วิทยาลัยฟิลลิปส์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
วิทยาลัยฟิลลิปส์
Phillips Academy Seal.jpg
Non Sibi
(ไม่เพื่อตนเอง)
Finis Origine Pendet
(จุดจบขึ้นอยู่กับจุดเริ่มต้น)
แอนโดเวอร์, แมสซาชูเซตส์
ข้อมูล
ประเภท โรงเรียนเอกชน, โรงเรียนประจำ
ก่อตั้ง 1778
Head of school จอห์น จี. พาลฟรีย์ จูเนียร์
คณาจารย์ 217
เกรด เกรด 9-12
Enrollment นร.ทั้งหมด 1,102
นักเรียน ประจำ 802
อัตราส่วนนักเรียนต่อครู 5:1
เนื้อที่ 500 เอเคอร์ (2 ตร.กม.)
สี น้ำเงินและขาว
ทุนทรัพย์ 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (มิถุนายน 2011)
เว็บไซต์

วิทยาลัยฟิลลิปส์ หรือ ฟิลลิปส์แอนโดเวอร์ หรือ แอนโดเวอร์ (อังกฤษ: Phillips Academy, Phillips Andover, Andover, Phillips Academy Andover, หรือ PA) เป็นโรงเรียนประจำ สหศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีชื่อเสียงในสหรัฐอเมริกา รับนักเรียนเกรด 9-12 รวมทั้งนักเรียนที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาแล้ว (post-graduate หรือ PG) โรงเรียนตั้งอยู่ในเมือง แอนโดเวอร์ รัฐ แมสซาชูเซตส์ ประเทศ สหรัฐอเมริกา โดยอยู่ทางเหนือของเมือง บอสตัน ประมาณ 25 ไมล์

รายละเอียด[แก้]

วิทยาลัยฟิลลิปส์ เป็นสถาบันการศึกษาระดับมัธยมศึกษาที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศ สหรัฐอเมริกา[1] ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1778 โดย ซามูเอล ฟิลลิปส์ จูเนียร์ (Samuel Phillips, Jr.) สามปีต่อมาลุงของเขาได้ก่อตั้งโรงเรียน ฟิลลิปส์ เอ็กซีเตอร์ อแคเดมี่ ซึ่งเป็นโรงเรียนคู่แข่งกันตลอดมา

วิทยาลัยฟิลลิปส์ มีทุนทรัพย์ทั้งหมดประมาณ 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (มิถุนายน 2011) ซึ่งเป็นอันดับสี่ของโรงเรียนมัธยมศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยโรงเรียนมัธยมที่มีทุนทรัพย์มากกว่าทั้งสาม ได้แก่ ฟิลลิปส์ เอ็กซีเตอร์ (1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) [2] โรงเรียนมิลตัน เฮอร์ชีย์ ในรัฐ เพนซิลเวเนีย และโรงเรียน คาเมฮาเมฮา ในรัฐ ฮาวาย แอนโดเวอร์อยู่ภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการทรัสตี หรือ ผู้จัดการดูแลทรัพย์สิน ภายใต้การนำของ ปีเตอร์ คูร์รีย์ นักธุรกิจและอดีตผู้บริหารทางการเงินของเน็ตสเคป ซึ่งเข้ารับตำแหน่งประธานคณะกรรมการเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2012 [3] ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2011 นายจอห์น พาลฟรีย์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนคนที่ 15

ซามูเอลฟิลลิปส์ฮอล

วิทยาลัยฟิลลิปส์รับเพียงนักเรียนชายจนกระทั่งในปี 1973 ซึ่งวิทยาลัยฟิลลิปส์ได้ควบรวมกับ แอบบอท อแคเดมี่ ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำหญิงล้วนในเมืองแอนโดเวอร์

ในอดีตนักเรียนแอนโดเวอร์จำนวนมากได้ศึกษาต่อที่ มหาวิทยาลัยเยล และรองลงมาที่มหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด แต่ในปัจจุบันนักเรียนได้ศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ หลากหลายมากขึ้น แต่ยังคงมีนักเรียนจำนวนมากที่ได้รับการตอบรับเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง เช่น มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด, มหาวิทยาลัยเยล, มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด, มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย, มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย, มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน [4] ศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียงของวิทยาลัยฟิลลิปส์ ได้แก่ ประธานาธิบดี จอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช และ จอร์จ ดับเบิลยู. บุช, ไลแมน สปิตเซอร์ (ผู้ซึ่ง กล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ ขององค์การ นาซ่า ได้รับการตั้งชื่อตาม), ซามูเอล เอฟ. บี. มอร์ส ผู้คิดค้น รหัสมอร์ส เดอะ ฟิลลิเปียน (The Phillipian) ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ของนักเรียนแอนโดเวอร์เป็นหนังสือพิมพ์โรงเรียนมัธยมศึกษาที่เก่าแก่ที่สุดเป็นอันดับสองของสหรัฐฯ ตีพิมพ์ครั้งแรกในวันที่ 28 กรกฎาคม 1857 และชมรมไฟโลเมเธียนซึ่งก่อตั้งในปี 1825 ก็เป็นชมรมโต้เวทีระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศ

