ปางประทานอภัย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
 ลักษณะยกพระหัตถ์ทั้งสองเสมอพระอุระ ตั้งหันฝ่าพระหัตถ์ไปข้างหน้า  มีทั้งท่ายืน และท่าขัดสมาธิ.

ประวัติ[แก้]

พระพุทธรูปปางนี้ มีตำนานดังนี้

สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับอยู่ที่อัมพวันสวนของหมอชีวกโกมารภัจจ์ ใกล้พระนครราชคฤห์ แคว้นมคธรัฐ เวลานั้นพระเจ้าอชาตศัตรูเป็นพระมหากษัตริย์ปกครองแคว้นมคธรัฐ แต่ความเป็นพระมหากษัตริย์ของพระองค์ไม่สู้จะเรียบร้อย ด้วยเหตุ ๓ ประการ คือ ๑ พระองค์ทรงพระชนมายุน้อย ๒ ทรงเป็นขบถชิงราชสมบัติจากพระราชบิดา ๓ ทรงคบหานับถือพระเทวทัตต์เป็นอาจารย์ ดังนั้น จึงไม่ได้รับความนิยมนับถือจากประชาราษฎร์โดยสมบูรณ์

เนื่องจากพระเจ้าอชาตศัตรูเป็นพระโอรสพระเจ้าพิมพิสาร ประสูติจากพระนางเจ้าเวเทหิ อัครมเหสี สมัยเมื่อยังเยาว์พระชนมายุอยู่นั้น ดำรงศักดิ์เป็นรัชทายาท ได้รับความเอาใจจากพระบิดาและมารดา ตลอดพระญาติผู้ใหญ่เสียจนเคยตัว ทรงทำอะไรตามพระทัยเสมอจนเป็นนิสัย เป็นเหตุให้ไม่อยู่ในพระโอวาท เลือกหาครูอาจารย์ตามใจชอบ ข้อนี้เป็นเหตุให้สมาคมด้วยพระเทวทัตต์ จนนับถือและยกย่องพระเทวทัตต์ขึ้นเป็นอาจารย์หาได้กราบทูลให้พระเจ้าพิมพิสาร พระชนกนาถให้ทรงทราบก่อนไม่ ยิ่งพระเทวทัตต์ตามประวัติของท่าน ก็เป็นเจ้าชายสืบสายกษัตริย์พระนครเทวทหะมาแต่เดิม ย่อมจักปฏิบัติงานให้ต้องพระทัยอชาตสัตตุราชกุมารได้เป็นอย่างดี แล้วอย่างนี้ไฉนอชาตสัตตุราชกุมารจะไม่โปรด แปลว่าได้พระอาจารย์ที่เคยเป็นเจ้าชายมีศักดิ์ศรีควรแก่การเคารพนับถือยิ่งนัก ดังนั้น เมื่อพระเทวทัตต์จะถวายโอวาทอย่างใด ๆ อชาตสัตตุราชกุมาร ก็ทรงเชื่อถือยินดีอยู่ในโอวาทของอาจารย์ด้วยความเคารพ

เมื่อพระเทวทัตต์ตกอยู่ในอำนาจของตัณหา มานะ ทิฏฐิ คิดมักใหญ่ใฝ่สูง มีความปรารถนาลามก คิดจะเป็นผู้ปกครองพระสงฆ์ ถึงกับได้ทูลขอพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อพระศาสดาไม่ทรงประทาน ด้วยทรงทราบสันดานพาลของพระเทวทัตต์ที่ประพฤติตัวเลว เกินฐานะ พระเทวทัตต์ก็ไม่พอใจถึงอาฆาต ชักชวนพระภิกษุบวชใหม่ มีความรู้น้อยให้มาเป็นพวก ถึงทำสังฆเภททำลายหมู่สงฆ์แยกคณะออกจากพระผู้มีพระภาคในที่สุด

