พระเจ้าซันโชที่ 3 แห่งกัสติยา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
พระเจ้าซันโชที่ 3
Sancho III de Castela - Compendio de crónicas de reyes (Biblioteca Nacional de España).png
พระเจ้าซันที่ 3 แห่งกัสติยาในเอกสารภาษากัสติยา พงศาวดารกษัตริย์โดยย่อ (ค.ศ. 1312-1325) ปัจจุบันอยู่ที่หอสมุดแห่งชาติสเปน

พระอิสริยยศ กษัตริย์แห่งกัสติยาและโตเลโด
ราชวงศ์ ราชวงศ์บูร์กอญของกัสติยา
ครองราชย์ 21 สิงหาคม ค.ศ. 1157 – 31 สิงหาคม ค.ศ. 1158
รัชกาลก่อน พระเจ้าอัลฟอนโซที่ 7 แห่งเลออนและกัสติยา
รัชกาลถัดไป พระเจ้าอัลฟอนโซที่ 8 แห่งกัสติยา
ข้อมูลส่วนพระองค์
พระราชสมภพ ค.ศ. 1134
โตเลโด
สิ้นพระชนม์ 31 สิงหาคม ค.ศ. 1158 (23–24 พรรษา)
โตเลโด
ฝังพระศพ อาสนวิหารโตเลโด
พระบิดา พระเจ้าอัลฟอนโซที่ 7 แห่งเลออนและกัสติยา
พระมารดา บารังเกราแห่งบาร์เซโลนา
พระมเหสี บลังกาแห่งนาวาร์ พระราชินีแห่งกัสติยา
พระบุตร พระเจ้าอัลฟอนโซที่ 8 แห่งกัสติยา
อินฟันเตการ์เซีย

พระเจ้าซันโชที่ 3 (สเปน: Sancho III) หรือ พระเจ้าซันโชผู้เป็นที่ปรารถนา (Sancho El Deseado)[1] เสด็จพระราชสมภพ ค.ศ. 1134 สิ้นพระชนม์ 31 สิงหาคม ค.ศ. 1158 ที่โตเลโด อาณาจักรกัสติยา กษัตริย์แห่งกัสติยาผู้ครองราชย์ได้เพียงปีเดียว ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1157 ถึงปี ค.ศ. 1158 พระองค์เป็นพระโอรสของพระเจ้าอัลฟอนโซที่ 7 แห่งเลออนและกัสติยากับพระมเหสี บารังเกราแห่งบาร์เซโลนา ฉายานามของพระองค์ได้มาจากการเป็นพระโอรสธิดาคนแรกของพระบิดามารดาที่ประสูติหลังการแต่งงานแปดปีที่ไร้ทายาท

ชีวประวัติ[แก้]

พระเจ้าซันโชเป็นพระโอรสคนโตของพระเจ้าอัลฟอนโซที่ 7 แห่งเลออนและกัสติยากับบารังเกราแห่งบาร์เซโลนา[2] ตามพินัยกรรม พระบิดาของพระองค์ได้แบ่งอาณาจักรให้พระโอรสสองคน ซันโชได้สืบทอดอาณาจักรกัสติยาและโตเลโด ส่วนเฟร์นันโดได้สืบทอดเลออน[3] สองพี่น้องเพิ่งลงนามในสนธิสัญญาเสร็จหมาด ๆ ในตอนที่พระเจ้าซันโชสิ้นพระชนม์อย่างกะทันหันในฤดูร้อนของปี ค.ศ. 1158 และถูกฝังที่โตเลโด[4]

พระองค์อภิเษกสมรสในปี ค.ศ. 1151 กับบลังกาแห่งนาวาร์ พระธิดาของพระเจ้าการ์ซิอา รามิเรซแห่งนาวาร์[5] และมีพระโอรสสองคน คือ

อ้างอิง[แก้]

  1. The early 13th-century historian Rodrigo Jiménez de Rada called him desiderabilis Sancius.
  2. Van-Houts 2013, p. 160.
  3. Linehan 2011, p. 8.
  4. O'Callaghan 1975, p. 235.
  5. Hourihane 2012, p. 548.
  6. Shadis & Berman 2002, p. 204.
  7. del Alamo & Pendergast 2000, p. 45.