นกอีแจว

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
นกอีแจว
Pheasant tailed jacana 2016.jpg
ชุดขนในฤดูผสมพันธุ์ของนกอีแจว มีขนหางคู่กลางยาว หน้าและปีกสีขาว ขนต้นคอสีทองเรียบ
สถานะการอนุรักษ์
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: Animalia
ไฟลัม: Chordata
ชั้น: Aves
อันดับ: Charadriiformes
วงศ์: Jacanidae
สกุล: Hydrophasianus
สปีชีส์: H.  chirurgus
ชื่อทวินาม
Hydrophasianus chirurgus
(Scopoli, 1786)
Hydrophasianus chirurgus map.png
แหล่งกระจายพันธุ์ของนกอีแจว (H. chirurgus)
ชื่อพ้อง

Parra chinensis
Parra luzonensis
Tringa chirurgus[2]

นกอีแจว (ชื่อวิทยาศาสตร์: Hydrophasianus chirurgus;อังกฤษ: pheasant-tailed jacana) เป็นนกชนิดเดียวในสกุลนกอีแจว (Hydrophasianus) ลักษณะเฉพาะคือมีชุดขนนอกฤดูและในฤดูผสมพันธุ์แตกต่างกันที่สีขนและความยาวของหาง โดยตัวเมียมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้ ตัวเมียหนึ่งตัวจะจับคู่ผสมพันธุ์กับเพศผู้หลายตัวและทำรังหลายรังในบริเวณเดียวกันในแบบฮาเร็ม ลูกหลายครอกถูกเลี้ยงโดยตัวผู้หลายตัว ลักษณะเด่นร่วมเช่นเดียวกับนกในวงศ์นกพริกและนกอีแจว (Jacanidae) คือ มีนิ้วตีนและเล็บตีนยาวเพื่อช่วยพยุงตัวขณะเดินบนใบพืชลอยน้ำในถิ่นอาศัยหนองน้ำตื้น บางครั้งอาจว่ายน้ำหรือลุยน้ำที่ลึกถึงต้นขาขณะหาอาหาร นกอีแจวกินสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังเป็นหลัก พบได้ตามแหล่งน้ำจืดในเอเชียเขตร้อน ตั้งแต่เยเมนทางตะวันตกไปจนถึงฟิลิปปินส์ทางตะวันออกและอาจอพยพในบางช่วงตามฤดูกาล เป็นนกชนิดเดียวในวงศ์ที่อพยพเป็นระยะทางไกล

อนุกรมวิธาน[แก้]

 
 

Jacana



Hydrophasianus



 
 
 

Microparra



Irediparra




Metopidius




Actophilornis




แผนผังวิวัฒนาการชาติพันธุ์อย่างย่อ
แสดงความสัมพันธ์ในวงศ์ Jacanidae
ของสกุลต่าง ๆ อ้างอิงการศึกษาลำดับยีน
จากไมโตคอนเดรีย
[3]
ภาพประกอบของปิแอร์ ซอนเนอร์, "ศัลยแพทย์แห่งเกาะลูซอน" (Le Chirurgien de l'Isle de Luzon)

นกอีแจว (Hydrophasianus chirurgus) ถูกอธิบายโดยนักสำรวจชาวฝรั่งเศสปิแอร์ ซอนเนอร์ (Pierre Sonnerat) ในปีค.ศ.1776 ในหนังสือการเดินทางสู่นิวกินี (Voyage à la Nouvelle Guinée) ซึ่งรวมภาพประกอบของนกที่เขาเรียกว่า "ศัลยแพทย์แห่งเกาะลูซอน" (Le Chirurgien de l'Isle de Luzon) อธิบายถึงนกที่มีนิ้วเท้ายาว มีส่วนขยายของขนหางยาวคล้ายกับมีดที่ใช้ในการถ่ายเลือดโดยศัลยแพทย์ในยุคนั้น[4][5] จากคำอธิบายนี้ (Le Chirurgien) นกอีแจวได้รับชื่อทวินามโดยจิโอวานนี สโคโปลี (Giovanni Scopoli) ในปีค.ศ.1787 ในหนังสือ การอธิบายพืชและสัตว์อย่างละเอียดเล่มที่ 2 (Deliciae florae et faunae Insubricae, Pars II) ซึ่งนกอีแจวถูกจัดในสกุล Tringa และชื่อเฉพาะ chirurgus (ชื่ิอทวินาม:Tringa chirurgus)[6] ต่อมานกอีแจวถูกจัดในสกุล Parra (และมีชื่อพ้อง Parra luzonensis) ร่วมกับนกอีแจวชนิดอื่น ๆ และต่อมาสกุลในวงศ์นกอีแจวและนกพริก (ต่อมาเรียกว่า Parridae) ก็แยกจากกันเป็นหลายสกุล[7]