ก็เมื่อพระเทวทัตต์มีนิสัยพาลอย่างนี้แล้ว ไฉนเมื่อได้เป็นอาจารย์อชาตสัตตุราชกุมารแล้วจะไม่คิดลามกยิ่งขึ้น เพราะตั้งจิตไว้ผิดแต่แรกดังนั้นเมื่อได้โอกาสก็ถวายคำแนะนำให้อชาตสัตตุราชกุมารขบถ โดยให้ลอบปลงพระชนม์ชีพพระเจ้าพิมพิสารพระราชบิดาเสีย เพื่อเป็นพระมหากษัตริย์ปกครองราชอาณาจักร หากจะรอไปจนพระราชบิดาสวรรคตพระกุมารอาจสิ้นพระชนม์เสียก่อน เลยชวด ไม่ได้เป็นกษัตริย์ เมื่อพระกุมารปลงพระชนม์พระเจ้าพิมพิสารแล้ว จะได้ขึ้นเป็นพระราชาปกครองราชอาณาจักร ส่วนพระเทวทัตต์เอง ก็จะพยายามปลงพระชนม์พระสัมพุทธเจ้าแล้วก็จะขึ้นปกครองพระภิกษุสงฆ์ ถึงความเป็นใหญ่ในพุทธจักรสืบไป

ครั้นพระกุมารเชื่อถือพระเทวทัตต์ จึงได้ซ่อนกฤชลอบเสด็จเข้าไปในห้องผทมพระเจ้าพิมพิสารเพื่อปลงพระชนม์พระบิดา แต่บังเอิญถูกราชบุรุษจับได้ พระเจ้าพิมพิสารทราบความประสงค์ของพระกุมาร ก็ทรงพอพระทัยให้พระกุมารขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ จึงทรงลาออกจากราชสมบัติและทรงยกพระโอรสขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ ปกครองราชอาณาจักรตามพระประสงค์

แม้เช่นนั้นแล้วพระเทวทัตต์ก็หาได้หยุดเพียงเท่านี้ไม่ เพราะมีนิสัยเป็นพาล ได้แนะนำให้พระเจ้าอชาตสัตตุราช ปลงพระชนม์พระราชบิดาเสียอีก ชั้นต้นพระเจ้าอชาตศัตรูไม่ทรงทำตามเพราะไม่ทรงเห็นด้วย โดยรับสั่งว่าพระบิดาก็ทรงเมตตา พระราชทานฐานันดรศักดิ์สูงสุดให้สมประสงค์เช่นนี้แล้ว

พระเทวทัตต์ก็ทูลว่า พระเจ้าพิมพิสารมีเจ้านายและข้าราชบริพารเคารพนับถือมาก หากปล่อยไว้ภายหลังไม่ทรงพอพระทัยขึ้น ก็สามารถจะกำจัดพระองค์เสียเมื่อใดก็ได้ พระเจ้าอชาตศัตรูทรงเห็นตาม ในที่สุดก็รับสั่งให้จับพระราชบิดาจำคุก และทรมานจนสิ้นพระชนม์ เป็นอันว่าได้ทรงทำปิตุฆาตุ อันเป็นอนันตริยกรรมบาปอย่างมหันต์ เพราะการแนะนำของพระเทวทัตต์โดยแท้

ส่วนพระเทวทัตต์ ก็เริ่มวางแผนการทำร้ายพระพุทธเจ้า เมื่อปกครองพระภิกษุด้วยสันดานพาล โดยทูลขอนายทหารแม่นธนู พระเจ้าอชาตศัตรูลอบส่งไปประทุษร้ายพระผู้มีพระภาคด้วยธนูอันกำซาบด้วยยาพิษหลายครั้งหลายหน แต่ด้วยพุทธานุภาพ นายทหารเหล่านั้นกลับเลื่อมใสในพระธรรมเทศนาแสดงตนเป็นอุบาสกนับถือพระรัตนตรัยเสียทุกคน

เมื่อไม่สมประสงค์ พระเทวทัตต์ก็ผูกใจเจ็บยิ่งขึ้น วันหนึ่งได้พยายามลอบขึ้นไปภูเขาคิชฌกูฎในเวลาเช้า ขณะที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จลงมาโปรดสัตว์ ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จกลับขึ้นไป พระเทวทัตต์ได้กลิ้งก้อนศิลาใหญ่ลงมาหมายจะล้างพระชนม์ชีพของพระผู้มีพระภาค แต่ด้วยพุทธานุภาพก้อนศิลาใหญ่ก็หาได้ถูกต้องพระกายแต่อย่างใดไม่ เพียงแต่สะเก็ดหินชิ้นหนึ่งได้กระเด็นไปต้องพระบาทให้ห้อพระโลหิตขึ้นเท่านั้น แม้อย่างนั้นก็จัดว่าทำอนันตริยกรรมบาปหนัก ด้วยการทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงให้พระบาทห้อพระโลหิตขึ้น

