ผู้ใช้:Zambo/กฎหมายจีนดั้งเดิม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

กฎหมายจีนดั้งเดิม (จีน: 繁体中文法律; พินอิน: dǔdāngzhōngwénfǎlǜ, ตู่ตังจงเหวินฝาลู้; อังกฤษ: traditional Chinese law) หมายถึง บรรดากฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับที่ใช้บังคับในประเทศจีนนับแต่โบราณกาลมาจนถึง พ.ศ. 2454 อันเป็นปีที่ราชวงศ์ชิงสิ้นสุดลง กฎหมายดั้งเดิมเหล่านี้มีความแตกต่างจากกฎหมายในระบบคอมมอนลอว์ (อังกฤษ: common law system) และระบบซีวิลลอว์ (อังกฤษ: civil law system) อันเป็นระบบกฎหมายสองระบบที่นิยมใช้และมีอิทธิพลมากที่สุดในโลกปัจจุบัน และกฎหมายจีนดั้งเดิมยิ่งต่างไปจากกฎหมายจีนปัจจุบันอย่างถึงที่สุด เนื่องจากกฎหมายจีนดั้งเดิมมีองค์ประกอบสำคัญคือความนิยมกฎหมายและความนิยมลัทธิขงจื้อซึ่งมีอิทธิพลต่อแบบแผนของสังคมและการปกครองของจีนในสมัยโบราณอย่างยิ่ง

ประวัติ[แก้]

พัฒนาการเริ่มแรก[แก้]

ในสังคมยุคเริ่มแรกของจีน ชนชั้นบรรดาศักดิ์จะต้องประพฤติปฏิบัติตาม "กฎแห่งจารีต" (จีน: ; พินอิน: lǐ, ลี้) ของตน ส่วนชนชั้นรากหญ้าต้องอยู่ภายในกฎเกณฑ์ที่ชนชั้นบรรดาศักดิ์กำหนดไว้อีกทีหนึ่ง หากฝ่าฝืนจะต้องรับโทษตาม "กฎแห่งโทษทัณฑ์" (จีน: ; พินอิน: xíng, ซิ๋ง) หลักการเช่นนี้ถึงแม้จะส่งผลดีต่อการควบคุมประชากรแต่ก็ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างชนชั้นวรรณะต่าง ๆ อย่างยิ่งยวด

ชนชั้นปกครองยุคเริ่มแรกของราชวงศ์โจวซึ่งเป็นราชวงศ์ลำดับที่สามตามประวัติศาสตร์จีนได้ตรากฎหมายหลายฉบับเพื่อรองรับค่านิยมในความเป็นบุตรหัวปี (อังกฤษ: primogeniture) เช่น ค่านิยมเรื่องความกตัญญู โดยกฎหมายฉบับเริ่มแรกที่สุดฉบับหนึ่งของจีนที่เชื่อกันว่าเป็นของแท้ คือ ประมวลพระราชโองการของพระเจ้าโจวอู่หวังที่มีไปถึงเจ้าฟ้าชายพระองค์น้อยสำหรับเป็นแนวทางในการจัดระเบียบศักดินา ชื่อว่า "คังเก้า" (จีน: 康誥; พินอิน: kānggào; "พระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม")