ชื่อสกุล Hydrophasianus ของนกอีแจวหมายถึง "ไก่ฟ้าน้ำ" หรือ "ไก่น้ำ" ถูกสร้างขึ้นโดยโยฮันน์ เกออก วากเลอร์ (Johann Georg Wagler) ในปีค.ศ. 1832 เพื่อแยกนกอีแจวออกจากนกอีแจวอื่นและนกพริก เนื่องจากนกอีแจว (H. chirurgus) มีความโดดเด่น[8][9] คือ

  • จะงอยปากแหลมเรียวยาว
  • ไม่มีแถบกระจังหน้าผาก (lappet)
  • นิ้วตีนหลังที่สั้นกว่านกสกุลนกพริก (Metopidius)
  • ขนปลายปีก (primary) นอกสุดสองเส้นรูปใบหอก และขนปลายปีกเส้นที่สี่ชี้แหลม
  • ขนสองชุดนอกฤดูและในฤดูผสมพันธุ์แตกต่างกัน

สกุลนกอีแจว (Hydrophasianus) มีสมาชิกเพียงชนิดเดียว (monotypic genus) คือ นกอีแจว

ชื่ออื่น[แก้]

ลักษณะทางสรีรวิทยา[แก้]

ชุดขนนอกฤดูผสมพันธุ์ ขณะบิน สังเกตปลายปีกขนปีกนอกสุดเส้นที่ 4 ที่ชี้แหลม
โครงกระดูกของนกอีแจวตัวเมีย แสดงเดือยที่ข้อพับปีก (ซ้ายบน)
ชุดขนนอกฤดูผสมพันธุ์ของนกอีแจว หน้าผากถึงท้ายทอยน้ำตาลเข้ม หน้าและคอขาวมีแถบตาต่อเนื่องถึงแถบอกสีดำ คล้ายสร้อยคอ

เป็นนกขนาดเล็ก ปลายปากถึงโคนหางยาว 30 เซนติเมตร จะงอยปากแหลมตรง ปีกแต่ละข้างมีเดือยยื่น[10] ตัวเมียจะมีขนาดโตกว่าตัวผู้เล็กน้อย สีของปาก ขา และนิ้วเป็นสีเทาอมฟ้า หน้าผาก รอบตาและคอด้านล่างสีขาว กระหม่อมสีน้ำตาล คอด้านบนสีเหลือง สลับแถบสีดำขั้นกลางระหว่างคอสองด้าน ปีกสีขาวตัดกับสีของลำตัวด้านบนน้ำตาลดำ[11] และลำตัวด้านล่างซึ่งมีสีดำเป็นมันชัดเจน[10] ขณะบินปีกขาวปลายปีกดำ[11]

นิ้วตีนที่ยาวมากและเล็บตีนยาวช่วยในการกระจายน้ำหนักตัว ทำให้สามารถเดินบนกอพืชลอยน้ำ ใบพืชลอยน้ำหรือใบบัวที่ลอยอยู่เหนือน้ำเพื่อหาอาหารได้ นิ้วตีน 4 นิ้ว ด้านหน้า 3 นิ้ว และด้านหลัง 1 นิ้ว[12]

