ลานา เดล เรย์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ลานา เดล เรย์
Lana Del Rey Cannes 2012.jpg
ลานา เดล เรย์ ที่เทศกาลภาพยนตร์กานพ.ศ. 2555
ข้อมูลพื้นฐาน
ชื่อจริง อีลิซาเบท วูลริดจ์ แกรนต์
(Elizabeth Woolridge Grant)
ชื่ออื่น
  • เมย์ เจลเลอร์
  • ลิซซี แกรนต์
  • ลานา เดล เรย์
เกิด 21 มิถุนายน พ.ศ. 2528 (30 ปี)[1]
แหล่งกำเนิด สหรัฐอเมริกา นครนิวยอร์ก รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา
แนวเพลง
อาชีพ
  • นักร้อง
  • นักแต่งเพลง
  • นางแบบ
ช่วงปี พ.ศ. 2548 - ปัจจุบัน
ค่ายเพลง
  • 5 พอยต์ส
  • สเทรนเจอร์
  • โพลีดอร์
  • อินเตอร์สโคป
เว็บไซต์ lanadelrey.com

สำหรับอัลบั้มเพลงในชื่อเดียวกันนี้ ดูที่ ลานาเดลเรย์ (อัลบั้ม)

อีลิซาเบท วูลริดจ์ แกรนต์ (อังกฤษ: Elizabeth Woolridge Grant) เกิดเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2528[1] หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปในชื่อของ ลานา เดล เรย์ (อังกฤษ: Lana Del Rey) เป็นนักร้องแนวป็อป นักแต่งเพลง นักดนตรี และนางแบบชาวอเมริกัน เดลเรย์เริ่มประพันธ์เพลงตอนอายุ 18 ปี[2] และลงนามสัญญาครั้งแรกกับค่าย 5 พอยต์ส เรคคอร์ดส (อังกฤษ: 5 Points Records) ในปี พ.ศ. 2550 และปล่อยสตูดิโออัลบั้มของเธอเป็นครั้งแรก ใช้ชื่ออัลบั้มว่า ลานาเดลเรย์ (อังกฤษ: Lana Del Ray) ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2553 แต่ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร หลังจากนั้นเธอได้เซ็นสัญญากับอินเตอร์สโคป (อังกฤษ: Interscope Records) โพลีดอร์ (อังกฤษ: Polydor Records) และสเทรนเจอร์ (อังกฤษ: Stranger Records) ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2554 อัลบั้มหลักเปิดตัวของเธอมีชื่อว่า บอร์นทูดาย (อังกฤษ: Born to Die) ได้วางจำหน่ายในเดือนมกราคมต่อมา โดยได้รับความช่วยเหลือจากซิงเกิลที่สร้างความฮือฮาเป็นวงกว้าง "วิดิโอเกมส์" (อังกฤษ: Video Games)[3] เป็นผลให้อัลบั้มเปิดตัวที่อันดับ 2 ในชาร์ตบิลบอร์ด 200 สหรัฐอเมริกา และอยู่ในอันดับที่ 5 ของอัลบั้มที่ขายดีที่สุด ในปี 2555 เวอร์ชันรีมิกซ์ของเพลง "ซัมเมอร์ไทม์แซดเนสส์" (อังกฤษ: Summertime Sadness) ซิงเกิ้ลที่ 5 จากอัลบั้ม โดยเซดริค เจอร์เวียส กลายเป็นแทร็กที่ติดอันดับสูงสุดของเธอในบิลบอร์ด ฮอต 100 สหรัฐอเมริกาที่อันดับ 6 ต่อมาเดลเรย์ปล่อยอีพีที่สามของเธอ พาราไดซ์ (อังกฤษ: Paradise) ซึ่งเป็นอีพีแบบแยก และรุ่นขยายของอัลบั้ม บอร์นทูดาย ชื่อว่า เดอะพาราไดซ์อิดิชั่น (อังกฤษ: Born to Die: The Paradise Edition) ในเดือนพฤศจิกายน อีพีนี้ส่งผลให้เดลเรย์มีชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมีเป็นครั้งแรก ในสาขาอัลบั้มเพลงป๊อปยอดเยี่ยม โดยมีสามเพลงที่ได้นำไปใช้ในภาพยนตร์สั้น ทรอปิโค (อังกฤษ: Tropico) ที่เปิดตัวในเดือนธันวาคม สตูดิโออัลบั้มที่สามของเธอ อัลตราไวโอเลนซ์ (อังกฤษ: Ultraviolence) ออกวางจำหน่ายในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2557 และเปิดตัวในอันดับหนึ่งบนชาร์ตบิลบอร์ต 200 และในปี 2558 เดลเรย์ได้ปล่อยสตูดิโออัลบั้มที่สี่ ฮันนีมูน (อังกฤษ: Honeymoon)

