สมเด็จพระราชินีนาถโจวันนาที่ 1 แห่งเนเปิลส์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
โจวันนาที่ 1 แห่งเนเปิลส์
สมเด็จพระราชินีนาถแห่งเนเปิลส์
เคานท์เตสแห่งพรอว็องส์และฟอร์คาลกีเยร์
Giovanna I di Napoli - Niccolò di Tommaso (1360 circa).jpg
พระบรมสาทิสลักษณ์สมเด็จพระราชินีนาถโจวันนาที่ 1 จากภาพศิลปะเฟรสโกโดย นิกโคโล ดี ตอมมาโซ ราวปีค.ศ. 1360
สมเด็จพระราชินีนาถแห่งเนเปิลส์
เคานท์เตสแห่งพรอว็องส์และฟอร์คาลกีเยร์
ครองราชย์20 มกราคม ค.ศ. 1343 -
12 พฤษภาคม ค.ศ. 1382
(39 ปี 112 วัน)
พระราชพิธีราชาภิเษก
28 กรกฎาคม ค.ศ. 1344 (เพียงพระองค์เดียว)
27 พฤษภาคม ค.ศ. 1352 (ร่วมกับกษัตริย์ลุยจิที่ 1)
ก่อนหน้าพระเจ้าโรแบร์โต
ถัดไปพระเจ้าคาร์โลที่ 3
ผู้สำเร็จราชการ
สมเด็จพระพันปีหลวงซานเชีย
ฟิลิปป์ เดอ คาบาสโซเลส
ฟิลิโป ดิ ซานกิเน็ตโต
กิฟเฟรโด ดิ มาร์ซาโน
คู่อภิเษกเจ้าชายอันดราสแห่งฮังการี
แต่งค.ศ. 1333 - เป็นม่ายค.ศ. 1345
ลุยจิ เจ้าชายแห่งตารันโต
แต่งค.ศ. 1347 - เป็นม่ายค.ศ. 1362
ไชเมที่ 4 ผู้อ้างสิทธิในกษัตริย์มาจอร์กา
แต่งค.ศ. 1363 - เป็นม่ายค.ศ. 1375
ออตโต ดยุกแห่งเบราน์ชไวค์-กรูเบนฮาเกิน
แต่งค.ศ. 1376 - พระนางสวรรคต
พระราชบุตรคาร์โล มาร์แตล ดยุกแห่งคาลาเบรีย
คาทารินาแห่งตารันโต
ฟรานเชสกาแห่งตารันโต
พระนามเต็ม
โจวันนา อ็องชู
ราชวงศ์ราชวงศ์กาเปเตียง-อ็องชู
พระราชบิดาคาร์โล ดยุคแห่งคาลาเบรีย
พระราชมารดามารีแห่งวาลัวส์
ประสูติธันวาคม ค.ศ. 1325
เนเปิลส์
สวรรคต27 กรกฎาคม ค.ศ. 1382 (56 ปี)
ซานเฟเล
ฝังพระศพซานตาชีอารา, เนเปิลส์
ศาสนาโรมันคาทอลิก

