ข้ามไปเนื้อหา

การบริบาลบรรเทา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก บริบาลบรรเทา (Palliative care))
แพทย์การดูแลแบบประคับประคอง
อาชีพ
ประเภทอาชีพ
แพทย์เฉพาะทาง
กลุ่มงาน
แพทยศาสตร์
รายละเอียด
สถานที่
ปฏิบัติงาน
โรงพยาบาล คลินิก

การดูแลแบบประคับประคอง[1][2][3][4] หรือ การบริบาลบรรเทา, การบริบาลประทัง, การดูแลบรรเทา, การดูแลประทัง[5][6] (อังกฤษ: Palliative care จากรากศัพท์กิริยาภาษาละติน palliare แปลว่า "ปิด")[7] เป็นแนวทางการดูแลทางการแพทย์แบบสหวิทยาการที่มุ่งเพิ่มคุณภาพชีวิต และบรรเทาหรือลดความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง ซับซ้อน โดยมักเป็นโรคที่ทำให้ถึงชีวิต มีคำจำกัดความของการดูแลแบบประคับประคองหลายอย่าง

องค์การอนามัยโลก (WHO) อธิบายการดูแลแบบประคับประคองว่า

เป็นแนวทางที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัว ที่เผชิญปัญหาซึ่งเกี่ยวข้องกับโรคที่คุกคามต่อชีวิต ด้วยการป้องกันและการบรรเทาความทุกข์ทรมาน โดยอาศัยการระบุปัญหาอย่างรวดเร็ว การประเมินและการรักษาอาการปวดรวมถึงปัญหาอื่น ๆ ทั้งทางร่างกาย จิตสังคม และจิตวิญญาณอย่างถี่ถ้วน[8]

ตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1990 โปรแกรมการดูแลแบบประคับประคองจำนวนมากได้มุ่งเน้นวิธีเฉพาะโรค แต่เมื่อสาขานี้พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดช่วงทศวรรษ 2000 องค์การอนามัยโลกได้เริ่มใช้แนวทางที่ครอบคลุมยิ่งขึ้นโดยยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง โดยแนะนำว่า หลักการของการดูแลแบบประคับประคองควรนำมาใช้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้กับโรคเรื้อรังทุกชนิดที่ในที่สุดทำให้เสียชีวิต[9] การเปลี่ยนแปลงนี้สำคัญ เพราะหากใช้แนวทางที่ทำเฉพาะโรค ความจำเป็นและความต้องการของผู้ป่วยจะไม่ได้รับการตอบสนองอย่างครบถ้วน และเรื่องต่าง ๆ เช่น อาการปวด คุณภาพชีวิต และการสนับสนุนทางสังคม รวมถึงความต้องการด้านจิตวิญญาณและอารมณ์ ก็จะไม่ได้รับการดูแล[10] ในทางกลับกัน วิธีที่ยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางจะให้ความสำคัญกับการบรรเทาความทุกข์ทรมานและปรับการดูแลให้เหมาะสมเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยซึ่งมีโรคที่ทำให้ถึงชีวิต[11]

การดูแลแบบประคับประคองเหมาะสมสำหรับบุคคลที่มีโรคร้ายแรงหรือโรคเรื้อรังในทุกช่วงอายุ โดยจะเป็นเป้าหมายหลักของการดูแลหรือให้ควบคู่กับการรักษาเพื่อหายขาดก็ได้ ดีที่สุดควรทำโดยทีมสหสาขาวิชาชีพซึ่งอาจรวมแพทย์ พยาบาล นักกิจกรรมบำบัดและกายภาพบำบัด นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ นักบวช และนักโภชนาการ ให้ได้แก่ผู้ป่วยในหลายสถานที่รวมทั้งโรงพยาบาล คลินิกผู้ป่วยนอก และการดูแลที่บ้านเป็นต้น แม้จะเป็นส่วนสำคัญของการดูแลระยะสุดท้ายของชีวิต แต่ก็ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ที่ใกล้เสียชีวิตเท่านั้น เพราะเป็นประโยชน์ได้ในทุกระยะของโรคที่ซับซ้อนหรือเรื้อรัง[7][12]

ขอบเขต

[แก้]

การดูแลแบบประคับประคองสามารถยกระดับคุณภาพการดูแลสุขภาพได้ในสามด้าน ได้แก่ การบรรเทาทุกข์ทางกายและอารมณ์ การเสริมสร้างการสื่อสารและการตัดสินใจระหว่างผู้ป่วยกับแพทย์ และความต่อเนื่องของการดูแลที่มีการประสานงานกันในสถานพยาบาลต่าง ๆ รวมถึงโรงพยาบาล บ้าน และสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย[11] เป้าหมายโดยรวมของการดูแลแบบประคับประคองคือการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของบุคคลที่มีโรคร้ายแรง ซึ่งรวมถึงภาวะคุกคามชีวิตใด ๆ ที่ลดกิจกรรมประจำวันหรือคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย หรือเพิ่มภาระให้แก่ผู้ดูแล ด้วยการจัดการอาการปวดและอื่น ๆ การระบุและสนับสนุนความต้องการของผู้ดูแล และการประสานงานการดูแล การดูแลแบบประคับประคองสามารถให้ได้ในทุกระยะของการเจ็บป่วยควบคู่ไปกับการรักษาอื่น ๆ ที่มีเจตนาบำบัดหรือยืดอายุชีวิต โดยไม่จำกัดเพียงผู้ที่ได้รับการดูแลระยะสุดท้าย[13][14]

