ลูทวิชชาวเยอรมัน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก ลุดวิจชาวเยอรมัน)
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ลูทวิชชาวเยอรมัน
Louis the German
พระมหากษัตริย์แห่งบาวาเรียและแฟรงก์ตะวันออก
Ludwig der Deutsche.jpg

ลูทวิชชาวเยอรมัน
ราชวงศ์ การอแล็งเฌียง
ครองราชย์ บาวาเรีย: ค.ศ. 817 - ค.ศ. 876
แฟรงก์ตะวันออก: ค.ศ. 843 - ค.ศ. 876
ประสูติ ค.ศ. 806
สวรรคต 28 สิงหาคม ค.ศ. 876 (69-70 พรรษา)
กษัตริย์บาวาเรีย

ลูทวิชชาวเยอรมัน (เยอรมัน: Ludwig der Deutsche) หรือ หลุยส์ชาวเยอรมัน (อังกฤษ: Louis the German; Louis II; Louis the Bavarian) (ค.ศ. 80628 สิงหาคม ค.ศ. 876) เป็นพระมหากษัตริย์แห่งบาวาเรียระหว่าง ค.ศ. 817 จนเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ค.ศ. 876 และเป็นกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรแฟรงก์ตะวันออก ตั้งแต่ ค.ศ. 843 จนเสด็จสวรรคต ลูทวิชเป็นพระราชโอรสในลูทวิชผู้เคร่งศีลกับพระชายาองค์แรกเอียร์เมนการ์ดแห่งเฮสเบย์ และเป็นพระราชนัดดาของชาร์เลอมาญ

ลูทวิชได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระมหากษัตริย์แห่งบาวาเรียในปี ค.ศ. 817 ซึ่งเป็นวิธีที่ชาร์เลอมาญใช้ในการมอบดินแดนให้แก่สมาชิกในครอบครัวเพื่อให้ไปเป็นข้าหลวงในดินแดนต่างๆ เมื่อลูทวิชเดอะไพอัสแบ่งอาณาจักรในปลายรัชสมัยในปี ค.ศ. 843 ลูทวิชชาวเยอรมันก็ได้รับราชอาณาจักรแฟรงก์ตะวันออก ดินแดนที่ครอบคลุมบริเวณตั้งแต่แม่น้ำเอลเบอไปจนถึงบาวาเรียปัจจุบันจากสนธิสัญญาแวร์เดิงและครอบครองจนเสด็จสวรรคต


สงครามแย่งชิงมรดกของจักรพรรดิลูทวิชผู้ศรัทธา[แก้]

ลูทวิชเป็นพระราชโอรสคนที่สามของจักรพรรดิลูทวิชที่ 1 กับเอียร์เมนการ์ดผู้เป็นพระมเหสี พระองค์ใช้ชีวิตในช่วงแรกๆ ที่ราชสำนักของชาร์เลอมาญ พระอัยกาที่ว่ากันว่ารักพระองค์มากเป็นพิเศษ เมื่อจักรพรรดิลูทวิชที่ 1 ผู้เป็นพระราชบิดาแบ่งดินแดนของพระองค์ให้แก่พระราชโอรสในปี ค.ศ. 817 ลูทวิชได้ไบเอิร์นกับดินแดนรอบข้าง ทว่าเกิดความไม่สงบในการบริหารปกครองจนถึงปี ค.ศ. 825 ซึ่งพระองค์ได้ร่วมทำสงครามกับชนชาวสลาฟบนพรมแดนทางตะวันออก ในปี ค.ศ. 827 พระองค์ได้สมรสกับเอ็มมา ธิดาของเวล์ฟที่ 1 เคานต์แห่งไบเอิร์น และพี่น้องหญิงของจูดิธแห่งไบเอิร์น พระมารดาเลี้ยงของพระองค์เอง ซึ่งต่อมาทั้งคู่มีพระราชบุตรด้วยกัน คือ