สมเด็จพระราชินีนาถโจวันนาที่ 1 แห่งเนเปิลส์ หรือ โจแอนนาที่ 1 (๋Joanna I) หรือทรงเป็นที่รู้จักในพระนาม โจฮันนาที่ 1 (Johanna I) (อิตาลี: Giovanna I; ธันวาคม ค.ศ. 1325[1] - 27 กรกฎาคม ค.ศ. 1382) ทรงเป็นสมเด็จพระราชินีนาถแห่งราชอาณาจักรเนเปิลส์ [a] เคานท์เตสแห่งพรอว็องส์และฟอร์คาลกีเยร์ ในช่วงปีค.ศ. 1343 ถึง 1382 พระนางยังทรงเป็นเจ้าหญิงแห่งอาเชีย (Princess of Achaea) ระหว่างปีค.ศ. 1373 ถึง 1381 สมเด็จพระราชินีนาถโจวันนาทรงเป็นพระราชธิดาองค์ใหญ่ในคาร์โล ดยุคแห่งคาลาเบรีย กับมารีแห่งวาลัวส์ ที่ทรงดำรงพระชนม์จวบจนเจริญพระชันษา พระราชบิดาของพระนางเป็นพระราชโอรสในพระเจ้าโรแบร์โต ผู้ชาญฉลาด กษัตริย์แห่งเนเปิลส์ แต่พระราชบิดาของพระนางสิ้นพระชนม์ก่อนหน้าพระอัยกาในปีค.ศ. 1328 สามปีต่อมา กษัตริย์โรแบร์โตทรงแต่งตั้งเจ้าหญิงโจวันนาเป็นองค์รัชทายาทและทรงมีพระราชบัญชาให้เหล่าขุนนางถวายความจงรักภักดีต่อพระนาง ดังนั้นเพื่อทำให้สถานะของเจ้าหญิงโจวันนาแน่ชัดขึ้น กษัตริย์โรแบร์โตจึงทรงทำข้อตกลงกับพระนัดดาของพระองค์ คือ พระเจ้ากาโรยที่ 1 แห่งฮังการี เกี่ยวกับการเสกสมรสระหว่างเจ้าหญิงโจวันนากับเจ้าชายอันดราสแห่งฮังการี พระราชโอรสองค์รองของกษัตริย์ฮังการี กษัตริย์กาโรยที่ 1 มีพระราชประสงค์ที่จะครอบครองมรดกของพระปิตุลาให้ตกเป็นของเจ้าชายอันดราส แต่กษัตริย์โรแบร์โตกลับสถาปนาเจ้าหญิงโจวันนาให้เป็นรัชทายาทแต่เพียงผู้เดียวในวันที่สวรรคต ปีค.ศ. 1343 พระองค์ยังทรงประกาศแต่งตั้งสภาผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ปกครองราชอาณาจักรจนกว่าสมเด็จพระราชินีนาถโจวันนาจะมีพระชนมายุครบ 21 พรรษา แต่ในความเป็นจริงแล้วคณะผู้สำเร็จราชการไม่สามารถบริหารราชอาณาจักรได้หลังกษัตริย์สวรรคต

พระชนม์ชีพส่วนพระองค์ของสมเด็จพระราชินีนาถโจวันนาส่งผลกระทบอย่างมากต่อเสถียรภาพทางการเมืองของราชอาณาจักรเนเปิลส์ (การลอบปลงพระชนม์เจ้าชายอันดราส พระสวามีองค์แรกในค.ศ. 1345 การรุกรานของพระเจ้าลอโยชที่ 1 แห่งฮังการี ซึ่งล้างแค้นให้กับการสิ้นพระชนม์ของพระอนุชา และการอภิเษกสมรสอีกสามครั้งต่อมาของพระนาง ได้แก่ ลุยจิ เจ้าชายแห่งตารันโต, ไชเมที่ 4 ผู้อ้างสิทธิในกษัตริย์มาจอร์กา และออตโต ดยุกแห่งเบราน์ชไวค์-กรูเบนฮาเกิน) และได้บ่อนทำลายจุดยืนของพระนางกับสันตะสำนัก นอกจากนี้ในช่วงเหตุการณ์ศาสนเภทตะวันตก พระนางทรงเลือกสนับสนุนอาวีญงปาปาซี ต่อต้านสมเด็จพระสันตะปาปาเออร์บันที่ 6 ผู้ทรงตอบโต้พระนางกลับ โดยประกาศว่าพระนางเป็นพวกนอกรีตและโค่นพระนางออกจากราชบัลลังก์ ในวันที่ 11 พฤษภาคม ค.ศ. 1380

ด้วยพระโอรสธิดาของพระนางสิ้นพระชนม์ก่อนหน้าพระนาง รัชทายาทของพระนางจึงเป็นพระขนิษฐาเพียงพระองค์เดียวของพระนางคือ มาเรียแห่งคาลาเบรีย ซึ่งได้เสกสมรสครั้งแรกกับ พระญาติของพระนางโจวันนาเองคือ คาร์โล ดยุคแห่งดูราซโซ โดยไม่ได้ขอพระบรมราชานุญาตจากพระนาง คาร์โลและมาเรียกลายเป็นผู้นำฝ่ายการเมืองที่ต่อต้านสมเด็จพระราชินีนาถโจวันนา ด้วยทรงพยายามคืนดีกับพวกตระกูลดูราซโซ เพื่อที่จะรักษาราชบัลลังก์ของพระนางไว้ พระนางโจวันนาทรงจัดแจงการเสกสมรสของพระนัดดา คือ มาร์การิตาแห่งดูราซโซ กับพระญาติชั้นหนึ่งของมาร์การิตา (และเป็นพระญาติชั้นสองของพระนางโจวันนา) คือ คาร์โลแห่งดูราซโซ ผู้ซึ่งต่อมาจับกุมพระนางโจวันนาได้ในที่สุด และได้สั่งการให้ปลงพระชนม์อดีตพระราชินีนาถโจวันนาในวันที่ 27 กรกฎาคม ค.ศ. 1382[5][6]