ในอดีต บริการการดูแลแบบประคับประคองมุ่งเน้นไปที่ผู้ป่วยมะเร็งที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ปัจจุบันแนวคิดนี้ก็ได้นำไปใช้กับโรคอื่น ๆ ด้วย รวมถึงภาวะหัวใจวายรุนแรง[15] โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง และการเสื่อมของระบบประสาทอื่น [16] คาดว่ามีคนประมาณ 40 ล้านคนต่อปีที่ต้องการการดูแลแบบประคับประคอง ประมาณร้อยละ 78 ของประชากรกลุ่มนี้อยู่ในประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง แต่มีเพียงร้อยละ 14 เท่านั้นที่สามารถเข้าถึงการดูแลประเภทนี้ได้ โดยส่วนใหญ่อยู่ในประเทศรายได้สูง ทำให้ควรใส่ในเรื่องการดูแลแบบประคับประคอง[17]

การดูแลแบบประคับประคองสามารถเริ่มต้นในสถานที่การดูแลที่หลากหลาย รวมถึงห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาล สถานดูแลผู้ป่วยระยะท้าย หรือที่บ้าน[18] สำหรับโรครุนแรงบางชนิด องค์กรการแพทย์เฉพาะทางแนะนำให้เริ่มการดูแลแบบประคับประคองตั้งแต่เมื่อได้รับการวินิจฉัย หรือเมื่อการรักษาที่ทำเฉพาะโรคไม่ปรับปรุงพยากรณ์โรคของผู้ป่วย ตัวอย่างเช่น สมาคมมะเร็งวิทยาคลินิกอเมริกันแนะนำให้ผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลาม “ได้รับการส่งต่อไปยังทีมการดูแลแบบประคับประคองสหวิทยาการ ที่ให้การดูแลทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกตั้งแต่ช่วงต้นของโรค ควบคู่ไปกับการรักษามะเร็งอย่างต่อเนื่อง” ภายในแปดสัปดาห์หลังการวินิจฉัย[13]

การใช้บริการดูแลแบบประคับประคองอย่างเหมาะสมเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลผู้ป่วยที่ช่วยควบคุมอาการ เพิ่มคุณภาพชีวิต เพิ่มความพึงพอใจในการดูแลของครอบครัว พร้อมทั้งช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพโดยรวม[19][20]

ข้อปฏิบัติ

[แก้]

ยาที่ใช้ในการดูแลแบบประคับประคองอาจเป็นยาทั่วไป แต่นำมาใช้สำหรับข้อบ่งชี้ที่ต่างกับแนวปฏิบัติทั่วไป โดยมีหลักฐานยืนยันในระดับต่าง ๆ กัน[21] ตัวอย่างได้แก่ ยาต้านโรคจิต ยากันชัก และมอร์ฟีน วิธีการให้ยาอาจต่างกันขึ้นอยู่กับเป็นอาการฉับพลันหรือเรื้อรัง โดยผู้ป่วยที่ดูแลแบบประคับประคองจำนวนมากจะกลืนไม่ได้ ที่ใช้บ่อยก็คือการฉีดใต้ผิวหนัง เพราะเจ็บน้อยกว่าและบริหารได้ง่ายกว่าการให้ยาทางหลอดเลือดดำ วิธีอื่น ๆ ได้แก่ การให้ใต้ลิ้น เข้ากล้ามเนื้อ และผ่านผิวหนัง การให้ยามักทำที่บ้านโดยสมาชิกครอบครัวหรือผู้ช่วย/พยาบาล[22]

การดูแลแบบประคับประคองในบ้านพักอาจช่วยลดความไม่สบายของผู้ป่วยที่มีภาวะสมองเสื่อม และช่วยปรับทัศนคติของสมาชิกในครอบครัวเกี่ยวกับคุณภาพการดูแล[23] อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีงานวิจัยที่มีคุณภาพสูงขึ้นเพื่อสนับสนุนประโยชน์ของการดูแลเช่นนี้สำหรับผู้สูงอายุที่จะเสียชีวิตในสถานดูแลดังกล่าว[23][24]

หลักฐานที่แน่นอนสูงสนับสนุนว่า โปรแกรมการดูแลระยะท้ายของชีวิตที่บ้านอาจเพิ่มจำนวนผู้ใหญ่ที่เสียชีวิตที่บ้าน และช่วยปรับปรุงความพึงพอใจของผู้ป่วยได้เล็กน้อยเมื่อติดตามผลหลังหนึ่งเดือน[25] ผลกระทบของการดูแลระยะท้ายของชีวิตที่บ้านต่อผู้ดูแล บุคลากรดูแลสุขภาพ และค่าใช้จ่ายด้านบริการสุขภาพยังคงไม่แน่ชัด[25]

ความเจ็บปวด ความทุกข์ใจ และความวิตกกังวล

[แก้]

สำหรับผู้ป่วยจำนวนมาก การดูแลระยะท้ายของชีวิตอาจก่อความทุกข์ทางอารมณ์และจิตใจ ทำให้เป็นทุกข์เพิ่มขึ้น[26] ทีมการดูแลแบบประคับประคองสหวิทยาการซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต นักสังคมสงเคราะห์ ผู้ให้คำปรึกษา รวมถึงการสนับสนุนทางจิตวิญญาณ เช่น นักบวช อาจสำคัญเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวรับมือได้ โดยใช้วิธีการหลากหลาย เช่น การให้คำปรึกษา การสร้างภาพในจินตนาการ วิธีการทางความคิด การใช้ยา และวิธีการผ่อนคลาย สัตว์เลี้ยงสำหรับการดูแลแบบประคับประคองอาจช่วยให้ผ่อนคลายได้[27]

ความเจ็บปวดรวม  ในทศวรรษ 1960 ผู้บุกเบิกสถานพยาบาลระยะสุดท้ายชาวอังกฤษ ซิซิลี ซอนเดอร์ส เป็นผู้เริ่มใช้คำว่า “total pain” (ความเจ็บปวดรวม ๆ) เพื่อระบุลักษณะที่หลากหลายของความเจ็บปวด[28] แนวคิดนี้หมายถึงประสบการณ์ความเจ็บปวดโดยรวมของผู้ป่วยซึ่งมีสาเหตุต่าง ๆ รวมทั้งทางกาย ทางจิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ โดยเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด การระบุสาเหตุสามารถช่วยชี้นำการดูแลผู้ป่วยบางราย และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตโดยรวมของผู้ป่วย[29]

