สมเด็จพระราชินีนาถโจวันนาที่ 1 แห่งเนเปิลส์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
โจวันนาที่ 1 แห่งเนเปิลส์
Jana1 neapol.jpg
พระบรมสาทิสลักษณ์สมเด็จพระราชินีนาถโจวันนาที่ 1 จากหนังสือ ไบเบิลแห่งเนเปิลส์
สมเด็จพระราชินีนาถแห่งเนเปิลส์
ครองราชย์20 มกราคม ค.ศ. 1343 -
12 พฤษภาคม ค.ศ. 1382
(39 ปี 112 วัน)
พระราชพิธีราชาภิเษก
28 กรกฎาคม ค.ศ. 1344 (เพียงพระองค์เดียว)
27 พฤษภาคม ค.ศ. 1352 (ร่วมกับกษัตริย์หลุยส์ที่ 1)
ก่อนหน้าพระเจ้าโรแบร์โต
ถัดไปพระเจ้าคาร์โลที่ 3
ผู้สำเร็จราชการ
สมเด็จพระพันปีหลวงซานเชีย
ฟิลิปป์ เดอ คาบาสโซเลส
ฟิลิโป ดิ ซานกิเน็ตโต
กิฟเฟรโด ดิ มาร์ซาโน
ชายาใน เจ้าชายแอนดรูว์แห่งฮังการี
แต่งค.ศ. 1333 - เป็นม่ายค.ศ. 1345
ใน หลุยส์ เจ้าชายแห่งตารันโต
แต่งค.ศ. 1347 - เป็นม่ายค.ศ. 1362
ใน เจมส์ที่ 4 ผู้อ้างสิทธิในกษัตริย์มาจอร์กา
แต่งค.ศ. 1363 - เป็นม่ายค.ศ. 1375
ใน ออตโต ดยุกแห่งเบราน์ชไวค์-กรูเบนฮาเกน
แต่งค.ศ. 1376 - พระนางสวรรคต
พระราชบุตรชาลส์ มาร์แตล ดยุกแห่งคาลาเบรีย
แคทเทอรีนแห่งตารันโต
ฟรังซัวส์แห่งตารันโต
พระนามเต็ม
โจวันนา อ็องชู
ราชวงศ์ราชวงศ์กาเปเตียง-อ็องชู
พระราชบิดาชาร์ล ดยุกแห่งคาลาเบรีย
พระราชมารดามารีแห่งวาลัวส์
ประสูติค.ศ. 1326/1327
เนเปิลส์
สวรรคต27 กรกฎาคม ค.ศ. 1382 (56 ปี)
ซานเฟเล
ฝังพระศพซานตาชีอารา, เนเปิลส์
ศาสนาโรมันคาทอลิก