ช่วงต้นพระชนม์ชีพ[แก้]

ตราอาร์มราชวงศ์อ็องชู-เนเปิลส์

เจ้าหญิงโจวันนาเป็นพระราชบุตรองค์ที่สองในเจ้าชายคาร์โล ดยุคแห่งคาลาเบรีย (ซึ่งเป็นพระราชโอรสที่รอดพระชนม์เพียงพระองค์เดียวของพระเจ้าโรแบร์โต ผู้ชาญฉลาด กษัตริย์แห่งเนเปิลส์) กับมารีแห่งวาลัวส์ (พระขนิษฐาในพระเจ้าฟีลิปที่ 6 แห่งฝรั่งเศส[7] ไม่ปรากฎหลักฐานแน่ชัดถึงวันที่ประสูติ แต่คาดว่าพระนางอาจประสูติในปี 1326 หรือ 1327[7][8] โดนาโต อัคชิเอียโอลี นักประวัติศาสตร์ยุคเรอแนซ็องส์ อ้างว่า พระนางประสูติในฟลอเรนซ์ แต่ตามข้อคิดเห็นของแนนซี โกลด์สโตน นักวิชาการระบุว่า จริงๆแล้วพระนางอาจประสูติในระหว่างที่พระราชบิดาและพระราชมารดาเสด็จประพาสระหว่างเมืองต่างๆ[7] เจ้าหญิงเอลอยซา หรือ หลุยส์ พระเชษฐภคินีของพระนางสิ้นพระชนม์ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1326 และเจ้าชายคาร์โล มาร์แตล พระอนุชาเพียงองค์เดียวของพระนางสิ้นพระชนม์ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1327 หลังจากประสูติมาได้เพียง 8 วัน[7]

เจ้าชายคาร์โลแห่งคาลาเบรียสิ้นพระชนม์โดยไม่มีใครคาดคิดในวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1328[9] การสิ้นพระชนม์ของพระองค์ ทำให้กษัตริย์โรแบร์โตต้องเผชิญกับปัญหาการสืบราชบัลลังก์ เนื่องจากพระราชบุตรที่ประสูติหลังจากเจ้าชายคาร์โลสิ้นพระชนม์ไปแล้วก็ยังเป็นพระราชธิดา พระนามว่า เจ้าหญิงมาเรีย[7][10] แม้ว่ากฎมณเฑียรบาลของเนเปิลส์จะไม่ได้ห้ามสตรีครองบัลลังก์ แต่การมีสมเด็จพระราชินีนาถปกครองนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ปกติ[11] มีการทำข้อตกลงระหว่างสันตะสำนักและกษัตริย์โรแบร์โต ผู้ชาญฉลาด พระอัยกาของพระนาง ว่า มีการยอมรับเชื้อสายที่เป็นสตรีของพระเจ้าการ์โลที่ 1 แห่งเนเปิลส์ให้สามารถสืบราชบัลลังก์ได้ แต่มีข้อแม้ว่าสมเด็จพระราชินีนาถจะต้องอภิเษกสมรสและอนุญาตให้พระสวามีร่วมปกครองอาณาจักรด้วย[12] นอกเหนือจากนี้ราชวงศ์เนเปิลส์นั้นเป็นราชนิกุลสาขาของราชวงศ์กาแปแห่งฝรั่งเศสและกฎหมายของฝรั่งเศสเองได้ตัดสิทธิครองราชย์ของสตรี เรียกว่า กฎหมายแซลิก[10][13] พระนัดดาของกษัตริย์โรแบร์โตคือ พระเจ้ากาโรลที่ 1 แห่งฮังการี ได้ถูกกษัตริย์โรแบร์โตตัดสิทธิ์จากพระราชมรดกในปี 1296 แต่พระองค์ก็ไม่ได้ละทิ้งสิทธิที่พระองค์มีต่อ "Regno" (หรือ ราชอาณาจักรเนเปิลส์)[14] สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์นที่ 22 ปฏิเสธข้อเรียกร้องของกษัตริย์กาโรยแห่งฮังการีมาเป็นเวลานานหลายปี แต่ด้วยกษัตริย์โรแบร์โตแห่งเนเปิลส์ทรงสนับสนุนคณะฟรันซิสกัน (ซึ่งสมเด็จพระสันตะปาปาทรงมองว่าเป็นพวกนอกรีต) และการที่กษัตริย์เนเปิลส์ทรงละเลยในการจ่ายเงินสนับสนุนประจำปีให้สันตะสำนักก่อให้เกิดความตึงเครียดระหว่างพระสันตะปาปาและเนเปิลส์[15] พระอนุชาสองพระองค์ของกษัตริย์โรแบร์โต ได้แก่ ฟิลิปโปที่ 1 เจ้าชายแห่งตารันโต และเจ้าชายโจวันนี ดยุกแห่งดูราซโซ สามารถที่จะอ้างสิทธิในราชบัลลังก์ต่อต้านสมเด็จพระราชินีนาถได้[13]