  • ฮิลเดอการ์ด (ประสูติ ค.ศ. 828)
  • คาร์โลมันแห่งไบเอิร์น (ประสูติ ค.ศ. 829) กษัตริย์แห่งไบเอิร์น
  • เอียร์เมนการ์ด พระอธิการิณี
  • กีเซลา สมรสกับแบร์ธอลด์ที่ 1 เคานต์พาลาไทน์แห่งชวาเบิน ทรงเป็นมารดาของคูนิกูนเดอแห่งชวาเบิน พระมเหสีของพระเจ้าคอนราทที่ 1 แห่งเยอรมนี
  • ลูดวิชผู้ลูก (ประสูติ ค.ศ. 835)
  • แบร์ธา
  • คาร์ลผู้อ้วนพี


หลังการสมรสไม่นานลูทวิชเริ่มเข้ามาแทรกแซงในความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากการที่จูดิธพยายามรักษาราชอาณาจักรไว้ให้คาร์ล พระโอรสของพระนาง จนส่งผลให้เกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างลูทวิชและพี่น้องกับจักรพรรดิลูทวิชที่ 1 พระองค์เปลี่ยนข้างไปมาหลายครั้ง จนในปี ค.ศ. 839 จักรพรรดิลูทวิชที่ 1 ได้โอนการครอบครองบางส่วนของลูทวิชให้แก่โลแทร์ ลูทวิชจึงก่อกบฏอีกครั้งและพระราชบิดาของพระองค์ได้สวรรคตในการสู้รบที่ตามมา


สนธิสัญญาแวร์เดิง[แก้]

การแบ่งดินแดนตามสนธิสัญญาแวร์เดิง ปี ค.ศ. 843 สีส้ม คือ ดินแดนของลูทวิชชาวเยอรมัน, สีเขียว คือ ดินแดนของโลแทร์ที่ 1, สีน้ำเงิน คือ ดินแดนของชาร์ลส์ผู้ศีรษะล้าน

ลูทวิชผู้เป็นพ่อสวรรคตในปี ค.ศ. 840 โลทาร์ซึ่งเป็นพระราชโอสคนโตได้อ้างสิทธิ์ในจักรวรรดิทั้งหมด ลูทวิชจึงร่วมมือกับพระเจ้าคาร์ลผู้ศีรษะล้าน พระอนุชาต่างมารดา (พระโอรสของจูดิธ) ปราบโลทาร์ได้ที่ฟงเตอนัวในวันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ. 841 ในช่วงมิถุนายน ค.ศ. 842 สามพี่น้องเจอกันบนเกาะในแม่น้ำซวนเพื่อเจรจาสันติภาพ ต่างคนต่างตั้งคณะผู้แทนขึ้นมาสี่สิบคนเพื่อจัดการเรื่องขอบเขตราชอาณาจักรของตน นำมาสู่การทำสนธิสัญญาแวร์เดิงซึ่งได้รับข้อสรุปในเดือนกันยายน ค.ศ. 843 โดยลูทวิชได้ดินแดนของจักรวรรดิการอแล็งเฌียงส่วนที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำไรน์ กับชไปเออร์, วอร์มส์ และไมนทซ์ซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำ ในขณะที่พี่น้องอีกสองคน คือ คาร์ล ได้พื้นที่ทางตะวันตกของจักรวรรดิ ส่วนโลแทร์ที่ 1 ได้พื้นที่ทางตอนกลาง อาณาเขตของลูทวิชยังรวมไปถึงไบเอิร์นซึ่งพระองค์ได้ตั้งเรเกินส์บวร์คเป็นศูนย์กลางในการบริหารปกครอง กับทือริงเงิน, ฟรังเคิน และซัคเซิน ซึ่งล้วนเป็นมณฑลที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกของจักรวรรดิการอแล็งเฌียง จึงอาจเรียกได้ว่าพระองค์คือผู้ก่อตั้งราชอาณาจักรแฟรงก์ตะวันออก (หรือราชอาณาจักรเยอรมนี) แม้ความพยายามในการรักษาความเป็นหนึ่งเดียวของจักรวรรดิจะไม่สัมฤทธิ์ผล


