ตำบลน้ำขาว

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ตำบลน้ำขาว มักมีชื่อเรียกสั้น ๆ ว่า บ้านน้ำขาว ซึ่งเป็นอีกตำบลหนึ่งที่ตั้งอยู่ใน อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ตำบลน้ำขาวเป็นตำบลใหญ่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ มีระบบเครือญาติเป็นห่วงเรียงร้อยต่อกันเป็นลูกโซ่ จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง จากครอบครัวหนึ่งไปสู่อีกครอบครัวหนึ่ง และจากบ้านหนึ่ง ไปสู่อีกบ้านหนึ่ง ทุกคนมีอารมณ์ ความรู้สึกลึก ๆ ที่ใกล้เคียงกัน ทั้งด้านความเชื่อ ความศรัทธา วัฒนธรรม ประเพณี

ธรรมชาติบนเขา
ธรรมชาติ

ที่มาของชื่อ ตำบลน้ำขาว[แก้]

น้ำขาวมีผู้ให้ความเป็นมาไว้หลายคน บางคนก็บอกว่ามาจาก น่ำข้าว มาเป็น น้ำขาว บางคนก็บอกว่าเป็นที่ตั้งในที่ลุ่มพอฤดูน้ำหลาก น้ำจะเต็มไปทั้งทุ่ง ซึ่งบ้านตั้งอยู่รายรอบทุ่งน้ำ จึงดูน้ำสีขาวไปหมด จึงได้ตั้งชื่อว่า บ้านน้ำขาว แต่จากการศึกษาการตั้งชื่อบ้านแล้วส่วนมาก จะตั้งชื่อตามสภาพภูมิศาสตร์ หรือต้นไม้ที่ขึ้น จึงมีโอกาสสูงที่บ้านน้ำขาวจะมาจาก สภาพหมู่บ้านที่ตั้งในสภาพที่ลุ่ม พอมีน้ำหลากดูน้ำจะขาวไปหมดจึงได้ชื่อว่าบ้านน้ำขาว (ซึ่งสอดคล้องกับชื่อบ้านน้ำขาวในอำเภอนาทวี)[1]

ประวัติตำบลน้ำขาว[แก้]

คนน้ำขาวมาจากไหน? ... นี่คือคำถามที่พวกเราชาวน้ำขาว น่าจะช่วยกันหาคำตอบ คำบอกเล่าจากคนเฒ่า คนแก่ ศัพท์ภาษาพูด อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ ฯลฯ ล้วนเป็นสื่อที่จะช่วยไขปริศนาดังกล่าวได้... คนน้ำขาวทุกคนน่าจะศึกษาแล้วช่วยกันคิดวิเคราะห์ หาความเป็นไปได้ ทุกคนมีสิทธิที่จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับเว๊บไซด์นี้ สิ่งที่คาดหวังคือ อยากให้มี การเสวนา แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในหมู่ของคนน้ำขาว เพื่อร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ท้องถิ่นให้ลูกหลานของพวกเรา ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนได้มีโอกาส มาเรียนรู้ร่วมกัน สืบไป... อารยะ เทพศรี

สภาพภูมิศาสตร์ของน้ำขาว[แก้]