ต่อมาในระหว่างช่วงหกศตวรรษก่อนคริสต์ศาสนา แคว้นต่าง ๆ ที่พากันแยกตัวเป็นอิสระไม่ขึ้นต่อราชวงศ์โจว ได้จัดทำประัมวลกฎหมายอาญาเป็นของตนและจารึกไว้บนกาน้ำสาริดซึ่งหลงเหลือซากมาถึงทุกวันนี้ เช่น ประมวลกฎหมายอย่างน้อยสองฉบับของแคว้นเจิงที่มีอายุราว 536-504 ปีก่อนคริสต์ศักราช โดยฉบับแรกปรากฏบนกาน้ำ และอีกฉบับบนไม้ไผ่ ในจำนวนประมวลกฎหมายที่ตราขึ้น ณ ช่วงนี้ ชุดประมวลกฎหมายแห่งแคว้นเว่ยซึ่งร่างโดยลี้กุย (จีน: 李悝; พินอิน: Lǐ Kuī;; เวด-ไจลส์: Li K'uei) นับว่ามีชื่อเสียงที่สุด การจัดทำประมวลกฎหมายดังกล่าวเป็นกระบวนการที่ชนชั้นปกครองพยายามจะปฏิรูปอำนาจการปกครองของส่วนกลางให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แต่ก็ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากรัฐบุรุษหลายคน เช่น ขงจื้อ ว่าทำให้ระบบชนชั้นวรรณะเสื่อมลง

ความนิยมกฎหมายในแคว้นฉิน[แก้]

221 ปีก่อนคริสต์ศักราช แคว้นฉินปราบแคว้นทั้งหลายได้แล้วจัดการรวมเข้าเป็นสุวรรณปฐพีอันหนึ่งอันเดียวกัน พร้อมสถาปนาราชวงศ์ฉินขึ้นเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ความสำเร็จของราชวงศ์ฉินในครั้งนี้เป็นผลมาจากการประกาศใช้ประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายปกครองฉบับเดียวกันทั่วราชอาณาจักรเมื่อ 4 พันปีก่อนคริสต์ศักราช ตามคำแนะนำของรัฐบุรุษชางยาง (จีน: 商鞅; พินอิน: Shāng Yāng; เวด-ไจลส์: Shang Yang) สาระสำคัญเป็นการกำหนดโทษหนักสำหรับผู้ฝ่าฝืนหรือละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ที่รัฐมอบหมายให้ และโทษอื่น ๆ ตามแต่ชั้นความผิด กฎหมายในชั้นนี้ล้วนแต่ได้รับการผลิตขึ้นตามเจตนารมณ์อันบริสุทธิ์ที่มีความนิยมกฎหมาย ซึ่งเจตนารมณ์เช่นนี้เป็นปฏิปักษ์ต่อมโนทัศน์ของลัทธิขงจื้อเกี่ยวกับค่านิยมทางจริยธรรมต่าง ๆ

ฝ่ายนิยมกฎหมาย เช่น นักคิดนักเขียนหันเฟย์ (จีน: 韩非; พินอิน: Hán Fēi; เวด-ไจลส์: Han Fei) นั้นยืนยันว่า ชนชั้นปกครองต้องใช้บทลงโทษอันเฉียบขาดในการดำเนินการปกครอง โดยไม่ต้องคำนึงค่านิยมทางจริยธรรมต่าง ๆ เลย แต่ชนชั้นปกครองต้องจัดให้มีความเสมอภาคกันภายในกฎหมาย และกฎหมายนั้นต้องตราขึ้นโดยมีความชัดเจนเพื่อให้คนทั่วไปอ่านแล้วก็เข้าใจ กับทั้งต้องตราขึ้นโดยเชื่อมโยงกับคนทั่วไปอย่างเหมาะัสมด้วย

กฎหมายราชสำนัก[แก้]

