ข้ามไปเนื้อหา

ภาษาเขมรสมัยกลาง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ภาษาเขมรสมัยกลาง
รูปตัวอย่าง ศิลาจารึก เขียนเป็น ภาษาเขมรสมัยกลาง
ภูมิภาคประเทศกัมพูชา บางส่วนในประเทศไทย ประเทศลาว และประเทศเวียดนาม
ยุคพัฒนาไปเป็นภาษาเขมร, ภาษาเขมรเหนือ (เขมรถิ่นไทย) ภาษาเขมรตะวันตก และ ภาษาเขมรกรอมในคริสต์ศตวรรษที่ 18
ออสโตรเอเชียติก
  • ภาษาเขมรสมัยกลาง
รูปแบบก่อนหน้า
รหัสภาษา
ISO 639-3xhm
Glottologmidd1376
บทความนี้มีสัญลักษณ์สัทอักษรสากล หากระบบของคุณไม่รองรับการแสดงผลที่ถูกต้อง คุณอาจเห็นปรัศนี กล่อง หรือสัญลักษณ์อย่างอื่นแทนที่อักขระยูนิโคด

ภาษาเขมรสมัยกลาง หรือ ภาษาเขมรสมัยหลังพระนคร เป็นชื่อที่ใช้เรียกภาษาเขมรในช่วงระหว่างคริสตศตวรรษที่ 14 ถึงคริสตศตวรรษที่ 18[1] ซึ่งเอาไว้แบ่งคั่นระหว่างยุคของภาษาเขมรเก่าและภาษาเขมรสมัยใหม่ พัฒนาการและการสื่อสารของภาษาเขมรสมัยกลางเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการล่มสลายของอาณาจักรพระนคร ร่วมสมัยกับการขยายอิทธิพลของอาณาจักรอยุธยา ยุคดังกล่าวถูกเรียกว่ายุคหลังพระนคร ภาษาเขมรสมัยกลางเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านสัทวิทยา[2]ของตัวภาษาไปจากเดิมอย่างมาก โดยได้วิวัฒนาการไปเป็นภาษาเขมรสมัยใหม่ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1777 ในรัชสมัยของนักองค์เอง พระราชบิดาของนักองด้วง เป็นต้นมา

ชาวเขมรได้หยิบยืมตระกูลอักษรพราหมีมาใช้เขียนภาษาของตน ตั้งแต่ภาษาเขมรเก่า ในคริสต์ศตวรรษที่ 6–7[3] การเปลี่ยนแปลงของภาษาเขมรสมัยกลางต่างก็ได้ทิ้งร่องรอยที่เป็นลายลักษณ์อักษรเหลือไว้เป็นจำนวนมาก ทําให้ภาษาเขมรสมัยกลางได้รับการสืบสร้างและถูกนำมาศึกษาใหม่อีกครั้ง ในยุคดังกล่าวตัวภาษามีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงหน่วยเสียงต่าง ๆ ในกลุ่มฐานเสียงพยัญชนะหยุด ซึ่งมีความแตกต่างไปจากภาษาเขมรเก่า ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบสระเพื่อชดเชยความแตกต่างในวิธีการสะกดตามมา โดยสระที่ตามหลังกลุ่มฐานเสียงพยัญชนะระเบิด โฆษะ โดยส่วนใหญ่จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงของหน่วยเสียงสระไปจากเดิมมากนัก ขณะที่สระชุดเดียวกันซึ่งตามหลังด้วยกลุ่มฐานเสียงพยัญชนะระเบิด อโฆษะ ก็ได้เกิดกระบวนการเลื่อนสระไปเป็นหน่วยเสียงที่แตกต่างกันไปอย่างเป็นระบบ แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวครอบคลุมทั้งสระเดี่ยวและสระประสม นอกจากนี้การสูญเสียหน่วยเสียง /r/ ในตัวสะกด "រ" และการควบรวมหน่วยเสียง /s/ ไปเป็น /h/ ในตัวสะกด "ស" ดังที่ปรากฎภาษาเขมรสมัยใหม่ ทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นในยุคของภาษาสมัยเขมรกลางทั้งสิ้น