แม้จะประทุษร้ายได้เพียงนั้นแล้ว พระเทวทัตต์ก็ยังไม่พอใจ เพราะปลงพระชนม์ไม่ได้ดังประสงค์ ต่อมาจึงได้ทูลขอพระราชทานพญาช้างนาฬาคิรีซึ่งกำลังซับมันคลั่งและดุร้ายที่สุดโดยให้นายควาญช้างมอมเหล้าถึง ๑๖ กระออม และสั่งให้ควาญช้างให้ปล่อยช้างทำร้ายพระพุทธเจ้า ยามเสด็จออกโปรดสัตว์ในเวลาเช้า แต่ด้วยพุทธานุภาพ พระพุทธเจ้าได้ทรงทรมานช้างให้สร่างเมาและหมอบถวายบังคมแทบพระยุคลบาท และเดินกลับโรงช้างด้วยอาการอันสงบปรากฏแก่มหาชนเป็นอันมาก แทนที่ผลร้ายจะเกิดแก่พระสัมพุทธเจ้า การกลับปรากฏเป็นผลดีแก่พระพุทธศาสนาเป็นเกียรติอันสูงแก่พระสัมพุทธเจ้ามหาชนพากันลงโทษพระเจ้าอชาตศัตรูและพระเทวทัตต์ ขึ้นโพนทนาติเตียนอย่างสาดเสียเทเสีย เป็นอเนกประการ ซ้ำก่อความไม่สงบเป็นภัยแก่การบริหารพระนครอีกด้วย

เรื่องนี้ได้ทำให้พระเจ้าอชาตศัตรูตกพระทัยมาก ทรงนึกถึงความผิดของพระองค์ที่ทรงหลงเชื่อถือพระเทวทัตต์ ซึ่งเป็นพาลขึ้นทันที ฉะนั้นเพื่อป้องกันเหตุร้ายอันจะพึงมีแก่ราชบัลลังก์ของพระองค์ จึงทรงตัดสินพระทัยเลิกคบค้าพระเทวทัตต์เด็ดขาด ตัดไทยทานอาหารที่ถวายการบำรุงพระเทวทัตต์ตลอดบริษัทบริวารพระเทวทัตต์ออกเสียทุกประการ

เวลานั้น พระเจ้าอชาตศัตรูต้องทรงโทมนัสเป็นทุกข์ใจมาก พระองค์กลายเป็นบุคคลไม่มีศาสนา เป็นบุคคลไม่มีหลักธรรมทางใจ ว้าเหว่ ทรงลำบากพระทัยมาก เพราะโดยปกติพระองค์ทรงมีพระปรีชา ไม่ทรงเลื่อมใสลัทธิของครูทั้ง ๖ ซึ่งมหาชนพากันนิยมนับถืออยู่แล้ว ครั้นทรงหันมาทางพระเทวทัตต์ก็ผิดหวังอีก เป็นการหนีเสือปะจรเข้ ทำให้พระองค์รำลึกถึงพระพุทธเจ้า อยากจะไปเฝ้า ไปขอประทานอภัยโทษที่ทรงล่วงเกิน ไปขอประทานพระโอวาทซึ่งแน่พระทัยว่าพระพุทธเจ้าจะทรงพระกรุณาประทานด้วยพระเมตตา แต่จู่ ๆ จะหันเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ก็ทรงรู้สึกขวยพระทัยเพราะทรงระลึกถึงความผิดที่ได้ทรงทำไว้นั้น เป็นการสร้างพระองค์ เป็นศัตรูต่อพระพุทธเจ้าอยู่ไม่น้อย คือ :-

๑. การที่พระองค์ทรงปลงพระชนม์พระเจ้าพิมพิสารพระราชบิดาซึ่งเป็นพระโสดาบันสาวกของพระพุทธเจ้า และเป็นผู้อุปถัมภ์พระพุทธศาสนาอย่างสำคัญนั้น เป็นการกระทบกระเทือนต่อพระพุทธเจ้า และการพระศาสนาอย่างรุนแรง