สมเด็จพระราชินีนาถโจวันนาที่ 1 แห่งเนเปิลส์ หรือ โจแอนนาที่ 1 (๋Joanna I) หรือทรงเป็นที่รู้จักในพระนาม โจฮันนาที่ 1 (Johanna I) (อิตาลี: Giovanna I; ค.ศ. 1326/1327 - 27 กรกฎาคม ค.ศ. 1382) ทรงเป็นสมเด็จพระราชินีนาถแห่งราชอาณาจักรเนเปิลส์ เคานท์เตสแห่งพรอว็องส์และฟอร์คาลกีเยร์ ในช่วงปีค.ศ. 1343 ถึง 1382 พระนางยังทรงเป็นเจ้าหญิงแห่งอาเชีย (Princess of Achaea) ระหว่างปีค.ศ. 1373 ถึง 1381 สมเด็จพระราชินีนาถโจวันนาทรงเป็นพระราชธิดาองค์ใหญ่ในชาลส์ ดยุกแห่งคาลาเบรียกับมารีแห่งวาลัวส์ ที่ทรงดำรงพระชนม์จวบจนเจริญพระชันษา พระราชบิดาของพระนางเป็นพระราชโอรสในพระเจ้าโรแบร์โต ผู้ชาญฉลาด กษัตริย์แห่งเนเปิลส์ แต่พระราชบิดาของพระนางสิ้นพระชนม์ก่อนหน้าพระอัยกาในปีค.ศ. 1328 สามปีต่อมา กษัตริย์โรแบร์โตทรงแต่งตั้งเจ้าหญิงโจวันนาเป็นองค์รัชทายาทและทรงมีพระราชบัญชาให้เหล่าขุนนางถวายความจงรักภักดีต่อพระนาง ดังนั้นเพื่อทำให้สถานะของเจ้าหญิงโจวันนาแน่ชัดขึ้น กษัตริย์โรแบร์โตจึงทรงทำข้อตกลงกับพระนัดดาของพระองค์ คือ พระเจ้าชาลส์ที่ 1 แห่งฮังการี เกี่ยวกับการเสกสมรสระหว่างเจ้าหญิงโจวันนากับเจ้าชายแอนดรูว์แห่งฮังการี พระราชโอรสองค์รองของกษัตริย์ฮังการี กษัตริย์ชาร์ลที่ 1 มีพระราชประสงค์ที่จะครอบครองมรดกของพระปิตุลาให้ตกเป็นของเจ้าชายแอนดรูว์ แต่กษัตริย์โรแบร์โตกลับสถาปนาเจ้าหญิงโจวันนาให้เป็นรัชทายาทแต่เพียงผู้เดียวในวันที่สวรรคต ปีค.ศ. 1343 พระองค์ยังทรงประกาศแต่งตั้งสภาผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ปกครองราชอาณาจักรจนกว่าสมเด็จพระราชินีนาถโจวันนาจะมีพระชนมายุครบ 21 พรรษา แต่ในความเป็นจริงแล้วคณะผู้สำเร็จราชการไม่สามารถบริหารราชอาณาจักรได้หลังกษัตริย์สวรรคต

พระญาติของพระนางโจวันนาคือ ชาร์ล ดยุกแห่งดูราซโซ เสกสมรสกับพระขนิษฐาของพระนางคือ มาเรียแห่งคาลาเบรีย โดยไม่ได้ขอพระบรมราชานุญาตจากพระนาง

ช่วงต้นพระชนม์ชีพ[แก้]

เจ้าหญิงโจวันนาเป็นพระราชบุตรองค์ที่สองในชาลส์ ดยุกแห่งคาลาเบรีย (ซึ่งเป็นพระราชโอรสที่รอดพระชนม์เพียงพระองค์เดียวของพระเจ้าโรแบร์โต ผู้ชาญฉลาด กษัตริย์แห่งเนเปิลส์) กับมารีแห่งวาลัวส์ (พระขนิษฐาในพระเจ้าฟีลิปที่ 6 แห่งฝรั่งเศส[1] ไม่ปรากฎหลักฐานแน่ชัดถึงวันที่ประสูติ แต่คาดว่าพระนางอาจประสูติในปี 1326 หรือ 1327[1][2] โดนาโต อัคชิเอียโอลี นักประวัติศาสตร์ยุคเรอแนซ็องส์ อ้างว่า พระนางประสูติในฟลอเรนซ์ แต่ตามข้อคิดเห็นของแนนซี โกลด์สโตน นักวิชาการระบุว่า จริงๆแล้วพระนางอาจประสูติในระหว่างที่พระราชบิดาและพระราชมารดาเสด็จประพาสระหว่างเมืองต่างๆ[1] เจ้าหญิงเอลอยซา หรือ หลุยส์ พระเชษฐภคินีของพระนางสิ้นพระชนม์ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1326 และเจ้าชายชาร์ล มาร์แตล พระอนุชาเพียงองค์เดียวของพระนางสิ้นพระชนม์ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1327 หลังจากประสูติมาได้เพียง 8 วัน[1]

