ข้ามไปเนื้อหา

สมการนาเวียร์–สโตกส์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

สมการนาเวียร์–สโตกส์[a] (อังกฤษ: Navier–Stokes equations) เป็นชุดสมการที่บรรยายการเคลื่อนที่ของของไหลที่มีความหนืด ชื่อของระบบสมการเชิงอนุพันธ์ย่อยนี้ตั้งตามชื่อของโกลด-หลุยส์ นาวีเย (Claude-Louis Navier) กับจอร์จ กาเบรียล สโตกส์ (George Gabriel Stokes) ผู้พัฒนาระบบสมการนี้ขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษ ตั้งแต่ ค.ศ. 1822 (นาวีเย) ไปยัง ค.ศ. 1842–1850 (สโตกส์) และซีเมอง เดอนี ปัวซงบรรลุผลเดียวกันโดยเป็นอิสระจากทั้งสอง[1]:696–7

สมการนาเวียร์–สโตกส์แสดงการดุลโมเมนตัมสำหรับของไหลนิวโทเนียน (Newtonian fluids) ในเชิงคณิตศาสตร์โดยอาศัยหลักการทรงมวล ในบางกรณีชุดสมการนี้ใช้ร่วมกับสมการภาวะ (equation of state) ที่เชื่อมโยงระหว่างความดัน อุณหภูมิ และความหนาแน่น[2] ชุดสมการสร้างจากการประยุกต์กฎข้อที่สองของนิวตันเข้ากับการเคลื่อนที่ของของไหล โดยมีสมมติฐานที่ว่า ความเค้นในตัวของไหลเป็นผลรวมของพจน์ของความหนืดที่มีลักษณะกระจายตัว (แปรผันตรงกับเกรเดียนต์ของความเร็ว) กับพจน์ของความดัน นั่นคือชุดสมการนี้ใช้บรรยายการไหลที่มีความหนืด (viscous flow) อีกทั้งสมการนาเวียร์–สโตกส์ยังเป็นการวางนัยทั่วไปของสมการอ็อยเลอร์ (Euler equations) โดยในแบบจำลองตอนหลังพิจารณาเฉพาะการไหลไร้ความหนืด (inviscid flow)

สมการนาเวียร์–สโตกส์มีความสำคัญอย่างมากทั้งในด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ เนื่องจากสามารถนำมาใช้จำลองภาพสถานการณ์ได้อย่างหลากหลาย โดยทั้งในรูปเต็มและรูปอย่างง่ายของชุดสมการนี้สามารถใช้ออกแบบอากาศยานและรถยนต์ ศึกษาการไหลเวียนโลหิต ออกแบบโรงไฟฟ้า การวิเคราะห์มลพิษ และปัญหาอื่นอีกมาก เมื่อนำชุดสมการมาควบรวมกับสมการของแมกซ์เวลล์ สมการทั้งสองชุดจะเป็นหลักมูลสำคัญของสาขาอุทกพลศาสตร์เชิงแม่เหล็ก (magnetohydrodynamics)

สมการนาเวียร์–สโตกส์ยังเป็นที่สนใจอย่างมากในแง่ของคณิตศาสตร์บริสุทธิ์ แม้ชุดสมการนี้จะมีการประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวางในทางปฏิบัติ แต่ข้อความคาดการณ์ที่ว่ายังมีผลเฉลยราบเรียบ (หมายถึงสามารถหาอนุพันธ์ได้ทุกอันดับอย่างไม่สิ้นสุด) หรือผลเฉลยที่มีขอบเขตในสามมิตินั้นยังไม่ได้รับการพิสูจน์ ข้อปัญหานี้เรียกว่าปัญหาการมีอยู่และความราบเรียบของสมการนาเวียร์–สโตกส์ (Navier–Stokes existence and smoothness problem) สถาบันคณิตศาสตร์เคลย์จัดให้เป็นเป็นหนึ่งในเจ็ดปัญหาเปิดที่สำคัญที่สุดในคณิตศาสตร์ และเสนอเงินรางวัล 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้แก่ผู้ใดก็ตามที่สามารถหาผลเฉลยหรือหักล้างด้วยตัวอย่างได้สำเร็จ[3][4]

ความเร็วการไหล

[แก้]