ความเจ็บปวดทางกาย

[แก้]

ความเจ็บปวดทางกายสามารถจัดการได้ด้วยยาแก้ปวด ตราบที่ไม่ทำให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงเพิ่มหรือเกิดปัญหารุนแรงกับอาการอื่น ๆ เช่น ปัญหาหัวใจหรือการหายใจลำบาก[29] ผู้ป่วยระยะท้ายของชีวิตอาจมีอาการทางกายหลายอย่าง ซึ่งสามารถทำให้เจ็บปวดอย่างรุนแรง เช่น อาการหายใจลำบาก[30] ไอ ปากแห้ง คลื่นไส้และอาเจียน ท้องผูก ไข้ เพ้อ และมีสารคัดหลั่งในช่องปากและคอหอยมากผิดปกติ (“เสียงครืดคราดก่อนเสียชีวิต”)[31] การฉายรังสีมักใช้เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดในผู้ป่วยมะเร็ง แต่เพราะผลของการฉายรังสีอาจใช้เวลาหลายวันจนถึงหลายสัปดาห์ ผู้ป่วยที่เสียชีวิตก่อนก็จะไม่ได้รับประโยชน์[32]

ความเจ็บปวดทางจิตสังคมและความวิตกกังวล

[แก้]

เมื่อความเจ็บปวดทางกายชนิดเฉียบพลันได้จัดการแล้ว สิ่งที่สำคัญก็คือต้องตระหนักถึงการเป็นผู้ดูแลที่เมตตาและเห็นอกเห็นใจ ซึ่งพร้อมรับฟังและอยู่เคียงข้างผู้ป่วย การระบุปัจจัยที่ก่อทุกข์แก่ผู้ป่วยนอกเหนือจากความเจ็บปวด สามารถช่วยให้พวกเขารู้สึกสบายขึ้นได้[33]

เมื่อความต้องการของผู้ป่วยได้รับการตอบสนอง คนไข้อาจเปิดรับแนวคิดเกี่ยวกับการดูแลระยะสุดท้ายหรือการรักษาอื่น ๆ นอกเหนือจากทำให้สบายได้มากขึ้น การประเมินทางจิตสังคมจะช่วยให้ทีมแพทย์ให้ความเข้าใจที่ดีแก่ผู้ป่วยและครอบครัวในเรื่องการปรับตัว การรับมือกับปัญหา และระบบการสนับสนุนที่มี การสื่อสารระหว่างทีมแพทย์กับผู้ป่วยและครอบครัวยังสามารถช่วยเอื้อให้เกิดการพูดคุยเกี่ยวกับการรักษาและเพิ่มความสัมพันธ์ในครอบครัว การหาความหมายกับการเสียชีวิต และความรู้สึกว่าตนมีส่วนร่วมเมื่อเผชิญกับและเตรียมตัวต่อความตาย[29] สำหรับผู้ใหญ่ที่มีความวิตกกังวล ไม่มีการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมคุณภาพสูงทางการแพทย์ที่ระบุวิธีลดความวิตกกังวลที่ได้ผลที่สุด[34]

จิตวิญญาณ

[แก้]

ในกลุ่มบุคคลที่เชื่อ เรื่องทางจิตวิญญาณมักถือว่าเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของการดูแลแบบประคับประคอง ในโลกตะวันตก สถานพยาบาลระยะสุดท้ายที่ให้การดูแลแบบประคับประคองมักจะมีนักบวชประจำอยู่

ตามแนวทางการปฏิบัติทางคลินิกสำหรับการดูแลแบบประคับประคองที่มีคุณภาพ จิตวิญญาณได้อธิบายว่าเป็น “เรื่องทรงอิทธิพลที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์” โดยสัมพันธ์กับ “คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ที่มีโรคเรื้อรังและโรคร้ายแรง” โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่ดำรงชีวิตอยู่กับโรคเรื้อรังที่รักษาให้หายไม่ได้และอยู่ในระยะลุกลาม[35][36][37] ความเชื่อและข้อปฏิบัติทางจิตวิญญาณสามารถมีอิทธิพลต่อการรับรู้ความเจ็บปวดและความทุกข์ใจ ตลอดจนคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลาม[33] ความต้องการด้านจิตวิญญาณมักอธิบายในวรรณกรรมวิชาการว่ารวมถึงความรักและการได้ความรัก การให้อภัย และการค้นหาความหมายของชีวิต[38][39]

การแทรกแซงด้านจิตวิญญาณส่วนใหญ่เป็นเรื่องทางอัตวิสัยและมีความซับซ้อน[40][35] หลายอย่างยังไม่ได้รับการประเมินประสิทธิผลอย่างดี แต่ก็มีแบบที่สามารถใช้เพื่อวัดและดำเนินการดูแลทางจิตวิญญาณที่มีประสิทธิผลได้[35][39][41]

อาการคลื่นไส้และอาเจียน

[แก้]

อาการคลื่นไส้และอาเจียนพบได้บ่อยในผู้ที่มีโรคระยะท้ายที่ลุกลามและอาจก่อความทุกข์ใจ มียาแก้อาเจียนหลายชนิดที่แนะนำเพื่อช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ สำหรับผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อยาลำดับแรก อาจใช้ levomepromazine ได้ อย่างไรก็ตาม ยังมีการทดลองทางคลินิกไม่เพียงพอเพื่อประเมินประสิทธิผลของยานี้[42] แฮโลเพริดอลและ droperidol เป็นยาอื่น ๆ ที่บางครั้งก็ใช้ช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้และอาเจียน แต่ก็ต้องวิจัยเพิ่มเติมเพื่อให้เข้าใจถึงประสิทธิผลของยาเหล่านี้[43][44]