เจ้าชายชาลส์แห่งคาลาเบรียสิ้นพระชนม์โดยไม่มีใครคาดคิดในวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1328[3] การสิ้นพระชนม์ของพระองค์ ทำให้กษัตริย์โรแบร์โตต้องเผชิญกับปัญหาการสืบราชบัลลังก์ เนื่องจากพระราชบุตรที่ประสูติหลังจากเจ้าชายชาร์ลสิ้นพระชนม์ไปแล้วก็ยังเป็นพระราชธิดา พระนามว่า เจ้าหญิงมาเรีย[1][4] แม้ว่ากฎมณเฑียรบาลของเนเปิลส์จะไม่ได้ห้ามสตรีครองบัลลังก์ แต่การมีสมเด็จพระราชินีนาถปกครองนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ปกติ[5] มีการทำข้อตกลงระหว่างสันตะสำนักและกษัตริย์โรแบร์โต ผู้ชาญฉลาด พระอัยกาของพระนาง ว่า มีการยอมรับเชื้อสายที่เป็นสตรีของพระเจ้าการ์โลที่ 1 แห่งเนเปิลส์ให้สามารถสืบราชบัลลังก์ได้ แต่มีข้อแม้ว่าสมเด็จพระราชินีนาถจะต้องอภิเษกสมรสและอนุญาตให้พระสวามีร่วมปกครองอาณาจักรด้วย[6] นอกเหนือจากนี้ราชวงศ์เนเปิลส์นั้นเป็นราชนิกุลสาขาของราชวงศ์กาแปแห่งฝรั่งเศสและกฎหมายของฝรั่งเศสเองได้ตัดสิทธิครองราชย์ของสตรี เรียกว่า กฎหมายแซลิก[4][7] พระนัดดาของกษัตริย์โรแบร์โตคือ พระเจ้าชาลส์ที่ 1 แห่งฮังการี ได้ถูกกษัตริย์โรแบร์โตตัดสิทธิ์จากพระราชมรดกในปี 1296 แต่พระองค์ก็ไม่ได้ละทิ้งสิทธิที่พระองค์มีต่อ "Regno" (หรือ ราชอาณาจักรเนเปิลส์)[8] สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์นที่ 22 ปฏิเสธข้อเรียกร้องของกษัตริย์ชาร์ลแห่งฮังการีมาเป็นเวลานานหลายปี แต่ด้วยกษัตริย์โรแบร์โตแห่งเนเปิลส์ทรงสนับสนุนคณะฟรันซิสกัน (ซึ่งสมเด็จพระสันตะปาปาทรงมองว่าเป็นพวกนอกรีต) และการที่กษัตริย์เนเปิลส์ทรงละเลยในการจ่ายเงินสนับสนุนประจำปีให้สันตะสำนักก่อให้เกิดความตึงเครียดระหว่างพระสันตะปาปาและเนเปิลส์[9] พระอนุชาสองพระองค์ของกษัตริย์โรแบร์โต ได้แก่ ฟิลิปที่ 1 เจ้าชายแห่งตารันโต และเจ้าชายจอห์น ดยุกแห่งดูราซโซ สามารถที่จะอ้างสิทธิในราชบัลลังก์ต่อต้านสมเด็จพระราชินีนาถได้[7]

กษัตริย์โรแบร์โตทรงตั้งพระทัยแน่วแน่ที่จะปกป้องสิทธิในบัลลังก์ให้ตกอยู่แก่เชื้อสายของพระองค์ พระองค์จึงสถาปนาเจ้าหญิงโจวันนาและเจ้าหญิงมาเรียเป็นรัชทายาทของพระองค์ในพระราชพิธีที่ปราสาทนูโอโวในเนเปิลส์ วันที่ 4 ธันวาคม ค.ศ. 1330[10][11] เจ้าชายจอห์น ดยุกแห่งดูราซโซและอักเนสแห่งเปรีกอร์ พระชายา ทรงยอมรับการตัดสินพระทัยของกษัตริย์โรแบร์โต (ด้วยทรงหวังว่าหนึ่งในพระโอรสทั้งสามจะเสกสมรสกับเจ้าหญิงโจวันนา) แต่ฟิลิปที่ 1 เจ้าชายแห่งตารันโตและแคทเทอรีนแห่งวาลัวส์ พระชายา ตัดสินพระทัยที่จะไม่เคารพพระราชโองการ[9] เมื่อเจ้าหญิงโจวันนาทรงได้รับพระราชทานสิทธิในการสืบบัลลังก์ต่อจากพระอัยกาในวันที่ 30 พฤศจิกายน เจ้าชายจอห์นและอักเนสทรงอยู่ท่ามกลางเหล่าขุนนางเนเปิลส์ในการถวายความจงรักภักดีต่อรัชทายาทหญิง แต่เจ้าชายฟิลิปและแคทเทอรีนปฏิเสธไม่เข้าร่วมพระราชพิธี[12] แม้ว่าสมเด็จพระสันตะปาปาจะสามารถเกลี้ยกล่อมเจ้าชายฟิลิปให้ได้เพียงส่งตัวแทนไปยังเนเปิลส์เพื่อถวายความจงรักภักดีต่อเจ้าหญิงโจวันนาแทนพระองค์เองในวันที่ 3 มีนาคม ค.ศ. 1331[12]

