ตะคริว

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ระวังสับสนกับ การชัก
ตะคริว
(Cramp)
บัญชีจำแนกและลิงก์ไปภายนอก
ICD-10R25.2
ICD-9729.82
DiseasesDB3151
MedlinePlus003193
MeSHD009120

ตะคริว (อังกฤษ: cramp) เป็นการหดเกร็งของกล้ามเนื้อโดยไม่ตั้งใจและไม่คลายตัวออกตามปกติ มักเป็นตามแขนและขา แม้ปกติจะเป็นชั่วคราวและไม่เป็นอันตราย แต่ก็อาจทำให้เจ็บปวดทรมาน ทำให้กล้ามเนื้อที่เป็นปัญหาขยับไม่ได้เหมือนกับเป็นอัมพาต หากเกิดขึ้นระหว่างขับรถหรือว่ายน้ำ อาจก่ออุบัติเหตุและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ปกติจะเริ่มอย่างกะทันหัน เป็นไม่กี่นาที แต่ก็อาจนานเป็นวินาที ๆ นาที ๆ หรือชั่วโมง ๆ อาจเกิดที่กล้ามเนื้อโครงร่างหรือกล้ามเนื้อเรียบ ตะคริวที่กล้ามเนื้อโครงร่างอาจมีเหตุจากความล้าหรือขาดอิเล็กโทรไลต์ เช่น โซเดียม โพแทสเซียม หรือแมกนีเซียม ดังในนักกีฬาที่ออกกำลังหนักหรือมากเกินไป ตะคริวที่กล้ามเนื้อเรียบอาจเกิดเพราะมีประจำเดือนหรือกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ ตะคริวขาตอนกลางคืนมักเกิดกับผู้สูงอายุหรือหญิงมีครรภ์

พยาธิสรีรวิทยา[แก้]

ภาพกล้ามเนื้อโครงร่าง เส้นใยฝอยกล้ามเนื้อ (myofibrils) อยู่ข้างบนขวา ส่วน sarcoplasmic reticulum อยู่ที่ด้านล่าง

การหดเกร็งกล้ามเนื้อปกติเริ่มจากกระแสประสาทที่ส่งมาจากสมองผ่านเซลล์ประสาทในระหว่าง ๆ ไปถึงกลุ่มเซลล์ในกล้ามเนื้อ ทำให้เซลล์ปล่อยไอออนแคลเซียมจาก sarcoplasmic reticulum (SR) ซึ่งเป็นหน่วยเก็บแคลเซียม แคลเซียมก็จะทำให้เส้นใยฝอยกล้ามเนื้อ (myofibrils) หดเกร็งโดยใช้พลังงานจากอะดีโนซีนไตรฟอสเฟต (ATP) ในขณะเดียวกัน SR ก็จะดูดแคลเซียมคืนผ่านปัมพ์แคลเซียมแบบเร็ว (sodium-calcium exchanger) เซลล์แต่และตัวในกล้ามเนื้อจะหดเกร็งอย่างสมบูรณ์ ดังนั้น การหดเกร็งโดยรวมจะแรงกว่าถ้ากล้ามเนื้อทั้งหมดหดเกร็ง ซึ่งต้องอาศัยกระแสประสาทมากกว่าและการทำงานของกลุ่มเซลล์อื่น ๆ ในกล้ามเนื้อ เมื่อกระแสประสาทหยุดลง แคลเซียมก็จะหยุดไหลออกจาก SR แล้วกล้ามเนื้อก็จะคลายตัว

ปัมพ์แคลเซียมแบบเร็วทำงานโดยอาศัยเกรเดียนต์ของโซเดียมคือโซเดียมจะไหลออกจาก SR โดยแลกเปลี่ยนกับแคลเซียมที่ไหลกลับเข้า SR และปัมพ์โซเดียม-โพแทสเซียมจะเป็นตัวรักษาเกรเดียนต์ของโซเดียม การขาดโซเดียมจะทำให้เกรเดียนต์ของโซเดียมแรงไม่พอให้ทำงานเป็นปัมพ์แคลเซียม ดังนั้น ไอออนแคลเซียมก็จะคงอยู่ในเส้นใยฝอยกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อไม่คลายตัวและทำให้เป็นตะคริว แต่ในที่สุดตะคริวก็จะคลายลงอาศัยปัมพ์แคลเซียมแบบช้า (plasma membrane Ca2+ ATPase) ซึ่งได้พลังงานมาจาก ATP ไม่ใช่จากเกรเดียนต์ของโซเดียม และปัมพ์แคลเซียมกลับเข้าไปในหน่วยเก็บ[ต้องการอ้างอิง]