ในปี ค.ศ. 842 พระองค์บดขยี้การลุกฮือในซัคเซิน และทำการสู้รบกับชาวโบฮีเมีย, ชาวโมราเวีย และกลุ่มชนอื่นๆ แต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จนักในการปลดปล่อยชายฝั่งดินแดนของพระองค์จากการปล้นสะดมของโจรสลัดชาวเดนท์ ในการประชุมสภานักบวชและสภาขุนนางเฉพาะกิจที่พระองค์จัดขึ้นมา ได้มีการประกาศใช้กฎหมายเพื่อให้การบริหารศาสนจักรและรัฐเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น


ความขัดแย้งกับพระเจ้าคาร์ลผู้ศีรษะล้าน[แก้]

ในปี ค.ศ. 853 กลุ่มขุนนางได้รวมตัวกันต่อต้านพระเจ้าคาร์ลผู้ศีรษะล้าน กษัตริย์แห่งราชอาณาจักรแฟรงก์ตะวันตก (ราชอาณาจักรฝรั่งเศส) เนื่องจากสะอิดสะเอียนกับการปกครองอันเลวทรามชั่วร้ายของพระองค์ กลุ่มขุนนางร้องขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าลูทวิช ในปี ค.ศ. 854 พระเจ้าลูทวิชได้ส่งลูทวิชผู้ลูกไปอากีแตนเพื่อปลดพระเจ้าคาร์ลลงจากบัลลังก์ แต่ความพยายามของพระองค์ล้มเหลว ในช่วงปี ค.ศ. 858 ถึง 859 พระเจ้าลูทวิชทำสงครามกับพระเจ้าคาร์ล แต่ทรงรุกรานราชอาณาจักรแฟรงก์ตะวันตกไม่สำเร็จ กระทั่งมีการทำสนธิสัญญาสันติภาพโคเบล็นทซ์ในปี ค.ศ. 860 ลูทวิชได้สละสิทธิ์ในดินแดนของพระเจ้าคาร์ล


ในปี ค.ศ. 855 จักรพรรดิโลทาร์สวรรคต ลูทวิชที่ 2 พระราชโอรสคนโตของพระองค์ได้สืบทอดอิตาลี ส่วนโลแทร์ พระราชโอรสคนที่สองได้สืบทอดพื้นที่ทางเหนือของราชอาณาจักร (หรือโลธริงเงิน) ความอ่อนแอของทั้งสองราชอาณาจักรและความวุ่นวายอันเป็นผลมาจากปัญหาเรื่องการสมรสของพระเจ้าโลแทร์เปิดช่องทางให้แก่พระเจ้าลูดวิชกับพระเจ้าคาร์ลผู้ศีรษะล้าน ยิ่งพระเจ้าโลแทร์ไร้บุตรธิดาตามกฎหมายก็ยิ่งเป็นประโยชน์แก่ทั้งคู่ พระเจ้าลูทวิชสนับสนุนให้พระเจ้าโลแทร์หย่าจากท็อตแบร์กาผู้เป็นพระมเหสี ขณะที่พระเจ้าคาร์ลไม่เห็นด้วยกับการหย่าดังกล่าว แต่ในปี ค.ศ. 865 พระเจ้าลูดวิชกับพระเจ้าคาร์ลเจอกันบริเวณเทศบาลตุลของฝรั่งเศสในปัจจุบัน เพื่อตกลงกันเรื่องการแบ่งราชอาณาจักรของพระเจ้าโลแทร์ผู้เป็นพระภาติยะ แต่เมื่อพระเจ้าโลแทร์สวรรคตในปี ค.ศ. 869 พระเจ้าลูทวิชป่วยหนัก พระเจ้าคาร์ลผู้ศีรษะล้านจึงยึดเอาราชอาณาจักรทั้งหมดไป เมื่อพระเจ้าลูดวิชหายจากอาการป่วย พระองค์ได้บุกโลธริงเงินในปี ค.ศ. 870 เคานตีจึงถูกแบ่งให้แก่พระเจ้าลูทวิชกับพระเจ้าคาร์ลตามสนธิสัญญาเมียร์เซิง โดยพระเจ้าลูทวิชได้ฟรีสลันด์และขยายอาณาเขตอย่างกว้างขวางออกไปทางตะวันตกของแม่น้ำไรน์


บั้นปลายชีวิต[แก้]