กษัตริย์ชาลส์ที่ 1 แห่งฮังการีทรงทูลขอให้สมเด็จพระสันตะปาปาทรงเกลี้ยกล่อมกษัตริย์โรแบร์โตให้ฟื้นฟูดินแดนศักดินาทั้งสองแห่งของเจ้าชายชาลส์ มาร์เตล พระราชบิดาของพระองค์ในดินแดน "เร็กโน" (Regno) หรือ ราชรัฐซาแลร์โน และมองเตแห่งซันตันเจโล ให้คืนแก่พระองค์และพระราชโอรส[10] พระองค์ยังทรงผลักดันการเป็นพันธมิตรผ่านการอภิเษกสมรสโดยทรงสู่ขอเจ้าหญิงโจวันนาให้เป็นคู่ครองของหนึ่งในพระราชโอรสของพระองค์[10] สมเด็จพระสันตะปาปาทรงสนับสนุนแผนการนี้และทรงเร่งเร้าให้กษัตริย์โรแบร์โตยอมรับข้อตกลงนี้[12] แคทเทอรีนแห่งวาลัวส์ ผู้ซึ่งเป็นม่ายไม่นานทรงทราบแผนการ พระนางจึงรีบเดินทางไปเข้าเฝ้าพระเจ้าฟีลิปที่ 6 แห่งฝรั่งเศส พระเชษฐาต่างมารดาของพระนาง เพื่อให้ทรงเข้าแทรกแซงและขัดขวางแผนการอภิเษกสมรสนี้[12] พระนางทรงเสนอให้พระโอรสของพระนางทั้งสองคือ โรเบิร์ต เจ้าชายแห่งตารันโตและเจ้าชายหลุยส์ เป็นคู่อภิเษกสมรสของเจ้าหญิงโจวันนาและเจ้าหญิงมาเรีย[12] สมเด็จพระสันตะปาปาทรงแน่วแน่ในแผนการเดิมโดยมีโองการของพระสันตะปาปาในวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 1331 มีพระบัญชาให้เจ้าหญิงโจวันนาและพระขนิษฐาต้องอภิเษกสมรสกับพระราชโอรสของกษัตริย์ชาลส์ที่ 1 แห่งฮังการี[13] ในช่วงแรก พระราชโอรสองค์โตของกษัตริย์ชาลส์คือ เจ้าชายหลุยส์แห่งฮังการี ทรงได้รับการเลือกให้เป็นพระสวามีในอนาคตของเจ้าหญิงโจวันนา[14] เจ้าชายแอนดรูว์แห่งฮังการี พระอนุชาองค์รองของเจ้าชายหลุยส์ เป็นเพียงตัวเลือกสำรอง และจะขึ้นมาเป็นลำดับหนึ่งก็ต่อเมื่อพระเชษฐาสิ้นพระชนม์ก่อนกำหนด[14] แต่เมื่อมีการตกลงเจรจากัน กษัตริย์ชาลส์ทรงตัดสินพระทัยเปลี่ยนให้เจ้าชายแอนดรูว์อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงโจวันนาแทน[14]

หลังจากพระราชชนนีของเจ้าหญิงโจวันนาสิ้นพระชนม์ในปีค.ศ. 1332 พระมเหสีองค์ที่สองในกษัตริย์โรแบร์โต (พระอัยยิกาเลี้ยงของเจ้าหญิงโจวันนา) คือ ซานเชียแห่งมาจอร์กา ทรงเข้ามารับผิดชอบต่อการศึกษาของเจ้าหญิงโจวันนาแทน[2] สมเด็จพระราชินีซานเชียทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ที่มีศรัทธาแรงกล้าต่อคณะฟรันซิสกัน และทรงดำรงพระชนม์ชีพเหมือแม่ชีคณะกลาริส แต่สมเด็จพระสันตะปาปาปฏิเสธที่จะให้การเสกสมรสของพระนางกับกษัตริย์โรแบร์โตเป็นโมฆะ[2][12] พยาบาลประจำองค์พระราชินีซานเชีย คือ ฟิลิปปาแห่งคาทาเนีย เป็นผู้มีอิทธิพลสูงสุดในการอบรมศึกษาเจ้าหญิงโจวันนา[15] สมเด็จพระราชินีซานเชียและฟิลิปปาเป็นสองสตรีผู้ทรงอิทธิพลในราชสำนักกษัตริย์โรแบร์โต กษัตริย์ไม่ทรงสามารถตัดสินพระทัยได้ถ้าไม่ได้ตรัสถามพระราชินีและพยาบาลของพระนาง ทั้งนี้เป็นคำกล่าวของโจวันนี บอกกัชโช นักเขียนคนสำคัญของอิตาลีในสมัยนั้น[16]