ระดับการคิดคะแนนของโรงเรียน คิดเป็นเกรด จาก 0-6 โดยมีคะแนนเฉลี่ยมสะสมสูงสุด คือ 6.0 แม้ว่าจะไม่มีเกณฑ์การเทียบที่แน่นอนระหว่างเกรด 0-6 และระบบเกรด 0-4 หรือระดับเกรดตัวอักษร ที่นิยมใช้กันทั่วไป เกรด 6 ถือว่าเป็นเกรดดีเยี่ยมและในทางทฤษฎีจะให้กับนักเรียนจำนวนน้อยมาก เกรด 2 เป็นเกรดที่ต่ำสุดที่จะผ่านวิชานั้น ๆ ได้ ในบางวิชาเรียนครูผู้สอนเป็นผู้กำหนดและใช้วิจารณญาณในการให้เกรดแก่นักเรียน แต่ในบางวิชาก็จะใช้เกณฑ์คะแนนดังนี้ 93-100% = 6 85-92% = 5 77-84% = 4 69-76% = 3 60-68% = 2 50-59% = 1 <50% = 0

แอนโดเวอร์มีโครงการปิดเทอมภาคฤดูร้อนสำหรับนักเรียนเกรด 8-12 เป็นเวลาห้าสัปดาห์ ซึ่งมีนักเรียนประมาณ 600 คนเช้าร่วมในแต่ละปี

ประวัติ[แก้]

วิทยาลัยฟิลลิปส์ก่อตั้งขึ้นระหว่าง สงครามปฏิวัติอเมริกา ในปี 1778 โดยซามูเอล ฟิลลิปส์ จูเนียร์ แรกเริ่มเป็นโรงเรียนชายล้วน ตราสัญลักษณ์ประจำโรงเรียนออกแบบโดย พอล รีเวียร์ โรงเรียนคู่แข่งของวิทยาลัยฟิลลิปส์คือ ฟิลิปปส์ เอ็กซีเตอร์ อแคเดมี่ในเมือง เอ็กซีเตอร์ รัฐ นิวแฮมเชียร์ โดยทีมอเมริกาฟุตบอลของทั้งสองโรงเรียนจะแข่งขันกันเป็นประจำเกือบทุกปีตั้งแต่ปี 1878

อาคาร[แก้]