เพลงของเดลเรย์มีความโดดเด่นในการใช้เทคนิคเสียงแบบ Cinematic และการอ้างอิงถึงความหลากหลายแง่มุมวัฒนธรรมป๊อปของอเมริกาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1950 และ ช่วงคริสต์ทศวรรษ 1960 และเธอได้อธิบายว่าตัวเธอคือ "แนนซี ซินาตรา ในรูปแบบ Gangsta" งานดนตรีของเธอได้รับอิทธิพลจากศิลปินที่เธอคิดว่าเป็น "ต้นแบบของแต่ละแนวเพลง" (masters of their genr) รวมถึงการใช้บทกวีและฟิล์มนัวร์[4] เดลเรย์เป็นศิลปินหญิงที่มีกระแสมากที่สุดใน สปอติฟาย (อังกฤษ: Spotify) ของประเทศสหรัฐอเมริกา[5]

ชีวิตช่วงแรก[แก้]

ลานา เดล เรย์ หรือ อีลิซาเบท วูลริดจ์ แกรนต์ เกิดเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2528 ที่ นครนิวยอร์ก[1][6] เป็นบุตรของนักโฆษณาบริษัทโฆษณา Grey Group ที่หันมาเป็นนักธุรกิจ โรเบิร์ต อิงแลนด์ แกรนต์ จูเนียร์ และ อดีตนักบริหารบัญชีของ Grey ปัจจุบันเป็นอาจารย์ระดับมัธยม แพตทริเซีย แอน "แพต" (ฮิลล์)[7][8][9][10] เธอมีน้องสาวชื่อ แคโรไลน์ แกรนต์ อายุน้อยกว่าเธอสามปี[11] และน้องชายชื่อ ชาร์ลี อายุน้อยกว่าเธอแปดปี[12] ปู่ของเธอ โรเบิร์ต อิงแลนด์ แกรนต์ ซีเนียร์ เป็นนักวณิชธนกิจของบริษัท Kidder, Peabody & Co. รองประธานบริษัทและผู้ร่วมลงทุนของบริษัท Schering-Plough และบริษัท Textron[13] นอกจากนี้เธอยังมีเชื้อสายสกอตแลนด์อีกด้วย[11]

เดลเรย์เติบโตในชนบท ที่Lake Placid ในรัฐนิวยอร์ก[14] เธอเรียนจบระดับประถมจากโรงเรียนคาทอลิก[15] และเข้าศึกษาต่อหนึ่งปี ที่โรงเรียนมัธยมที่แม่ของเธอสอนอยู่[7] เธอเริ่มร้องเพลงในคณะนักร้องประสานเสียงคริสตจักรตั้งแต่เด็ก ในตำแหน่งต้นเสียง[15][16] ตอนเธออายุ 15 ปี[6][17][7] พ่อและแม่ของเดลเรย์ได้ส่งเธอไปที่โรงเรียนประจำเคนท์ ในรัฐคอนเนตทิคัต[17] เพื่อรักษาปัญหาการติดแอลกอฮอล์ของเธอ[18] โดยลุงของเดลเรย์เป็นเจ้าหน้าที่รับสมัครที่โรงเรียนแห่งนี้ และยังได้เข้ามาช่วยเหลือในด้านความปลอดภัยทางการเงินให้แก่เธอ[19][20][21][22]