ภาษาเขมรสมัยกลางมีหลักฐานชั้นต้นปรากฏอยู่ในรูปแบบของเอกสารหรือจารึกอยู่เป็นจำนวนมาก ในปัจจุบันภาษาเขมรสมัยกลางได้พัฒนาไปเป็นภาษาสมัยใหม่ถึงสามภาษา ได้แก่ ภาษาเขมรเหนือ ภาษาเขมรตะวันตก สำเนียงถิ่นต่าง ๆ ในภาษาเขมรกลาง รวมถึงภาษาเขมรสำเนียงมาตรฐานและภาษาเขมรกรอม

ความเป็นมา

[แก้]

"ภาษาเขมรเก่า" เป็นชื่อที่ใช้เรียกภาษาเขมรในยุคก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 14 ที่สืบทอดมาจากสามอาณาจักรที่สืบต่อกันมาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ อาณาจักรฟูนาน[4] อาณาจักรเจนละ และอาณาจักรเขมร (พระนคร) เมื่ออาณาจักรดังกล่าวสามารถขยายอำนาจการปกครองเข้าสู่พื้นที่ส่วนใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่ทิศตะวันตกสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงไปจนถึงทะเลอันดามัน และจากทางตอนเหนือของอ่าวไทยจรดไปจนถึงประเทศจีน ภาษาเขมรเก่าของชาวเขมรก็ได้กลายเป็นภาษาหลักและกลายเป็นภาษาราชการที่มีอิทธิพลครอบคลุมทั่วทั้งจักรวรรดิ แต่หลังจากที่อาณาจักรอยุธยาของชาวสยามได้เข้ามายึดเมืองพระนครในคริสตศตวรรษที่ 14 จักรวรรดิเขมรก็สูญเสียสิทธิทั้งในเชิงอำนาจและอิทธิพลลงอย่างต่อเนื่อง เช่นดินแดนทางตอนเหนือของทิวเขาพนมดงรักได้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอาณาจักรล้านช้าง ขณะที่ดินแดนทางตะวันตกและทางตะวันตกเฉียงเหนือก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยา ส่วนดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงก็ถูกผนวกกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรเวียดนาม ศูนย์กลางทางวัฒนธรรมของชาวเขมรถูกถอยร่นไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้และในที่สุดก็ถูกลดทอนลงกลายเป็นวัฒนธรรมกันชนคั่นกลางระหว่างอาณาจักรรอบข้างที่ทรงอำนาจอย่างสยามและเวียดนาม ซึ่งมหาอำนาจทั้งสองต่างก็ต้องการที่จะแผ่อิทธิพลขยายอำนาจของตนเข้ามาปกครองอาณาจักรของชาวเขมรในฐานะรัฐบริวาร[5][6]

ภายใต้บริบทดังกล่าวนี้เอง การล่มสลายของจักรวรรดิเขมรได้ส่งผลให้ภาษาเขมรเก่าเกิดพัฒนาการขึ้นอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นภาษาเขมรกลาง สำเนียงถิ่นต่าง ๆ ทั้งหมดในภาษาเขมรสมัยใหม่ล้วนแต่เป็นผลลัพธ์จาก "การแตกแยกทางภาษาในแต่ละชุมชน" ที่เกิดขึ้นในภาษาเขมรสมัยกลางโดยตรง[7] วิธีการเปรียบเทียบทางภาษาคือการใช้ภาษาเขมรสมัยใหม่ควบคู่ไปกับจารึกหรืองานเขียนของภาษาเขมรสมัยกลาง[1] วิธีการดังกล่าวทำให้นักภาษาศาสตร์สามารถที่จะวิจัยและสืบย้อนถึงร่องรอยและคุณลักษณะที่สำคัญของภาษาเขมรสมัยกลางได้ อย่างไรก็ตามเนื่องจากไม่มีหลักฐานที่มาจากภาษาเขมรสมัยเก่าโดยตรงหลงเหลืออยู่มากนัก ส่งผลให้นักภาษาศาสตร์จำเป็นที่จะต้องอาศัยการวิเคราะห์จารึกภาษาเขมรสมัยกลางผ่านระบบการเขียนของภาษาเขมรสมัยใหม่ เพื่อที่จะประดิษฐ์ภาษาเขมรเก่าขึ้นใหม่เป็นการเฉพาะ[8] แม้ว่ากระบวนการดังกล่าวสามารถที่จะทำให้นักภาษาศาสตร์สามารถทำความเข้าใจเกี่ยวกับอิทธิพลและความสำคัญของภาษาเขมรสมัยกลางได้มากขึ้น แต่ก็กระทบกับกระบวนการสืบย้อนและประดิษฐ์ภาษาเขมรเดิมขึ้นใหม่อยู่พอสมควร[7]