กษัตริย์โรแบร์โตทรงตั้งพระทัยแน่วแน่ที่จะปกป้องสิทธิในบัลลังก์ให้ตกอยู่แก่เชื้อสายของพระองค์ พระองค์จึงสถาปนาเจ้าหญิงโจวันนาและเจ้าหญิงมาเรียเป็นรัชทายาทของพระองค์ในพระราชพิธีที่ปราสาทนูโอโวในเนเปิลส์ วันที่ 4 ธันวาคม ค.ศ. 1330[16][17] เจ้าชายโจวันนี ดยุกแห่งดูราซโซและอักเนสแห่งเปรีกอร์ พระชายา ทรงยอมรับการตัดสินพระทัยของกษัตริย์โรแบร์โต (ด้วยทรงหวังว่าหนึ่งในพระโอรสทั้งสามจะเสกสมรสกับเจ้าหญิงโจวันนา) แต่ฟิลิปโปที่ 1 เจ้าชายแห่งตารันโตและแคทเทอรีนแห่งวาลัวส์ พระชายา ตัดสินพระทัยที่จะไม่เคารพพระราชโองการ[15] เมื่อเจ้าหญิงโจวันนาทรงได้รับพระราชทานสิทธิในการสืบบัลลังก์ต่อจากพระอัยกาในวันที่ 30 พฤศจิกายน เจ้าชายจอห์นและอักเนสทรงอยู่ท่ามกลางเหล่าขุนนางเนเปิลส์ในการถวายความจงรักภักดีต่อรัชทายาทหญิง แต่เจ้าชายฟิลิปโปและแคทเทอรีนปฏิเสธไม่เข้าร่วมพระราชพิธี[18] แม้ว่าสมเด็จพระสันตะปาปาจะสามารถเกลี้ยกล่อมเจ้าชายฟิลิปให้ได้เพียงส่งตัวแทนไปยังเนเปิลส์เพื่อถวายความจงรักภักดีต่อเจ้าหญิงโจวันนาแทนพระองค์เองในวันที่ 3 มีนาคม ค.ศ. 1331[18]

กษัตริย์กาโรยที่ 1 แห่งฮังการีทรงทูลขอให้สมเด็จพระสันตะปาปาทรงเกลี้ยกล่อมกษัตริย์โรแบร์โตให้ฟื้นฟูดินแดนศักดินาทั้งสองแห่งของเจ้าชายชาลส์ มาร์เตล พระราชบิดาของพระองค์ในดินแดน "เร็กโน" (Regno) หรือ ราชรัฐซาแลร์โน และมองเตแห่งซันตันเจโล ให้คืนแก่พระองค์และพระราชโอรส[16] พระองค์ยังทรงผลักดันการเป็นพันธมิตรผ่านการอภิเษกสมรสโดยทรงสู่ขอเจ้าหญิงโจวันนาให้เป็นคู่ครองของหนึ่งในพระราชโอรสของพระองค์[16] สมเด็จพระสันตะปาปาทรงสนับสนุนแผนการนี้และทรงเร่งเร้าให้กษัตริย์โรแบร์โตยอมรับข้อตกลงนี้[18] แคทเทอรีนแห่งวาลัวส์ ผู้ซึ่งเป็นม่ายไม่นานทรงทราบแผนการ พระนางจึงรีบเดินทางไปเข้าเฝ้าพระเจ้าฟีลิปที่ 6 แห่งฝรั่งเศส พระเชษฐาต่างมารดาของพระนาง เพื่อให้ทรงเข้าแทรกแซงและขัดขวางแผนการอภิเษกสมรสนี้[18] พระนางทรงเสนอให้พระโอรสของพระนางทั้งสองคือ โรแบร์โต เจ้าชายแห่งตารันโตและเจ้าชายลุยจิ เป็นคู่อภิเษกสมรสของเจ้าหญิงโจวันนาและเจ้าหญิงมาเรีย[18] สมเด็จพระสันตะปาปาทรงแน่วแน่ในแผนการเดิมโดยมีโองการของพระสันตะปาปาในวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 1331 มีพระบัญชาให้เจ้าหญิงโจวันนาและพระขนิษฐาต้องอภิเษกสมรสกับพระราชโอรสของกษัตริย์กาโรยที่ 1 แห่งฮังการี[19] ในช่วงแรก พระราชโอรสองค์โตของกษัตริย์กาโรยคือ เจ้าชายลอโยชแห่งฮังการี ทรงได้รับการเลือกให้เป็นพระสวามีในอนาคตของเจ้าหญิงโจวันนา[20] เจ้าชายอันดราสแห่งฮังการี พระอนุชาองค์รองของเจ้าชายลอโยช เป็นเพียงตัวเลือกสำรอง และจะขึ้นมาเป็นลำดับหนึ่งก็ต่อเมื่อพระเชษฐาสิ้นพระชนม์ก่อนกำหนด[20] แต่เมื่อมีการตกลงเจรจากัน กษัตริย์กาโรยทรงตัดสินพระทัยเปลี่ยนให้เจ้าชายอันดราสอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงโจวันนาแทน[20]