ผลเฉลยของชุดสมการนี้คือความเร็วการไหล (flow velocity) มีลักษณะเป็นสนามเวกเตอร์ กล่าวคือสำหรับทุกจุดภายในของไหล ณ ชั่วขณะใด ๆ ในช่วงเวลาที่กำหนด ชุดสมการจะให้เวกเตอร์ตัวหนึ่งที่มีทิศทางและขนาดของเวกเตอร์เป็นความเร็วของของไหล ณ จุดในพื้นที่และชั่วขณะเวลานั้น ๆ การศึกษาสมการนี้โดยทั่วไปพิจารณาในสามมิติเชิงปริภูมิและหนึ่งมิติเชิงเวลา อีกทั้งมีการศึกษาเชิงอุปมานที่มีมิติสูงกว่าทั้งในคณิตศาสตร์บริสุทธิ์และประยุกต์ เมื่อสามารถคำนวณสนามความเร็วได้แล้ว ปริมาณอื่นที่สนใจ อาทิ ความดัน หรืออุณหภูมิจะสามารถหาได้โดยใช้สมการและความสัมพันธ์ทางพลวัต แนวคิดนี้แตกต่างจากสิ่งที่พบโดยปกติในกลศาสตร์ดั้งเดิม ซึ่งโดยทั่วไปผลเฉลยนั้นอยู่ในรูปของแนววิถี (trajectory) ของตำแหน่งอนุภาค หรือการเบนของตัวกลางต่อเนื่อง (continuum) การศึกษาความเร็วแทนการศึกษาตำแหน่งจึงสมเหตุสมผลกับของไหลมากกว่า แม้มีวัตถุประสงค์เพื่อการสร้างภาพนามธรรมของการไหล แต่ก็สามารถคำนวณแนววิถีต่าง ๆ ได้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เส้นกระแส (streamlines) ของสนามเวกเตอร์ที่ตีความได้ว่าเป็นความเร็วการไหลเป็นเส้นทางที่อนุภาคของไหลไร้มวลจะเคลื่อนที่ไปตามแนวนั้น เส้นทางนี้เรียกว่า เส้นโค้งเชิงปริพันธ์ (integral curve) ซึ่งอนุพันธ์ ณ ทุกจุดของเส้นโค้งเท่ากับสนามเวกเตอร์นั้น และสามารถใช้แสดงให้เห็นพฤติกรรมของสนามเวกเตอร์ ณ ช่วงเวลาหนึ่งได้อย่างเป็นรูปธรรม

สมการทั่วไปสำหรับตัวกลางต่อเนื่อง

[แก้]

สมการโมเมนตัมนาเวียร์–สโตกส์สามารถหาได้ในฐานะรูปแบบเฉพาะของสมการโมเมนตัมโกชี (Cauchy momentum equation) ซึ่งมีรูปแบบการพาทั่วไป (general convective form) เป็น

โดยกำหนดให้ เทนเซอร์ความเค้นโกชี (Cauchy stress tensor) เป็นผลรวมพจน์ของความหนืด (ความเค้นเบี่ยงเบน หรือ deviatoric stress) กับพจน์ของความดัน (ความเค้นเชิงปริมาตร หรือ volumetric stress) เราจะได้

สมการโมเมนตัมโกชี  (รูปแบบการพา)

โดยที่

ในรูปแบบนี้ปรากฏว่า หากสมมติให้ของไหลเป็นของไหลไร้ความหนืด ซึ่งหมายความว่าไม่มีความเค้นเบี่ยงเบน ทำให้สมกาโกชีลดรูปเป็นสมการอ็อยเลอร์

สมมติให้เป็นไปตามกฎทรงมวล โดยอาศัยสมบัติที่รู้ของไดเวอร์เจนซ์ (divergence) และเกรเดียนต์ (gradient) เราสามารถใช้สมการภาวะต่อเนื่องเชิงมวล (mass continuity equation) ซึ่งแทนด้วยมวลต่อหนึ่งหน่วยปริมาตรของของไหลเนื้อเดียว (homogeneous fluid) เมื่อเทียบกับพื้นที่และเวลา (กล่าวคือเป็นอนุพันธ์ตามสสาร ) ของปริมาตรจำกัดใด ๆ () เพื่อแสดงการเปลี่ยนแปลงของการไหลในตัวกลางของไหล ดังนี้

โดยที่

เพื่อนำไปสู่สมการการเคลื่อนที่รูปแบบอนุรักษ์ โดยทั่วไปเขียนได้ดังนี้[5]

สมการโมเมนตัมโกชี  (รูปแบบอนุรักษ์)

โดยที่ เป็นผลคูณภายนอก (outer product) ของความเร็วการไหล () เขียนได้ดังนี้

ด้านซ้ายของสมการบรรยายความเร่ง ซึ่งอาจประกอบขึ้นจากองค์ประกอบที่ขึ้นกับเวลากับองค์ประกอบการพา (รวมถึงผลของระบบพิกัดที่ไม่ใช่ระบบเฉื่อย หากระบบนั้นมีอยู่) ส่วนด้านขวาของสมการนั้นเป็นผลรวมของผลจากความดันอุทกสถิต ไดเวอร์เจนซ์ของความเค้นเบี่ยงเบน และแรงที่กระทำทั่วมวล (อาทิ แรงโน้มถ่วง)

