พระเจ้าเฟร์นันโดที่ 2 แห่งเลออน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
พระเจ้าเฟร์นันโดที่ 2
Fernando II de León (Museo del Prado).jpg
ภาพเหมือนของพระเจ้าเฟร์นันโดที่ 2 โดยอิซิโดโร ลาซาโน

พระอิสริยยศ กษัตริย์แห่งเลออนและกาลิเซีย
ราชวงศ์ ราชวงศ์บูร์กอญของกัสติยา
ครองราชย์ 21 สิงหาคม ค.ศ. 1157 – 22 มกราคม ค.ศ. 1188
รัชกาลก่อน พระเจ้าอัลฟอนโซที่ 7 แห่งเลออนและกัสติยา
รัชกาลถัดไป พระเจ้าอัลฟอนโซที่ 9 แห่งเลออน
ข้อมูลส่วนพระองค์
พระราชสมภพ ค.ศ. 1137
สิ้นพระชนม์ 22 มกราคม ค.ศ. 1188 (50–51 พรรษา)
เบนาเบนเต
ฝังพระศพ อาสนวิหารซันเตียโกเดกอมโปสเตลา
พระบิดา พระเจ้าอัลฟอนโซที่ 7 แห่งเลออนและกัสติยา
พระมารดา บารังเกราแห่งบาร์เซโลนา
พระมเหสี อูร์รากาแห่งโปรตุเกส พระราชินีแห่งเลออน
เตเรซา เฟร์นันเดซ เด ตราบา
อูร์รากา โลเปซ เด ฮาโร
พระบุตร พระเจ้าอัลฟอนโซที่ 9 แห่งเลออน

พระเจ้าเฟร์นันโดที่ 2 (สเปน: Fernando II; เลออน: Fernandu II) เสด็จพระราชสมภพ ค.ศ. 1137 สิ้นพระชนม์ 22 สิงหาคม ค.ศ. 1188 ที่เบนาเบนเต ราชอาณาจักรเลออน ครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งเลออนตั้งแต่ ค.ศ. 1157 ถึง ค.ศ. 1188 เป็นพระโอรสคนที่สองของพระเจ้าอัลฟอนโซที่ 7

ประวัติ[แก้]

พระเจ้าเฟร์นันโดที่ 2 เสด็จพระราชสมภพในโตเลโด ราชอาณาจักรกัสติยา เป็นพระโอรสของพระเจ้าอัลฟอนโซที่ 7 แห่งเลออนและกัสติยากับบารังเกราจากตระกูลบาร์เซโลนา เมื่อพระบิดาสิ้นพระชนม์ พระองค์ได้เลออนและกาลิเซีย ขณะที่พระเชษฐา ซันโช ได้กัสติยาและโตเลโด[1] พระเจ้าเฟร์นันโดมีชื่อเสียงด้านการเป็นอัศวินฝีมือดีและนักสู้ตัวฉกาจ แต่ไม่ได้โดดเด่นในด้านการเมืองและศักยภาพในการจัดวางระบบ

ในปีแรกของการเป็นกษัตริย์ เวลาส่วนใหญ่ของพระองค์หมดไปกับการทะเลาะเบาะแว้งกับขุนนางผู้ทรงอำนาจและการถูกรุกรานโดยพระเจ้าซันโชที่ 3 พระเชษฐา[2] ในปี ค.ศ. 1158 สองพี่น้องเผชิญหน้ากันที่ซาอากุน และแก้ไขปัญหาเรื่องมรดกได้อย่างสันติ ทว่าในปีเดียวกันนั้นพระเจ้าซันโชสิ้นพระชนม์ พระเจ้าอัลฟอนโซที่ 8 พระโอรสน้อยของพระองค์สืบทอดตำแหน่งต่อ ขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่ของกัสติยาอยู่ในการครอบครองของพระเจ้าเฟร์นันโด[3] ปัญหาชายแดนกับกัสติยาเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งในปี ค.ศ. 1164 พระองค์ได้พบปะกับตระกูลลารา ผู้แทนพระองค์ของพระเจ้าอัลฟอนโซที่โซเรีย มีการทำสัญญาสงบศึก แล้วพระองค์ก็หันไปต่อกรกับกลุ่มมุสลิมอัลโมราวิดที่ยังคงครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของสเปนใต้และสามารถยึดนครอัลกันตาราและอัลบูร์เกร์เกได้ ในปีเดียวกันพระเจ้าเฟร์นันโดปราบพระเจ้าอาฟงซูที่ 1 แห่งโปรตุเกสที่เมื่อปี ค.ศ. 1163 ได้ยึดซาลามังกาเพื่อตอบโต้กษัตริย์แห่งเลออนที่มีคำสั่งให้ส่งพลเมืองกลับเข้าไปอาศัยในพื้นที่