จุลจิตรกรรมสลักภาพสมเด็จพระราชินีซานเชีย กำลังทรงปลอบประโลมพระนัดดาเลี้ยงทั้งสอง คือ โจวันนาและมาเรีย โดยมารีแห่งวาลัวส์ พระชนนีของเจ้าหญิงทรงพาพระธิดามาเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท สมเด็จพระราชินีซานเชีย[21]

หลังจากเจ้าหญิงมารีแห่งวาลัวส์ พระราชชนนีของเจ้าหญิงโจวันนาสิ้นพระชนม์ในปีค.ศ. 1332 ขณะเสด็จจาริกแสวงบุญที่เมืองบารี[22] พระมเหสีองค์ที่สองในกษัตริย์โรแบร์โต (พระอัยยิกาเลี้ยงของเจ้าหญิงโจวันนา) คือ ซานเชียแห่งมายอร์กา ทรงเข้ามารับผิดชอบต่อการศึกษาของเจ้าหญิงโจวันนาแทน[8] สมเด็จพระราชินีซานเชียทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ที่มีศรัทธาแรงกล้าต่อคณะฟรันซิสกัน และทรงดำรงพระชนม์ชีพเหมือนแม่ชีคณะกลาริส แต่สมเด็จพระสันตะปาปาปฏิเสธที่จะให้การเสกสมรสของพระนางกับกษัตริย์โรแบร์โตเป็นโมฆะ[8][18] พยาบาลประจำองค์พระราชินีซานเชีย คือ ฟิลิปปาแห่งคาทาเนีย เป็นผู้มีอิทธิพลสูงสุดในการอบรมศึกษาเจ้าหญิงโจวันนา[23] สมเด็จพระราชินีซานเชียและฟิลิปปาเป็นสองสตรีผู้ทรงอิทธิพลในราชสำนักกษัตริย์โรแบร์โต กษัตริย์ไม่ทรงสามารถตัดสินพระทัยได้ถ้าไม่ได้ตรัสถามพระราชินีและพยาบาลของพระนาง ทั้งนี้เป็นคำกล่าวของโจวันนี บอกกัชโช นักเขียนคนสำคัญของอิตาลีในสมัยนั้น[24]

เจ้าหญิงโจวันนาทรงเจริญพระชันษาในราชสำนักที่มีวัฒนธรรมของพระอัยกา แม้ว่าจะไม่ทรงได้รับการศึกษาอย่างเป็นทางการ[8] หรืออาจจะทรงได้รับการศึกษา ซึ่งหลักฐานไม่ได้กล่าวถึงอย่างแม่นยำนัก เนื่องจากเอกสารของอานเจวินไม่ได้ระบุว่าใครคือเป็นผู้อบรมสั่งสอนพระนาง[25] พระนางอาจศึกษาจากหนังสือในหอสมุดหลวง ซึ่งมีงานเขียนของลิวี, เปาโล ดา เปรูเจีย, สมเด็จพระสันตะปาปาเกรกอรีที่ 1 และมาร์โก โปโล[25] อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าเมื่อพระนางทรงเจริญพระชันษา พระนางทรงมีความสามารถด้านภาษาละติน (ในขณะที่ลายพระหัตถ์ที่เหลือของพระนางสามารถพิสูจน์ได้ว่า [b]) ฝรั่งเศส อิตาลีและภาษาถิ่นพรอว็องส์ ดอมินิโก ดา กราวินา นักพงศาวดาร ยืนยันว่าทั้งสมเด็จพระราชินีนาถโจวันนา และเจ้าหญิงมาเรีย พระขนิษฐา ได้รับ "การเรียนรู้ทางศิลปะและคุณธรรมจรรยาทุกประการจากทั้งฝ่าพระบาทพระเจ้าโรแบร์โตและจากสมเด็จพระราชินีซานเชีย"[28]