ภายหลังจากที่ราชวงศ์ฮั่นเข้าแทนที่ราชวงศ์ฉิน มโนทัศน์ตามความนิยมกฎหมายข้่างต้นก็หลงเหลืออยู่อย่างเบาบาง เพราะชนชั้นปกครองต่างสำเหนียกได้ว่า ควรปรับปรุงประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายปกครองให้มีโครงสร้างเจาะลึกยิ่งขึ้น เพื่อช่วยให้การปกครองแผ่นดินเป็นไปอย่างราบรื่นผ่านการกระจายอำนาจสู่กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ แต่ต้องรับผิดชอบต่อสมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์เดียว ซึ่งกฎหมายยังคงได้่รับการผลิตภายในมโนทัศน์ที่นิยมกฎหมายที่ว่า กฎหมายจะต้องมีความชัดเจนเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำความเข้าใจ และจะต้องมีการกำหนดโทษสำหรับผู้ละเมิดฝ่าฝืนไม่ว่าได้กระทำโดยความจงใจหรือไม่ แต่ก็รับเอามโนทัศน์ของลัทธิขงจื้อเกี่ยวกับค่านิยมทางจริยธรรมเข้ามาประกอบให้กฎหมายมีความเหมาะสมยิ่งขึ้นด้วย เพราะเหตุที่การปฏิรูปกฎหมายเกิดขึ้นจากราชสำนัก กฎหมายจีนในช่วงนี้จึงได้ชื่อว่า "กฎหมายราชสำนัก" (อังกฤษ: imperial laws)

การตรากฎหมายภายในมโนทัศน์ดังกล่าวดำเนินเรื่อย ๆ ต่อมาในราชวงศ์หลัง ๆ และได้รับการเชิดชูอย่างถึงที่สุดในสมัยราชวงศ์ถัง ซึ่งมีการประสานมโนทัศน์ตามความนิยมกฎหมายและตามลัทธิขงจื้อซึ่งนิยมจริยธรรมเข้าด้วยกัน และผลิตออกมาเป็น "ประมวลกฎหมายราชวงศ์ถัง" (จีน: 唐律; พินอิน: Táng lǜ, ถังลู้) อันประกาศใช้เมื่อ พ.ศ. 1167 โดยพระเจ้าถังเกาจู่ ปฐมฮ่องเต้ราชวงศ์ถัง ประมวลกฎหมายราชวงศ์ถังนี้เป็นถือว่าแบบอย่างในเรื่องการใช้ถ้อยคำที่ชัดเจนและโครงสร้างอันเป็นระบบระเบียบ เนื่องจากร่างขึ้นโดยมีประมวลกฎหมายแห่งราชวงศ์โจวตะวันออก (พินอิน: , เป่ย์โจวลู้) เป็นแม่แบบ ซึ่งประมวลกฎหมายแห่งราชวงศ์โจวเหนือนี้ก็ร่างขึ้นโดยมีประมวลกฎหมายที่เคยประกาศใช้มาแล้วเป็นแม่แบบเช่นกัน คือ ประมวลกฎหมายแห่งวุยก๊ก และประมวลกฎหมายแห่งราชวงศ์จิ้นตะวันตก กระนั้น มโนทัศน์ตามลัทธิขงจื้อก็ยังไม่มีอิทธิพลต่อการผลิตกฎหมายควบคุมความสงบเรียบร้อยของสังคมมากนัก

นอกจากนี้ ในปลายสมัยราชวงศ์โฮ่วจิ้น พ.ศ. 1488 รัฐบาลจีนยังจัดให้มีการประมวลคตินิยมของจีนเท่าที่มีมาในประวัติศาสตร์ โดยปรากฏว่ามีการกล่าวถึงโทษและกฎหมายในบทสุดท้ายแห่งประมวลคตินิยมดังกล่าวอีกด้วย ตามลำดับดังนี้่ เจ็ดบทแรกว่าด้วยเรื่องพิธีกรรม, ต่อมาเป็นบทที่ว่าด้วยเรื่องสุนทรียศาสตร์จำนวนสี่บท, ว่าด้วยปฏิทินจำนวนสามบท, ว่าด้วยดาราศาสตร์และโหราศาสตร์จำนวนสองบท, ว่าด้วยศาสตร์ทางฟิสิกส์จำนวนหนึ่งบท, ว่าด้วยภูมิศาสตร์จำนวนสี่บท, ว่าด้วยลำดับชั้นบังคับบัญชาจำนวนสามบท, ว่าด้วยการคมนาคมและการแต่งกายจำนวนหนึ่งบท, ว่าด้วยพระสูตรและปกรณ์ต่าง ๆ จำนวนสองบท, ว่าด้วยโภคภัณฑ์จำนวนสองบท และปิดท้ายด้วยบทว่าด้วยโทษและกฎหมายจำนวนหนึ่งบท