สมการการดุลที่ไม่ขึ้นกับทฤษฎีสัมพัทธภาพทั้งหมด อาทิ สมการนาเวียร์–สโตกส์ สามารถหาได้โดยเริ่มจากสมการโกชีแล้วระบุเทนเซอร์ความเค้นผ่านความสัมพันธ์เชิงโครงสร้าง (constitutive relation) หากเขียนเทนเซอร์ความเค้นเบี่ยงเบน (เฉือน) ในพจน์ของความหนืดและเกรเดียนต์ความเร็วของของไหล พร้อมทั้งกำหนดให้ความหนืดมีค่าคงตัว สมการโกชีดังกล่าวจะนำไปสู่สมการนาเวียร์–สโตกส์ดังที่ระบุไว้ด้านล่าง

คุณสมบัติยสถาน

[แก้]

ความไม่เป็นเส้นหวนตรงคงที่

[แก้]

สมการนาเวียร์–สโตกส์นี้เป็นสมการอนุพันธ์ย่อยที่ไม่เป็นเส้นตรงในเกือบทุกสถานการณ์จริง ในบางกรณี เช่นการไหลมิติเดียวและการไหลแบบสโตก์ (การไหลแบบช้า ๆ) สมการอาจจะถูกแปลงให้อยู่ในรูปสมการเส้นตรงได้ ความไม่เป็นเส้นตรงทำให้ปัญหาส่วนมากยากหรือเป็นไปไม่ได้ที่จะแก้ปัญหา

ความไม่เป็นเส้นตรงนั้นขึ้นกับความเร่งการพาซึ่งเป็นความเร่งที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงความเร็วในแต่ละจุด ดังนั้น การไหลแบบพาไม่ว่าจะเป็นการไหลแบบราบเรียบหรือแบบปั่นป่วน ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับสมการไม่เป็นเส้นตรงทั้งสิ้น ตัวอย่างการไหลแบบพาที่เป็นการไหลแบบราบเรียบนั้นคือการไหลของของไหลหนืด เช่น น้ำมัน ผ่านหัวฉีดแบบคอนเวอร์เจนท์ การไหลในรูปแบบนี้ ๆ ไม่ว่าจะสามารถหาคำตอบได้หรือไม่ ก็จะได้รับการศึกษาและทำความเข้าใจอย่างรอบคอบระมัดระวัง

ความปั่นป่วน

[แก้]

ความปั่นป่วนคือช่วงเวลาที่พฤติกรรมอันยุ่งเหยิงของของไหลปรากฏขึ้น ตามความเชื่อโดยทั่วไป การไหลแบบปั่นป่วนนี้เกิดขึ้นมาจากความเฉื่อยของของไหลทั้งหมด ดังนั้นของไหลที่มีความเฉื่อยต่ำ มีแนวโน้มที่จะไหลแบบราบเรียบ (ตัวเลขเรย์โนลด์คือค่าที่บ่งถึงปริมาณผลกระทบของความเฉื่อยในของไหล) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เชื่อกันว่าสมการนาเวียร์-สโตกส์ไม่ได้อธิบายถึงคุณสมบัติความปั่นป่วน

คำตอบเชิงตัวเลขของสมการนาเวียร์–สโตกส์สำหรับการไหลแบบปั่นป่วนนี้ค่อนข้างซับซ้อน และเนื่องจากการมีช่วงสเกลที่แตกต่างกันมากอย่างเห็นได้ชัดผสมปนเปอยู่ในสมการสำหรับการไหลแบบปั่นป่วน ซึ่งเป็นผลให้คำตอบที่เสถียรสำหรับปัญหาชนิดนี้นั้น เป็นไม่ไม่ได้ในการคำนวณอย่างชัดเจน (อ่านเพิ่มที่ Direct numerical simulation ความพยายามที่จะแก้ปัญหานี้ด้วยการใช้วิธีเดียวกับการคำนวณการไหลแบบราบเรียบนั้น จะส่งผลให้ได้ผลลัพธ์ที่เวลาไม่เสถียร ซึ่งส่งผลให้ไม่สามารถสรุปผลได้ เพื่อการจัดการกับปัญหานี้ การใช้สมการ เวลาเฉลี่ย เช่น Reynolds-averaged Navier–Stokes equations (RANS) การเสริมด้วยแบบจำลองการไหลปั่นป่วน (เช่น แบบจำลอง k-ε) คือวิธีที่ใช้ในทางปฏิบัติของ CFD เพื่อการจำลองการไหลแบบปั่นป่วน วิธีอื่นที่ใช้ในการแก้ปัญหาเชิงตัวเลขคือ Large-eddy simulation (LES) ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้เวลาและหน่วยความจำมากกว่า RANS แต่ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า เนื่องจากขนาดสเกลของการไหลแบบปั่นป่วนชัดเจนกว่า