  • บัลฟินช์ฮอล (Bulfinch Hall) สร้างขึ้นในปี 1819 ปัจจุบันเป็นอาคารของหมวดวิชาภาษาอังกฤษ
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์เกลบ์ (Gelb Science Center) เริ่มใช้ในการเรียนการสอนเมื่อเดือนมกราคม 2004 มีห้องปฏิบัติการทั้งหมด 20 ห้อง รวมทั้งห้องเรียน ห้องสัมมนา ห้องเก็บอุปกรณ์ทำการทดลอง และหอคอยดูดาวบนชั้นบนสุด ถือเป็นตึกที่ใหม่ที่สุดในวิทยาเขต [5]
  • เกรแฮมเฮาส์ (Graham House) เป็นที่ตั้งของหมวดวิชาจิตวิทยา และเป็นที่ทำงานของนักจิตวิทยาของโรงเรียน
เกรฟส์ฮอล
  • เกรฟส์ฮอล (Graves Hall) เป็นอาคารเรียนดนตรี ประกอบด้วยห้องเรียนดนตรี ห้องแสดงดนตรี ห้องซ้อมดนตรี ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ และ ห้องสมุด คลิฟท์ ซึ่งมีแผ่นเสียงจำนวนมากและซีดีกว่า 6000 แผ่น
  • มอร์สฮอล (Morse Hall) เป็นที่ตั้งของหมวดวิชาคณิตศาสตร์ และ CAMD (Community and Multicultural Development), WPAA (สถานีวิทยุซึ่งดำเนินงานโดยนักเรียน) และ หนังสือพิมพ์โรงเรียน (The Phillipian) รวมทั้ง Pot Pourri (หนังสือรุ่น) มอร์สฮอลตั้งชื่อตาม ซามูเอล เอฟ. บี. มอร์ส ศิษย์เก่าผู้คิดค้น โทรเลข และ รหัสมอร์ส
  • ห้องสมุดโอลิเวอร์เวนเดลโฮมส์ (Oliver Wendell Holmes Library) (OWHL) สร้างขึ้นในปี 1929 และได้รับการบูรณะในปี 1987 ตั้งชื่อ โอลิเวอร์ เวนเดลล์ โฮมส์ ซีเนียร์ กวีผู้เป็นศิษย์เก่า ห้องสมุดมีหนังสือมากกว่า 120,000 เล่มและเป็นสมาชิกของกลุ่มห้องสมุด NOBLE ภายในห้องสมุดมีห้องการ์เวอร์ (Garver Room) ซึ่งรวบรวมหนังสืออ้างอิงได้ครบถ้วนมากที่สุดในประเทศ [6] บริเวณชั้นใต้ดินคือศูนย์คอมพิวเตอร์ หรือ Phillips Academy Computer Center (PACC).
ซามูเอลฟิลลิปส์ฮอล
  • เพียร์สันฮอล เป็นสถานที่ตั้งของหมวดวิชาภาษาคลาสสิก เป็นห้องเรียนวิชาภาษาละติน ภาษากรีก วรรณกรรมกรีก เทพนิยายวิทยา และ ศัพทมูลวิทยา ตั้งชื่อตามผู้อำนวยการเพียร์สัน ซึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนคนแรก
  • ซามูเอลฟิลลิปส์ฮอล สร้างในปี 1924 และตั้งชื่อตามผู้ก่อตั้งโรงเรียน เป็นที่ตั้งของหมวดวิชาภาษาต่างประเทศ หมวดวิชาสังคมศึกษา และ ศูนย์การเรียนรู้ภาษาซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์พร้อมโปรแกรมอัดเสียงและวิดีโอ
  • วัดน้อยคอคแรน (Cochran Chapel) เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และเป็นสถานที่ตั้งของหมวดวิชาปรัชญาและศาสนา รวมทั้งที่ทำการกิจกรรมบริการชุมชน ในวันพุธจะมีการจัดการประชุมโรงเรียน (All School Meeting) ในโบสถ์
  • แพร์สกีคอมมอนส์ เป็นโรงอาหารของโรงเรียน มีห้องอาหารทั้งหมด 4 ห้องและมีห้องรับรอง 3 ห้อง นักเรียนส่วนใหญ่จะทานอาหารในห้องอาหารประจำของตน ห้องอาหารทั้งสี่ห้อง คือ lower left, lower right, upper left, and upper right บริเวณชั้นใต้ดิน คือ The Den (เดิมคือ Ryley Room) ซึ่งเป็นสถานที่พักผ่อนของนักเรียน

ในช่วงฤดูหนาวปี 2007 ถึงฤดูใบไม้ผลิปี 2009 แพร์สกี คอมมอนส์ ได้มีการปรับปรุง และได้มีโรงอาหารชั่วคราว เรียกว่า Uncommons ซึ่งอยู่ภายในสนามฮอกกี้ซัมเนอร์ สมิทธิ์

  • จอร์จวอชิงตันฮอล สร้างขึ้นในปี 1926 เป็นตึกอำนวยการของโรงเรียน รวมทั้งเป็นที่ตั้งของไปรษณีย์ ตู้จดหมายนักเรียน ภายในมีหอประชุมเคมเปอร์ (Kemper Auditorium) โรงละครแทง (Tang Theater) โรงละคนสไตน์บาค (Steinbach Theater) นอกจากนี้ยังมีศูนย์ศิลปะเอลสัน (Elson Art Center) อีกด้วย

นอกจากนี้ภายในโรงเรียนยังมีหอพักจำนวนมากสำหรับนักเรียนประจำจำนวนประมาณ 800 คน ซึ่งหอพักมีตั้งแต่ขนาดเล็กสำหรับนักเรียน 4 คนจนถึงขนาดใหญ่สำหรับนักเรียน 40 คน ภายในวิทยาเขตยังมี Andover Inn ซึ่งสร้างในปี 1930 เป็นโรงแรมขนาด 30 ห้อง

พิพิธภัณฑ์[แก้]

หอศิลปะแอดดิสัน (The Addison Gallery of American Art) เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะซึ่งศิษย์เก่า ธอมัส คอคแรน เป็นผู้บริจาคให้โรงเรียน พิพิธภัณฑ์โบราณคดีโรเบิร์ต เอส. พีบอดี (The Robert S. Peabody Museum of Archaeology) สร้างในปี 1901 และเป็นสถานที่เก็บโบราณวัตถุของ กลุ่มชนพื้นเมืองอเมริกันในสหรัฐอเมริกา [7]