นกอีแจวมีลักษณะโดดเด่นมากที่สีขนและขนหางที่ยาว ซึ่งยาวที่สุดในวงศ์นกพริกและนกอีแจว และเป็นชนิดเดียวในวงศ์มีชุดขนนอกฤดูผสมพันธุ์และในฤดูผสมพันธุ์ที่แตกต่างกัน โดยเปลี่ยนขนเมื่อใกล้ฤดูผสมพันธุ์ ชุดขนนอกฤดูผสมพันธุ์ หน้าผากถึงท้ายทอยน้ำตาลเข้ม หน้าและคอขาวมีแถบตาต่อเนื่องถึงแถบอกสีดำ ข้างคอเหลือง ลำตัวด้านบนน้ำตาล ลำตัวด้านล่างขาว คล้ายนกพริกที่ยังไม่เต็มวัย แต่ขณะบินปีกขาวปลายปีกดำ ส่วนชุดขนในฤดูผสมพันธุ์ ขนหางคู่กลางจะยื่นยาวออกไปอีก 25 เซนติเมตร ยาวมากกว่าปกติถึง 10 เท่า[10] เป็นที่มาของชื่อนกอีแจวในภาษาอังกฤษ นกอีแจวหางไก่ฟ้า (pheasant-tailed jacana)

การวัดขนาด[แก้]

การวัดขนาดนกตามมาตรฐานจากการศึกษาตัวอย่างมีชีวิตในช่วงฤดูผสมพันธุ์ในประเทศไทย โดยเฉลี่ยจากตัวผู้ 17 ตัว และตัวเมีย 4 ตัว ร่วมกับข้อมูลบางส่วนของการวัดส่วนหัวจาก Rasmussen and Anderton (2005)[13] (จากปลายจะงอยปากถึงด้านหลังของกะโหลก)

ขนาดนกในช่วงฤดูผสมพันธุ์
ตัวผู้ ตัวเมีย
น้ำหนัก (กรัม) 129.2 140.7
จะงอยปาก (เซนติเมตร) 2.89 3.12
ปีก (เซนติเมตร) 24.76 25.83
กระดูกข้อเท้า (เซนติเมตร) 5.72 6.33
หาง (เซนติเมตร) 25.75 28.34
หัว (เซนติเมตร) 5.3-5.5 5.8-6.3
ความยาว (เซนติเมตร) 45.91 50.27

พฤติกรรม[แก้]

การผสมพันธุ์ นกตัวผู้โผลงบนหลังของตัวเมีย
นกอีแจวตัวผู้ขณะเลี้ยงลูกนกที่ยังเล็ก
นกอีแจวรุ่น

มักอาศัยตามแหล่งน้ำ เพื่อหากินอาหารที่จับและจิกกินตามผิวน้ำ อาหารได้แก่สัตว์น้ำเล็ก ๆ รวมทั้งแมลงต่าง ๆ[14] และพืชน้ำบางชนิดบางส่วน[10]เช่น เมล็ดพืช ราก[15] สามารถว่ายน้ำได้คล่อง[12] และบินได้ไกลในการอพยพ แต่ในแหล่งน้ำมักบินไม่นานเพื่อหลบหนี เป็นนกที่ไม่ได้พบเห็นโดยทั่วไป ในฤดูหนาวอาจรวมเป็นกลุ่มได้ถึง 50–100 ตัว[15]

เสียงร้อง "มี-อู่ย" หรือ "แจว-แจว"[11][16][15]

การผสมพันธุ์และทำรัง[แก้]

ผสมในช่วงเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม นกอีแจวตัวเมียเป็นฝ่ายเกี้ยวพาราสี[10] โดยเมื่อเลือกคู่แล้ว นกตัวเมียเดินหาจุดที่เหมาะสมในการรับน้ำหนักนกสองตัว โดยยืนก้มหัวและยกก้นขึ้น นกตัวผู้จะร่อนลงบนหลังของตัวเมียและกระพือปีกในการทรงตัวขณะผสมพันธุ์[16][17]