ขอบเขตการใช้งาน

[แก้]

การใช้สมการนาเวียร์–สโตกส์ ร่วมกับสมการที่นำมาเสริม (เช่น กฎการอนุรักษ์มวล) และการกำหนดสภาวะขอบเขตที่ดี แบบจำลองที่ได้ดูเหมือนว่าจะเป็นแบจำลองการเคลื่อนไหวของของไหลที่แม่นยำ แม้แต่การไหลแบบปั่นป่วน (ด้วยการอ้างอิงค่าเฉลี่ย) ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นไปตามที่ปรากฏในความเป็นจริง

สมการนาเวียร์–สโตกส์สมมติว่าของไหลที่สนใจอยู่ในภาวะต่อเนื่องไม่เคลื่อนไหวในเชิงกลศาสตร์เชิงสัมพัทธภาพ ณ สเกลขนาดเล็กมาก ๆ หรือสภาวะสุดขั้ว ของไหลจริงนั้นเกิดจากการรวมตัวของโมเลกุลที่ไม่มีความต่อเนื่อง จะส่งผลที่แตกต่างไปจากแบบจำลองที่สร้างมาด้วยสมมติฐานว่าของไหลมีความต่อเนื่อง ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับตัวเลขคุดเซ็นของปัญหา ซึ่งกลศาสตร์เชิงสถิติ หรือ กลศาสตร์โมเลกุล อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

ข้อจำกัดอีกประการของสมการนาเวียร์–สโตกส์คือธรรมชาติอันซับซ้อนยากแก่การทำความเข้าใจของสมการ สูตรคำนวณที่เกี่ยวข้องกับเวลามีปรากฏในกลุ่มของไหลทั่ว ๆ ไป แต่ในการใช้งานสมการนาเวียร์–สโตกส์นี้ การทำให้ความเป็นสากลนี้ลดลงไป ทำให้ได้สูตรที่ซับซ้อน ดังนั้น สมการนาเวียร์–สโตกส์มักจะใช้สำหรับของไหลจำพวกนิวโตเนียน

เชิงอรรถ

[แก้]
  1. คำว่า "นาเวียร์" ในชื่อสมการนี้ มาจากการอ่านคำว่า "Navier" ในแบบภาษาอังกฤษ แต่ในการสะกดแบบภาษาฝรั่งเศสอ่านได้ว่า "นาวีเย" /navje/ อย่างไรก็ตาม การเรียกว่า "สมการนาเวียร์–สโตกส์" นั้นเป็นที่ใช้อย่างกว้างขวางกว่า
  2. 1 2 หมายถึงตัวดำเนินการทางคณิตศาสตร์ เดล แทนด้วยสัญลักษณ์นาบลา ()

อ้างอิง

[แก้]
  1. Kline, Morris (1972). Mathematical Thought from Ancient to Modern Times. Oxford University Press. ISBN 0-19-506136-5.
  2. McLean, Doug (2012). "Continuum Fluid Mechanics and the Navier-Stokes Equations". Understanding Aerodynamics: Arguing from the Real Physics. John Wiley & Sons. น. 13–78. ISBN 978-1-119-96751-4. The main relationships comprising the NS equations are the basic conservation laws for mass, momentum, and energy. To have a complete equation set we also need an equation of state relating temperature, pressure, and density...
  3. "Millennium Prize Problems—Navier–Stokes Equation", claymath.org, Clay Mathematics Institute, มีนาคม 27, 2017, ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2015-12-22, สืบค้นเมื่อ 2017-04-02{{citation}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  4. Fefferman, Charles L. "Existence and smoothness of the Navier–Stokes equation" (PDF). claymath.org. Clay Mathematics Institute. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 2015-04-15. สืบค้นเมื่อ 2017-04-02.
  5. Batchelor (1967), pp. 137 & 142

บรรณานุกรม

[แก้]
  • Acheson, D. J. (1990), Elementary Fluid Dynamics, Oxford Applied Mathematics and Computing Science Series, Oxford University Press, ISBN 0198596790
  • Batchelor, G.K. (1967), An Introduction to Fluid Dynamics, Cambridge University Press, ISBN 0521663962
  • Landau, L. D.; Lifshitz, E. M. (1987), Fluid mechanics, Course of Theoretical Physics, เล่มที่ 6 (พิมพ์ครั้งที่ 2nd revised), Pergamon Press, ISBN 0 08 033932 8, OCLC 15017127
  • Rhyming, Inge L. (1991), Dynamique des fluides, Presses Polytechniques et Universitaires Romandes, Lausanne
  • Polyanin, A.D.; Kutepov, A.M.; Vyazmin, A.V.; Kazenin, D.A. (2002), Hydrodynamics, Mass and Heat Transfer in Chemical Engineering, Taylor & Francis, London, ISBN 0-415-27237-8

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]