ประมวลพิธีกรรมตามลัทธิขงจื้อ แม้มิใช่กฎหมาย แต่ก็จัดทำขึ้นภายในความคาดหวังให้เป็นที่ควบคุมพฤติกรรมประชาชนให้มีอารยธรรมแล้ว ซึ่งตามมโนทัศน์ของลัทธินี้แล้วเห็นว่า หลักนิติธรรมควรนำมาใช้แก่ผู้มีพฤติกรรมนอกขอบเขตของอารยธรรมแล้วเท่านั้น บุคคลที่ได้ชื่อว่ามีอารยธรรมมีหน้าที่ปฏิบัติตามพิธีกรรมโดยสมควร และโดยที่ลัทธิขงจื้อให้ความสำคัญเรื่องชนชั้นวรรณะ จึงมีความเห็นอีกว่ากฎหมายนั้นมีไว้สำหรับควบคุมพฤติกรรมของชนชั้นจัณฑาลหรือบุคคลสังคมรังเกียจเท่านั้น ทางลัทธิยังเห็นว่าหลักนิติธรรมเป็นจุดเริ่มต้นของคนป่าคนดอยไร้อารยธรรม เมื่อเขาเหล่านั้นเข้ามาปฏิบัติพิธีกรรมตามลัทธิขงจื้อแล้วจึงจะชื่อว่ามีอารยธรรม ตามมโนทัศน์ของลัทธินี้ ความถูกกฎหมายจึงไม่จำเป็นจะต้องถูกต้องตามจริยธรรมหรือมีความยุติธรรม

ภายในการกำกับดูแลของฟางซวนหลิง () รัฐมนตรีแห่งราชวงศ์ถังผู้นิยมลัทธิขงจื้อ กฎหมายโบราณที่มีกว่าห้าร้อยมาตราก็ได้รับการประมวลเและตราเป็น "ประมวลกฎหมายราชวงศ์ถัง" อย่างลุล่วงเรียบร้่อย โดยประมวลกฎหมายนี้ประกอบด้วย 12 ภาค ดังต่อไปนี้

  1. ภาค 1 - บทอธิบายศัพท์
  2. ภาค 2 - ความมั่นคงและข้อห้าม
  3. ภาค 3 - ตำแหน่งและการสืบทอดตำแหน่ง
  4. ภาค 4 - กิจการในครอบครัวและการสมรส
  5. ภาค 5 - การปศุสัตว์และการคลังสินค้า
  6. ภาค 6 - การตรวจสอบการใช้อำนาจหน้าที่ของรัฐและการเลื่อนตำแหน่ง
  7. ภาค 7 - การลักทรัพย์และการปล้นทรัพย์
  8. ภาค 8 - การฟ้องร้องและการต่อสู้คดี
  9. ภาค 9 - การลวงและการปลอม
  10. ภาค 10 - ปกิณกบท
  11. ภาค 11 - การจับกุมและการหลบหนีการจับกุม
  12. ภาค 12 - การตัดสินดคีและการจำคุก

ตามประมวลกฎหมายถังแล้ว กำหนดโทษทางอาญาไว้ห้าสถาน ดังต่อไปนี้

  1. การโบย
  2. การเฆี่ยน
  3. การจำคุก
  4. การเนรเทศ
  5. การประหารชีวิต

นอกจากนี้ยังมีการกำหนด "ข้อพิจารณาแปดประการ" เพื่อเป็นเหตุสำหรับปลี่ยนโทษหนักเป็นเบาด้วย ดังต่อไปนี้