นกอีแจวตัวเมียหลังจากเลือกคู่และผสมพันธุ์แล้วจะหาที่วางไข่ ตัวเมียเป็นฝ่ายทำรังแบบง่าย ๆ ส่วนมากใช้จอกหูหนู และพืชจำพวกสาหร่ายมากองรวมกันอย่างลวก ๆ บนแพจอกหูหนู หรือพืชลอยน้ำ วางไข่ครอกละประมาณ 3–4 ฟอง[10] ไข่สีเขียวสนิมทองแดง (เขียวอมฟ้า) แกมจุดดำน้ำตาล บางครั้งอาจพบไข่บางใบมีสีฟ้าน้ำทะเล[18][19] การวางไข่ของตัวเมียแต่ละฟองห่างกันประมาณ 24 ชั่วโมง จากนั้นเมื่อครบ 4 ฟอง ตัวเมียปล่อยให้นกอีแจวตัวผู้ซึ่งมีรูปร่างขนาดที่เล็กกว่ารับภาระฟักไข่และเลี้ยงลูกตามลำพัง ส่วนตัวเมียจะไปจับคู่ใหม่ ซึ่งอาจมีการจับคู่ตัวผู้ถึง 4–10 ตัวในช่วงเวลาฤดูผสมพันธุ์หนึ่ง ๆ [10] (เรียก polyandry)

ในปากีสถาน นกตัวเมียจับคู่ 2 ครั้ง[20] ในประเทศไทยพบว่านกตัวเมียใช้เวลา 17–21 วันในการจับคู่วางไข่ครั้งต่อไป[21] ในประเทศจีนพบว่าตัวเมียใช้เวลา 9–12 วันและจับคู่ตัวผู้ประมาณ 7–10 ตัวในหนึ่งฤดูกาล[22]

พฤติกรรมของนกตัวเมียที่จับคู่กับตัวผู้หลายตัวนี้ยังพบได้ในญาติร่วมวงศ์อย่างนกพริก วงศ์นกคุ่มอืด รวมไปถึงนกในเครือญาตินกชายเลนที่ตัวเมียมีสีสันสวยงามกว่าตัวผู้อย่าง นกโป่งวิด และนกลอยทะเล

การกกไข่[แก้]

ในช่วงสองสามวันแรกของการฟักไข่นกอีแจวตัวเมียอาจช่วยปกป้องรัง และบินไล่นกน้ำอื่น ๆ ที่เข้ามาใกล้เกินไป อาจเกิดการต่อสู้ปกป้องในระยะประชิดรังโดยการหนีบจะงอยปากนกตัวอื่นและโจมตีด้วยปีกทั้งสองข้าง นกอีแจวตัวผู้มักออกหาอาหารในตอนเช้าและตอนเย็น และนั่งกกอยู่ที่รังในช่วงที่ร้อนที่สุดของวัน[23]

นกอีแจวตัวผู้ อาจขยับหรือลากไข่ไปรอบ ๆ โดยกดไข่ด้วยจะงอยปากกับอก หรือระหว่างปีกและลำตัว เมื่อถูกรบกวนนกตัวผู้อาจผลักไข่ให้ลอยน้ำไปยังบนกลุ่มพืชลอยน้ำใกล้เคียง[24] หรืออาจย้ายรังไปที่ใหม่เป็นระยะห่างประมาณ 15 เมตร[25] บางครั้งนกตัวผู้อาจแสดงอาการปีกหักหรือวิ่งหนีในระยะที่ีห่างจากรังเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของผู้ล่า

มีระยะเวลาฟักไข่ 22–28 วัน ไข่อาจตกเป็นเหยื่อของนกกระสา และลูกนกถูกล่าโดยนกอื่นเช่น เหยี่ยวขาว[26]

ลูกนกมีขนสีเหลืองอ่อนประกอบลายพรางคล้ายลูกไก่ แต่มีขาและตีนที่ใหญ่โต เมื่อภัยมาพ่อนกจะส่งเสียงร้อง แจ๊ว ๆ แจว ๆ เพื่อให้ลูกดำน้ำแล้วใช้ปลายปากโผล่สำหรับหายใจได้ยาวนาน