๒. การที่พระองค์พระราชทานนายทหารแม่นธนูแก่พระเทวทัตต์เพื่อส่งไปปลงพระชนม์พระพุทธเจ้าก็ดี พระราชทานช้างนาฬาคิรีแก่พระเทวทัตต์ เพื่อปล่อยไปประทุษร้ายพระพุทธเจ้าก็ดี ย่อมบ่งชัดว่า พระองค์ได้ทรงเป็นศัตรูต่อพระพุทธเจ้าอย่างหนัก

๓. ตลอดเวลาที่พระองค์ทรงเป็นพระราชกุมารเป็นรัชทายาท และเป็นพระเจ้าแผ่นดินมา พระองค์ไม่เคยเฝ้าพระพุทธเจ้า ไม่ทรงรู้จัก ไม่เคยบำรุงทั้งโดยตรงและโดยอ้อมแต่ประการใดเลย หันหลังให้พระพุทธศาสนาอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นการที่จะผลุนผลันไปเฝ้าพระพุทธเจ้าอย่างหาเหตุมิได้เช่นนั้นย่อมเป็นการผิดวิสัยพระมหากษัตริย์อย่างพระองค์มาก พระองค์จะต้องรักศักดิ์ศรีโดยขัตติยะมานะเสมอด้วยพระชนม์ทีเดียวเข้าหลักว่า "ทิฏฐิของพระ มานะของกษัตริย์" แก้ยาก อย่างไรก็ตามเมื่อพระองค์มีความรู้สึกว่าพระองค์ประพฤติผิด แสดงว่ายังรักที่จะประพฤติถูก แปลว่ายอมให้แก้ ดังนั้นการแก้ก็ไม่ยาก เพียงแต่รอจังหวะอยู่เท่านั้น

ต่อมา วันหนึ่งเป็นวันเพ็ญเดือนกัตติกมาส กลางเดือน ๑๒ ฤดูดอกโกมุทบาน พระเจ้าอชาตศัตรูเสด็จประทับอยู่ในท่ามกลางเสนามาตย์ราชบริพาร ณ พระมหาปราสาทชั้นบน ขณะนั้นพระองค์ทรงรับสั่งกะอำมาตย์ทั้งหลายว่า ราตรีวันนี้มีดวงเดือนแจ่มกระจ่างน่ารื่นรมย์จริง ๆ น่าเบิกบานจริง ๆ วันนี้เราควรจะไปหาสมณะหรือพราหมณ์ผู้ใดดีหนอ ซึ่งพอที่จะให้เราผู้เข้าไปหาเกิดความเลื่อมใสสบายใจได้

ทันใดนั้นอำมาตย์ผู้หนึ่งได้กราบทูลว่า ขอเดชะท่านบุรณะกัสสปปรากฏว่าเป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ ชนส่วนมากยกย่องว่าดี เป็นคนเก่าแก่ บวชมานาน มีอายุล่วงกาลผ่านวัยมาโดยลำดับ ขอเชิญพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านบุรณะกัสสปนั้นเถิด เห็นด้วยเกล้าว่า เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปหาแล้ว คงพอพระหฤทัยแน่ เมื่ออำมาตย์นั้นกราบทูลแล้ว ท้าวเธอก็ทรงนิ่งอยู่

ต่อนั้น อำมาตย์อีก ๕ คน ได้กราบทูลเชิญให้พระเจ้าอชาตศัตรูเสด็จไปหาท่านมักขลิโคศาล ท่านอชิต เกสกัมพล ท่านปกุธะ กัจจายนะ ท่านสัญชัย เวลัฏฐบุตร และท่านนิครณถ์นาฎบุตร ว่าทรงคุณสมบัติ ดังท่านบุรณะกัสสป ควรที่พระองค์จะเสด็จไปหารวมความว่าอำมาตย์ทั้ง ๖ ซึ่งเป็นศิษย์ของครูทั้ง ๖ ต่างได้ยกย่องอาจารย์ของตนเพื่อเทิดขึ้นให้เป็นที่เคารพของพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นเกียรติอันสูงสำหรับลัทธิของตน แม้อย่างนั้น ท้าวเธอก็ทรงนิ่งอยู่