ภาษาเขมรสมัยกลางช่วงต้น

[แก้]

โดยปกติแล้ว นักภาษาศาสตร์มักจำแนกภาษาเขมรสมัยกลางออกเป็นสองยุค โดยอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลที่มีอยู่ จารึกภาษาเขมรสมัยกลางซึ่งสามารถยืนยันอายุของหลักฐานได้อย่างแน่ชัดในช่วงระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 14 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 นั้นมีจำนวนน้อยมาก จารึกจำนวนมากมิได้ระบุวันที่ไว้อย่างชัดเจน หลักฐานชั้นต้นเหล่านี้แม้จะมีการเรียงลำดับเหตุการณ์ไว้ แต่ก็มิได้ระบุวันที่ไว้อย่างชัดเจน[9] มีการสันนิษฐานว่าจารึกหลายฉบับอาจมีอายุย้อนไปถึงรัชสมัยของนักองด้วง (ค.ศ. 1789–1859) ซึ่งทรงออกพระราชโองการที่รู้จักกันในนาม "ฉบับสรี" (“แบบอย่างของสตรี”)[10] การวิเคราะห์สัมผัสของจารึกฉบับแรก ๆ ชี้ให้เห็นว่า จารึก "เกร์ กาลา" และ "กุนา เจา" อาจมีอายุย้อนไปถึงยุคภาษาเขมรสมัยกลางตอนต้น มีการเปลี่ยนแปลงของระบบเสียงเป็นจำนวนมากในช่วงนี้ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าภาษาเขมรสมัยกลางได้เริ่มเกิดขึ้นแล้ว นอกจากนี้ ยังมีการเปลี่ยนแปลงทางภาษาอื่น ๆ อีกมากที่ได้เริ่มเกิดขึ้นภายในช่วงเวลาเดียวกัน และดำเนินต่อเนื่องไปถึงภาษาเขมรสมัยกลางตอนปลาย กระบวนการเหล่านี้ โดยเฉพาะในช่วงต้นของการเปลี่ยนแปลง จำเป็นต้องอนุมานโดยการเปรียบเทียบระหว่างภาษาเขมรเก่าตอนปลาย กับข้อความในจารึกภาษาเขมรกลางตอนหลัง[11][12]

ภาษาเขมรสมัยกลางช่วงปลาย

[แก้]

ภาษาเขมรสมัยกลางช่วงปลายเป็นช่วงที่มีหลักฐานชั้นต้นปรากฏอยู่ในรูปแบบของเอกสารหรือจารึกมากที่สุด นอกจากจารึกแล้ว ยังมีต้นฉบับคัมภีร์ใบลานจากหลาย ๆ สถานที่หรือหลาย ๆ สาขา ที่ปรากฎในรูปแบบ พงศาวดาร วรรณกรรม พระธรรม และ คู่มือปฏิบัติงาน[1] และในช่วงเวลาดังกล่าวนี้เอง ที่กลุ่มฐานเสียงพยัญชนะอโฆษะได้ลดความก้องของหน่วยเสียงลงมา พร้อม ๆ กับหน่วยเสียงสระต่าง ๆ ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงแตกต่างกันไปอย่างเป็นระบบ[13]

สัทวิทยา

[แก้]

ภาษาเขมรสมัยกลางซึ่งเป็นชื่อที่ใช้เรียกภาษาเขมรในช่วงเวลากึ่งกลางระหว่างยุคของภาษาเขมรเก่าและภาษาเขมรสมัยใหม่ ภาษาเขมรสมัยกลางถือว่าเป็นภาษาที่มีสัทวิทยาค่อนข้างใกล้เคียงกับภาษาเขมรสมัยใหม่เป็นอย่างมาก ๆ ทั้งในด้านของหน่วยเสียงพยัญชนะและสระ