กษัตริย์กาโรยที่ 1 แห่งฮังการีเสด็จมาเนเปิลส์เป็นการส่วนพระองค์เพื่อทำการเจรจากับพระปิตุลาของพระองค์ในเรื่องการเสกสมรสระหว่างเจ้าหญิงโจวันนากับเจ้าชายอันดราสในฤดูร้อนปีค.ศ. 1333[29] พระองค์ไม่ทรงใช้พระราชทรัพย์ในการเดินทางเลย เพื่อเป็นการแสดงถึงอำนาจและความมั่งคั่งของพระองค์[30] กษัตริย์ทั้งสองจึงเข้าเจรจากัน[31] เจ้าชายอันดราสและเจ้าหญิงโจวันนาจะต้องหมั้นกันตามข้อตกลง แต่กษัตริย์โรแบร์โตและกษัตริย์กาโรยที่ 1 ยังทรงกำหนดอีกว่า ถ้าเจ้าชายอันดราสมีพระชนมายุยืนยาวกว่าเจ้าหญิงโจวันนา ก็ให้เสกสมรสกับเจ้าหญิงมาเรีย ผู้เป็นพระขนิษฐาต่อ และพระโอรสองค์ที่เหลือของกษัตริย์กาโรยที่ 1 คือเจ้าชายลอโยช หรือ อิชต์วาน จะได้เสกสมรสกับเจ้าหญิงโจวันนา เมื่อยามเจ้าชายอันดราสสิ้นพระชนม์ก่อน[31] สัญญาการอภิเษกสมรสได้มีการลงนามอย่างพิธีการในวันที่ 26 กันยายน[32] วันถัดมากษัตริย์โรแบร์โตสถาปนาเจ้าหญิงโจวันนาและเจ้าชายอันดราสให้ครองศักดินาดัชชีคาลาเบรียและราชรัฐซาแลร์โน[33] สมเด็จพระสันตะปาปาทรงได้รับการแบ่งสันปันส่วนผลประโยชน์สำหรับการอภิเษกสมรสในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1333[31] แต่การอภิเษกสมรสก็ไม่ได้เสร็จสมบูรณ์พร้อมเป็นเวลาหลายปี เนื่องมาจากเจ้าชายอันดราสยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะ[34] แต่มันก็ทำให้เกิดความขัดแย้งในกลุ่มตระกูลสาขาของราชวงศ์อ็องชู[35]