ตำบลน้ำขาวมีพื้นที่ติดต่อด้วยกันหลายตำบล ทางทิศเหนือติดต่อตำบลแค ทิศใต้จดตำบลนาหมอศรี (อ.นาทวี) ทิศตะวันออกจดตำบลขุนตัดหวายและตำบลแค ทิศตะวันตกจดอำเภอหาดใหญ่และตำบลแค สภาพพื้นที่โดยทั่วไป จะเป็นสภาพพื้นที่ราบลุ่มที่เหมาะแก่การทำนาเป็นส่วนมาก นอกจากนั้นก็จะเป็นพื้นที่ในการทำสวนผลไม้ เช่น เงาะ มังคุด ทุเรียน เป็นต้น (แต่ในอดีตพื้นที่ได้ชื่อว่าดินแดนที่มีส้มจุกที่มีรสดี จนขึ้นชื่อลือนามไปทั้งสงขลา มาในปัจจุบันผลไม้ที่เป็นชื่อเสียงแต่ไม่ถึงกับเด่นดังเหมือนส้มจุกคือมังคุด) ซึ่งตอนนี้ผู้เขียนกำลังศึกษาหาความเป็นมาที่นิยมปลูกส้มจุกของน้ำขาวแต่ยังหารายละเอียดไม่ชัดเจน นอกจากสภาพพื้นที่ของน้ำขาวจะเป็นที่ลุ่มทำนาข้าว สวนทุเรียนแล้วทางด้านทิศตะวันตก ที่เป็นสภาพภูเขาก็มีสวนยางที่เป็นอาชีพหลักของน้ำขาว แต่ทั้งนี้การที่ประชากรมีอาชีพทำสวน ก็อาศัยลำคลองที่ไหลผ่านมาจากเทือกเขาที่กั้นระหว่าง ตำบลน้ำขาว กับ อำเภอหาดใหญ่ ทำให้เกิดที่ไหลผ่าน บ้านคลองแงะ , หัวควน , บ้านคูตีน,บ้านคูหัวนอน , บ้าน้ำขาวใน , บ้านต้นเหรียง ลงคลองอีกสายที่แยกจากบ้านต้นเหรียง จะออกไปสู่บ้านนาหยาม และออกบ้านป่าระไม ตำบลขุนตัดหวาย จึงเป็นสภาพพื้นที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเกษตรกรรมเป็นอย่างยิ่ง จำนวนประชากรในเขต อบต. 3,692 คน และจำนวนหลังคาเรือน 841 หลังคาเรือน[2]

สภาพทางเศรษฐกิจ[แก้]

อาชีพ ทำสวนยางเป็นอาชีพหลัก ประมาณร้อยละ 90 ของพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด ทำนา / ปลูก ไม้ผลประมาณร้อยละ 8 ค้าขาย รับราชการประมาณร้อยละ 2 ของพื้นที่

สภาพทางสังคม[แก้]

ภาพทั่วไปของตำบลน้ำขาว


โรงเรียนประถมศึกษา 2 แห่ง

ศูนย์เด็กก่อนวัยเรียน 1 แห่ง หมู่ที่ 3

โรเรียนชุมชนวัดน้ำขาว ตั้งอยู่หมู่ที่ 6

โรงเรียนบ้านคลองแงะตั้งอยู่หมู่ที่ 11

ศูนย์เด็กก่อนวัยเรียน ตั้งอยู่หมู่ที่ 3

โรงเรียนมัธยมศึกษา _-_ แห่ง

โรงเรียนอาชีวศึกษา _-_ แห่ง

โรงเรียน/ สถาบันชั้นสูง _-_ แห่ง

อ่านหนังสือพิมพ์ประจำหมู่บ้าน/ห้องสมุดประชาชน 5 แห่ง หมู่ที่ 1,2,3,6 และหมู่ที่ 7 [3]

ชื่อบ้านนามเมือง[แก้]

บ้านนาดี[แก้]

หรือบ้านนาหยาม เดิมจริงจากการสัมภาษณ์ สอบถาม ผู้เฒ่าผู้แก่จะได้คำตอบ พอสรุปได้ว่า หมู่บ้านนี้ ชื่อ นาหยาม (เน้นคำว่า หยาม มาจากภาษากลางว่าฤดู) หมายถึงต้องถึงฤดู หรือมีน้ำมาจริง ๆ จึงจะทำนาได้ จึงเรียกว่า บ้านนาหยาม แต่เมื่อทำนาไป ทำให้ผลิตดี จึงเรียกว่า บ้านนาดี จึงยังใช้บ้านนี้ทั้งสองอย่างอยู่

บ้านออกวัด[แก้]

เนื่องจากสภาพบ้านตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของวัดน้ำขาวนอกเลยเรียกหมู่บ้านนี้ว่า บ้านออกวัด

ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ผู้ใหญ่บ้านกั้น ณะนวล

บ้านออกวัดเป็นที่ตั้งของ

- ตลาดนัดวันศุกร์ (ตลาดนัดดั้งเดิม เก่าแก่มีมาแต่โบราณ)

- ตลาดนัดวันอาทิตย์

- วัดน้ำขาวนอก

- ศูนย์เด็กเล็ก อบต.น้ำขาว

- จุดปฏิบัติการเรียนรู้วิทยุชุมชนตำบลน้ำขาว FM88.5MHz

- พิพิธภัณฑ์ชุมชนน้ำขาว

บ้านเกาะแค[แก้]