ในปี ค.ศ. 1165 พระองค์อภิเษกสมรสกับอูร์รากา พระธิดาของพระเจ้าอาฟงซูแห่งโปรตุเกส ทว่าไม่ได้ช่วยให้การแก่งแย่งชิงดีกับโปรตุเกสสิ้นสุดลง ในปี ค.ศ. 1168 การส่งพลเมืองกลับไปอยู่ที่ซิวดัดโรดริโกทำให้พระเจ้าอาฟงซูรู้สึกถูกคุกคามอีกครั้ง พระองค์จึงโจมตีกาลิเซีย ยึดเมืองตุยและชินโซเดลิเมีย อดีตที่ดินศักดินาของพระมารดา ทว่าในตอนที่กองทหารของพระองค์กำลังปิดล้อมป้อมบาดาโฆซของชาวมุสลิม พระเจ้าเฟร์นันโดที่ 2 ก็สามารถผลักดันชาวโปรตุเกสออกไปจากกาลิเซียได้และรีบมุ่งหน้าไปบาดาโฆซ เมื่อพระเจ้าอาฟงซูเห็นชาวเลออนมาถึง พระองค์ได้พยายามหนี แต่ไม่สามารถทำได้ด้วยขาของพระองค์หักเนื่องจากตกจากหลังม้า ทรงถูกจองจำที่ประตูเมืองแห่งหนึ่ง พระเจ้าอาฟงซูถูกบังคับให้ยอมแพ้โดยจ่ายค่าไถ่ตัวเป็นพื้นที่เกือบทั้งหมดของกาลิเซียที่ทรงพิชิตมาได้เมื่อปีก่อนหน้า ในสนธิสัญญาสันติภาพที่ลงนามที่โปนเตแบดราในปีต่อมา พระเจ้าเฟร์นันโดได้ปราสาท 25 แห่งกับนครกาเซเรส, บาดาโฆซ, ตรูฆิโย, ซานตากรุซ และมอนตันเชซที่เลออนเคยเสียไปกลับคืนมา ในปีเดียวกันเมื่อกลุ่มอัลโมราวิดปิดล้อมโจมตีนครซังตาไรของโปรตุเกส พระเจ้าเฟร์นันโดได้มาช่วยพระสสุระปลดปล่อยนครจากภยันตราย

ในปี ค.ศ. 1175 สมเด็จพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 3 ประกาศให้การแต่งงานของพระเจ้าเฟร์นันโดที่ 3 กับอูร์รากาแห่งโปรตุเกสเป็นโมฆะด้วยเหตุผลว่าเป็นการร่วมประเวณีกันระหว่างญาติใกล้ชิด กษัตริย์อภิเษกสมรสใหม่กับเตเรซา เฟร์นันเดซ เด ตราบา บุตรสาวของเคานต์เฟร์นันโด เปเรซ เด ตราบา ซึ่งเป็นภรรยาม่ายของเคานต์นุญโญ เปเรซ เด ลารา ในปี ค.ศ. 1178 สงครามกับกัสติยาอุบัติขึ้น เฟร์นันโดสร้างความแปลกใจให้แก่พระภาคิยะ พระเจ้าอัลฟอนโซที่ 8 ด้วยการยึดกัสโตรเฆริซกับดูเอญญัสซึ่งเคยเป็นดินแดนของสามีคนแรกของเตเรซา สงครามสงบลงในปี ค.ศ. 1180 ด้วยสนธิสัญญาสันติภาพตอร์เดซิยัส ในปีเดียวกันเตเรซา พระมเหสีของพระองค์สิ้นพระชนม์ขณะกำลังทรงครรภ์พระโอรสคนที่สอง

หลุมฝังศพของพระเจ้าเฟร์นันโดที่ 2 ในสุสานบรรพชนกษัตริย์ของอาสนวิหารซานเตียโกเดกอมโปสเตลา

