane[แก้]

  1. "Harder to Breathe" (Jesse Carmichael, Adam Levine) – 2:53
  2. "This Love" (Carmichael, Levine) – 3:25
  3. "Shiver" (Carmichael, Levine) – 2:59
  4. "She Will Be Loved" (Levine, J. Valentine) – 4:17
  5. "Tangled" (Levine) – 3:18
  6. "The Sun" (Levine) – 4:11
  7. "Must Get Out" (Carmichael, Levine) – 3:59
  8. "Sunday Morning" (Carmichael, Levine) – 4:06
  9. "Secret" (Carmichael, Levine) – 4:55
  10. "Through With You" (Carmichael, Levine) – 3:01
  11. "Not Coming Home" (Carmichael, Ryan Dusick, Levine) – 4:21
  12. "Sweetest Goodbye" (Levine) – 4:30

Bonus Tracks

  1. "Rag Doll"* (Carmichael, Levine) - 5:29
  2. "Harder To Breathe (Acoustic)"* (Carmichael, Levine) - 2:56
  3. "This Love (Acoustic)"* (Carmichael, Levine) - 4:01
  4. "This Love (Kanye West Remix)"* (Carmichael, Levine) - 3:38

* Bonus tracks on the import release of Songs About Jane manufactured for and distributed by BMG New Zealand Limited in 2004.

It Won't Be Soon Before Long[แก้]

  1. "If I Never See Your Face Again" (Adam Levine/James Valentine) (Produced by Mike Elizondo, Mark "Spike" Stent and Maroon 5, additional production by Mark Endert) – 3:21
  2. "Makes Me Wonder" (Adam Levine/Jesse Carmichael/Mickey Madden) (Produced by Mark Endert and Maroon 5) – 3:31
  3. "Little of Your Time" (Adam Levine) (Produced by Eric Valentine and Maroon 5) – 2:17
  4. "Wake Up Call" (Adam Levine/James Valentine) (Produced by Mike Elizondo, Mark "Spike" Stent, Sam Farrar and Maroon 5, co-produced by Mark Endert) – 3:21
  5. "Won't Go Home Without You" (Adam Levine) (Produced by Mike Elizondo, Mark "Spike" Stent and Maroon 5) – 3:51
  6. "Nothing Lasts Forever" (Adam Levine) (Produced by Mike Elizondo, Mark "Spike" Stent and Maroon 5) – 3:07
  7. "Can't Stop" (Adam Levine/James Valentine) (Produced by Eric Valentine and Maroon 5) – 2:32
  8. "Goodnight Goodnight" (Adam Levine) (Produced by Mike Elizondo, Mark "Spike" Stent and Maroon 5) – 4:03
  9. "Not Falling Apart" (Adam Levine) (Produced by Mike Elizondo, Mark "Spike" Stent and Maroon 5) – 4:03
  10. "Kiwi" (Adam Levine/Jesse Carmichael) (Produced by Mike Elizondo, Mark "Spike" Stent and Maroon 5) – 3:34
  11. "Better That We Break" (Adam Levine) (Produced by Mike Elizondo, Mark "Spike" Stent and Maroon 5) – 3:06
  12. "Back at Your Door" (Adam Levine/Jesse Carmichael) (Produced by Mark Endert and Maroon 5) – 3:47
  13. "Infatuation (Bonus Track)"

It Won't Be Soon Before Long (Limited Deluxe Edition)[แก้]

CD1

  1. "If I Never See Your Face Again"
  2. "Makes Me Wonder"
  3. "Little of Your Time"
  4. "Wake Up Call"
  5. "Won't Go Home Without You"
  6. "Nothing Lasts Forever"
  7. "Can't Stop"
  8. "Goodnight Goodnight"
  9. "Not Falling Apart"
  10. "Kiwi"
  11. "Better That We Break"
  12. "Back at Your Door"
  13. "Until You're Over Me"
  14. "Infatuation"
  15. "Losing My Mind"
  16. "Wake Up Call (Mark Ronson Remix Ft. Mary J. Blige)
  17. "The Way I was"
  18. "Story"
  19. "Won't Go Home Without You (Acoustic)

CD2 MUSIC VIDEOS

  1. "Makes Me Wonder"
  2. "Wake Up Call (Director's Cut)
  3. "Won't Go Home Without You"

LIVE IN JAPAN 2007

  1. "Makes Me Wonder"
  2. "This Love"
  3. "Sunday Morning"


คอนเสิร์ต[แก้]

  • Friday Night 13TH

Charts[แก้]

Songs About Jane[แก้]