เนื่องจากบ้านเกาะแคเป็นหมู่บ้านตั้งอยู่ในสภาพทางภูมิศาสตร์เป็นพื้นที่ดอน มีนารายล้อมรอบหมู่บ้าน เมื่อถึงฤดูน้ำหลากจะดูเหมือนกับหมู่บ้านเป็นเกาะ และภายในหมู่บ้านก็อาศัยมีต้นไม้คือ ต้นแค เป็นไม้ใหญ่ในหมู่บ้าน จึงได้ชื่อว่า บ้านเกาะแค

บ้านต้นเหรียง[แก้]

เนื่องจากหมู่บ้านนี้มีไม้ใหญ่ที่เป็นสัญลักษณ์ของหมู่บ้าน คือ ต้นเหรียง

น้ำขาวกลาง[แก้]

หมู่ที่ 5 (มาจากลักษณะพื้นที่ที่อยู่จุดกลางตำบล ซึ่งมาเติมคำว่ากลางเอาทีหลังเพื่อกันความผิดพลาด) น้ำขาวกลาง หมู่ที่ 5 เป็นหมู่บ้านที่เกิดขึ้นมายาวนานในยุคบุกเบิกตำบลน้ำขาว พื้นที่เป็นที่ราบลุ่มทุ่งนา ทิศเหนือจดหมู่ที่ 5 ตำบลแค สมัยก่อนอาณาเขตคลุมไปถึงบ้านแม่เหวียนทั้งหมด ตอนหลังได้แยกออกเป็นหมู่ที่ 6 เนื่องจากในสมัยก่อน หมู่ที่ 5 เป็นป่ารกทึบเป็นทางเสื่อผ่าน เป็นจุดชุมนุมโจรในยุคนั้น ในสมัยก่อนผู้นำท้องถิ่นจะเป็นที่นับหน้าถือตาของชาวบ้านทั่วไป เป็นที่พึ่งของผู้ตกทุกข์ได้เข้ามาพึ่งพิงอาศัยโดยเฉพาะโจรลักวัว มักจะมาลงเอยกันที่หมู่ 5 เพราะมีพื้นที่เป็นเกาะกลางทุ่งนา เหมาะสมแก่การหลบซ่อนผูกวัวก่อนที่จะเข้าโรงฆ่า (งานแต่ง,งานศพ) และในประวัติศาสตร์ของ นายกลั่น นิลมณี ผู้ใหญ่บ้านคนแรกได้บันทึกไว้บางตอนว่า นาหมู่ 5 คือ ที่นาชายค่าย (ปัจจุบันมีเจ้าของซึ่งอยู่กระจายอยู่ทุกหมู่บ้าน ของตำบลน้ำขาว จึงสันนิษฐานว่าในสมัยก่อนคนน้ำขาว น่าจะแตกกอไปจากส่วนกลางของตำบลนั่นเอง) ทำไมจึงเรียกชายค่าย ในสมัยญี่ปุ่นขึ้น ทหารญี่ปุ่นจะมาตั้งฐานทัพชั่วคราว (จุดพัก) ก่อนเข้าโจมตีมาเลเซีย เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามก็เลยทิ้งร่องรอยไว้ต่อมากลายเป็นจุดพักเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้ามาจับร้าย ซึ่งมักจะหลบซ่อนอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ 5 เลยกลายเป็นชื่อทุ่งชายค่ายมาจนถึงทุกวันนี้... โดย: สมจิตร คงสุขแก้ว

บ้านคูตีน[แก้]

จากการสอบถามมีคูที่ใช้ทดน้ำเข้านา โดยน้ำมาจากคลองคู เลียบริมบ้านเพื่อใช้น้ำจากคูนำไปใช้ทางการเกษตรเพื่อไปทำนา เดิมเป็นคูค่ายสมัยญี่ปุ่นขึ้นที่สงขลาเพื่อไปยึดพม่าซึ่งเป็นนิคมของอังกฤษ มีร่องรอยเหลืออยู่บ้างส่วนทิศเหนือหมู่บ้าน ปู ยา ตา ยาย ซึ่งเคยเล่าให้ฟัง เลยเรียกบ้านคู เนื่องจากอยู่ทางทิศเหนือภาษาถิ่นเลยเรียกว่า บ้านคูตีน หรือคนเฒ่าสมัยก่อนเรียกว่าบ้านคูค่าย ===ประเพณีของบ้านคูตีน

         ๑.การไหว้ทวดต้นดู่

อาชีพหลักของชาวบ้านคูตีน[แก้]

