วิกฤตตัวประกันสถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย พ.ศ. 2515

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
วิกฤตตัวประกันสถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย พ.ศ. 2515
Thailand location map.svg
Red pog.svg
สถานที่เกิดเหตุโจมตี
วันที่28 ธันวาคม พ.ศ. 2515
สถานที่สถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย
ผล ไม่มีผลสรุป ฝ่ายโจมตีถอนตัว
ความสูญเสีย
ไม่มีต่อฝ่ายผู้ก่อการ ไม่มีต่อฝ่ายไทย

วิกฤตตัวประกันสถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย พ.ศ. 2515 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2515 เริ่มขึ้นจากการที่ผู้ก่อการปาเลสไตน์กลุ่ม แบล็กเซปเทมเบอร์ เข้าจู่โจมสถานทูตอิสราเอลในกรุงเทพและจับบุคลากรภายในเป็นตัวประกัน หลังจากการเจรจาอยู่นาน 19 ชั่วโมง[1] ผู้ก่อการก็ยินยอมที่จะถอนตัว โดยแลกกับความปลอดภัยของตนที่ประเทศอียิปต์

รายละเอียดของเหตุการณ์[แก้]

การโจมตีเริ่มขึ้นในวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2515 วันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณขึ้นเป็นสยามมกุฎราชกุมารแห่งประเทศไทย เมื่อผู้ก่อการแบล็ค เซปเทมเบอร์ 2 คนแฝงตัวเข้าไปในงานเลี้ยงภายในสถานทูต ในขณะที่อีก 2 คนปีนข้ามกำแพงสถานทูตพร้อมกับปืนกลเข้าไปในอาคารจากนั้นจึงทำการยึดตัวสถานทูต ผู้ก่อการอนุญาตให้ชาวไทยทั้งหมดในตึกออกไปได้ แต่ให้เหลือเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำกัมพูชา Shimon Avimor ที่อยู่ในเหตุการณ์ เลขานุการเอก Nitzan Hadas และภรรยา รวมถึงเจ้าหน้าที่ของสถานทูตรวม 6 คนไว้เป็นตัวประกัน

หลังจากนั้น ผู้ก่อการได้ย้ายตัวประกันไปยังชั้นสองของอาคารสามชั้นและเรียกร้องการปล่อยตัวนักโทษ 36 คนในเรือนจำอิสราเอล โดยผู้ก่อการขู่ว่าจะระเบิดสถานทูตทิ้ง ถ้าข้อเรียกร้องไม่ได้รับการตอบสนองภายในเวลา 8 นาฬิกาของวันที่ 29 ธันวาคม

พล.จ.ชาติชาย ชุณหะวัณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ (ตำแหน่งและยศในขณะนั้น ภายหลังได้รับพระราชยศเป็นพลตรีหลังจากเหตุการณ์นี้)[ต้องการอ้างอิง] ได้เข้าไปในที่ประชุมกองบัญชาการสถานการณ์และเสนอตัวเองกับ พล.อ.อ.ทวี จุลละทรัพย์ เสนาธิการทหารให้เป็นผู้เข้าไปเจรจากับผู้ก่อการ ท่ามกลางเสียงคัดค้านในที่ประชุม[2] แต่ภายหลังก็ยินยอม ทั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากเอกอัครราชทูตอียิปต์ประจำประเทศไทย Moustafa el Essawy และผู้นำมุสลิมเข้าไปช่วยเจรจาด้วย

19 ชั่วโมงผ่านไป ผู้ก่อการก็ตกลงที่จะวางอาวุธและปล่อยตัวประกันแลกกับการที่ไทยจะต้องจัดเครื่องบินนำตัวผู้ก่อการไปส่งยังกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ โดยผู้ก่อการได้เดินทางออกจากสถานทูตโดยรถบัสไปยังสนามบินขึ้นเครื่องบินของสายการบินไทยโดยมีเจ้าหน้าที่ของไทยซึ่งมีรัฐมนตรีอยู่ 2 คนรวมถึงเอกอัครราชทูตอียิปต์ประจำประเทศไทยโดยสารไปเป็นประกันด้วย[1]

ภายหลัง[แก้]

ก่อนที่จะขึ้นเครื่องบิน ผู้ก่อการได้ให้ปืนกลในเหตุการณ์เป็นของขวัญแก่นายกรัฐมนตรีจอมพล ถนอม กิตติขจร กระบอกหนึ่ง ส่วนอีกกระบอกมอบให้ผู้บัญชาการกองทัพบก พล.อ.ประพาส จารุเสถียร[3] ผู้ก่อการปาเลสไตน์ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากรัฐบาลอียิปต์ โดยหลังจากที่พวกเขาลงจากเครื่องบิน ผู้ก่อการได้ถูกนำไปขึ้นรถตำรวจโดยไม่ได้ใส่กุญแจมือแต่อย่างไร[4] ส่วนสำนักข่าวต่างๆในอียิปต์ต่างเรียกพวกเขาเป็นวีรบุรุษ ในด้านของอิสราเอล นายกรัฐมนตรีของอิสราเอลในขณะนั้น โกลดา เมอีร์ และคณะได้แสดงความชื่นชมและขอบคุณรัฐบาลไทยอย่างยิ่งสำหรับการจัดการอันระมัดระวังซึ่งทรงประสิทธิภาพและมีความรับผิดชอบอย่างสูง (active vigilance and supreme responsibility)[5]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 Peter O'Loughlin.Arab Terroristes Flown to Cairo After Releasing Six Hostages,The Telegraph - Dec 30, 1972
  2. ประภัสสร เสวิกุล.อภินิหารข้าวหมกไก่, คมชัดลึก เก็บถาวร 2012-03-16 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
  3. Arab Gunmen Free 6 Held in Bangkok,St. Petersburg Times - Dec 29, 1972
  4. AP.'Bloody Munich' massacre averted as Arabs give up Israeli hostages, The Montreal Gazette - Dec 30, 1972
  5. Bangkok Terrorists Given Heroes Welcome in Cairo[ลิงก์เสีย],The Palm Beach Post - Dec 30, 1972