หลังจากจบการศึกษา เดลเรย์ตัดสินใจที่จะไม่เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งรัฐนิวยอร์กที่เจเนเซโอ แต่ได้ใช้เวลาช่วงหนึ่งปีที่เขตลองไอแลนด์แทนกับลุงและป้าของเธอ ในขณะเดียวกันก็ทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟไปด้วย[20] ในช่วงเวลานี้ลุงของเดลเรย์ได้สอนวิธีการเล่นกีต้าร์ให้แก่เธอ และเธอ "ตระหนัก(ว่าเธอ)อาจจะเขียนเพลงเป็นล้านเพลงจากคอร์ดหกคอร์ด"[23] หลังจากนั้นไม่นานเธอก็ได้เริ่มประพันธ์เพลงและเปิดการแสดงต่อหน้าสาธารณชนตามไนต์คลับ รอบ ๆ เมือง ภายใต้ชื่อการแสดงที่หลากหลาย เช่น "Sparkle Jump Rope Queen" และ "Lizzy Grant and the Phenomena"[23] เป็นต้น "ฉันร้องเพลงอยู่เสมอ แต่ก็ไม่ได้วางแผนที่จะไล่ตามมันอย่างจริงจัง" เดลเรย์กล่าว "ช่วงที่ฉันอยู่ที่นิวยอร์กซิตี้ ตอนอายุ 18 ปี ฉันเริ่มเล่นที่สโมสรในบรุกลิน—ฉันมีเพื่อนที่ดี และเหล่าแฟน ๆ ที่ศรัทธาในตัวฉันในตอนที่ฉันยังเป็นนักร้องใต้ดิน แต่พวกเราต่างก็เล่นดนตรีเพื่อกันและกัน—และมันก็แค่นั้น"[6]

ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงต่อมา เธอเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยฟอร์ดแฮมในนครนิวยอร์ก เอกปรัชญา[6] เดลเรย์กล่าวว่าที่เธอได้เลือกศึกษาในวิชานี้ด้วยเหตุผลว่า "สะพานที่เชื่อมช่องว่างระหว่างพระเจ้าและวิทยาศาสตร์ ... ฉันมีความสนใจในพระเจ้า และวิทยาการทางเทคโนโลยีที่ทำให้เราเข้าใกล้ในการตามหาว่าเรามาจากที่ไหน และทำไม"[6][20][24][25][26] ทั้งนี้ เดลเรย์มีปัญหาในการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนประจำ[7][19] และที่มหาวิทยาลัย[27][28] เธอกล่าวว่า "นั่นคือช่วงที่ประสบการณ์ทางดนตรีได้เริ่มต้นขึ้น ฉันได้พบกับผู้คนสำหรับตัวของฉันเอง" เธออาศัยอยู่ในเดอะบร็องซ์และต่อมาย้ายไปอยู่ที่รัฐนิวเจอร์ซีย์ ในขณะที่ยังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัย[29] และได้เป็นอาสาสมัครเพื่อเยาวชนไร้ที่อยู่ และเข้าร่วมการเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ เกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาเสพติด รวมทั้งการช่วยทาสีและสร้างบ้านให้ในเขตพื้นที่อาศัยสำหรับชาวอินเดียทางชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกา[15] หลังจากจบมหาวิทยาลัย เธอย้ายไปที่บรุกลิน และอาศัยอยู่ที่นั่นอีกสี่ปี[17]

ผลงานเพลง[แก้]

สตูดิโออัลบั้ม[แก้]

อีพี[แก้]

ทัวร์คอนเสิร์ต[แก้]

ผลงานการแสดง[แก้]

พ.ศ. เรื่อง รับบทเป็น หมายเหตุ
2553 พูลไซด์ ลิซ่า ภาพยนตร์สั้น
2556 ทรอปิโค เอวา ภาพยนตร์สั้น ทำหน้าที่เขียนบทภาพยนตร์และแต่งเพลงประกอบด้วย