 ๑.การทำสวนยาง
 ๒.การทำนา
  บางส่วน ประกอบอาชีพรับราชการ งานบริษัทและประกอบธุรกิจส่วนตัว ซึ่งเป็นส่วนน้อย

บ้านคูหัวนอน[แก้]

สภาพภูมิศาสตร์ตั้ง หมู่บ้านโดยมีคูน้ำไหลผ่าน เนื่องจากตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ ภาษาถิ่นเลยเรียก บ้านคูหัวนอน

บ้านคูย่างควาย[แก้]

อยู่ในหมู่บ้านท่าคู หมู่ที่ 8 ตำบลน้ำขาว สาเหตุที่ชื่อบ้านนี้ว่าคูย่างควาย เพราะในสมัยก่อนนั้น เมื่อเกิดโรคระบาดขึ้นกับสัตว์เลี้ยง สัตว์เลี้ยงตายกันไปหมดทั้งบ้าน ทั้งตำบล หรือทั้งอำเภอ เพราะในสมัยนั้นไม่มียาวัคซีนที่จะป้องกันโรค และเวลาสัตว์เกิดโรคขึ้นแล้วยาบำบัดไม่มี สัตวแพทย์ไม่มี ชาวบ้านคนมุสลิม บ้านท่าคู หมู่ที่ 4 มีภูมิปัญญาที่ดี เมื่อควายเกิดโรคขึ้น เนื่องจากฝนตกหนักหรือภูมิอากาศหนาวจัด เพื่อป้องกันความหนาว ใช้ไม้เรียบเข้าที่ปากคูแห้ง ๆ ต้อนฝูงควายขึ้นไปบนสะพานที่ปูด้วยไม้ แล้วสุมไฟเข้าไปในคูที่มีควายอยู่ข้างบน เพราะจะทำร้านทำแคร่ย่างควายทั้งฝูงย่อมทำไม่ได้ จึงใช้คูเรียบไม้ สำหรับย่างควาย ควายอบอุ่นตลอดฤดูหนาว โรคระบาดไม่เกิดทั้งที่ตำบลใกล้เคียง เช่น นาหมอศรี บ้านคูแค ขุนตัดหวาย ควายถูกโรคระบาดเช่นกัน... โดย: เทียบ แก้วมหากาฬ


บ้านหัวควน[แก้]

เกิดจากสภาพภูมิศาสตร์ของบ้านตั้งริมควนภาษา ท้องถิ่นเลยเรียก บ้านหัวควน รู้เรื่องบ้านหัวควนโดยละเอียด ต้องสอบถาม ตาญาน ชายพรม

ศาลเจ้าแม่ตะเคียนทอง เจ้าแม่ตะเคียนทอง.jpeg

ตำนานเล่าขานจากขุนเขา และสายน้ำคลองคู

“ศาลเจ้าแม่ตะเคียนทอง” ... บนพื้นที่เล็ก ๆ ริมฝั่งสายน้ำคลองคู หมู่ที่ ๑๑ ต.น้ำขาว อ.จะนะ จ.สงขลา ใกล้กับทางขึ้นเจดีย์ ควนธง ของนายวิชชา ทองเพชร ในขณะที่กำลังก่อสร้างเป็นสถานที่พักคนงาน คืนหนึ่งกลางเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ นายชม ขาวทอง คนงานก่อสร้างกำลังนอนหลับ บริวารของเจ้าแม่ตะเคียนทองมาเข้าฝันและบอกว่า “เจ้าแม่ตะเคียนทองอยู่ที่นี่มานานไม่มีใครรู้ อยากกินไก่ ๓ ตัว เหล้าขาว ๒ ขวด บุหรี่ ๓ มวน” พอตื่นเช้าขึ้นมานายชม ขาวทองก็ไปทำงานเหมือนทุกวัน ไม่ได้บอกเล่าความฝันให้กับผู้ใดรับฟังเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องปกติของความฝัน อยู่มา ๓ วัน นายชมเริ่มมีอาการเจ็บปวดในร่างกายโดยไม่มีสาเหตุ ไปหาหมอรักษาตรวจเช็คร่างกายและกินยา อาการก็ไม่ดีขึ้น ซ้ำร้ายเพื่อนคนงานก่อสร้างผู้ชายอีกหลายที่พักอยู่ด้วยกัน ก็กลับเกิดมีอาการเจ็บปวดในร่างกายเหมือนกับนายชมทุกประการ ทุกคนต่างพากันไปหาหมอและรักษาอย่างไรอาการก็ยังไม่ดีขึ้น...

