เจ้าทิพวรรณ ณ เชียงตุง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
เจ้าทิพวรรณ ณ เชียงตุง
เจ้านายฝ่ายเหนือ
เจ้าทิพวรรณ ณ เชียงตุง.jpg
สามีเจ้าฟ้าสิริสุวรรณราชยสสรพรหมลือ
พระบุตร7 คน
ราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์-ลำปาง (ประสูติ)
มังราย-เชียงตุง (เสกสมรส)
พระบิดาเจ้าไชยสงคราม (น้อยเบี้ย ณ ลำปาง)
พระมารดาเจ้าฝนห่าแก้ว ณ ลำปาง
เกิด2 ตุลาคม พ.ศ. 2446
อนิจกรรม26 มีนาคม พ.ศ. 2532 (85 ปี)

เจ้าทิพวรรณ ณ เชียงตุง (คำเมือง: LN-Chao Thipphawan.png) (สกุลเดิม ณ ลำปาง; 2 ตุลาคม พ.ศ. 2446 – 26 มีนาคม พ.ศ. 2532) พระธิดาในเจ้าไชยสงคราม (น้อยเบี้ย ณ ลำปาง) กับเจ้าฝนห่าแก้ว ณ ลำปาง และเป็นราชนัดดาในเจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต กับแม่เจ้าเมืองชื่น ณ ลำปาง และเจ้าทิพวรรณได้เสกสมรสกับเจ้าฟ้าสิริสุวรรณราชยสสรพรหมลือ[1]

ประวัติ[แก้]

เจ้าทิพวรรณ ณ เชียงตุง เป็นธิดาของเจ้าไชยสงคราม (น้อยเบี้ย ณ ลำปาง) กับเจ้าฝนห่าแก้ว ณ ลำปาง (ราชธิดาในเจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต เจ้าผู้ครองนครลำปางองค์สุดท้าย กับแม่เจ้าเมืองชื่นราชเทวี) เกิดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2446 ณ คุ้มหลวงของเจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิต มีพี่สาวทั้งหมด 4 คน เนื่องจากเจ้าทิพวรรณกำพร้าบิดามารดาตั้งแต่วัยเยาว์จึงได้รับการเลี้ยงดูจากเจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิต ผู้เป็นตา และได้รับการศึกษาอบรมเป็นอย่างดีร่วมกับเจ้านายองค์อื่น ๆ ภายในคุ้มหลวง

หมั้นและเสกสมรส[แก้]

เจ้าทิพวรรณ ณ เชียงตุง และเจ้าฟ้าพรหมลือ

เมื่อเจ้าทิพวรรณอายุได้ 17 ปี ได้พบรักกับเจ้าฟ้าพรหมลือ ราชโอรสในเจ้าฟ้าก้อนแก้วอินแถลง เจ้าผู้ครองนครเชียงตุง ซึ่งได้เสด็จเยือนนครลำปาง และได้รับการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติจากเจ้าผู้ครองนครลำปาง แต่การที่เจ้าต่างนครจะเสกสมรสกันได้ จะต้องได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสียก่อน และเนื่องจากขณะนั้นเชียงตุงอยู่ในบังคับของอังกฤษ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเกรงว่าจะมีปัญหาระหว่างประเทศได้ จึงไม่ทรงอนุญาต แต่ต่อมาก็ได้มีการหมั้นกันไว้ก่อน จนกระทั่งปี พ.ศ. 2465 เมื่อเจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิตถึงแก่พิราลัย เจ้าฟ้าพรหมลือได้เสด็จมาเคารพพระศพ และถือโอกาสนี้เข้าพิธีเสกสมรสกับเจ้าทิพวรรณ จากนั้นทั้งสองก็เดินทางกลับนครเชียงตุง

โอรส-ธิดา[แก้]

เจ้าทิพวรรณ ณ เชียงตุง มีโอรสธิดา 7 คน ได้แก่

ในยุคสงครามมหาเอเชียบูรพา[แก้]

ต่อมาไม่นานเกิดเหตุการณ์ไม่สงบในนครเชียงตุง ทำให้เจ้าฟ้าพรหมลือถูกส่งตัวไปช่วยราชการที่ตองยี และเมื่อเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพาขึ้นก็ถูกส่งไปควบคุมตัวที่เมืองโหม่วหยั่ว แต่ภายหลังเจ้าฟ้าพรหมลือก็ได้พาครอบครัวหนีการควบคุมของอังกฤษเข้าหาฝ่ายไทย ที่ตำบลท่าก้อ ซึ่งรัฐบาลไทยได้ให้การต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ และเมื่อรัฐบาลประกาศให้รวมแคว้นสหรัฐไทยเดิมเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเจ้าฟ้าพรหมลือเป็นเจ้านครเชียงตุง และให้เป็นผู้ช่วยข้าหลวงปกครองฝ่ายทหาร ช่วยราชการสนามนครเชียงตุงด้วย ซึ่งท่านก็ได้สนับสนุนและช่วยเหลือกองทัพไทยเป็นอย่างมาก

กลับสู่ดินแดนไทย[แก้]

เมื่อสงครามสิ้นสุดลง เจ้าฟ้าพรหมลือได้อพยพครอบครัวเข้ามาลี้ภัยในประเทศไทย โดยประทับที่จังหวัดลำปางก่อน จากนั้นจึงได้เสด็จย้ายมาอยู่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2488 หลังจากเจ้าฟ้าพรหมลือเสด็จถึงแก่พิราลัย เมื่อ พ.ศ. 2498 เจ้าทิพวรรณ ได้ประกอบอาชีพทำไม้สัก และโรงเลื่อย โดยได้รับสัมปทานป่าไม้จากรัฐบาล

อนิจกรรม[แก้]

คุณหญิง เจ้าทิพวรรณ ณ เชียงตุง ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2532 ณ คุ้มสี่แยกกลางเวียง (ปัจจุบันคือ ศาลาธนารักษ์ เชียงใหม่) ถนนราชดำเนิน อำเภอเมืองเชียงใหม่ รวมอายุได้ 86 ปี[2] โดยงานพระราชทานเพลิงศพ เจ้าทิพวรรณ ณ เชียงตุง มีขึ้นเมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2533 ซึ่งจัดให้เป็นพิธีศพแบบโบราณของล้านนา[3] โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธาน[4]

เครื่องราชอิสริยาภรณ์[แก้]

พงศาวลี[แก้]

อ้างอิง[แก้]