กษัตริย์ชาลส์ที่ 1 แห่งฮังการีเสด็จมาเนเปิลส์เป็นการส่วนพระองค์เพื่อทำการเจรจากับพระปิตุลาของพระองค์ในเรื่องการเสกสมรสระหว่างเจ้าหญิงโจวันนากับเจ้าชายแอนดรูว์ในฤดูร้อนปีค.ศ. 1333[17] พระองค์ไม่ทรงใช้พระราชทรัพย์ในการเดินทางเลย เพื่อเป็นการแสดงถึงอำนาจและความมั่งคั่งของพระองค์[18] กษัตริย์ทั้งสองจึงเข้าเจรจากัน[19] เจ้าชายแอนดรูว์และเจ้าหญิงโจวันนาจะต้องหมั้นกันตามข้อตกลง แต่กษัตริย์โรแบร์โตและกษัตริย์ชาร์ลที่ 1 ยังทรงกำหนดอีกว่า ถ้าเจ้าชายแอนดรูว์มีพระชนมายุยืนยาวกว่าเจ้าหญิงโจวันนา ก็ให้เสกสมรสกับเจ้าหญิงมาเรีย ผู้เป็นพระขนิษฐาต่อ และพระโอรสองค์ที่เหลือของกษัตริย์ชาร์ลที่ 1 คือเจ้าชายหลุยส์ หรือ เจ้าชายสตีเฟนแห่งอ็องชู จะได้เสกสมรสกับเจ้าหญิงโจวันนา เมื่อยามเจ้าชายแอนดรูว์สิ้นพระชนม์ก่อน[19] สัญญาการอภิเษกสมรสได้มีการลงนามอย่างพิธีการในวันที่ 26 กันยายน[20] วันถัดมากษัตริย์โรแบร์โตสถาปนาเจ้าหญิงโจวันนาและเจ้าชายแอนดรูว์ให้ครองศักดินาดัชชีคาลาเบรียและราชรัฐซาแลร์โน[21] สมเด็จพระสันตะปาปาทรงได้รับการแบ่งสันปันส่วนผลประโยชน์สำหรับการอภิเษกสมรสในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1333[19] แต่การอภิเษกสมรสก็ไม่ได้เสร็จสมบูรณ์พร้อมเป็นเวลาหลายปี เนื่องมาจากเจ้าชายแอนดรูว์ยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะ[22] แต่มันก็ทำให้เกิดความขัดแย้งในกลุ่มตระกูลสาขาของราชวงศ์อ็องชู[23]