ต่อมาภรรยาของนายชม ได้ติดต่อและบอกเล่าถึงอาการของสามีให้พี่สาวซึ่งเป็นร่างทรง ที่อยู่ จังหวัดนครสวรรค์ ได้เข้าทรงดู และได้บอกกลับมาว่า ณ บริเวณที่พักริมคลองคูสถานที่ทำงานมีของดีคอยรักษาอยู่ ถ้าได้นำของเซ่นไหว้ไปให้ตามคำขอ ทุกคนจะหายเป็นปกติดี....นายชมและภรรยาจึงนำเรื่องดังกล่าวไปเล่าให้นายวิชชา ทองเพชร เจ้าของที่ดินได้รับทราบในทันที...

รุ่งขึ้นอีกวันนายวิชชา ทองเพชร ได้ชวนนายเอิด นางลออ ไปให้ร่างทรงของทวดที่วัดถ้ำตลอด อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ช่วยตรวจดู ร่างทรงของทวดที่วัดถ้ำตลอดก็บอกเหมือนกันกับร่างทรงของพี่สาวภรรยานายชมจาก จ.นครสวรรค์ และได้แนะนำนายวิชชา ทองเพชร ว่า ให้นำขอนไม้ตะเคียนทองขนาดใหญ่ที่ฝังอยู่ในสายน้ำคลองคูมาเป็นเวลานานขึ้นมาบนฝั่งเสีย เพราะเจ้าแม่อยากขึ้นมาอยู่บนฝั่ง...

เมื่อกลับมาถึงบ้านนายวิชชา ได้ให้คนงานทั้งหมด นำของไปเซ่นไหว้ตามที่ขอ ตามคำบอกเล่าในความฝันของนายชม หลังจากนั้นนายชมและเพื่อนคนงานทุกคนก็หายเป็นปลิดทิ้งเป็นที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก ตกค่ำคนงานทุกคนนอนหลับฝันเห็นมีผู้หญิงแต่งกายสวมชุดไทย นำบริวารมาเยอะ มาบอกขอบคุณที่ได้นำของเซ่นไหว้มาให้ได้กินกันจนอิ่ม...

วันพฤหัสบดีขึ้น ๑๓ เดือน ๖ ตรงกับวันที่ ๓ เดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ นายวิชชา ทองเพชรได้ไปเชิญร่างทรงของทวดจากวัดถ้ำตลอด อ.สะบ้าย้อย มาทำพิธีอัญเชิญเจ้าแม่ตะเคียนทองที่สิงสถิตย์อยู่กับขอนไม้ตะเคียนทองขนาดใหญ่ให้ขึ้นมาจากลำคลอง และได้มาวางไว้ ณ ตรงสถานที่ที่เห็นว่าเหมาะสม ควรค่าแก่การรำลึกสักการะของผู้คนที่เคารพศรัทธาตลอดไป...

บ้านคลองแงะ[แก้]

มีผู้ให้คำตอบไว้ว่ามาจากลำคลองที่แยกจากกัน โดยใช้ภาษาถิ่นเรียกว่า แงะ เช่น เรียกแงะไม้ เมื่อตั้งชื่อบ้านก็เลยเอาตามชื่อคลองที่แตกแงะจากกัน เป็น บ้านคลองแงะ [4]

บุคคลสำคัญ[แก้]

1. หลวงพ่อพรหม

2. พ่อท่านแสง

ประเพณีวัฒนธรรม[แก้]

1. การไหว้เทวดา เป็นประเพณีที่มีมานานในบ้านหัวควน

การสร้างความเข้มแข็งไห้ชุมชน[แก้]

1.ธนาคารหมู่บ้าน (กลุ่มสัจจะ)นายเจริญ หนูแก้ว ประธานกลุ่ม (และเป็นสมาชิก อสม.)