ความจริงครูทั้ง ๖ นั้น เป็นคณาจารย์ที่มีชื่อเสียงจริง แต่พระเจ้าอชาตศัตรูทรงรู้จักดีแล้ว ด้วยเคยเสด็จไปรเวศ ไปสนทนาถึงสำนักครูทั้ง ๖ นั้นมาแล้ว ไม่ทรงเลื่อมใส ดังนั้น เมื่ออำมาตย์ทั้ง ๖ นาย กราบทูลจึงไม่ทรงศรัทธา เพราะไม่ทรงเห็นด้วยจึงประทับนิ่งเสีย

เวลานั้น หมอชีวกโกมารภัจจ์ นั่งนิ่งอยู่ในที่เฝ้านั้นด้วย ท้าวเธอจึงมีพระดำรัสกะหมอชีวกโกมารภัจจ์ว่า "ชีวก สหายรัก ทำไมจึงนั่งนิ่งไม่ออกความเห็นอย่างไรบ้างเล่า" เมื่อหมอชีวกได้โอกาสเช่นนั้น จึงกราบทูลว่าขอเดชะ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ขณะนี้เสด็จประทับอยู่ที่สวนอัมพวันของข้าพระพุทธเจ้า พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๑๒๕o รูป ขอเชิญพระองค์เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเถิด เห็นด้วยเกล้า ๆ ว่า เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปเฝ้าแล้ว คงจะพอพระหฤทัยแน่

ท้าวเธอจึงมีพระดำรัสว่า ชีวก สหายรัก ถ้าอย่างนั้น ท่านจงเตรียมคชยานไว้ หมอชีวกโกมารภัจจ์รับสนองพระราชโองการแล้ว ได้ออกมาเตรียมช้างพัง ๕oo เชือก และช้างพระที่นั่งเสร็จแล้ว ได้เข้าเฝ้ากราบทูลให้ทรงทราบ ฯ พระเจ้าอชาตศัตรูโปรดให้สตรีในราชสำนักแต่งกายปลอมเป็นบุรุษขึ้นช้างเชือกละ ๑ คน ด้วยในเวลานั้นการปกครองในพระนครไม่สงบ ไม่น่าวางใจ ท้าวเธอเสด็จขึ้นช้างพระที่นั่ง โปรดให้มวลราชบริพารถือคบเพลิงเสด็จออกจากพระนครราชคฤห์ด้วยพระราชานุภาพอย่างยิ่งใหญ่ ตรงไปสวนอัมพวันของหมอชีวกโกมารภัจจ์ พอเสด็จใกล้จะถึงท้าวเธอเกิดทรงหวาดหวั่นครั่นคร้ามและความสยดสยองถึงพระโลมชาตก็ชูชัน จึงตรัสกะหมอชีวกโกมารภัจจ์ว่า ชีวกสหายรักท่านไม่ได้ลวงเราหรือ สหายรัก ท่านไม่ได้หลอกเราหรือ สหายรัก ท่านไม่ล่อเรามาให้ศัตรูหรือ เหตุไฉนเล่า ที่วิหารจึงเงียบสงัดพระอยู่ตั้ง ๑๒๕o รูป ไง ! ไม่มีเสียงจาม เสียงกระแอม เสียงสนทนากันบ้างเลย

หมอชีวกโกมารภัจจ์กราบทูลว่า ขอพระองค์อย่าได้ทรงหวาดกลัวอะไรเลย พระเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าไม่ได้ลวงพระองค์ ไม่หลอกพระองค์ ไม่ได้ล่อพระองค์มาให้ศัตรูเลยพระเจ้าข้า นั่นประทีปที่พระวิหารกลมยังตามสว่างอยู่ ขออัญเชิญพระองค์เสด็จเข้าไปเถิด ลำดับนั้นพระเจ้าอชาตศัตรูได้เสด็จลงจากช้างพระที่นั่งแล้ว เสด็จดำเนินเข้าประตูพระวิหารกลม พลางรับสั่งกะหมอชีวกโกมารภัจจ์ว่า ชีวก ! ไหนพระผู้มีพระภาค หมอชีวกโกมารภัจจ์กราบทูลว่า ขอเดชะ นั่น พระผู้มีพระภาคประทับนั่งพิงเสากลางผินพระพักตร์ไปทางทิศบูรพา ภิกษุสงฆ์แวดล้อมอยู่ ลำดับนั้นท้าวเธอเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ประทับยืนชำเลืองดูภิกษุสงฆ์ ซึ่งสงบนิ่งเหมือนห้วงน้ำใส ทรงพอพระหฤทัย ถึงกับทรงเปล่งพระอุทานว่า ขอให้อุทัยภัทรลูกของเราจงมีความสงบอย่างภิกษุสงฆ์เดี๋ยวนี้เถิด พระผู้มีพระภาคตรัสว่าดูกรมหาบพิตรพระองค์เสด็จมาทั้งความรักพระโอรสด้วย ทรงทูลรับว่าเป็นความจริงอย่างพระผู้มีพระภาครับสั่งว่า พระเจ้าข้าอุทัยภัทร เป็นลูกที่รักของหม่อมฉัน ขอให้อุทัยภัทรลูกของหม่อมฉัน จงมีความสงบอย่างภิกษุสงฆ์เดี๋ยวนี้เถิด