Chart Provider(s) Peak
position
Certification Sales/
shipments
U.S. Billboard 200[38] Billboard/RIAA 6 4x Platinum[39] 4.3 million
U.S. Billboard Top Internet Albums[38] 6
U.S. Billboard Comprehensive Albums[38] 6
U.S. Billboard Heatseekers[38] 1
U.S. Billboard Top Pop Catalog[38] 1
European Albums Chart IFPI N/A 2x Platinum[40] 2 million
Australian Albums Chart ARIA 1 5x Platinum[41] 350,000+
Austrian Albums Chart Media Control 7 Gold[42] 20,000+
Brazilian Albums Chart ABPD N/A Gold[43] 140,000+
Canadian Albums Chart[38] Nielsen SoundScan 3 3x Platinum[44] 300,000+
Dutch Albums Chart NVPI/Megacharts 2 Platinum[45] 70,000+
Finnish Albums Chart GLF N/A Gold[46] 20,000+
French Albums Chart[47] SNEP/IFOP 1 2x Gold[47] 290,000[47]
German Albums Chart Media Control 5 Platinum[48] 200,000+
Japanese Albums Chart[49] Oricon N/A 2x Platinum[49] 500,000+
Mexican Albums Chart AMPROFON 2 2x Platinum[50] 300,000+
New Zealand Albums Chart[51] RIANZ 1 5x Platinum[51] 75,000+
Norwegian Albums Chart VG Nett 3 Gold[52] 20,000+
Swedish Albums Chart GLF 4 Gold[53] 30,000+
Swiss Albums Chart Media Control 12 Gold[54] 20,000+
UK Albums Chart[55] BPI/The Official UK Charts Company 1 6x Platinum[56] 1,900,000

It Won't Be Soon Before Long[แก้]

Chart Provider(s) Peak
position
Certification Sales
Australian Albums Chart[57] ARIA 5 Platinum 70,000+
Canada Albums Chart[58] CRIA 2 Platinum 100,000+
Estonia Albums Chart[59] Pedro 1
French Album Chart IFOP 13
French Download Album Chart[60] IFOP 3
German Albums[61] Media Control 6
Irish Albums Chart[62] IRMA 3
Italy Albums Chart[63] FIMI 4
Japan Album Chart[64] Oricon 3 Platinum 250,000+
Mexico Albums Chart[65] AMPROFON 3
Netherlands Albums Chart[66] NVPI/Megacharts 4
New Zealand Albums Chart[67] RIANZ 2 Gold 7,500+
Norwegian Album Chart[68] IFPI 7
Spanish Album Chart[69] Promusicae 6
South-Korea Albums Chart[70] MIAK 1 3x Platinum 91,809
Switzerland Albums Chart[71] Media Control 6
Taiwan 5-Music Western Chart[72] Five Music 2
Taiwan G-Music Western Chart[73] G-Msic 2
Taiwanese Album Chart[74] G-Msic/Five Music 5
UK Albums Chart[75] BBC 1 Platinum 300,000+
U.S. Billboard 200 Billboard 1 Platinum 1,622,899[76]
U.S. Top Digital Albums Billboard 1
U.S. Top Internet Albums Billboard 1
U.S. Billboard Comprehensive Albums Billboard 1
U.S. Top Modern Rock/Alternative Albums Billboard 5
United World Chart[77] Media Traffic 1 Platinum 3,222,000[78]


รางวัล[แก้]

2004

2005

2006

2007

2008

ก่อนหน้า มารูนไฟฟ์ ถัดไป
Evanescence 2leftarrow.png Grammy Award for Best New Artist
(2005)
2rightarrow.png John Legend


อ้างอิง[แก้]