นันทนาการพื้นบ้าน[แก้]

นันทนาการพื้นบ้านของคนน้ำขาวที่มีในสมัยก่อนซึ่งเป็นการละเล่นที่กำลังสูญหายไปตามกาลเวลา ความนิยม และการก้าวมาอย่างรวดเร็วของ ของเล่นยุคไฮเทค เป็นการเร่งให้เยาวชนรุ่นหลัง ๆ ลืมเลือนการละเล่นที่บ่งบอกถึงความเป็นเอกลักษณ์ความเป็นชาติพันธุ์ของตนเอง การละเล่น มี

1.โลกยะแล่

2.ม้าหลังแดง

3.กุโบริ

4.โจรลักวัว

5.ทอยราว

6.เตย

7.ลูกกาไหว

8.ยับโหยง [5]

วัฒนธรรม[แก้]

วัฒนธรรม ที่เห็นได้ชัดเจนของคนน้ำขาวและกำลังสาบสูญ คือ

การตำข้าวเม่า พอหมดฤดูการทำนา เหลือข้าวเขียวในนาก็มาช่วยกันเก็บข้าวที่เหลือในนาซึ่งอาจจะสุกไม่ทันเพื่อนนำมาทิ่มตำเพื่อเป็นอาหารเสริมของคนในสมัยนั้น จะใช้เวลาในช่วง ค่ำ ซึ่งเป็นเวลาที่ว่างเว้นจากภารกิจต่าง ๆ แล้วในการทิ่มข้าวเม่า

การแกงใบนมหวันกับเนื้อ เป็นวิถีชีวิต ที่มีที่เดียวคือที่น้ำขาว ที่มีการแกงเนื้อกับใบนมหวัน ซึ่งเราน่าจะช่วยกันฟื้นฟู และอนุรักษ์ให้เป็นเอกลักษณ์ของตำบลน้ำขาว (เพราะมันอร่อยมากๆ)

แกงบอร์เตาะ เป็นแกงที่บ่งบอกได้ถึงหลาย ๆ อย่างในแกงนี้ เช่น การอนุรักษ์ธรรมชาติ การประหยัด วิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย การใช้สมดุลทางธรรมชาติ เป็นการนำเอาปลาที่ได้จากการดักไซ ซึ่งกว่าจะไปเก็บในตอนเช้าอาจจะพอง หรือเหลือจากที่ปูกินในตอนกลางคืน ส่วนใหญ่จะเน้นปลาช่อนตัวโต ๆ นำมาแกงกับใบยอเป็นการไม่สูญเปล่าของชีวิตที่เสียไป (ภาษาบ้านเราว่า ดายของ)

นอกจากที่เขียนมาแล้วก็จะเห็นเหมือนกับวัฒนธรรมบ้านอื่น ไม่ว่า การทำขนมจีน หรือแม้แต่การแต่งเปรตเดือนสิบ การใช้วัตถุการตกแต่งก็มีเหมือนกันหลายบ้าน [6]


ประเพณี[แก้]

ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวน้ำขาว ที่ยังคงมีหลงเหลืออยู่และบางอย่างกำลังสูญหายไป ก็ฝากความหวังไว้กับคนรุ่นต่อ ๆ ไป

วันว่าง จะมีขึ้นในเดือนห้า เป็นการรวมญาติครั้งยิ่งใหญ่อีกงานหนึ่ง ไม่ว่าจะทำงานที่ไหน ทุกคนจะต้องกลับมายังบ้านเกิดของตน เพื่อมาร่วมกันทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว เป็นวันที่แสดงออกซึ่งความกตัญญู ไม่ว่าจะมีภารกิจที่ยุ่งยากขนานไหนทุกคนก็ต้องพยายามปลีกเวลามาให้ได้

แห่เทียนหัวสา เป็นประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษาซึ่งอาจจะเหมือน ๆ กับหมู่บ้านอื่น

อาบน้ำพระ จะมีในช่วงเดือนเมษายน (เดือนห้า) อากาศร้อน จึงมีประเพณีรดน้ำดำหัว ขอพรผู้ใหญ่และอาบน้ำพระ

ขึ้นเปล ทำขวัญเด็กแรกเกิด เป็นประเพณีที่ทำขึ้นมาเพื่อต้อนรับสมาชิกใหม่ของครอบครัว เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านในการสร้างครอบครัวที่เข้มแข็ง ซึ่งกำลังมีการรณรงค์อยู่ในยุคปัจจุบันนี้