เจ้าชายแอนดรูว์เจริญพระชันษาในเนเปิลส์ แต่พระองค์และผู้ติดตามชาวฮังการียังคงถูกมองว่าเป็นพวกต่างชาติ[24] เหล่าญาติวงศ์เนเปิลส์ (โอรสของฟิลิปแห่งตารันโต และจอห์นแห่งดูราซโซ) หรือแม้กระทั่งเจ้าหญิงโจวันนาเองต่างเย้ยหยันเจ้าชายแอนดรูว์[25] ทั้งนักเขียนร่วมสมัยและนักเขียนในยุคหลังมองตรงกันว่า ในช่วงแรกกษัตริย์โรแบร์โตทรงตั้งพระทัยที่จะให้เจ้าชายแอนดรูว์เป็นรัชทายาท[26] ยกตัวอย่างเช่น ตามงานเขียนของโจวันนี วีลานี ระบุว่า กษัตริย์ "มีพระราชประสงค์ให้พระราชนัดดา ผู้เป็นโอรสกษัตริย์ฮังการีขึ้นสืบราชบัลลังก์หลังจากพระองค์สวรรคต"[19] แต่มีภาพเขียนในAnjou Bibleได้วาดภาพที่เห็นได้ชัดว่า มีเพียงโจวันนาเท่านั้นที่ได้สวมมงกุฎช่วงปลายทศวรรษ 1330[11][27] เป็นการระบุว่า กษัตริย์อาจจะไม่สนพระทัยในเรื่องสิทธิ์ราชบัลลังก์ของเจ้าชายแอนดรูว์[11][27] ตามพระราชพินัยกรรมของพระองค์ พระองค์ระบุให้ โจวันนาเป็นรัชทายาทหนึ่งเดียวแห่งเนเปิลส์, พรอว็องซ์, ฟอร์คัลกีแยร์และปีดมอนต์ และรวมถึงสิทธิในราชบัลลังก์เยรูซาเลมให้ตกแก่พระนาง[28] พระองค์ยังระบุให้เจ้าหญิงมาเรียครองบัลลังก์ต่อถ้าหากพระนางโจวันนาสวรรคตโดยไร้ทายาท[28] กษัตริย์โรแบร์โตไม่ทรงมีพระราชบัญชาให้จัดพิธีครองราชย์ให้แอนดรูว์ ดังนั้นจึงเป็นการกีดกันพระองค์ออกจากกิจการของเนเปิลส์[28] กษัตริย์ผู้ใกล้สวรรคตยังทรงตั้งคณะผู้สำเร็จราชการ อันประกอบด้วยที่ปรึกษาที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัย คือ รองเสนาบดี ฟิลิปป์ เดอ คาบาสโซเลส บิชอปแห่งคาวาอิลลง, ฟิลิโป ดิ ซานกิเน็ตโต ที่ปรึกษาใหญ่แห่งพรอว็องซ์ และนายพลเรือกิฟเฟรโด ดิ มาร์ซาโน โดยให้หัวหน้าคณะผู้สำเร็จราชการคือ สมเด็จพระราชินีซานเชีย[29][30] พระองค์กำหนดให้โจวันนาสามารถปกครองได้ด้วยตนเองเมื่อผ่านวันคล้ายวันพระราชสมภพ 21 พรรษา โดยปฏิเสธที่จะใช้กฎตามธรรมเนียมทั่วไปที่บรรลุนิติภาวะด้วยอายุ 18 ปี[29]

รัชกาล[แก้]

สืบราชบัลลังก์[แก้]

เชิงอรรถ[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 1.3 1.4 Goldstone 2009, p. 15.
  2. 2.0 2.1 2.2 Casteen 2015, p. 3.
  3. Goldstone 2009, pp. 17–18.
  4. 4.0 4.1 Casteen 2015, pp. 2–3.
  5. Casteen 2015, p. 9.
  6. Duran 2010, p. 76.
  7. 7.0 7.1 Monter 2012, p. 61.
  8. Goldstone 2009, pp. 38–39.
  9. 9.0 9.1 Goldstone 2009, pp. 40–41.
  10. 10.0 10.1 10.2 Lucherini 2013, p. 343.
  11. 11.0 11.1 11.2 Casteen 2015, pp. 9–10.
  12. 12.0 12.1 12.2 12.3 12.4 12.5 Goldstone 2009, p. 40.
  13. Goldstone 2009, p. 41.
  14. 14.0 14.1 14.2 Lucherini 2013, p. 344.
  15. Goldstone 2009, pp. 31–33.
  16. Goldstone 2009, p. 33.
  17. Lucherini 2013, pp. 347–348.
  18. Goldstone 2009, p. 42.
  19. 19.0 19.1 19.2 19.3 Lucherini 2013, p. 350.
  20. Lucherini 2013, pp. 348–349.
  21. Goldstone 2009, p. 45.
  22. Goldstone 2009, pp. 63–64.
  23. Abulafia 2000, p. 508.
  24. Casteen 2015, pp. 32–33.
  25. Casteen 2015, p. 33.
  26. Lucherini 2013, pp. 350–351.
  27. 27.0 27.1 Duran 2010, p. 79.
  28. 28.0 28.1 28.2 Goldstone 2009, p. 65.
  29. 29.0 29.1 Casteen 2015, p. 34.
  30. Léonard 1932, p. 335, vol.1.