เสียงพยัญชนะ

[แก้]

เสียงสระ

[แก้]
หน้า กลาง หลัง
สั้น ยาว สั้น ยาว สั้น ยาว
ปิด i ɨ ɨː u
กึ่งกลาง (e) ə əː (o)
กึ่งเปิด (ɛ) ɛː
เปิด a ɔ ɔː

ดูเพิ่ม

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]

เชิงอรรถ

[แก้]

บรรณานุกรม

[แก้]
  • Coedès, George (1968). Walter F. Vella (บ.ก.). The Indianized States of Southeast Asia. trans.Susan Brown Cowing. University of Hawaii Press. ISBN 978-0-8248-0368-1.
  • Diffloth, Gérard (1990). A History of the Khmer Language. Cornell University Library, Ithaca, NY: Unpublished manuscript.
  • Headley, Robert K (1998). "Cham evidence for Khmer sound changes" (PDF). Papers in Southeast Asian Linguistics. 15: 21–29. สืบค้นเมื่อ 9 มกราคม 2016.{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  • Jacob, Judith M (1968). Introduction to Cambodian. London: Oxford University Press. ISBN 978-0197135563.
  • Jacob, Judith M (1976). "An Examination of the Vowels and final Consonants in Correspondences between pre-Angkor and modern Khmer" (PDF). Pacific Linguistics. 42 (19): 19–38. สืบค้นเมื่อ 3 มกราคม 2016.{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  • Lewitz, Saveros (1967). "La toponymie khmère". Bulletin de l'École Française d'Extrême-Orient (ภาษาฝรั่งเศส). 53 (2): 375–451. doi:10.3406/befeo.1967.5052.
  • Jenner, Philip N (1974). "The Development of the Registers in Standard Khmer" (PDF). Canberra: PL. 31: 47–60. สืบค้นเมื่อ 6 มกราคม 2016.{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  • Jenner, Philip N (1975). "The final liquids of middle Khmer". STUF - Language Typology and Universals. 28 (1–6): 599–609. doi:10.1524/stuf.1975.28.16.599. S2CID 131639485.
  • Jenner, Philip N (1976). The Relative Dating of Some Khmer CPĀ'PA*. Oceanic Linguistics Special Publications. University of Hawai'i Press. น. 693–710. JSTOR 20019179.
  • Keat, Gin Ooi, บ.ก. (2004). Southeast Asia: A Historical Encyclopedia, from Angkor Wat to East Timor, Volume 1 (พิมพ์ครั้งที่ illustrated). ABC-CLIO. ISBN 978-1576077702. สืบค้นเมื่อ 31 มกราคม 2016.{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  • Sidwell, Paul (2009). "Classifying the Austroasiatic languages: history and state of the art". 76. Lincom Europa. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2019-03-24. สืบค้นเมื่อ 3 มกราคม 2016. {{cite journal}}: การอ้างอิง journal จำเป็นต้องระบุ |journal= (วิธีใช้)CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  • Vickery, Michael (1992). "Loan words and devoicing in Khmer" (PDF). Mon Khmer Studies. 18: 240–250. สืบค้นเมื่อ 12 มกราคม 2016.{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  • Vickery, Michael (2003). "Funan reviewed: Deconstructing the ancients". Bulletin de l'École Française d'Extrême-Orient. 90 (1): 101–143. doi:10.3406/befeo.2003.3609.
  • Wayland, Ratree; Jongman, Allard (2001). "Chanthaburi Khmer vowels: phonetic and phonemic analyses" (PDF). Mon-Khmer Studies. 31: 65–82. สืบค้นเมื่อ 14 มกราคม 2016.{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  • Wayland, Ratree; Jongman, Allard (2002). "Registrogenesis in Khmer: A Phonetic Account". Mon-Khmer Studies. 32: 101–114. สืบค้นเมื่อ 3 มกราคม 2016.{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)

อ่านเพิ่ม

[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]