ถิ่นอาศัยและนิเวศวิทยา[แก้]

นกอีแจว (H. chirurgus) มีถิ่นอาศัยตามแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่[10] เช่น บึง หนอง ทะเลสาบ ที่มีพืชน้ำลอยตัวมากพอ[11] ในปากีสถาน[20] เนปาล อินเดียเขตร้อน ศรีลังกา[27] ไปถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พม่า ไทย คาบสมุทรมลายู บอร์เนียวใต้ หมู่เกาะฟิลิปปินส์ จีนตอนใต้ และเกาะไต้หวัน[28][12][16]

นกอีแจวมีถิ่นอาศัยส่วนใหญ่ทับซ้อนกับนกพริก ยกเว้นในศรีลังกาที่พบเฉพาะนกอีแจว

นกอีแจวที่อพยพส่วนมากเป็นประชากรในทางใต้ของจีนและแถบเทือกเขาหิมาลัย และมักอพยพไปยังแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดียตอนใต้ตามลำดับ ในหนานจิงนกอีแจวเริ่มอพยพในเดือนพฤศจิกายนและกลับมาในฤดูร้อนประมาณสัปดาห์ที่สามของเดือนเมษายน นกบางตัวเมื่อมาถึงมีขนชุดนอกฤดูผสมพันธุ์[29] ประชากรนกอีแจวที่อาศัยบนเกาะไต้หวันถูกระบุว่าใกล้สูญพันธุ์ บางครั้งประชากรนกในฤดูร้อนอาจแยกย้ายกันไปหลายทิศทางและมีบันทึกว่าเป็นนกนกพลัดหลงในโซโคตรา[30] กาตาร์ [31] ออสเตรเลียและทางตอนใต้ของญี่ปุ่น นกอีแจวมีแนวโน้มที่จะพบได้ทั่วไปในที่ราบระดับความสูงที่ไม่มาก แต่บางครั้งมีบันทึกว่าพบบนเทือกเขาหิมาลัยในฤดูร้อนที่ความสูง 3,650 เมตร ในแคชเมียร์ และที่ความสูง 3,800 เมตร ในลาหูล (Lahaul)[32][33][34]

ในประเทศไทย[แก้]

นกอีแจวเป็นทั้งนกประจำถิ่นและนกอพยพนอกฤดูผสมพันธุ์[10][35][36] และตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ปี 2535 นกอีแจวเป็นสัตว์คุ้มครองบัญชีรายชื่อ ปี 2546 ในลำดับที่ 838[10][37][38]

ในประเทศไทยพบนกอีแจวในบึงบอระเพ็ด[10][12] ด้วยพฤติกรรมนกตัวเมียหนึ่งตัวจะจับคู่ผสมพันธุ์กับนกตัวผู้หลายตัวในช่วงฤดูผสมพันธุ์ ปล่อยให้พ่อนกต้องฟักไข่และเลี้ยงดูลูกนกตามลำพัง แผงขนคอสีทอง และหางที่ยาวมาก จึงมักเรียกนกอีแจวว่า "ราชินีบึงบอระเพ็ด" หรือ "ราชินีแห่งนกน้ำ"[39][12][40] แหล่งน้ำอื่นที่พบได้แก่ จังหวัดพะเยา จังหวัดเชียงใหม่ ทะเลสาบสงขลา[41] ภาคใต้ตอนล่างเช่น ทะเลน้อยในจังหวัดพัทลุง[42][43]

อ้างอิง[แก้]