  1. ความสัมพันธ์ทางสาโลหิต
  2. มูลเหตุชักจูงใจในการกระทำความผิด
  3. ความมีศีลธรรมของผู้กระทำความผิด
  4. ความสามารถของผู้กระทำความผิด
  5. คุณงามความดีแต่หนหลังของผู้กระทำความผิด
  6. บรรดาศักดิ์
  7. มิตรภาพ
  8. ความขยันหมั่นเพียนเอาการเอางานของผู้กระทำความผิด

Confucianism in revised form (Neo-Confucianism) continued to be the state orthodoxy under the Song, Ming and Qing dynasties. This ensured that the Confucian foundations of the Tang code were retained, and in some respects they were even strengthened. By the Qing dynasty, however, the mass of legislation had increased to such an extent that it was doubtful even officials could adequately master the complex distinctions it came to contain.

ประเภท[แก้]

Traditional Chinese law can be divided into the "official" law and "unofficial law". The "official law" emanates from the authority of the emperor. The doctrine of separation of powers was unknown in China until the 20th century. In particular, judicial and administrative functions were performed by magistrates rather than by separate persons. The emperor delegated many of his administrative and judicial powers to his officials while reserving for himself the legislative function.

Official law may itself be divided into two main components: penal law and administrative law. The former prescribed punishments for certain behaviour, and the latter defined the duties of the officials.

By contrast, "unofficial" law was the customary law of the people, rules that developed in localities or in merchant guilds for the handling of matters of common concern. Neither of the standard words for law - fa (法) or (律) - was ever applied to rules of this kind.

Of these varieties only penal law has been systematically studied by Western scholars. The complexity of the Chinese administrative system has made it difficult for Western students to acquire a general familiarity with the legal principles that govern it. The study of unofficial law has also been limited due in part to the fact that the data are contained in such a variety of source materials, most extremely difficult to access. The lack of access to source material gave earlier scholars, both Chinese and Western, the mistaken impression that Imperial China did not have a system of civil law.

กฎหมายอาญา[แก้]

The centrepiece of the penal law is the "code of punishments" issued by each dynasty at its inception. Although fragments of laws survive from the Qin and Han, the first surviving complete code was developed during the Sui Dynasty and completed by the Tang in 653. This code provided the model for all the later traditional penal codes. Only the Mongol Yuan Dynasty failed to issue a penal code, but the collections of legal materials from that dynasty still show the strong influence of the Tang code.

The penal codes contain only rules that prescribe punishments for specific offences, rules that define generally the allocation of punishment, or those that establish principles of interpretation. Each offence was allocated a specific punishment. The task of the magistrate was to identify the proper name of the offence disclosed by the facts. Determination of the correct punishment automatically followed.

The penal code was seen as indispensable part of government, yet punishments were still to be humane. The multilating punishments that had characterised earlier law were no longer used by the 8th century. The five regular punishments established by the Tang code were, in descending order of severity: death, life exile, penal servitude (forced labour), beating with a heavy stick, or beating with a light stick. They remained the regular punishments until the closing years of the Qing.

The penal codes were divided into a "General Principles" and a "Specific Offences" section. Each dynasty retained the same basic content, though the Ming and Qing codes introduced some variation in the classification of offences. The Tang and Song codes consisted of a number of articles (律), many of which were adopted, sometimes without alteration, by the Ming and Qing codes. Once the articles of the code had been established at the beginning of the dynasty, there was a reluctance on the part of the founding emperor or his successors to change them.

Consequently, to deal with the problem of changing circumstances, the Ming started the practice of adding substatutes (例) to the code. The practice grew extensively under the Qing, with the result that, by the end of the 19th century, the penal code had lost something of its internal coherence and become an unwieldy instrument. Substatutes tended to be more specific and detailed than articles. Explanatory commentaries were added to the penal codes. The most authoritative were those approved by the throne for inclusion in the code. These often themselves contained rules not found in the articles or substatutes. In cases where no ambiguous article or substatute could be invoked, previous decisions by the Board of Punishments might function as "precedents".