น้ำและอาหาร

[แก้]

ผู้ป่วยระยะสุดท้ายจำนวนมากไม่สามารถรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้อย่างเพียงพอ การให้อาหารหรือน้ำโดยอาศัยหัตถการทางการแพทย์เพื่อยืดอายุและปรับปรุงคุณภาพชีวิตเป็นแนวปฏิบัติที่พบได้ทั่วไป อย่างไรก็ตาม ยังมีงานวิจัยที่มีคุณภาพสูงจำนวนน้อยเพื่อกำหนดแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด และระบุประสิทธิผลของแนวทางเหล่านี้[45][46]

การประเมินอาการ

[แก้]

แบบวัดอย่างหนึ่งสำหรับการดูแลแบบประคับประคองคือแบบประเมินอาการของเอดมันตัน (Edmonton Symptom Assessment Scale, ESAS) ซึ่งมีมาตรวัดที่ใช้ค่าอย่างต่องเนื่อง (visual analog scale, VAS) ที่คนไข้ให้ค่ากับรายการ 8 อย่างระหว่าง 0–10 เพื่อระบุความเจ็บปวด การทำกิจกรรมได้ ความคลื่นไส้ ความซึมเศร้า ความวิตกกังวล ความง่วง ความอยากอาหาร ความรู้สึกเป็นอยู่ที่ดี โดยบางครั้งรวมการหายใจลำบาก[47][48] คะแนน 0 หมายถึงไม่มีอาการ และคะแนน 10 หมายถึงเลวร้ายที่สุดเท่าที่เป็นไปได้[47] แบบวัดนี้ ผู้ป่วยกรอกเองได้ ไม่ว่าจะได้รับความช่วยเหลือหรือไม่ หรือกรอกโดยพยาบาลและญาติ[48]

การดูแลแบบประคับประคองสำหรับเด็ก

[แก้]

การดูแลแบบประคับประคองสำหรับเด็กเป็นการดูแลทางการแพทย์เฉพาะทางที่มุ่งเน้นครอบครัวเป็นศูนย์กลางสำหรับเด็กที่มีอาการป่วยร้ายแรง โดยมุ่งเน้นการบรรเทาความทุกข์ทรมานทางกาย ทางอารมณ์ จิตสังคม และจิตวิญญาณที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วย เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตให้สูงสุด

ผู้ปฏิบัติงานด้านการดูแลแบบประคับประคองสำหรับเด็กได้รับการฝึกอบรมเฉพาะทางในด้านการสื่อสารและการอำนวยการตัดสินใจร่วมกันที่ยึดครอบครัวเป็นศูนย์กลาง เหมาะสมตามพัฒนาการและวัย, การประเมินและจัดการความเจ็บปวดและอาการที่ทำให้ทุกข์ใจ, ความรู้ขั้นสูงด้านการประสานการดูแลของทีมแพทย์ผู้ดูแลเด็กแบบสหสาขาวิชาชีพ, การส่งต่อเด็กและครอบครัวไปยังโรงพยาบาลและคลินิกผู้ป่วยนอก และการสนับสนุนทางจิตใจให้แก่เด็กและครอบครัวตลอดช่วงการเจ็บป่วยและเมื่อเผชิญกับความสูญเสีย[49]

การดูแลแบบประคับประคองสำหรับผู้สูงอายุ

[แก้]

ภาพรวม

[แก้]

เพราะอัตราการเสียชีวิตของทั้งเด็กและผู้ใหญ่น้อยลง จึงมีประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ในบางประเทศ นี้หมายถึงภาระที่เพิ่มขึ้นในเรื่องค่าใช้จ่ายทางประกันสังคมและการดูแลสุขภาพ เพราะทรัพยากรที่มีจำกัด การดูแลแบบประคับประคองระยะยาวสำหรับโรคที่ไม่ติดต่อแต่เรื้อรังของผู้ป่วยได้กลายเป็นแนวทางที่จำเป็นเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย อาศัยการป้องกันและการบรรเทาโดยระบุ ประเมิน และรักษาเหตุของความเจ็บปวด รวมถึงปัญหาทางจิตสังคมและจิตวิญญาณอื่น [50]

การเพิ่มขึ้นของอายุขัยเฉลี่ยทั่วโลกและการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุทำให้ต้องใช้การดูแลแบบประคับประคองในเวชศาสตร์ผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น[51][52] ผู้สูงอายุมักเผชิญกับโรคเรื้อรังหลายโรคพร้อมกัน ความเปราะบาง และการเสื่อมถอยทางสติปัญญา ส่งผลให้ต้องได้การดูแลซับซ้อนซึ่งเกินกว่าการรักษาเฉพาะโรค[53] การดูแลแบบประคับประคองสำหรับผู้สูงอายุมุ่งจัดการความทุกข์ทรมานทางกาย จิตสังคม และจิตวิญญาณ โดยเน้นคุณภาพชีวิต การช่วยตัวเองได้ และศักดิ์ศรีในตนสำหรับช่วงสุดท้ายของชีวิต[54] การขยายการเข้าถึงได้ยังคงเป็นปัญหาเพราะการมีทรัพยากรที่ไม่เท่าเทียมกัน การขาดแคลนบุคลากรที่ได้รับการฝึกอบรม และการให้ความสำคัญทางนโยบายของรัฐที่จำกัด[55]

ปัญหาเฉพาะในประชากรผู้สูงอายุ

[แก้]

พยากรณ์โรคในผู้สูงอายุมักจะไม่แน่นอน เพราะมีโรคร่วมกันหลายอย่างและสามารถทำกิจกรรมได้น้อยลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งทำให้กำหนดได้ยากว่าควรจะให้การดูแลแบบประคับประคองเมื่อไร[56] การให้การดูแลยังเผชิญกับปัญหาระบบดูแลทางสุขภาพและสังคมที่ไม่คล้องจองกัน เพราะรูปแบบชดเชยค่าใช้จ่ายมักให้ความสำคัญกับการแทรกแซงแบบเฉียบพลันมากกว่าการดูแลสนับสนุนระยะยาว ปัญหาเชิงโครงสร้างเช่นนี้ส่งผลให้ส่งต่อให้ดูแลช้า และทำให้ใช้บริการน้อยเกิน[57]