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 Hiatt, Brian (July 18, 2014). "Lana Del Rey – The Saddest, Baddest Diva in Rock". Rolling Stone (1212): 44. "Del Rey is four days away from her 29th birthday (for reasons she can't explain, she's usually reported to be a year younger), but looks, at the moment, like a college junior home for the summer." ; Jackson, Ron (July 4, 2008). "July 4, 2008 Post". Domain Name Journal. สืบค้นเมื่อ July 18, 2014. ; "Girl, Interrupted: Lizzy Grant Becomes Lana Del Rey". Blurt. 2009. สืบค้นเมื่อ July 18, 2014. 
  2. Savage, Mark (January 27, 2012). "lana-del-rey-BBC-profile-piece-interview-cut-offs, BBC-profile-piece-interview". สืบค้นเมื่อ August 3, 2012. 
  3. The Guardian
  4. Kaufman, Gil. (February 2, 2012) Lana Del Rey 'Compelled' By Britney Spears - Music, Celebrity, Artist News. MTV.com. Retrieved on May 12, 2013.
  5. "Rihanna, Lana Del Rey Are Spotify's Most Streamed Female Artists". hollywoodreporter.com. March 6, 2015. 
  6. 6.0 6.1 6.2 6.3 6.4 Sowray, Bibby (February 10, 2012). "Lana Del Rey Biography, Quotes and Facts". Vogue. สืบค้นเมื่อ June 20, 2012. 
  7. 7.0 7.1 7.2 7.3 Tranter, Kirsten (May 10, 2014). "Lolita in the 'hood". Sydney Morning Herald. สืบค้นเมื่อ March 7, 2015. "...led to her parents sending her to Kent, a private boarding school in Connecticut; her uncle had recently taken up a position there as admissions officer, and he helped to arrange financial aid. — ¶17
    I was lonely", she says, but "I had this teacher who was my only friend in school. His name was Gene. He read us Leaves of Grass and we read Lolita in class, and it changed my world, which was a really solitary world. I didn't have a connection to anyone in class and when I found these writers, I knew they were my people. Gene was just a few years older than her, fresh from Georgetown University. "He would sign me out and we would listen to Tupac and stuff in his car", she remembers, "and he would teach me about old movies like Citizen Kane. He taught me everything". — ¶18"
     