Some rules in the penal codes, especially those relating to civil matters, were obsolete or not enforced. Jean Escarra, has suggested that the penal law as a whole was intended to function as a guide to model conduct and not as a set of enforceable rules. Whilst this view has largely been rejected, it is clear that many of the enforced rules on family relationships were retained on account of their symbolic value.

After the Han period, all rules of a code which were not were called ling (ordinances) and ge (rulings), sometimes shi (models), and often zhi (decrees).

กฎหมายปกครอง[แก้]

Administrative law was well developed in China very early - most of its basic framework being laid by the Qin Dynasty. In the administrative structure, the emperor was supreme and hence above the law. He could make the law, override existing laws, and upset administrative decisions taken in his name. Yet, although autocratic, the very existence of the complex bureaucratic machinery consistituted a check on his arbitrary exercise of power.

On occasion he might modify a capital sentence referred to him by the central judicial agencies for his approval, but he always did so with reference to the facts of the particular case and explained in his edict the reasons for the change he had made. Sometimes he would even accept a reomonstrance by his officials that the change was not proper and accept that he had to act in conformity with the existing law.

กฎหมายแพ่ง[แก้]

Customary law, dealt with what in the West is termed private law or civil law. In particular, it comprises rules governing matters of contract and property. In contrast with Western systems in which civil law preceded criminal law, in traditional Chinese law, the reverse was true. From the provisions of the penal code, magistrates could either derive principles of civil law either directly, if a matter was in stated in the penal code such as matters regarding such as that regarding debt and usury, dealings with land, the borrowing and pledging of property, and the sale of goods in markets, or indirectly reading into a criminal statute a basis for a private civil suit.

Although the stereotypical view of Chinese magistrates was that they were reluctant to intervene as arbiters in any kind of civil dispute, more recent studies have argued that most of a magistrate's work involved the settlement of civil disputes. In this view, the reluctance of magistrates to take on case work had to do largely with the fact that the Chinese civil administration was small, and that the workload on magistrates was very large. Moreover, scholars in the early 21st century, such as Philip Huang, have argued that the traditional Chinese system of justice was fair, efficient, and frequently used in the settlement of disputes.

Use of property was divided into topsoil (tianpi) and subsoil (tiangu) rights. Landlords with subsoil rights had a permanent claim to the property if they paid taxes and received official seals from the government, but did not have rights to actively use the land. Instead, those with topsoil rights paid the subsoil landlord a fixed rent (or part of the proceeds of what was produced on the land) for not only the right to farm and live on the land, but the right to independently sell or lease the topsoil rights to another party. So as long as another party held topsoil rights, the party holding subsoil did not have right to actively use the land or evict the topsoil owner. Land, like other forms of property, was seen as being held collectively by the family and not individuals within the family. Another Chinese concept in imperial Chinese property rights was dian, or conditional sales of property that allowed the seller (i.e., his family) to buy back the land at the original price (without interest). The assumption was that land, having been held by a family for generations, should stay with the same family.

วิธีพิจารณาความ[แก้]

Suspects and criminals were arrested by the county police or the posthouse chiefs who were subordinate to the county chief of police. One important principle of traditional Chinese law was that a person could not be convicted of a crime without a confession. Because a confession was required for a conviction and sentence the use of torture was often used to elicit such a confession. A common tool was the bastinado, applied to the buttocks and thighs.

During the Qin and Han, local magistrates were fully authorised to apply the full scale of punishments, including the death penalty.

In principle all criminal cases, whatever their gravity, were heard first in the court of the district in which the facts occurred. The magistrate investigated the facts, determined guilt or innocence, and then proposed the sentence for the offence as prescribed by the code. Whenever a sentence of greater severity than a beating was applicable, it was necessary to forward the case to the next superior court in the hierarchy, that of the prefect, for rehearing. The prefect's decision was final only in cases of penal servitude. Cases of exile or death were automatically reviewed by the provincial governor. All homicide cases and all cases attracting the death sentence were sent to the capital for review by the highest judicial tribunal, the Board of Punishments. No sentence of death could be implemented, except in extreme circumstances, without express approval from the emperor himself.