ในช่วงบั้นปลายชีวิตพระเจ้าลูทวิชประสบปัญหาเรื่องการลุกฮือของพระราชโอรส ในช่วงปี ค.ศ. 865 ถึง ค.ศ. 872 พระเจ้าลูทวิชได้แบ่งอาณาเขตของพระองค์ให้แก่พระราชโอรสสามคน คือ คาร์โลมัน, ลูทวิชผู้ลูก และคาร์ลผู้อ้วนพี ความขัดแย้งและความไม่พอใจต่อการแบ่งดินแดนนำไปสู่การปฏิวัติของพระราชโอรสสองในสามคนในช่วงปี ค.ศ. 861 ถึง ค.ศ. 873 คาร์โลมัน พระราชโอรสคนโตก่อปฏิวัติในปี ค.ศ. 861 และอีกครั้งในอีกสองปีต่อมา เป็นตัวอย่างให้ลูทวิช พระราชโอรสคนที่สองลุกฮือบ้างโดยมีพระเจ้าคาร์ลร่วมด้วย


แม้พระเจ้าลูทวิชชาวเยอรมันจะสนับสนุนการทำภารกิจในโมราเวียของชาวคาทอลิก แต่พระองค์ไม่สามารถควบคุมพื้นที่ดังกล่าวได้และพ่ายแพ้ในสงครามอันนำไปสู่การสถาปนาโมราเวียใหญ่ ซึ่งประกาศตนเป็นอิสระหลังปี ค.ศ. 874


เรือนเฝ้าประตูแบบการอแล็งเฌียง สู่วิหารลอร์สชอันเป็นที่ฝังร่างของลูดวิชชาวเยอรมัน

ข่าวลือเรื่องการสวรรคตของจักรพรรดิลูทวิชที่ 2 ผู้เป็นพระภาติยะ ทำให้สงครามระหว่างพ่อลูกสงบลง แต่กลับทำให้สงครามระหว่างพระเจ้าลูทวิชชาวเยอรมันกับพระเจ้าคาร์ลปะทุขึ้นอีกครั้ง ทว่าจักรพรรดิไม่ได้สวรรคตจริง พระองค์แค่ถูกจับคุมขัง พระเจ้าลูทวิชได้พบกับเองเงิลแบร์กา พระมเหสีของจักรพรรดิลูทวิชที่ 2 ที่เทรนท์ในปี ค.ศ. 872 และร่วมมือกับพระนางต่อสู้กับพระเจ้าคาร์ลผู้ศีรษะล้าน แม้ในปี ค.ศ. 874 จักรพรรดิลูทวิชที่ 2 จะเคยประกาศสนับสนุนคาร์โลมัน พระราชโอรสคนโตของพระเจ้าลูทวิชเป็นจักรพรรดิคนต่อไป แต่หลังจักรพรรดิลูทวิชที่ 2 สวรรคตจริงในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 875 พระเจ้าคาร์ลเดินทางมาถึงอิตาลีก่อนคู่แข่ง พระองค์ให้สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์นที่ 8 สวมมงกุฎจักรพรรดิแห่งราชอาณาจักรแฟรงก์ตะวันตกให้แก่ตน คาร์โลมันเกลี้ยกล่อมจักรพรรดิคาร์ลจนพระองค์ข้ามเทือกเขาแอลป์กลับไปปกป้องบัลลังก์จักรพรรดิของพระองค์ พะเจ้าลูทวิชกำลังเตรียมความพร้อมเพื่อทำสงครามกับจักรพรรดิคาร์ลในตอนที่พระองค์สิ้นพระชนม์ในวันที่ 28 กันยายน ค.ศ. 876 ที่แฟรงค์เฟิร์ต ร่างของพระองค์ถูกฝังที่ลอร์สช ทรงใช้เวลาในรัชสมัยของพระองค์ไปกับการปกป้องพรมแดนจากชาวสลาฟและชาวเดนท์ และปราบปรามการก่อปฏิวัติหลายครั้งของพระราชโอรส


อ้างอิง[แก้]

ข้อมูลเพิ่มเติม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

วิกิมีเดียคอมมอนส์มีสื่อเกี่ยวกับ ลูทวิชชาวเยอรมัน