เจ้าชายอันดราสเจริญพระชันษาในเนเปิลส์ แต่พระองค์และผู้ติดตามชาวฮังการียังคงถูกมองว่าเป็นพวกต่างชาติ[36] เหล่าญาติวงศ์เนเปิลส์ (โอรสของฟิลิปโปแห่งตารันโต และโจวันนีแห่งดูราซโซ) หรือแม้กระทั่งเจ้าหญิงโจวันนาเองต่างเย้ยหยันเจ้าชายอันดราส[37] ทั้งนักเขียนร่วมสมัยและนักเขียนในยุคหลังมองตรงกันว่า ในช่วงแรกกษัตริย์โรแบร์โตทรงตั้งพระทัยที่จะให้เจ้าชายอันดราสเป็นรัชทายาท[38] ยกตัวอย่างเช่น ตามงานเขียนของโจวันนี วีลานี ระบุว่า กษัตริย์ "มีพระราชประสงค์ให้พระราชนัดดา ผู้เป็นโอรสกษัตริย์ฮังการีขึ้นสืบราชบัลลังก์หลังจากพระองค์สวรรคต"[31] แต่มีภาพเขียนใน Anjou Bible ได้วาดภาพที่เห็นได้ชัดว่า มีเพียงโจวันนาเท่านั้นที่ได้สวมมงกุฎช่วงปลายทศวรรษ 1330[17][39] เป็นการระบุว่า กษัตริย์อาจจะไม่สนพระทัยในเรื่องสิทธิ์ราชบัลลังก์ของเจ้าชายอันดราส[17][39] ตามพระราชพินัยกรรมของพระองค์ พระองค์ระบุให้ โจวันนาเป็นรัชทายาทหนึ่งเดียวแห่งเนเปิลส์, พรอว็องซ์, ฟอร์คัลกีแยร์และปีดมอนต์ และรวมถึงสิทธิในราชบัลลังก์เยรูซาเลมให้ตกแก่พระนาง[40] พระองค์ยังระบุให้เจ้าหญิงมาเรียครองบัลลังก์ต่อถ้าหากพระนางโจวันนาสวรรคตโดยไร้ทายาท[40] กษัตริย์โรแบร์โตไม่ทรงมีพระราชบัญชาให้จัดพิธีครองราชย์ให้อันดราส ดังนั้นจึงเป็นการกีดกันพระองค์ออกจากกิจการของเนเปิลส์[40] กษัตริย์ผู้ใกล้สวรรคตยังทรงตั้งคณะผู้สำเร็จราชการ อันประกอบด้วยที่ปรึกษาที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัย คือ รองเสนาบดี ฟิลิปป์ เดอ คาบาสโซเลส บิชอปแห่งคาวาอิลลง, ฟิลิโป ดิ ซานกิเน็ตโต ที่ปรึกษาใหญ่แห่งพรอว็องซ์ และนายพลเรือกิฟเฟรโด ดิ มาร์ซาโน โดยให้หัวหน้าคณะผู้สำเร็จราชการคือ สมเด็จพระราชินีซานเชีย[41][42] พระองค์กำหนดให้โจวันนาสามารถปกครองได้ด้วยตนเองเมื่อผ่านวันคล้ายวันพระราชสมภพ 21 พรรษา โดยปฏิเสธที่จะใช้กฎตามธรรมเนียมทั่วไปที่บรรลุนิติภาวะด้วยอายุ 18 ปี[41]

รัชกาล[แก้]

สืบราชบัลลังก์[แก้]

เชิงอรรถ[แก้]

เชิงอรรถอ้างอิง[แก้]

  1. ในความเป็นจริง โจวันนาทรงได้รับการสวมมงกุฎเป็น "สมเด็จพระราชินีนาถแห่งซิชิลี" แม้ว่าผู้สืบบัลลังก์ก่อนหน้าพระนางจะสูญเสียการควบคุมเกาะหลังสงครามพิธีศาสนายามสายัณห์ซิชิลี คำว่า "ราชอาณาจักรเนเปิลส์" ถูกใช้เพื่อให้เข้าใจง่ายตั้งแต่ ค.ศ. 1805 โดยประวัติศาสตร์นิพนธ์เพื่อบ่งชี้ว่า ทางตอนใต้ของคาบสมุทรอิตาลียังคงอยู่ภายใต้รัฐบาลอานเจวิน หรือ อ็องชู และขณะนั้นรู้จักในนามว่า ราชอาณาจักรซิชิลี ซิตราฟารุม หรือ อัลดิคัวเดลฟาโร (ฝั่งนี้ของฟาโร) หมายถึง จุดฟาโรซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองเมสซีนา—.[2][3] อีกส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรที่มีเพียงเกาะซิชิลีนั้น เรียกว่า ราชอาณาจักรซิชิลี อัลตราฟารุม หรือ ดิลาเดลฟาโร (อีกฟากหนึ่งของฟาโร) ที่ถูกปกครองโดยราชวงศ์บาร์เซโลนา [3] รัฐบาลนี้ไม่ได้รับการยอมรับจากราชวงศ์อ็องชู-เนเปิลส์ จนกระทั่งสนธิสัญญาวิลเลอนูเวอซึ่งได้รับการให้สัตยาบันจากสมเด็จพระราชินีนาถโจวันนาและพระเจ้าเฟเดริโกที่ 4 แห่งซิชิลี ในวันที่ 31 มีนาคม ค.ศ. 1373 ณ เมืองอเวอร์ซา ต่อหน้าผู้แทนองค์พระสันตะปาปา คือ ฌ็อง เดอ รีวิลยง บิชอปแห่งซาร์ลา[4]
  2. ตรงกันข้ามกับทฤษฎีของเอมิล กีโยม เลโอนาร์ด พิจารณาว่า สมเด็จพระราชินีนาถโจวันนาเป็นผู้ไม่รู้หนังสือ เพราะพระนางทรงกล่าวถึงพระนางเองว่าทรงเป็น "สตรีที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาน้อย ดังนั้นจึงทรงถูกหลอกลวงอยู่บ่อยครั้ง" ในลายพระหัตถ์ที่ทรงมีไปถึงสมเด็จพระสันตะปาปาคลีเมนต์ที่ 6 ในค.ศ. 1346[26] ตามคำกล่าวของมาริโอ กากลีโอเน มองว่าอาจเป็นการกล่าววลีเชิงโวหารเท่านั้น[25] แนนซี โกลด์สโตนได้โต้แย้งว่า ซานเชียแห่งมายอร์กา พระพันปีหลวง ยังเคยกล่าวถึงพระนางเองในลักษณะเดียวกันและสามารถเขียนหนังสือได้ ดังนั้นเธอจึงเชื่อว่า พระนางโจวันนาอาจจะทำเช่นเดียวกัน[27] ภาษาละตินที่เขียนหวัดๆ ในลายพระหัตถ์ของสมเด็จพระราชินีนาถเป็นต้วบ่งชี้ว่า พระนางทรงเขียนลายพระหัตถ์ด้วยพระนางเอง[27]