ประเพณีแต่งงาน เป็นการสร้างครอบครัวใหม่ ซึ่งมีขั้นตอนในการทำพิธีมากมาย เช่น

1.การซัดน้ำบ่าว-สาว

2.รับขวัญตีนม่าน

3.เฉียงพร้าว ฯลฯ


ก่อนตาย จำเริญอายุ เป็นการต่ออายุให้ผู้กำลังใกล้จะตาย หรือเป็นการชี้แนะให้ผู้ที่กำลังจะตายไปในทางที่ดี พ้นจากความทรมานหรือทำให้ทรมานน้อยลง

ประเพณีช่วยงาน ซึ่งเมื่อมีงานต่าง ๆ ขึ้นมาในหมู่บ้าน ก็จะมีการแบ่งงานกันทำ เช่น

1.คนหาบน้ำ

2.คนเชือดเนื้อ

3.คนขูดพร้าว

4.นายเตา

ทุกงานมีหัวหน้า เมื่อเวลาขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใด จะเรียกเอาแต่หัวหน้างานซึ่งจะเป็นผู้รับผิดชอบในงานนั้น ๆ [7] [8]

ป้ายแกงเวร[แก้]

ตราตำบลน้ำขาว

“ป้ายแกงเวร ภูมิปัญญาของคนน้ำขาวที่เหลือไว้แต่ความทรงจำ" ป้ายแกงเวรคือ การมอบหมายความรับผิดชอบในการดูแลเรื่องอาหาร โดยเฉพาะแกงหนึ่งหม้อควงเขียวต่อหนึ่งครัว สำหรับเลี้ยงพระของแต่ละหมู่บ้านขึ้น โดยแบ่งให้รับผิดชอบกันเป็นวัน ๆ เช่นวันจันทร์หมู่บ้านใดรับผิดชอบ หมู่บ้านนั้นก็จำต้องมาแบ่งเวรย่อยกันอีกเป็นกลุ่ม ๆ ภายในหมู่บ้านของตนเอง อาจจะกลุ่มละ 2-3 ครอบครัวต่อครั้ง ก็แล้วแต่จะตกลงกัน พอวันจันทร์ถัดไปก็หมุนเวียนภารกิจ ดังกล่าวกันไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็จะกลับมาครบรอบใหม่อีกครั้งหนึ่ง หมุนเวียนสลับกันไปตลอดไม่มีการหยุด หากหยุดหรือเกิดลืมวันใด วันนั้น “พระต้องอด” ด้วยข้อกำหนด ข้อตกลงที่เกิดจากความยึดมั่น เชื่อมั่นในหลักการของพระพุทธศาสนาดังกล่าว ของคนน้ำขาวที่ “กลัวพระจะไม่ได้ฉัน” นี้เอง ป้ายแกงเวรจึงเกิดขึ้นเพื่อเป็นสารแทนจดหมายเป็นสื่อแทนคำบอกกล่าว กันลืม ! จากครอบครัวหนึ่ง สู่อีกครอบครัวหนึ่ง เป็นบ่วงคล้องเกี่ยวต่อเนื่องกันไปเป็นวงกลม ในบ่วงดังกล่าวจะแฝงความศรัทธา ในพระพุทธศาสนา สัจจะ ต่อข้อตกลงและความรับผิดชอบ ความสามัคคี ในหมู่คณะไว้ด้วยอย่างแนบแน่น ด้วยกุศลโลบายที่แฝงไปด้วยความละเอียดอ่อน ลุ่มลึก มองเห็นทะลุถึงบาปและบุญที่เป็นรูปธรรมเพียงวันเดียว ไม่ต้องรอถึงชาติหน้าตอนบ่าย ๆ “ ใครลืมแกงเวร ทั้ง ๆ ที่ป้ายแขวนอยู่หน้าบ้าน บาปที่เชื่อว่ามีจริง ก็จะปรากฏให้เห็นในพริบตา คำติฉินนินทา ความเชื่อถือจากเพื่อนบ้าน ก็จะหมดไปในบัดดล ทุกคนจึงถือว่าป้ายแกงเวร คือ สัญลักษณ์หรือใบบอกบุญที่ใครจะมาละเมิดหาได้ไม” ป้ายแกงเวร จึงเป็นภูมิปัญญาที่คนน้ำขาวรวมกันสร้างขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือสื่อสารทางใจ สู่กันและกัน ป้ายแกงเวร คือ E-mail Address ของคนรุ่นก่อนที่คิดค้นขึ้น เพราะกลัวพระจะไม่ได้ฉัน ซึ่งคนน้ำขาวรุ่นใหม่ไม่มีโอกาสได้สัมผัสอย่างแท้จริง ปัจจุบัน ป้ายแกงเวร ถูกแขวนไว้อย่างโดดเดี่ยว ไม่มีใครรู้ที่มา และความหมาย อันเป็นในสำคัญทางเทือกเถาเหล่าก่อที่แท้จริงของคนน้ำขาว โลกของการสื่อสารไร้พรมแดน โลกของการบริโภคทรัพยากรอย่างบ้าคลั้ง โลกของการเอารัดเอาเปรียบ โลกของเล่หลี่ยมคนโกง ที่เราเรียกว่า “ระบบไฮเทค” เทียบไม่ได้กับไม้กระดานแผ่นเดียว คือ “ป้ายแกงเวร” ของคนน้ำขาว ที่ถูกสร้างขึ้นเพียงเพื่อวัตถุประสงค์ซื่อ ๆ ตรงไปตรงมา กลัวพระจะไม่ได้ฉันท์ แต่กลับแฝงไว้ด้วยพลังของความศรัทธา สัจจะที่แท้จริงและความสามัคคีในหมู่คณะที่ยั่งยืน ที่โอบอุ้มชุมชนน้ำขาวให้เป็นชุมชนที่แข็มแข็งมาจนถึงปัจจุบัน