ในปี ค.ศ. 1184 หลังจากความพยายามที่ไม่ประสบความสำเร็จหลายครั้ง กาหลิบอะบู ยะอ์กูบ ยูซุฟของกลุ่มอัลโมฮัดบุกโปรตุเกสด้วยไพร่พลที่เกณฑ์มาจากแอฟริกาเหนือ และในเดือนพฤษภาคมได้ปิดล้อมพระเจ้าอาฟงซูที่ 1 ไว้ในซังตาไร ชาวโปรตุเกสได้รับการช่วยเหลือจากกองทัพที่อาร์ชบิชอปแห่งซานเตียโกเดกอมโปสเตลาและกองทัพที่พระเจ้าเฟร์นันโดที่ 2 ส่งมาในเดือนกรกฎาคม

ในปี ค.ศ. 1185 พระเจ้าเฟร์นันโดอภิเษกสมรสครั้งที่สามกับอูร์รากา โลเปซ เด อาโร บุตรสาวของโลเป ดิอัซ ลอร์ดแห่งบิซกายา, นาเฆรา และอาโร ซึ่งเป็นภรรยาลับของพระองค์มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1180 อูร์รากาพยายามทำให้อัลฟอนโซที่ 9 พระโอรสคนแรกของพระเจ้าเฟร์นันโดที่ 2 ถูกประกาศว่าเป็นบุตรนอกกฎหมายเพื่อเปิดทางให้ซันโช พระโอรสของตนเอง แต่ไม่เป็นผล

พระเจ้าเฟร์นันโดสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1188 ที่เบนาเบนเต ขณะกำลังเดินทางกลับจากการแสวงบุญไปซานเตียโกเดกอมโปสเตลา พระศพของพระองค์ถูกฝังในอาสนวิหารซานเตียโกเดกอมโปสเตลา

ครอบครัว[แก้]

พระเจ้าเฟร์นันโดอภิเษกสมรสกับอูร์รากาแห่งโปรตุเกสราวปี ค.ศ. 1165 ทั้งคู่มีพระโอรสด้วยกันหนึ่งคน คือ

หลังทอดทิ้งอูร์รากา พระองค์สานสัมพันธ์กับเตเรซา เฟร์นันเดซ เด ตราบา บุตรสาวของเคานต์เฟร์นันโด เปเรซ เด ตราบา และในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1179 พระองค์อภิเษกสมรสกับเตเรซาและมีพระโอรสธิดาด้วยกัน คือ

  • เฟร์นันโด (ค.ศ. 1178–1187) เป็นพระโอรสตามกฎหมายเนื่องจากประสูติหลังการอภิเษกสมรสของพระบิดามารดา
  • พระโอรสธิดาที่ประสูติและสิ้นพระชนม์ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1180 ที่การประสูตินำไปสู่การสิ้นพระชนม์ของพระมารดา

ต่อมาทรงมีสัมพันธ์ชู้สาวกับอูร์รากา โลเปซ เด อาโร[5] บุตรสาวของโลเป ดิอัซที่ 1 เด อาโร ทั้งคู่แต่งงานกันในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1187 มีพระโอรสธิดาด้วยกัน คือ

  • การ์ซิอา (ค.ศ. 1182–1184)
  • อัลฟอนโซ ประสูติ ค.ศ. 1184 เป็นพระโอรสตามกฎหมายเนื่องจากประสูติหลังการอภิเษกสมรสของพระบิดามารดากฎหมาย สิ้นพระชนม์ก่อนพระบิดา
  • ซันโช (ค.ศ. 1186–1220) ลอร์ดแห่งฟิเนส

อ้างอิง[แก้]

  1. Busk, M. M., The history of Spain and Portugal from B.C. 1000 to A.D. 1814, (Baldwin and Cradock, 1833), 31.
  2. The Encyclopædia Britannica, Vol.9, Ed. Thomas Spencer Baynes, (Henry G. Allen and Company, 1888), 80.
  3. Busk, 32
  4. Leese, Thelma Anna, Blood royal: issue of the kings and queens of medieval England, 1066–1399, (Heritage Books, 1996), 47.
  5. Medieval Iberia: an encyclopedia, Ed. E. Michael Gerlis and Samuel G. Armistead, (Taylor & Francis, 2003), 329.