  8. Jackson, Ron (April 2008). "The Domain Giant You Didn't Know: Rob Grant's Roundabout Route to Real Estate Riches (Online and Off!)". DN Journal. สืบค้นเมื่อ January 1, 2013. 
  9. "Robert England Grant Jr. Marries Patricia Ann Hill". The New York Times (New York). June 13, 1982. สืบค้นเมื่อ December 4, 2014. 
  10. Bock, Melvin Lynn; E. Dale Hooper; Carole J. Skelly (1998). Joseph and Mary Dale and their descendants. Windmill Publications. p. 113. "Robert England Grant, Jr.; Robert was born 16 June 1953. On 12 June 1982 he married Patricia Ann Hill. They live in New York City and have two children: Elizabeth Woolridge Grant; Elizabeth was born 21 June 1985..." 
  11. 11.0 11.1 Zupkus, Lauren (October 8, 2014). "Meet Chuck Grant, Lana Del Rey's Equally Gorgeous And Talented Sister". The Huffington Post. AOL. สืบค้นเมื่อ October 21, 2014. 
  12. R?th, Steffen (June 5, 2014). "Lana Del Rey". Grazia (ใน German) (Hamburg, Germany: G+J/Klambt-Style-Verlag GmbH & Co. KG) (24/2012): 36. ISSN 2192-3965. 
  13. "Obituaries: Mr. Robert England Grant, Sr.". Lake Placid News. October 31, 2014. สืบค้นเมื่อ March 7, 2015. 
  14. Dombal, Ryan (August 30, 2011). "Rising: Lana Del Rey". Pitchfork Media. สืบค้นเมื่อ January 25, 2012. 
  15. 15.0 15.1 15.2 "National Anthem". Nylon. November 28, 2013. สืบค้นเมื่อ June 8, 2014. 
  16. "Lana Del Rey Interview". Clash. Clash Music. November 29, 2011. สืบค้นเมื่อ February 24, 2013. 
  17. 17.0 17.1 17.2 Banning, Lisa (June 19, 2013). "Paradise Lost: An interview with Lana Del Rey". Electronic Beats. สืบค้นเมื่อ October 2, 2013. 
    • a "Yeah, I grew up in Lake Placid, New York until I was fifteen, and then I went to boarding school for three years in Connecticut. Then I moved to the Bronx when I was almost eighteen".
  18. "Lana Del Rey Goes Nude in GQ's Men of the Year Issue". The Blemish. สืบค้นเมื่อ September 22, 2014. 
  19. 19.0 19.1 Hiatt, Brian (January 9, 2014). "Lana Del Rey: Vamp of Constant Sorrow". Rolling Stone. สืบค้นเมื่อ July 31, 2014. "Losing patience with her partying, they sent her away to Connecticut's Kent School. The move failed to curtail her drinking, and she was miserable. Her father's apparent success aside, she says she was on financial aid. "I was very quiet", she says, "just figuring things out. I didn't relate well with what was going on culturally". She wasn't into mean girls, "The ways people treated other people, I thought was kind of cruel. The high-school mentality I didn't really understand. I wasn't really, like, snarky or bitchy".— ¶31" 
  20. 20.0 20.1 20.2 Hiatt, Brian (January 9, 2014). "Dark places: summertime sadness with Lana Del Ray". Irish Independent. สืบค้นเมื่อ March 7, 2015. "Losing patience with her partying, they sent her away to Connecticut's Kent School. The move failed to curtail her drinking, and she was miserable. Her father's apparent success aside, she says she was on financial aid. — ¶31" 
  21. Zadeh, Joe (December 6, 2014). "American Dreamer: Lana Del Rey Interviewed". Clash (magazine). สืบค้นเมื่อ March 8, 2015. "“When I was 15, I had this teacher called Gene Campbell, who is still my good friend,” begins Lana. “In boarding school, to become a teacher you don’t have to have a Masters. I was 15 and he was 22, out of Georgetown. He was young, and at school you were allowed to take trips out at the weekends. On our driving trips around the Connecticut counties, he introduced me to Nabokov, (Allen) Ginsberg, (Walt) Whitman, and even Tupac and Biggie. He was my gateway to inspirational culture. Those inspirations I got when I was 15 are still my only inspirations." 
  22. "Lana Del Rey: Happiness is a process". Cover Media/Yahoo. July 4, 2014. สืบค้นเมื่อ March 8, 2015. "I remember when I was 15 or 16 years and my parents sent me to Kent School, a private boarding school in Connecticut so I could fight my addiction to alcohol. I had a very young teacher, Gene Campbell, who introduced me to hip hop…That kind of set things in motion for me..." 
  23. 23.0 23.1 Savage, Mark (January 27, 2012). "Love, the law, and Lana Del Rey". BBC News. BBC. สืบค้นเมื่อ June 20, 2012. 
  24. Smart, Gordon. "Lana Del Rey: I've ended up good friends with lots of fans ...we got out to dinner". The Sun (London). สืบค้นเมื่อ October 17, 2012. 
  25. Hopper, Jessica. "Deconstructing Lana Del Rey". Spin. สืบค้นเมื่อ October 17, 2012. 
  26. Flint, Hannah (January 31, 2013). "'Live fast and freely': Lana Del Rey shares her views on life and spirituality in Manga-inspired cover shoot". Daily Mail (London). สืบค้นเมื่อ February 3, 2013. 
  27. Fennessey, Sean (October 6, 2011). "Ice Breaker: Lana Del Rey". GQ. สืบค้นเมื่อ March 7, 2015. "I didn't live at school, I lived where I could and studied what I enjoyed studying. I took what I wanted from that education but was making my first record at the same time. I don't know anyone from school. I was just leading a different life. I was really interested in writing and other things...I loved my teachers. I feel like kids can be hard to get along with sometimes and I don't know anyone from my school I've been to.— ¶11-12" 
  28. Simpson, Leah (January 29, 2012). "Lana Del Rey hoped music industry would make her more friends". Digital Spy. Digital Spy Ltd. สืบค้นเมื่อ January 20, 2012. 
  29. Studeman, Kristen Tice (2014-12-03). "Lana Del Rey on Higher Powers, 24-Hour Diners, and Lil Kim". Style.com. สืบค้นเมื่อ 2015-08-15. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]