กีฬา[แก้]

นักเรียนทุกคนจะต้องเล่นกีฬาในทุกภาคเรียน โดยมีกีฬาให้นักเรียนเลือกอย่างหลากหลาย

กีฬาฤดูใบไม้ร่วง

กีฬาฤดูหนาว

กีฬาฤดูใบไม้ผลิ


ความผูกพัน[แก้]

แอนโดเวอร์เป็นสมาชิกของกลุ่ม Eight Schools Association ซึ่งเริ่มขึ้นอย่างไม่เป็นทางการในปี 1973–74 และเป็นทางการในปี 2006 นอกจากนี้แอนโดเวอร์ยังเป็นสมาชิกขององค์การ Ten Schools Admissions Organization ซึ่งก่อตั้งในปี 1966[8] นอกจากนี้ แอนโดเวอร์ยังเป็นสมาชิกของกลุ่ม G20 Schools องค์การนานาชาติของโรงเรียนมัธยมศึกษาที่มีการคัดเลือกสูง

สมาคมลับ[แก้]

แอนโดเวอร์ได้มีสมาคมลับหลายกลุ่มมาเป็นเวลายาวนานตั้งแต่เริ่มก่อตั้งโรงเรียน ในอดีตกลุ่มเหล่านี้เป็นที่รู้โดยทั่วไป ใช้ตึกเรียนต่าง ๆ เป็นที่ประชุมหรือทำกิจกรรม ในปีช่วง 1940-1949 กลุ่มดังกล่าวถูกเพ่งเล็งและถูกวิจารณ์อย่างหนัก เนื่องจากมีการเหยียดเชื้อชาติ การกลั่นแกล้งที่รุนแรง และผลการเรียนที่ตกต่ำของสมาชิกกลุ่ม ในปี 1949 ผู้อำนวยการเคมเปอร์ตัดสินใจสลายสมาคมทั้งหมด

แม้ว่าสมาคมทั้งหมดจะจบสิ้นอย่างเป็นทั้งการในปี 1949 ในปัจจุบันก็ยังคงมีอยู่ เนื่องจากปรากฏว่า ช่วงสัปดาห์สุดท้ายของภาคการเรียน (ซึ่งมีการสอบปลายภาคเรียน) เมื่อปี 2010 มีอ่างอาบน้ำหลังหนึ่ง เต็มไปด้วยเครื่องดื่มกระป๋อง ตั้งไว้ตรงเฉลียงของห้องสมุด เป็นผลงานของสมาคมลับชายล้วน ชื่อ TUB (Truth, Unity, Brotherhood) [9] สมาคมลับหญิงล้วนชื่อ MSAS (Madame Sarah Abbot Society) ก็ยังคงมีอยู่เช่นกัน [10]

ศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียง[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. http://www.britannica.com/EBchecked/topic/456592/Phillips-Academy
  2. Geraldine Fabrikant (January 26, 2008). "Age of Riches: At Elite Prep Schools, College-Size Endowments". NY Times (New York, NY). สืบค้นเมื่อ 28 March 2012. 
  3. "Currie '74 Elected to Succeed Tang as Board President July 2012". Phillips Academy. 15 February 2011. สืบค้นเมื่อ 29 July 2012. 
  4. "Phillips Academy - School Profile & College Matriculations". Andover.edu. สืบค้นเมื่อ 2011-10-27. 
  5. "Phillips Academy Andover, New Gelb Science Center". Rdkengineers.com. สืบค้นเมื่อ 2010-03-22. 
  6. "About the Library, Director's Welcome Message". andover.edu. สืบค้นเมื่อ 2012-05-5. 
  7. "Phillips Academy - The Robert S. Peabody Museum of Archaeology". Andover.edu. สืบค้นเมื่อ 2010-03-22. 
  8. Taylor Smith, "History of the Association," The Phillipian, February 14, 2008; Tim Ghosh and Charles Shoener, "Eight Schools Association Convenes At PA," The Phillipian, April 24, 2008
  9. "Secret Societies once Clubs, Now Underground. The Phillipian". Phillipian.net. สืบค้นเมื่อ 2010-03-22. 
  10. "Did you know...?". Andover History & Archaeology Club. สืบค้นเมื่อ 2011-05-31. 
  11. Staff writer (January 24, 2008). "Heffner Adds More Guests for Next Two WPAA Live Political Broadcasts". Phillips Academy. สืบค้นเมื่อ 2009-08-15.