  1. แม่แบบ:Url=https://www.iucnredlist.org/details/22693543/0
  2. Viscount Walden, Arthur (1877). "A list of the bird known to inhabit the Philippine Archipelago". Transactions of the Zoological Society of London. 9 (2): 125–252. doi:10.1111/j.1096-3642.1875.tb00238.x.
  3. Whittingham, L.A.; Sheldon, F.H.; Emlen, S.T. (2000). "Molecular phylogeny of jacanas and its implications for morphologic and biogeographic evolution" (PDF). The Auk. 117 (1): 22–32. doi:10.1642/0004-8038(2000)117[0022:MPOJAI]2.0.CO;2.
  4. Hoffmann, Alfred (1950). "Zur Brutbiologie des polyandrischen Wasserfasans Hydrophasianus chirurgus". Scop. Ornithol. Ber. (in German). 2: 119–126.
  5. Sonnerat, Pierre (1776). Voyage à la Nouvelle Guinée : dans lequel on trouve la description des lieux, des observations physiques & morales, & des détails relatifs à l'histoire naturelle dans le regne animal & le regne végétal. Paris: Chez Ruault. pp. 82–84.
  6. Scopoli, Giovanni Antonio (1787). Deliciae florae et faunae Insubricae. Pars II (PDF). p. 92.
  7. Blanford, W.T. (1898). The Fauna of British India. Birds. Volume IV. Calcutta: Taylor and Francis. pp. 219–221.
  8. Baker, E.C. Stuart (1929). The Fauna of British India. Birds. Volume VI (2 ed.). London: Taylor and Francis. pp. 42–43.
  9. Mitchell, P. Chalmers (1905). "On the anatomy of Limicoline birds; with special reference to the correlation of modification". Proceedings of the Zoological Society of London. 2: 155–169.
  10. 10.00 10.01 10.02 10.03 10.04 10.05 10.06 10.07 10.08 10.09 10.10 "ข้อมูลนกบึงบอระเพ็ด". 123.242.166.5.
  11. 11.0 11.1 11.2 11.3 "นกอีแจว Pheasant-tailed Jacana ( Hydrophasianus chirurgus (Scopoli, 1786) )". www.lowernorthernbird.com.
  12. 12.0 12.1 12.2 12.3 12.4 ""อีแจว"ราชินีแห่งนกน้ำ ไอดอล"เรยา"บึงบอระเพ็ด". www.thairath.co.th. 2011-09-13.
  13. Rasmussen, P.C.; Anderton, J. (2005). Birds of South Asia. The Ripley guide. Volume 2. Smithsonian Institution and Lynx edicions. p. 150.
  14. OwYong, Alan (2020-02-17). "Feeding behaviour of Pheasant-tailed Jacana, Hydrophasianus chirurgus". Singapore Bird Group (ภาษาอังกฤษ).
  15. 15.0 15.1 15.2 "Hydrophasianus chirurgus (Scopoli, 1786)". India Biodiversity Portal.
  16. 16.0 16.1 16.2 "นกอีแจว - eBird". ebird.org.
  17. "Pheasant-tailed Jacana Macaulay Library ML714944". macaulaylibrary.org (ภาษาอังกฤษ).
  18. Livesey, T.R. (1921). "Eggs of the Pheasant-tailed Jacana (H. chirurgus)". J. Bombay Nat. Hist. Soc. 27 (4): 954.
  19. Inglis, C.M. (1920). "Abnormal coloured egg of the Pheasant-tailed Jacana (Hydrophasianus chirurgus)". J. Bombay Nat. Hist. Soc. 27 (2): 403.
  20. 20.0 20.1 Khan, Zahid Iqbal; Mughal, Mohammad Shareef (2014-11-03). "The Breeding Biology of Pheasant Tailed Jacana, Hydrophasianus chirurgus in Wetlands of Pakistan". Journal of Bioresource Management (ภาษาอังกฤษ). 1 (2): 5. doi:10.35691/JBM.4102.0010. ISSN 2309-3854.