เชิงอรรถอ้างอิง[แก้]

  1. Kiesewetter, Andreas (2001). "GIOVANNA I d'Angiò, regina di Sicilia". Dizionario Biografico degli Italiani - Volume 55 (ภาษาอิตาลี). www.treccani.it. สืบค้นเมื่อ 5 October 2020.
  2. "Ministero per i Beni Culturali: Bolla dall'Archivio di Stato di Napoli-Regnum Siciliae citra Pharum." (PDF) (ภาษาอิตาลี). สืบค้นเมื่อ 6 February 2022.
  3. 3.0 3.1 Grierson & Travaini 1998, p. 255.
  4. Grierson & Travaini 1998, p. 270.
  5. Léonard 1954, p. 468.
  6. Eugène Jarry: La mort de Jeanne II, reine de Jérusalem et de Sicile, en 1382., Bibliothèque de l'école des chartes, 1894, pp. 236-237.
  7. 7.0 7.1 7.2 7.3 7.4 Goldstone 2009, p. 15.
  8. 8.0 8.1 8.2 8.3 Casteen 2015, p. 3.
  9. Goldstone 2009, pp. 17–18.
  10. 10.0 10.1 Casteen 2015, pp. 2–3.
  11. Casteen 2015, p. 9.
  12. Duran 2010, p. 76.
  13. 13.0 13.1 Monter 2012, p. 61.
  14. Goldstone 2009, pp. 38–39.
  15. 15.0 15.1 Goldstone 2009, pp. 40–41.
  16. 16.0 16.1 16.2 Lucherini 2013, p. 343.
  17. 17.0 17.1 17.2 Casteen 2015, pp. 9–10.
  18. 18.0 18.1 18.2 18.3 18.4 18.5 Goldstone 2009, p. 40.
  19. Goldstone 2009, p. 41.
  20. 20.0 20.1 20.2 Lucherini 2013, p. 344.
  21. Casteen 2015, p. 10.
  22. Léonard 1932, p. 142, vol.1.
  23. Goldstone 2009, pp. 31–33.
  24. Goldstone 2009, p. 33.
  25. 25.0 25.1 25.2 Gaglione 2009, p. 335.
  26. Léonard 1932, p. 172, vol.1.
  27. 27.0 27.1 Goldstone 2009, pp. 321–322.
  28. da Gravina 1890, p. 7.
  29. Lucherini 2013, pp. 347–348.
  30. Goldstone 2009, p. 42.
  31. 31.0 31.1 31.2 31.3 Lucherini 2013, p. 350.
  32. Lucherini 2013, pp. 348–349.
  33. Goldstone 2009, p. 45.
  34. Goldstone 2009, pp. 63–64.
  35. Abulafia 2000, p. 508.
  36. Casteen 2015, pp. 32–33.
  37. Casteen 2015, p. 33.
  38. Lucherini 2013, pp. 350–351.
  39. 39.0 39.1 Duran 2010, p. 79.
  40. 40.0 40.1 40.2 Goldstone 2009, p. 65.
  41. 41.0 41.1 Casteen 2015, p. 34.
  42. Léonard 1932, p. 335, vol.1.

อ้างอิง[แก้]