โดย: อารยะ เทพศรี

ป้ายแกงเวรแผ่นนี้ตอนนี้แสดงอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์ชุมชนน้ำขาว

โบราณสถานเจดีย์ควนธง[แก้]

สืบสานตำนานควนธง.jpeg


ในรัชสมัยพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ราวปี พ.ศ. 2439 เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ข้าหลวงเมืองสงขลา มณฑลนครศรีธรรมราช ต้องการก่อสร้างเจดีย์บนภูเขา ซึ่งสามารถมองเห็นโดดเด่นและสง่าเพื่อบรรจุพระบรมธาตุ ที่ได้รับมาจากลังกา ได้สั่งการให้ข้าราชบริพาร ออกทำการสำรวจ จนกระทั่งได้พบควนธงในพื้นที่อำเภอจะนะ ซึ่งเป็นทำเลที่เหมาะสมมากที่สุด จึงได้ปักธงช้างเผือกและธงธรรมจักร ไว้เป็นหลักฐานสำคัญ หนึ่งเดือนต่อมา นายคง ผู้นำชาวบ้านน้ำขาวพร้อมด้วยลูกบ้านได้ร่วมมือร่วมใจกันทำการก่อสร้างเจดีย์แบบลังกา ทรงกลมฐานสี่เหลี่ยมจุตรัส ขนาดยาวด้านละ 5 วา ตัวองค์เจดีย์ฐานทรงกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 8 เมตร (4 วา) มีความสูงจากฐานถึงยอดเจดีย์ 12 เมตร (6 วา) บรรจุพระบรมธาตุไว้ในส่วนกลางขององค์เจดีย์ โดยแบ่งพลพรรคออกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มแรก อยู่พื้นราบใกล้คลองคู มีหน้าที่ทำอิฐ

กลุ่มที่สอง เดินขึ้นลงทำหน้าที่รับส่งของ ระหว่างกลุ่มแรกกับกลุ่มที่สาม

กลุ่มที่สาม เดินขึ้นลงทำหน้าที่รับส่งของ ระหว่างกลุ่มที่สองกับกลุ่มที่สี่

กลุ่มที่สี่ อยู่บนยอดควนธง มีหน้าที่อ่านแปลน และทำการก่อสร้างเจดีย์ควนธงจนแล้วเสร็จ ใช้เวลาในการก่อสร้าง 2 เดือนเศษ

ได้มีการจัดฉลองสมโภชน์เจดีย์ควนธง 7 วัน 7 คืน มีหนัง โนรา แสดงครบ 7 คืน และมีการสวดชัยมงคลคาถา เพื่อเป็นศิริมงคลของเจดีย์ควบคู่กันไปด้วยครบ 7 วัน 7 คืน ตรงกับกลางเดือนสามของปี ชาวบ้านน้ำขาว ได้พากันขึ้นไปกราบนมัสการเจดีย์ควนธง ในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 5 เป็นประจำทุกปี พร้อมกับนิมนต์พระสงฆ์ เพื่อทำประทักษิณา และมีการเลี้ยงพระ (ถวายภัตตาหารเพล) [9] [10] [11]

อ้างอิง[แก้]