การบูรณาการเข้าสู่ระบบการดูแลสุขภาพ

[แก้]

ความพยายามบูรณาการการดูแลแบบประคับประคองเข้ากับเวชศาสตร์ผู้สูงอายุให้ดียิ่งขึ้นได้ขยายตัวตั้งแต่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการจากองค์การอนามัยโลกในปี ค.ศ. 1990 โดยมีรูปแบบใหม่ ๆ ซึ่งเน้นการนำมาใช้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นในกระบวนการดูแลผู้สูงอายุตามปกติ[58] ในประเทศอย่างเยอรมนีและเนเธอร์แลนด์ ได้มีการจัดตั้งโปรแกรมการดูแลแบบประคับประคองเฉพาะทางสำหรับผู้สูงอายุเพื่อประสานการดูแลระหว่างโรงพยาบาล สถานดูแลผู้สูงอายุ กับการดูแลในชุมชน[59][60]

งานวิจัยระบุว่าการบูรณาการการดูแลแบบประคับประคองเข้ากับเวชศาสตร์ผู้สูงอายุช่วยเพิ่มความพึงพอใจของผู้ป่วย ลดการเข้าโรงพยาบาลที่ไม่จำเป็น และยกระดับคุณภาพประสบการณ์ช่วงท้ายของชีวิต[54] จึงทำให้องค์กรวิชาชีพต่าง ๆ รวมถึงสมาคมการดูแลแบบประคับประคองแห่งยุโรป (EAPC) และสมาคมเวชศาสตร์ผู้สูงอายุแห่งอเมริกา (AGS) เรียกร้องให้มีการบูรณาการกรอบการดูแลแบบประคับประคองอย่างเป็นระบบในการฝึกอบรมและการปฏิบัติงานด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ[61][62]

กรอบนโยบายและมุมมองระดับโลก

[แก้]

นโยบายริเริ่มของรัฐเกี่ยวกับการดูแลแบบประคับประคองสำหรับผู้สูงอายุแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละประเทศ ในยุโรปบางประเทศ การดูแลแบบประคับประคองได้บูรณาการอย่างเป็นทางการเข้ากับยุทธการการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับชาติ ในขณะที่ในประเทศอื่น ๆ บริการยังไม่ทำเป็นระบบและขาดแคลนงบประมาณ[63] องค์การอนามัยโลกได้เรียกร้องให้ประชากรสามารถเข้าถึงการดูแลแบบประคับประคองได้อย่างถ้วนหน้า โดยเน้นย้ำถึงความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงที่มีทั่วโลก[64]

การเปรียบเทียบข้ามชาติแสดงความแตกต่างในนัยนำมาปฏิบัติอย่างสำคัญ ประเทศรายได้สูง เช่น สหราชอาณาจักรและแคนาดา มีกรอบการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมมากกว่า เช่น โครงการ Ambitions for Palliative and End of Life Care ซึ่งมีงบประมาณที่สนับสนุนทีมการดูแลแบบประคับประคองสำหรับผู้สูงอายุแบบสหสาขาวิชาชีพ[65][66] ในทางตรงกันข้าม ประเทศรายได้ต่ำและปานกลางมีปัญหาที่ยังแก้ไม่ได้ รวมถึงการขาดแคลนบุคลากร การเข้าถึงยากลุ่มโอปิออยด์ได้จำกัด และมีนโยบายสนับสนุนจากรัฐน้อย ส่งผลให้ผู้สูงอายุจำนวนมากยังคงไม่ได้การดูแล[57]

ข้อพิจารณาทางเศรษฐศาสตร์ในการดูแลแบบประคับประคองสำหรับผู้สูงอายุ

[แก้]

ประเด็นทางเศรษฐศาสตร์ของการดูแลแบบประคับประคองสำหรับผู้สูงอายุมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น เมื่อสาธารณสุขต้องเผชิญภาระทางการเงินของการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประชากร ผู้สูงอายุมีค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ที่สูงในช่วงปีสุดท้าย ๆ ของชีวิต โดยมากมุ่งไปที่การรักษาเชิงรุกที่ให้ประโยชน์จำกัด[56] การทำความเข้าใจว่าการดูแลแบบประคับประคองส่งผลต่อทั้งค่าใช้จ่ายและผลลัพธ์ต่อผู้ป่วยอย่างไร เป็นประเด็นหลักในการกำหนดนโยบายและการจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

ดูเพิ่ม

[แก้]

