ฟริทซ์ ฮาเบอร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก ฟริตซ์ ฮาเบอร์)
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ฟริทซ์ ฮาเบอร์
เกิด 9 ธันวาคม ค.ศ. 1868(1868-12-09)
เบร็สเลา ปรัสเซีย[1]
เสียชีวิต 29 มกราคม ค.ศ. 1934 (65 ปี)
บาเซิล สวิตเซอร์แลนด์
สัญชาติ เยอรมัน
สาขา เคมีเชิงฟิสิกส์
สถาบันที่ทำงาน สถาบันเทคโนโลยีแห่งสหพันธ์สวิสในซูริก
มหาวิทยาลัยคาลส์รูเออ
ศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยไฮเดิลแบร์ค
มหาวิทยาลัยฮุมบ็อลท์แห่งเบอร์ลิน
มหาวิทยาลัยเทคนิคเบอร์ลิน
อาจารย์ที่ปรึกษาในระดับปริญญาเอก โรแบร์ท บุนเซิน
งานที่เป็นที่รู้จัก ปุ๋ย ระเบิด กระบวนการฮาเบอร์ ปฏิกิริยาฮาเบอร์-ไวส์ อาวุธเคมี
รางวัลที่ได้รับ รางวัลโนเบลสาขาเคมี (1918)

ฟริทซ์ ฮาเบอร์ (เยอรมัน: Fritz Haber; 9 ตุลาคม ค.ศ. 1868 – 29 มกราคม ค.ศ. 1934) เป็นนักเคมีชาวเยอรมัน ผู้ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีในปี ค.ศ. 1918 เนื่องจากการพัฒนาการสังเคราะห์แอมโมเนีย ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่สำคัญในปุ๋ยและระเบิด ฮาเบอร์และมัคส์ บอร์น ได้เสนอวัฏจักรบอร์น-ฮาเบอร์ เป็นวิธีการหาค่าพลังงานแลตทิซของของแข็งไอโอนิก นอกจากนี้ เขายังได้ถูกเรียกว่าเป็น "บิดาแห่งสงครามเคมี"[2] เนื่องจากผลงานในการพัฒนาและใช้แก๊สคลอรีนและแก๊สพิษอื่น ๆ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

ฮาเบอร์ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากเกี่ยวกับการมีส่วนเกี่ยวข้องในการพัฒนาอาวุธเคมีในเยอรมนีก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ทั้งนักวิทยาศาสตร์ร่วมสมัยและนักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่[2] ผลการวิจัยแสดงให้เห็นถึงความกำกวมในกิจกรรมด้านวิทยาศาสตร์ของเขาเป็นอย่างมาก กล่าวคือ ในแง่หนึ่ง ถึงแม้ว่าการสังเคราะห์แอมโมเนียเพื่อผลิตระเบิดหรือกระบวนการทางเทคนิคสำหรับการผลิตและใช้แก๊สพิษในสงครามได้เป็นไปได้ในพื้นฐานทางอุตสาหกรรม ในอีกแง่หนึ่ง หากไม่มีความรู้นี้ ความสามารถที่จะผลิตอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการของประชากรโลกก็คงจะไม่เกิดขึ้น การผลิตปุ๋ยไนโตรเจนสังเคราะห์ทุกปีมีมากกว่า 100 ล้านตัน พื้นฐานอาหารของประชากรครึ่งโลกในปัจจุบันขึ้นกับกระบวนการฮาเบอร์-บ็อช[3]

อ้างอิง[แก้]

  1. "Fritz Haber - Biographical". Nobelprize.org. 
  2. 2.0 2.1 Between Genius and Genocide: The Tragedy of Fritz Haber, Father of Chemical Warfare by Daniel Charles
  3. Jörg Albrecht: Brot und Kriege aus der Luft. In: Frankfurter Allgemeine Sonntagszeitung. 41, 2008, S. 77 (Data from "Nature Geosience").