ศีลธรรมกับกฎหมาย[แก้]

In contrast to the Legalists, the Confucian view of law was always centred on morality. Xun Zi, an early Confucian thinker, saw the necessity for legislation, but emphasised equally the importance of virtue on the part of the legislator and judiciary. There was a conviction that maintenance of the Confucian moral prescriptions through the apparatus of the state was essential for the preservation of a civilised society. Encouragement of the virtue of filial piety helped to strengthen the related duty of respect and submission to imperial authority.

The codes signal their moral orientation by placing right at the beginning of the "General Principles" section a description of the offences known as the "Ten Abominations". These offences were regarded as the most abhorrent. As the official commentary of the Qing code states: "persons guilty of any of the Ten Abominations destroy human bonds (倫), rebel against Heaven (天), go against reason (理), and violate justice (義)."

นิติวิธี[แก้]

การพิจารณากฎหมายฉบับใหม่จะต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายที่กำลังพิจารณากับกฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น

ลักษณะเฉพาะ[แก้]

Equality before law was never officially accepted as a legal principle and as a legal practice. For example, the system of exemption of eight categories or persons from criminal prosecution (ba yi) and the system of exemption from punishment by giving up official positions (guandang) are formally recognised legal device.

Unlike in the West, where secular and religious powers co-existed and fostered a tradition of plurality, the traditional Chinese legal system, as a tool of the sovereign, has never encountered strong counterparts, and therefore never tolerated the existence of any alien powers and legal rules other than those of the emperor. From a socio-cultural standpoint, however, it is interesting to note that while in the West, individuals have typically been intrinsically seen as linked to a single religious tradition (that is, a strong division traditionally existed between rival denominations, or between Christianity and Judaism), in Chinese culture, people have been able to simultaneously be adherents of Buddhism, Taoism, and Confucianism, or some combination of these.

In contrast to many other peoples, the Chinese never attributed their laws to a divine lawgiver. The same is true for the rule which governed the whole of life, and which therefore might legitimately be called "laws"; no divine origin is found for li (rules of correct behaviour) either.

ดูเพิ่ม[แก้]

General[แก้]

  • Bodde, Derk, "Basic concepts of Chinese law: The genesis and evolution of legal thought in traditional China," Essays on Chinese civilisation, ed. Charles Le Blanc and Dorothy Borei. Princeton: Princeton University Press, 1981.
  • Ch'ü T'ung-tsu, Law and society in traditional China. Paris and The Hague: Mouton, 1961.
  • Escarra, Jean. Le droit chinois: Conception et evolution. Institutions legislatives et judicaires. Science et enseignement. Pekin: Henri Veitch, 1936.
  • Huang, Philip, Civil Justice in China: Representation and Practice in the Qing Stanford, California, Stanford University Press, 1996.

Early Chinese law[แก้]

  • Hulsewé, Anthony F. P. "The Legalist and the laws of Ch'in," Leyden studies in Sinology, ed. W. L. Idema. Leiden: E. J. Brill, 1981.
  • Hulsewé, Anthony F. P. Remnants of Han Law. Vol. 1. Leiden: E.J. Brill, 1955
  • Hulsewé, Anthony F. P. Remnants of Ch'in Law: An annotated translation of the Ch'in legal and administrative rules of the 3rd century B.C. discovered in Yünmeng Prefecture, Hu-pei Province in 1975. Vol. 1. Leiden: E.J. Brill, 1985
  • Uchida Tomoo (內田智雄), Kanjo keishō shi (漢書刑法志). Kyoto: Dōshishia University, 1958.

Fiction[แก้]

  • Van Gulik, Robert. Celebrated Cases of Judge Dee. New York: Dover Publications, 1976.

See also[แก้]

External links[แก้]