เชิงอรรถและอ้างอิง

[แก้]
  1. "การดูแลแบบประคับประคอง หรือ Palliative Care". ศูนย์ความเป็นเลิศด้านโรคมะเร็ง คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2025-06-15.
  2. "มะเร็งระยะแพร่กระจายและการดูแลแบบประคับประคอง". สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ฝ่ายรังสีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2025-05-17.
  3. อัศวธีรากุล, นิรชา (2013). คู่มือสำหรับประชาชน: การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคอง (palliative care) (PDF). กรุงเทพ: สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ.
  4. chulacancer. "มะเร็งระยะแพร่กระจายและการดูแลแบบประคับประคอง". chulacancer.net. chulacancer. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2021-01-13. สืบค้นเมื่อ 2021-01-12.
  5. "palliative treatment", Longdo Dict, อังกฤษ-ไทย: ศัพท์บัญญัติราชบัณฑิตยสถาน, การรักษาบรรเทา, การรักษาประทัง [แพทยศาสตร์ ๖ ส.ค. ๒๕๔๔]
  6. "care", Longdo Dict, อังกฤษ-ไทย: ศัพท์บัญญัติราชบัณฑิตยสถาน, การบริบาล, การดูแล [แพทยศาสตร์ ๖ ส.ค. ๒๕๔๔]
  7. 1 2 Zhukovsky, D (2019). Primer of Palliative Care. American Association of Hospice and Palliative Medicine. ISBN 978-1-889296-08-1.
  8. "WHO Definition of Palliative Care". WHO. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2003-10-04. สืบค้นเมื่อ 2019-12-04. Palliative care is an approach that improves the quality of life of patients and their families facing the problem associated with life-threatening illness, through the prevention and relief of suffering by means of early identification and impeccable assessment and treatment of pain and other problems, physical, psychosocial and spiritual.
  9. Sepúlveda, C; Marlin, A; Yoshida, T; Ullrich, A (August 2002). "Palliative Care: the World Health Organization's global perspective". Journal of Pain and Symptom Management. 24 (2): 91–96. doi:10.1016/S0885-3924(02)00440-2. PMID 12231124.
  10. Rosa, William E.; Meghan, McDarby; Haley, Buller; Ferrell, Betty R. (2023-08-12). "Palliative Care Clinician Perspectives on Person-Centered End-of-Life Communication for Racially and Culturally Minoritized Persons with Cancer". Cancers (ภาษาอังกฤษ). 15 (16): 4076. doi:10.3390/cancers15164076. ISSN 2072-6694. PMC 10452546. PMID 37627105.
  11. 1 2 Khosla, D; Patel, FD; Sharma, SC (September 2012). "Palliative care in India: current progress and future needs". Indian Journal of Palliative Care. 18 (3): 149–154. doi:10.4103/0973-1075.105683. PMC 3573467. PMID 23439559. Palliative care improves health care quality in three domains: the relief of physical and emotional suffering; improvement and strengthening of the process of patient–physician communication and decision-making; and assurance of coordinated continuity of care across multiple healthcare settings—hospital, home, hospice, and long-term care.
  12. "What is Palliative Care? | Definition of Palliative Care | Get Palliative Care" (ภาษาอังกฤษ). เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2020-07-05. สืบค้นเมื่อ 2020-05-12.
  13. 1 2 National Consensus Project for Quality Palliative Care (2018). "Clinical Practice Guidelines for Quality Palliative Care, 4th edition". เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2019-12-23. สืบค้นเมื่อ 2019-12-18.
  14. Ahluwalia, SC; Chen, C; Raaen, L; Motala, A; และคณะ (December 2018). "A Systematic Review in Support of the National Consensus Project Clinical Practice Guidelines for Quality Palliative Care, Fourth Edition". Journal of Pain and Symptom Management. 56 (6): 831–870. doi:10.1016/j.jpainsymman.2018.09.008. PMID 30391049. S2CID 53217269.
  15. "Heart failure – palliative care: MedlinePlus Medical Encyclopedia". medlineplus.gov (ภาษาอังกฤษ). เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2019-08-03. สืบค้นเมื่อ 2020-04-30.
  16. Foley, P; Hampton, J; Hampton, A; Hampton, R; Oleksy, D; Oliver, D; Weller, BJ (August 2012). "Lesley's story: a case report, and discussion of challenges faced in end-of-life care for progressive neurological disease". Practical Neurology. 12 (4): 244–248. doi:10.1136/practneurol-2012-000263. PMID 22869768. S2CID 38747721.
  17. Atreya, S; Sinha, A; Kumar, R (September 2022). "Integration of primary palliative care into geriatric care from the Indian perspective". Journal of Family Medicine and Primary Care. 11 (9): 4913–4918. doi:10.4103/jfmpc.jfmpc_399_22. PMC 9731086. PMID 36505579.
  18. "Hospice and Palliative Medicine Specialty Description". American Medical Association. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2020-10-27. สืบค้นเมื่อ 2020-10-22.
  19. Dy, SM; Apostol, C; Martinez, KA; Aslakson, RA (April 2013). "Continuity, coordination, and transitions of care for patients with serious and advanced illness: a systematic review of interventions". Journal of Palliative Medicine. 16 (4): 436–445. doi:10.1089/jpm.2012.0317. hdl:2027.42/140114. PMID 23488450.
  20. Fawole, OA; Dy, SM; Wilson, RF; Lau, BD; และคณะ (April 2013). "A systematic review of communication quality improvement interventions for patients with advanced and serious illness". Journal of General Internal Medicine. 28 (4): 570–577. doi:10.1007/s11606-012-2204-4. PMC 3599019. PMID 23099799.
  21. Currow, D; Agar, MR; Abernethy, AP (2011). "Tackling the Challenges of Clinical Trials in Palliative Care". Pharm Med. 25 (1): 7–15. doi:10.1007/bf03256842. S2CID 34967878. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2012-01-11. สืบค้นเมื่อ 2011-06-01.