นี้แสดงว่า อุทัยภัทรกุมาร พระโอรสของพระเจ้าอชาตศัตรู คงจะทรงดื้อ รักการอยู่ไม่สุข หาความไม่สงบ ก่อความเดือดร้อน สร้างความลำบากใจให้แก่พระบิดาอยู่เนือง ๆ เป็นแน่ จึงทำให้พระราชบิดาต้องออกอุทาน เมื่อได้ทรงเห็นพระภิกษุสงฆ์มีความเรียบร้อยอย่างคาดไม่ถึงเช่นนั้น

ครั้นพระเจ้าอชาตศัตรู ทรงถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค และประนมอัญชลีแก่พระภิกษุสงฆ์ แล้วเสด็จประทับนั่ง ต่อนั้นได้ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันใคร่จะขอทูลถามปัญหาบางเรื่องสักเล็กน้อย ถ้าพระองค์จะประทานพระโอกาสพยากรณ์ปัญหาแก่หม่อมฉัน

พระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า เชิญถามเถิดมหาบพิตร ถ้าทรงพระประสงค์

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์อาจบัญญัติผลแห่งสมณะปฏิบัติที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน เหมือนอย่างการงานที่ให้ผลประโยชน์แก่คนทำได้บ้างหรือไม่ พระเจ้าข้า

มหาบพิตร ทรงจำได้หรือไม่ว่า ปัญหาข้อนี้ มหาบพิตร เคยตรัสถามใครมาบ้างแล้ว

จำได้อยู่พระเจ้าข้า ท้าวเธอตรัสตอบ ปัญหาข้อนี้ หม่อมฉันได้เคยถามสมณพราหมณ์มาบ้างแล้ว

สมณพราหมณ์เหล่านั้นพยากรณ์ถวายอย่างไร พระผู้มีพระภาคทรงรับสั่ง ถ้ามหาบพิตรไม่หนักพระทัย ก็โปรดตรัสเถิด

ณ ที่ที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ หม่อมฉันไม่หนักใจเลยพระเจ้าข้า

ถ้าอย่างนั้น มหาบพิตร ได้โปรดตรัสเถิด

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ครั้งหนึ่งในกรุงราชคฤห์นี้เอง หม่อมฉันได้ไปหาครูทั้ง ๖ มีครูปูรณกัสสปะเป็นต้น ถึงที่อยู่ทั้ง ๖ สำนัก ได้ถามปัญหาข้อนี้มาแล้วถึง ๖ ครั้ง แต่ครูทั้ง ๖ นั้นหาได้พยากรณ์ตรงตามปัญหาไม่ หม่อมฉันถามถึงผลแห่งสมณะปฏิบัติที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบันนี้ ครูทั้ง ๖ พยากรณ์ไปเสียทางอื่น เหมือนถามถึงมะม่วง ตอบขนุนสำมะลอ ฉะนั้นหม่อมฉันดำริว่าคนอย่างเราจะพึงไปรุกรานสมณะหรือพราหมณ์ผู้อยู่ในราชอาณาเขตเพื่อประโยชน์อันใด หม่อมฉันไม่ยินดี แต่ก็มิได้คัดค้านคำของท่าน ไม่พอใจ แต่ก็มิได้ออกวาจาแสดงความไม่พอใจ ไม่เชื่อถือ ไม่ใส่ใจถึงถ้อยคำนั้น ลุกจากที่นั่งหลีกไป