  21. Thong-aree, Siriporn; Khobkhet, Obas; Lauhachinda, Virayuth; Pong-umpai, Somnuk (1995). "Breeding biology of Pheasant-tailed Jacana Hydrophasianus chirurgus in central Thailand" (PDF). Nat. Hist. Bull. Siam Soc. 43: 289–302.
  22. Hoffmann, Alfred (1949). "Über die Brutpflege des polyandrischen Wasserfasans, Hydrophasianus chirurgus (Scop.)". Zoologische Jahrbücher (ภาษาเยอรมัน). 78: 367–403.
  23. Chen, Te-Chih; Lin, Yao-Sung; Ding, Tzung-Su (2008). "Time Budget of Polyandrous Pheasant-Tailed Jacana (Hydrophasianus chirurgus) during Breeding Season in Taiwan". Taiwania. 53 (2): 107–115. doi:10.6165/tai.2008.53(2).107.
  24. Serrao, J.S; Shekhar, P.B. (1962). "Pheasant-tailed Jacanas at Kalina". Newsletter for Birdwatchers. 2 (1): 4–6.
  25. Hoffmann, Alfred (1950). "Zur Brutbiologie des polyandrischen Wasserfasans Hydrophasianus chirurgus". Scop. Ornithol. Ber. (ภาษาเยอรมัน). 2: 119–126.
  26. Thong-aree, Siriporn; Khobkhet, Obas; Lauhachinda, Virayuth; Pong-umpai, Somnuk (1995). "Breeding biology of Pheasant-tailed Jacana Hydrophasianus chirurgus in central Thailand" (PDF). Nat. Hist. Bull. Siam Soc. 43: 289–302.
  27. Dinesh E. Gabadage, et al (2015). Avifaunal diversity in the peripheral areas of the Maduruoya National Park in Sri Lanka: With conservation and management implications. Journal of Asia-Pacific Biodiversity 08(02):121 - 132.
  28. "Hydrophasianus chirurgus (Pheasant-tailed Jacana) - Avibase". avibase.bsc-eoc.org.
  29. Hoffmann, Alfred (1949). "Über die Brutpflege des polyandrischen Wasserfasans, Hydrophasianus chirurgus (Scop.)". Zoologische Jahrbücher (in German). 78: 367–403.
  30. Demey, Ron, ed. (2005). "Recent report". Bulletin of the African Bird Club. 12 (1): 71.
  31. Balmer, D.; Betton, K., eds. (2006). "Around the region". Sandgrouse. 28 (2): 184–192.
  32. Betterton, F.A. (1947). "The altitudinal limit of the Pheasant-tailed Jacana [Hydrophasianus chirurgus (Scopoli)]". J. Bombay Nat. Hist. Soc. 47 (2): 384.
  33. Ali, Salim; Ripley, S. Dillon (1980). Handbook of the Birds of India and Pakistan. Volume 2. Megapodes to Crab Plover (2 ed.). Oxford University Press. pp. 199–200.
  34. Whistler, Hugh (2008-04-03). "VIII.-The Birds of Lahul, N.W. Himalaya". Ibis (ภาษาอังกฤษ). 67 (1): 152–208. doi:10.1111/j.1474-919X.1925.tb02913.x.
  35. "นกอีแจว Pheasant-tailed Jacana". Birds of Thailand: Siam Avifauna.
  36. "นกอีแจว Pheasant-tailed Jacana – ภาพถ่ายนกทุกชนิดที่พบในประเทศไทย".
  37. "สัตว์ป่าคุ้มครอง - โลกสีเขียว". www.verdantplanet.org.
  38. ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 109 ตอนที่ 15.
  39. "บึงบอระเพ็ด". https://www.bangkokbiznews.com/.
  40. "นก'หลายผัว หลายเมีย'". https://www.posttoday.com สืบค้นเมื่อ 6 พฤษภาคม 2564.
  41. Siriporn Thong-aree, Obas Khobkhet, Virayuth Lauhachinda and Somnuk Pong-umpai. (1995) Breeding Biology of Pheasant-tailed Jacana Hydrophasianus Chirurgus in Central Thailand.
  42. "ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าทะเลน้อย". paro6.dnp.go.th.
  43. "ยินดีต้อนรับสู่จังหวัดพัทลุง www.phatthalung.go.th โดยสำนักงานจังหวัดพัทลุง". www.phatthalung.go.th.