  22. "Palliative Medications". Caresearch: Palliative care knowledge network. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2011-02-20. สืบค้นเมื่อ 2010-10-28.
  23. 1 2 Hall, S; Kolliakou, A; Petkova, H; Froggatt, K; และคณะ (March 2011). "Interventions for improving palliative care for older people living in nursing care homes". The Cochrane Database of Systematic Reviews. 2011 (3). doi:10.1002/14651858.CD007132.pub2. PMC 6494579. PMID 21412898.
  24. Bajwah, S; Oluyase, AO; Yi, D; Gao, W; และคณะ (September 2020). "The effectiveness and cost-effectiveness of hospital-based specialist palliative care for adults with advanced illness and their caregivers". The Cochrane Database of Systematic Reviews. 2020 (9). doi:10.1002/14651858.CD012780.pub2. PMC 8428758. PMID 32996586.
  25. 1 2 Shepperd, S; Gonçalves-Bradley, DC; Straus, SE; Wee, B (March 2021). "Hospital at home: home-based end-of-life care". The Cochrane Database of Systematic Reviews. 3 (3). doi:10.1002/14651858.CD009231.pub3. PMC 8092626. PMID 33721912.
  26. Strang, P; Strang, S; Hultborn, R; Arnér, S (March 2004). "Existential pain—an entity, a provocation, or a challenge?". Journal of Pain and Symptom Management. 27 (3): 241–250. doi:10.1016/j.jpainsymman.2003.07.003. PMID 15010102.
  27. Batson, Kathryn; McCabe, Barbara; Baun, Mara M.; Wilson, Carol (1998). "The Effect of a Therapy Dog on Socialization and Physiological Indicators of Stress in Persons Diagnosed with Alzheimer's Disease". Companion Animals in Human Health. 2455 Teller Road, Thousand Oaks California 91320 United States: SAGE Publications, Inc. p. 203–216. doi:10.4135/9781452232959.n13. ISBN 978-0-7619-1062-6. สืบค้นเมื่อ 2025-12-28.{{cite book}}: CS1 maint: location (ลิงก์)
  28. Saunders, C (1964-02-14). "Care of patients suffering from terminal illness at St Joseph's Hospice, Hackney, London". Nursing Mirror: vii–x.
  29. 1 2 3 Rome, RB; Luminais, HH; Bourgeois, DA; Blais, CM (2011). "The role of palliative care at the end of life". The Ochsner Journal. 11 (4): 348–352. PMC 3241069. PMID 22190887.
  30. "Palliative care – shortness of breath: MedlinePlus Medical Encyclopedia". medlineplus.gov (ภาษาอังกฤษ). เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2020-06-05. สืบค้นเมื่อ 2020-04-30.
  31. Blinderman, CD; Billings, JA (December 2015). "Comfort Care for Patients Dying in the Hospital". The New England Journal of Medicine. 373 (26): 2549–2561. doi:10.1056/NEJMra1411746. PMID 26699170.
  32. Kain, M; Bennett, H; Yi, M; Robinson, B; และคณะ (August 2020). "30-day mortality following palliative radiotherapy". Journal of Medical Imaging and Radiation Oncology. 64 (4): 570–579. doi:10.1111/1754-9485.13073. PMID 32592442. S2CID 220119083.
  33. 1 2 Kelley, AS; Morrison, RS (August 2015). "Palliative Care for the Seriously Ill". The New England Journal of Medicine. 373 (8): 747–755. doi:10.1056/nejmra1404684. PMC 4671283. PMID 26287850.
  34. Salt, S; Mulvaney, CA; Preston, NJ (May 2017). "Drug therapy for symptoms associated with anxiety in adult palliative care patients". The Cochrane Database of Systematic Reviews. 5 (6). doi:10.1002/14651858.CD004596.pub3. PMC 6481598. PMID 28521070.
  35. 1 2 3 Silva, RS; Caldeira, S; Coelho, AN; Apóstolo, JL (November 2020). "Forgiveness facilitation in palliative care: a scoping review". JBI Evidence Synthesis. 18 (11): 2196–2230. doi:10.11124/JBISRIR-D-19-00286. PMID 32813428. S2CID 221179683.
  36. Puchalski, CM; Vitillo, R; Hull, SK; Reller, N (June 2014). "Improving the spiritual dimension of whole person care: reaching national and international consensus". Journal of Palliative Medicine. 17 (6): 642–656. doi:10.1089/jpm.2014.9427. PMC 4038982. PMID 24842136.
  37. Thuné-Boyle, IC; Stygall, JA; Keshtgar, MR; Newman, SP (July 2006). "Do religious/spiritual coping strategies affect illness adjustment in patients with cancer? A systematic review of the literature". Social Science & Medicine. 63 (1): 151–164. doi:10.1016/j.socscimed.2005.11.055. PMID 16427173.
  38. McSherry, W; Smith, J (2012). "Spiritual care". ใน McSherry, Wilfred; McSherry, Robert; Watson, Roger (บ.ก.). Care in Nursing: Principles, Values and Skills. New York: OUP Oxford. pp. 117–31. ISBN 9780199583850.
  39. 1 2 Vilalta, A; Valls, J; Porta, J; Viñas, J (May 2014). "Evaluation of spiritual needs of patients with advanced cancer in a palliative care unit". Journal of Palliative Medicine. 17 (5): 592–600. doi:10.1089/jpm.2013.0569. PMC 4012638. PMID 24745870.
  40. Weathers, E; McCarthy, G; Coffey, A (April 2016). "Concept Analysis of Spirituality: An Evolutionary Approach". Nursing Forum. 51 (2): 79–96. doi:10.1111/nuf.12128. PMID 25644366.
  41. Candy, B; Jones, L; Varagunam, M; Speck, P; และคณะ (May 2012). "Spiritual and religious interventions for well-being of adults in the terminal phase of disease". The Cochrane Database of Systematic Reviews (5). doi:10.1002/14651858.CD007544.pub2. PMID 22592721.
  42. Cox, L; Darvill, E; Dorman, S (November 2015). "Levomepromazine for nausea and vomiting in palliative care". The Cochrane Database of Systematic Reviews. 2017 (11). doi:10.1002/14651858.CD009420.pub3. PMC 6481825. PMID 26524693.
  43. Murray-Brown, F; Dorman, S (November 2015). "Haloperidol for the treatment of nausea and vomiting in palliative care patients". The Cochrane Database of Systematic Reviews. 2020 (11). doi:10.1002/14651858.CD006271.pub3. PMC 6481565. PMID 26524474.