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันขอทูลถามพระผู้มีพระภาคบ้างว่า พระองค์อาจบัญญัติผลแห่งสมณะปฏิบัติ ที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบันนี้ เหมือนอย่างการงานที่ให้ผลแก่คนทำได้หรือไม่พระเจ้าข้า

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า อาจอยู่มหาบพิตร ต่อนั้นได้ทรงพยากรณ์ผลแห่งสมณะปฏิบัติ ที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบันอย่างวิจิตรพิสดาร (ผู้ประสงค์จะทราบโปรดดูสามัญญผลสูตรนั้นเถิด)

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสพระธรรมเทศนาจบลงแล้ว พระเจ้าอชาตศัตรูได้กราบทูลแสดงความพอพระทัยว่า พระธรรมเทศนาแจ่มแจ้งนัก พระเจ้าข้า, พระธรรมเทศนาแจ่มแจ้งดีมากพระเจ้าข้า, เหมือนหงายของที่คว่ำ, เปิดของที่ปิด, บอกทางแก่คนหลงทาง, หรือเหมือนส่องตะเกียงในที่มืด ฉันใด พระผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรม โดยเอนกปริยาย ฉันนั้นเหมือนกันหม่อมฉันขอถึงพระผู้มีพระภาค, พระธรรม, และพระสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่ง ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงจำหม่อมฉันว่า เป็นอุบาสกผู้มีสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ต่อนั้นท้าวเธอได้ทูลขอประทานอภัยโทษพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โทษได้ครอบงำหม่อมฉัน ซึ่งเป็นคนเขลาคนหลงไม่ฉลาด หม่อมฉันได้ปลงพระชนม์ชีพพระบิดาผู้ดำรงธรรม เป็นพระราชาโดยธรรมเพราะเหตุแห่งความเป็นใหญ่ ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงรับทราบความผิดของหม่อมฉันโดยเป็นความผิดจริงเพื่อสังวรต่อไปเถิด

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า เป็นความจริง มหาบพิตร, อาตมภาพขอรับทราบความผิดของมหาบพิตร, การที่บุคคลเห็นความผิดโดยเป็นความผิดจริง, แล้วสารภาพตามความเป็นจริง, รับสังวรต่อไปนี้ เป็นความชอบในธรรมวินัยของพระอริยเจ้าแล

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสประทานอภัยตามเยี่ยงอย่างพระอริยเจ้าอย่างนี้แล้ว ท้าวเธอได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญหม่อมฉันขอทูลลากลับ หม่อมฉันมีกิจอันจะต้องปฏิบัติมากพระเจ้าข้า, ตามสะดวกเถิดมหาบพิตร, พระผู้มีพระภาคทรงรับสั่ง พระเจ้าอชาตศัตรูได้เสด็จลุกจากอาสนะ ถวายบังคมลาพระผู้มีพระภาค ทรงทำประทักษิณแล้วเสด็จกลับพระราชนิเวศน์

เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูเสด็จกลับแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ภิกษุทั้งหลายพระราชาองค์นี้ ได้ถูกกรรมของพระองค์ราญรอนเสียแล้ว หากท้าวเธอจะไม่ปลงพระชนม์ชีพพระบิดาผู้ดำรงธรรม เป็นพระราชาโดยธรรมแล้ว ธรรมจักษุอันปราศจากธุลีมลทิน คือพระโสดาปัตติผลจะเกิดแก่ท้าวเธอ ณ ที่ประทับนี้ทีเดียว ภิกษุเหล่านั้นต่างชื่นชมยินดีในภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าทั่วกัน.

จบตำนานพระพุทธรูปปางประทานอภัยแต่เพียงนี้.

ความเชื่อและคตินิยม[แก้]

  • เป็นพระประจำเดือน 12

อ้างอิง[แก้]

  • ข้อมูลจากหนังสือ "ตำนานพระพุทธรูปปางต่าง ๆ" นิพนธ์ ของ พระพิมลธรรม ราชบัณฑิต (ชอบ อนุจารีมหาเถร)


[[หมวดหมู่:ปางพระพุทธรูป]