  1. "Up close with Maroon 5- Facebook and Twitter competition to give patron meeting with Rock band – Entertainment – Jamaica Gleaner – Sunday | January 2, 2011". Jamaica Gleaner. สืบค้นเมื่อ July 17, 2011. 
  2. "Maroon 5 American Rock Band | New Singer Biography". Newcelebritybiography.com. สืบค้นเมื่อ July 17, 2011. 
  3. "Maroon 5 (The Best Band)". Bestuff.com. สืบค้นเมื่อ July 17, 2011. 
  4. Lamy, Jonathan (December 21, 2004). "Goodbye, 2004. Hello, 2005!". RIAA. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  5. "Bruno Mars claims 2 best-selling digital songs of 2011". Music Week. สืบค้นเมื่อ 2012-03-08. 
  6. "Fourth album 'Overexposed' June 26th". Maroon 5. 2012-03-26. สืบค้นเมื่อ 2012-03-26. 
  7. 7.0 7.1 Visakowitz, Susan (April 28, 2003), "Sophomore Jump". They were inspired by August Calderon Billboard. 119 (17)
  8. 8.0 8.1 8.2 8.3 8.4 Hoard, Christian (2004-06-45), "A Whiter Shade of Funk". Rolling Stone (950):43–44
  9. McIntosh, Gregory. [มารูนไฟฟ์ ที่ ออลมิวสิก "kara's flowers"]. Allmusic. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  10. Kimpel, Dan (2006). How they made it: true tit stories of how music's biggest stars went from start to stardom!. Milwaukee: Hal Leonard Corporation. p. 87. ISBN 0-634-07642-6. 
  11. Kimpel 2006, pp. 87–88.
  12. 12.0 12.1 12.2 12.3 12.4 12.5 Rosen, Craig (June 5, 2005), "MAROON 5". Billboard. 117 (23):
  13. 13.0 13.1 "Interview with Ben Berkman". HitQuarters. Apr 13, 2004. สืบค้นเมื่อ Nov 25, 2010. 
  14. Maroon 5 (2006). Midnight miles: on the road through 5 continents & 17 countries. Photographs by Christopher Wray-McCann. New York: Simon & Schuster. pp. 86–87. ISBN 1-4165-2419-3. 
  15. 15.0 15.1 Waddell, Ray (June 4, 2005), "HIT THE ROAD". Billboard. 117 (23):
  16. "Maroon 5 Discography – Songs About Jane". Billboard. Archived from the original on April 10, 2007. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  17. Michaels, Mitch (May 22, 2007). "Maroon 5 It Won't Be Soon Before Long Review". 411mania. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  18. "The Rolling Stones — A Bigger Bang World Tour Warmup Acts". IORR.org. 2005. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  19. 19.0 19.1 19.2 19.3 19.4 19.5 "Maroon 5 Album Performance". aCHarts.us. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  20. 20.0 20.1 20.2 "Chart History – Maroon 5". Billboard. 2007. Archived from the original on September 29, 2007. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  21. "Maroon 5 with Stevie Wonder at Live 8". Rolling Stone. July 2, 2005. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. [ลิงก์เสีย]
  22. "Maroon 5 Headlines 2005 Honda Civic Tour". Motor Trend. February 4, 2005. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  23. "33rd AFI Life Achievement Award". AFI.com. Archived from the original on April 4, 2007. สืบค้นเมื่อ April 28, 2008. 
  24. Maroon 5 2006, pp. 86–87.
  25. Moss, Corey (March 6, 2007). "Maroon 5 Back With 'Harder' Album After Adam Levine Gets Sick Of Partying". MTV. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  26. Peters, Mitchell (March 12, 2007). "Maroon 5 Finds Its Groove On Sophomore Album". Billboard. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  27. 27.0 27.1 27.2 Baber, Darren (April 26, 2007). "Maroon 5 Dominates iTunes Sales Chart With Three Simultaneous Number Ones". PR Newswire. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  28. Pollock, Duncan (2007). "Review: It Won't Be Soon Before Long — Maroon 5". Jacarandafm.com (94.2 FM). สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. [ลิงก์เสีย]
  29. "Maroon 5 album breaks iTunes sales record". MacNN.com. May 30, 2007. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  30. Bronson, Fred (May 2, 2007). "Chart Beat". Billboard.com. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  31. "Artist Chart History: Maroon 5". Billboard.com. 2007. Archived from the original on September 29, 2007. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  32. MTV News staff (May 4, 2007). "Jessica Biel Wants Respect, Plus Nelly Furtado, Hilary Duff, Sum 41, Borat, Eve, Diddy, Ozzy & More In For The Record". MTV News. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  33. "Maroon 5 Live from Le Cabaret". MSN Music. June 14, 2007. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  34. "No Need to 'Wonder' – Maroon 5 Debuts at No. 1". PR Newswire. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  35. "Reminder – Miami Studio a Make Up Show Information: Tues 7/11 @ 3:00pm". Maroon5.com. July 10, 2007. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  36. "Maroon 5 Announces Plans for 2007 'It Won't Be Soon Before Long' World Tour". KEYT3 Santa Barbara. July 9, 2007. Archived from the original on September 27, 2007. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  37. "Tour Announcement!". Maroon5.com. July 9, 2007. สืบค้นเมื่อ July 25, 2007. 
  38. 38.0 38.1 38.2 38.3 38.4 38.5 "Maroon 5: Charts & Awards". Billboard magazine. สืบค้นเมื่อ 2007-06-30. 
  39. Recording Industry Association of America Recording Industry Association of America.
  40. "European Certification (IFPI)". International Federation of the Phonographic Industry. สืบค้นเมื่อ 2007-06-30. 
  41. "Australian Certification (ARIA)". Australian Recording Industry Association. สืบค้นเมื่อ 2007-06-30. 
  42. "Austrian Certification (IFPI)". International Federation of the Phonographic Industry. สืบค้นเมื่อ 2007-06-30. 
  43. "Brazilian Certification (ABPD)". Associação Brasileira dos Produtores de Discos. สืบค้นเมื่อ 2007-06-30. 
  44. "Canadian Certification (CRIA)". Canadian Recording Industry Association. สืบค้นเมื่อ 2007-06-30. 
  45. "Dutch Certification (IFPI)". IFPI. สืบค้นเมื่อ 2007-06-30. 
  46. "Finnish Certification (IFPI)". IFPI. สืบค้นเมื่อ 2007-06-30. 
  47. 47.0 47.1 47.2 "French Chart, Sales & Certification". FanOfMusic.Free.fr. สืบค้นเมื่อ 2007-06-30. 
  48. "German Certification (IFPI)". International Federation of the Phonographic Industry. สืบค้นเมื่อ 2007-06-30. 
  49. 49.0 49.1 "Oricon Main Albums Chart". Oricon. สืบค้นเมื่อ 2007-06-30. 
  50. "Mexican Certification (AMPROFON)". Asociación Mexicana de Productores de Fonogramas y Videogramas, A.C. สืบค้นเมื่อ 2007-06-30. 
  51. 51.0 51.1 "New Zealand Certification (RIANZ)". Recording Industry Association of New Zealand. สืบค้นเมื่อ 2007-06-30. 
  52. "Norwegian Certification (IFPI)". International Federation of the Phonographic Industry. สืบค้นเมื่อ 2007-06-30. 
  53. "Swedish Certification (GLF)". GLF. สืบค้นเมื่อ 2007-06-30. 
  54. "Swiss Certification (IFPI)". IFPI. สืบค้นเมื่อ 2007-06-30. 
  55. "UK Albums Chart (Search)". Everyhit.com. สืบค้นเมื่อ 2007-06-30. 
  56. "UK Certification (BPI)". British Phonographic Industry. สืบค้นเมื่อ 2007-06-30. 
  57. Australian Top 50 Albums Chart
  58. Canada Album Chart
  59. Estonia Album Chart
  60. French Album Chart
  61. German Albums
  62. Irish Album Chart
  63. Italy Album Chart
  64. Japan Album Chart
  65. Mexican Albums Chart (May 28th 2007)
  66. Netherlands Album Chart
  67. New Zealand Album Chart
  68. Norwegian Album Chart
  69. [1]
  70. South-Korea Album Chart
  71. Switzerland Album Chart
  72. "5-Music Top 20".Taiwan 5-Music Chart..
  73. Taiwan G-Music Western Chart
  74. Taiwanese Album Chart
  75. UK Albums Chart
  76. Subscription Required. Nielsen SoundScan
  77. United World Chart
  78. Editors from mediatraffic.de Global Track Chart United World Chart. Week 5, 2008.
  79. "2004 Billboard Music Awards Winners". iVillage Entertainment. December 2004. สืบค้นเมื่อ July 25.  Unknown parameter |accessyear= ignored (help);
  80. "Full Biography — Maroon 5". MTV. 2007. สืบค้นเมื่อ July 25.  Unknown parameter |accessyear= ignored (help);
  81. "World Music Awards storm Vegas". USA Today. September 16, 2004. สืบค้นเมื่อ July 25.  Unknown parameter |accessyear= ignored (help);
  82. Roth, Kaj (February 19, 2005). "Maroon 5 wins GRAMMY!". Melodic.net. สืบค้นเมื่อ July 25.  Unknown parameter |accessyear= ignored (help);
  83. "Pop Awards". GrooveVolt.com. 2005. สืบค้นเมื่อ July 25.  Unknown parameter |accessyear= ignored (help);
  84. "Maroon 5 Triumph at NRJ Music Awards". ContactMusic.com. January 23, 2005. สืบค้นเมื่อ July 25.  Unknown parameter |accessyear= ignored (help);
  85. Moss, Corey (February 24, 2006). "They Just Won A Grammy, So Why Do Maroon 5 Feel Like Losers?". MTV. สืบค้นเมื่อ July 25.  Unknown parameter |accessyear= ignored (help);

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]