อ้างอิง[แก้]

  • Abulafia, David (2000). "The Italian south". In Johns, Michael. The New Cambridge Medieval History: Volume 6, C.1300-c.1415. pp. 488–514. ISBN 0-521-36290-3.
  • Boccaccio, Giovanni (1970). Zaccaria, Vittorio, ed. De mulieribus claris. I classici Mondadori (in Italian). Volume 10 of Tutte le opere di Giovanni Boccaccio (2nd ed.). Milan: Mondadori. Biography # 106. OCLC 797065138.
  • Boccaccio, Giovanni (2003). Famous women. Brown, Virginia, trans. Cambridge, MA, USA: Harvard University Press. ISBN 9780674003477. OCLC 606534850 and 45418951.
  • Boccaccio, Giovanni (2011). On famous women. Guarino, Guido A., trans. (2nd ed.). New York: Italica Press. ISBN 9781599102658. OCLC 781678421.
  • Busquet, Raoul (1978). Laffont, Robert, ed. Histoire de Marseille. Paris.
  • Busquet, Raoul (30 November 1954). Histoire de Provence (1997 ed.). Imprimerie nationale de Monaco.
  • Casteen, Elizabeth (2015). From She-Wolf to Martyr: The Reign and Disputed Reputation of Johanna I of Naples. Cornell University Press. ISBN 978-0-8014-5386-1.
  • Closed access Casteen, Elizabeth (3 June 2011). "Sex and Politics in Naples: The Regnant Queenship of Johanna I". Journal of The Historical Society. Malden, MA, USA: Blackwell Publishing. 11 (2): 183–210. doi:10.1111/j.1540-5923.2011.00329.x. ISSN 1529-921X. OCLC 729296907. สืบค้นเมื่อ 1 June 2013. แม่แบบ:Subscription
  • Cox, Eugene L. (1967). The Green Count of Savoy. Princeton, New Jersey: Princeton University Press. LCCN 67-11030.
  • Duran, Michelle M. (2010). "The Politics of Art: Imaging Sovereignty in the Anjou Bible at Leuven". In Watteeuw, Lieve; Van der Stock, Jan. The Anjou Bible. a Royal Manuscript Revealed: Naples 1340. Peeter. pp. 73–94. ISBN 978-9-0429-2445-1.
  • Engel, Pál (2001). The Realm of St Stephen: A History of Medieval Hungary, 895–1526. I.B. Tauris Publishers. ISBN 1-86064-061-3.
  • Goldstone, Nancy (2009). The Lady Queen: The Notorious Reign of Joanna I, Queen of Naples, Jerusalem, and Sicily. Walker&Company. ISBN 978-0-8027-7770-6.
  • Léonard, Émile-G. (1932). "Histoire de Jeanne Ire, reine de Naples, comtesse de Provence (1343-1382) : La jeunesse de la reine Jeanne". In Picard, Auguste. Mémoires et documents historiques. Paris et Monaco.
  • Léonard, Émile-G (1954). Les Angevins de Naples. Paris: Presses universitaires de France.
  • Lucherini, Vinni (2013). "The Journey of Charles I, King of Hungary, from Visegrád to Naples (1333): Its Political Implications and Artistic Consequences". Hungarian Historical Review. 2 (2): 341–362.
  • Monter, William (2012). The Rise of Female Kings in Europe, 1300-1800. Yale University Press. ISBN 978-0-300-17327-7.
  • Musto, Ronald G. (2013). Medieval Naples: A Documentary History 400-1400. New York: Italica Press. pp. 234–302. ISBN 9781599102474. OCLC 810773043.
  • Paladilhe, Dominique (1997). La reine Jeanne : comtesse de Provence. Librairie Académique Perrin. ISBN 2-262-00699-7.
  • Rollo-Koster, Joëlle (2015). Avignon and Its Papacy, 1309–1417: Popes, Institutions, and Society. Rowman & Littlefield. ISBN 978-1-4422-1532-0.
  • Wolf, Armin (1993). "Reigning Queens in Medieval Europe: When, Where, and Why". In Parsons, John Carmi. Medieval Queenship. Sutton Publishing. pp. 169–188. ISBN 0-7509-1831-4.