  44. Storrar, J; Hitchens, M; Platt, T; Dorman, S (November 2014). "Droperidol for treatment of nausea and vomiting in palliative care patients". The Cochrane Database of Systematic Reviews. 2014 (11). doi:10.1002/14651858.CD006938.pub3. PMC 7265628. PMID 25429434.
  45. Buchan, EJ; Haywood, A; Syrmis, W; Good, P (December 2023). "Medically assisted hydration for adults receiving palliative care". The Cochrane Database of Systematic Reviews. 2023 (12). doi:10.1002/14651858.CD006273.pub4. PMC 10720602. PMID 38095590.
  46. Good, P; Richard, R; Syrmis, W; Jenkins-Marsh, S; และคณะ (April 2014). "Medically assisted nutrition for adult palliative care patients". The Cochrane Database of Systematic Reviews. 2014 (4). doi:10.1002/14651858.CD006274.pub3. PMC 7388544. PMID 24760679.
  47. 1 2 "Edmonton Symptom Assessment System (ESAS)". Cancer Care Ontario. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2017-07-31.
  48. 1 2 Bruera, E; Kuehn, N; Miller, MJ; Selmser, P; และคณะ (1991). "The Edmonton Symptom Assessment System (ESAS): a simple method for the assessment of palliative care patients". Journal of Palliative Care. 7 (2): 6–9. doi:10.1177/082585979100700202. PMID 1714502. S2CID 26165154.
  49. Faull, C; Carter, Y; Daniels, L (2005). Handbook of palliative care (2nd ed.). Malden, MA: Blackwell Pub. ISBN 978-0-470-75587-7. OCLC 212125356.
  50. Kar, SS; Subitha, L; Iswarya, S (2015). "Palliative care in India: Situation assessment and future scope". Indian Journal of Cancer. 52 (1): 99–101. doi:10.4103/0019-509x.175578. PMID 26837989.
  51. "Global average life expectancy has more than doubled since 1900". Our World in Data (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2025-09-27.
  52. "Ageing and health". www.who.int (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2025-09-27.
  53. "Older Adults - Health and age-related changes". American Psychological Association. September 2021. สืบค้นเมื่อ 2025-09-27.
  54. 1 2 Schelin, Maria E. C.; Fürst, Carl Johan; Rasmussen, Birgit H.; Hedman, Christel (2023). "Increased patient satisfaction by integration of palliative care into geriatrics-A prospective cohort study". PLOS ONE. 18 (6). Bibcode:2023PLoSO..1887550S. doi:10.1371/journal.pone.0287550. ISSN 1932-6203. PMC 10286968. PMID 37347730.
  55. Stiel, Stephanie; Krause, Olaf; Berndt, Carolin Sophie; Ewertowski, Helen; และคณะ (December 2020). "Caring for frail older patients in the last phase of life: Challenges for general practitioners in the integration of geriatric and palliative care". Zeitschrift für Gerontologie und Geriatrie. 53 (8): 763–769. doi:10.1007/s00391-019-01668-3. ISSN 1435-1269. PMID 31828367.
  56. 1 2 Jacobson, Mireille; May, Peter; Morrison, R. Sean (2022-01-04). "Improving Care of People With Serious Medical Illness-An Economic Research Agenda for Palliative Care". JAMA Health Forum. 3 (1): e214464. doi:10.1001/jamahealthforum.2021.4464. ISSN 2689-0186. PMC 11210404. PMID 36218864.
  57. 1 2 Rajabalee, Nafiisah B. M. H.; Joseph, Augustin; Tapper, Corey X. (August 2023). "Global Geriatric Palliative Care". Clinics in Geriatric Medicine. 39 (3): 465–473. doi:10.1016/j.cger.2023.05.002. ISSN 1879-8853. PMID 37385697.
  58. Tripodoro, Vilma A.; Bouësseau, Marie-Charlotte; Connor, Stephen R.; Centeno, Carlos (2025-08-14). "35 Years of Palliative Care Progress: What Lies Ahead for Society Engagement?". Journal of Pain and Symptom Management. 70 (5): e291–e298. doi:10.1016/j.jpainsymman.2025.08.003. ISSN 0885-3924. PMID 40818829.
  59. Loosen, Sven H.; Krieg, Sarah; Eschrich, Johannes; Luedde, Mark; และคณะ (2022-11-12). "The Landscape of Outpatient Palliative Care in Germany: Results from a Retrospective Analysis of 14,792 Patients". International Journal of Environmental Research and Public Health. 19 (22). doi:10.3390/ijerph192214885. ISSN 1660-4601. PMC 9691170. PMID 36429604.
  60. van Velzen, N.; Brom, L.; van der Vorst, M. J. D. L.; Kiers, M. L.; และคณะ (2025-01-23). "Development of specialist palliative care in Dutch hospitals between 2014 and 2020: a repeated survey". BMC Palliative Care. 24 (1): 20. doi:10.1186/s12904-025-01657-x. ISSN 1472-684X. PMC 11755811. PMID 39849515.
  61. Van den Block, Lieve; de Nooijer, Kim; Pautex, Sophie; Pivodic, Lara; และคณะ (2025-09-01). "A European Association for Palliative Care White Paper defining an integrative palliative, geriatric, and rehabilitative approach to care and support for older people living with frailty and their family carers: a 28-country Delphi study and recommendations". eClinicalMedicine. 87. doi:10.1016/j.eclinm.2025.103403. ISSN 2589-5370. PMC 12362020. PMID 40838200.
  62. "Mission & Vision | American Geriatrics Society". www.americangeriatrics.org (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2025-09-27.
  63. Clark, David; Baur, Nicole; Clelland, David; Garralda, Eduardo; และคณะ (April 2020). "Mapping Levels of Palliative Care Development in 198 Countries: The Situation in 2017". Journal of Pain and Symptom Management. 59 (4): 794–807.e4. doi:10.1016/j.jpainsymman.2019.11.009. ISSN 1873-6513. PMC 7105817. PMID 31760142.
  64. "Palliative care". www.who.int (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2025-09-27.
  65. England, N. H. S. "NHS England » Ambitions for palliative and end of life care" (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2025-09-27.
  66. Canada, Health (2018-12-04). "Framework on Palliative Care in Canada". www.canada.ca. สืบค้นเมื่อ 2025-09-27.

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]