บีตา-แคโรทีน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
บีตา-แคโรทีน
Beta-carotene-2D-skeletal.svg
BetaCarotene-3d.png
ชื่อตาม IUPAC β,β-carotene
ตัวระบุ
เลขทะเบียน CAS [7235-40-7]
PubChem 5280489
SMILES
คุณสมบัติ
สูตรโมเลกุล C40H56
มวลโมเลกุล 536.87 g mol−1
ลักษณะทางกายภาพ red-purple solid
ความหนาแน่น 0.941 ± 0.06 g/cm3
จุดหลอมเหลว

180-182 °C

ความสามารถละลายได้ ใน น้ำ Insoluble in cold water or hot water. Soluble in diethyl ether, acetone, benzene, chloroform, carbon disulfide. Moderately soluble in petroleium ether, oils.Very slightly soluble in methanol.

Soluble in fat solvents

หากมิได้ระบุเป็นอื่น ข้อมูลข้างต้นนี้คือข้อมูลสาร ณ ภาวะมาตรฐานที่ 25 °C, 100 kPa
แหล่งอ้างอิงของกล่องข้อมูล

บีตา-แคโรทีน (อังกฤษ: β-carotene) เป็นสารตั้งต้นของ วิตามินเอ (โปรวิตามินเอ) มีบทบาทสำคัญในการรักษาสุขภาพและเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ทั้งนี้ โดยปกติร่างกายของมนุษย์เราสามารถเปลี่ยนบีตา-แคโรทีนไปเป็นวิตามินเอได้ตามปริมาณที่ร่างกายต้องการ นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เสมือนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระด้วย

สำหรับขนาดรับประทานของวิตามินเอเพื่อรักษาสุขภาพโดยทั่วไปคือ 5,000 หน่วยสากล (IU) ซึ่งเทียบเท่ากับบีตา-แคโรทีน 3 มิลลิกรัม และสำหรับปริมาณที่สมเหตุสมผลของบีตา-แคโรทีนที่แนะนำให้รับประทานต่อวันเพื่อรักษาสุขภาพให้แข็งแรงคือ 15 มิลลิกรัม ในขณะที่การรับประทานเพื่อหวังผลในรักษาจะต้องได้รับในปริมาณมากกว่านี้

ประโยชน์ของบีตา-แคโรทีน[แก้]

  1. ดูแลรักษาผิวพรรณอันเป็นส่วนของร่างกายที่ดีที่สุดที่จะทำให้ทราบว่าอนุมูลอิสระมีผลต่อเราแล้วหรือยัง เช่น ผิวเริ่มเหี่ยวย่น ไม่ผ่องใส
  2. ลดความเสี่ยงต่อภาวะมะเร็ง อนุมูลอิสระมีผลเกี่ยวข้องกับมะเร็งเนื้อร้าย การลดปริมาณอนุมูลอิสระเท่ากับลดความเสี่ยงของมะเร็ง ทั้งยังพบว่าบีตา-แคโรทีนให้ผลกระตุ้นเซลล์ภูมิต้านทานในร่างกายที่ชื่อ ที-เฮลเปอร์ให้ทำงานต้านสิ่งแปลกปลอมได้ดีขึ้น ให้ผลดีกับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อมะเร็ง
  3. บำรุงสุขภาพของดวงตา บีตา-แคโรทีนเมื่อโดนย่อยสลายที่ตับแล้วจะได้วิตามินเอ ซึ่งร่างกายนำไปใช้สร้างสารโรดอปซินในดวงตาส่วนเรตินา ทำให้ตามีความสามารถในการมองเห็นในตอนกลางคืนได้ และยังลดความเสื่อมของเซลล์ของลูกตา ลดความเสี่ยงต่อการเป็นต้อกระจกด้วย
  4. ชะลอความแก่ บีตา-แคโรทีนให้ผลในการลดความเสื่อมของเซลล์จากอนุมุลอิสระ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดกระบวนการแก่

แหล่งอาหาร[แก้]

บีตา-แคโรทีนมีในพืชสีเหลืองและสีส้ม และ ผักที่มีสีเขียว เช่น

  • แครอต
  • ฟักทอง
  • หน่อไม้ฝรั่ง
  • ข้าวโพดอ่อน
  • แตงโม
  • แคนตาลูป
  • มะละกอสุก
  • บร็อกโคลี่
  • มะระ
  • ผักบุ้ง
  • ต้นหอม
  • ผักคะน้า
  • ผักตำลึง

ส่วนเหตุที่อาหารบางชนิดมีสีเขียว เป็นเพราะสีของบีตา-แคโรทีนถูกสีเขียวของคลอโรฟิลล์บดบัง

ผลข้างเคียง[แก้]

บีตา-แคโรทีนนับเป็นสารอาหารที่มีบทบาทสำคัญสำหรับสุขภาพของมนุษย์ อย่างไรก็ตามไม่พบว่ามีรายงานของการขาดบีตา-แคโรทีนเลย แม้ว่าการวิจัยจำนวนมากจะระบุว่า การเสริมด้วยบีตา-แคโรทีนใช้ในคนที่มีอาการขาดวิตามินเอ แต่ก็ยังคงไม่มีข้อมูลแน่ชัดที่แสดงถึงอาการขาดบีตา-แคโรทีน ซึ่งนักวิทยาศาสตร์และนักโภชนาการแนะนำว่าเราควรรับประทานบีตา-แคโรทีนเข้าสู่ร่างกายโดยการบริโภคผักสดและผลไม้สด

สำหรับผลข้างเคียงที่อาจเป็นผลเสียต่อร่างกายจากเบตาแคโรทีน ขณะนี้ยังไม่พบ แม้จากการวิจัยพบว่าวิตามินเออาจเป็นพิษได้ถ้ารับประทานในปริมาณที่สูงกว่า 25,000 หน่วยสากล (IU) ต่อวัน แต่ไม่พบว่าบีตา-แคโรทีนมีความเป็นพิษ เมื่อรับประทานในปริมาณสูง ส่วนการมีปฏิกิริยากับสารอื่นไม่พบรายงานว่ามีปฏิกิริยาของบีตา-แคโรทีนกับยาสมุนไพร รวมทั้งผลิตภัณฑ์อาหารเสริมใดๆ

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]