ตะคริวก็สามารถเกิดด้วยถ้ากล้ามเนื้อไม่คลายตัวเพราะใยไมโอซิน (myosin fiber) ไม่หลุดออกจากใยแอกติน (actin filament) อย่างสิ้นเชิง ในกล้ามเนื้อโครงร่าง ระดับ ATP ต้องมากพอเพื่อให้ส่วนปลายของใยไมโอซินเข้าต่อกับใยแอกติน หรือหลุดออกจากใยแอกติน ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อหดตัวหรือคลายตัว ถ้า ATP ไม่พอ ส่วนปลายของใยไมโอซินก็จะคงยึดอยู่กับใยแอกติน ดังนั้น กล้ามเนื้อจึงต้องใช้เวลาสร้าง ATP ขึ้นมาใหม่ก่อนที่ใยไมโอซินจะหลุดออกจากใยแอกตินแล้วทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวได้

การวินิจฉัยแยกโรค[แก้]

เหตุให้เป็นตะคริวรวมทั้ง[1] การคู้เกิน/การงอเกิน อวัยวะขาดออกซิเจน (hypoxia) อุณหภูมิเปลี่ยนเร็วเกิน ขาดน้ำ หรือภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ อาจเป็นอาการหรือภาวะแทรกซ้อนของการตั้งครรภ์, โรคไต, โรคไทรอยด์, ภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำ, ภาวะแมกนีเซียมในเลือดต่ำ, ภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ, restless legs syndrome, หลอดเลือดดำขอด[2] และโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง[3]

ตั้งแต่ปี 1965 หรือก่อนหน้านั้น นักวิจัยได้สังเกตว่า ตะคริวที่ขาและ restless legs syndrome อาจมีเหตุจากมีอิซูลินมากเกิน ซึ่งบางครั้งเรียกว่า ภาวะอินซูลินในเลือดเกิน[4]

ตะคริวกล้ามเนื้อโครงร่าง[แก้]

ปกติกล้ามเนื้อโครงร่างจะอยู่ในอำนาจจิตใจ กล้ามเนื้อโครงร่างที่เป็นตะคริวบ่อยที่สุดก็คือน่อง ต้นขา และอุ้งเท้า ซึ่งมักเกิดเมื่อออกแรงมากและอาจเจ็บมาก แต่ก็สามารถเกิดเมื่ออยู่เฉย ๆ สบาย ๆ คนที่มีประมาณ 40% จะรู้สึกเจ็บกล้ามเนื้อมาก อาจใช้การอวัยวะนั้นไม่ได้ และอาจเจ็บหลายวันกว่าจะหาย

ตระคริวขาตอนกลางคืน[แก้]

ตระคริวขาตอนกลางคืนที่ไม่ได้อยู่ในอำนาจจิตใจจะเกิดที่น่อง ฝ่าเท้า หรือกล้ามเนื้ออื่น ๆ ตอนกลางคืน หรือเมื่อกำลังพักผ่อนอยู่แม้จะเกิดน้อยกว่า อาจเป็นชั่วครู่จนถึงหลายนาที แต่อาจยังเจ็บแม้หลังตะคริวหยุดหรือกล้ามเนื้อคลายตัวแล้ว คนสูงอายุมีบ่อยกว่า[5] แต่ก็เกิดค่อนข้างบ่อยกับเด็กวัยรุ่นและบางคนเมื่อกำลังออกกำลังกายตอนกลางคืน นอกจากจะเจ็บแล้ว ตะคริวขาตอนกลางคืนอาจทำให้เป็นทุกข์และวิตกกังวล[6]

เหตุยังไม่ชัดเจน อาจเป็นเพราะขาดน้ำ ขาดเกลือแร่บางอย่าง (คือแมกนีเซียม โพแทสเซียม แคลเซียม และโซเดียม แม้หลักฐานจะไม่ชัดเจน)[7][8][9] และกล้ามเนื้อขาดเลือดเพราะนั่งนอนในท่าเดียวนาน ตะคริวตอนกลางคืน (เป็นที่น่องเกือบทั้งหมด) ในระยะตั้งครรภ์หลัง ๆ เป็นเรื่อง "ปกติ"[10] แต่จะเจ็บต่าง ๆ กันเริ่มตั้งแต่เบา ๆ จนถึงหนัก

การสะสมกรดแล็กติกอาจจุดชนวน แต่ก็มักเกิดเมื่อกำลังออกกำลังกายหรือออกแรงที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ปัจจัยทางการแพทย์ที่สัมพันธ์กับตะคริวขารวมทั้งโรคหัวใจร่วมหลอดเลือด การล้างไต โรคตับแข็ง การตั้งครรภ์ และคลองไขกระดูกสันหลังที่เอวตีบ (lumbar canal stenosis) โรคที่ต้องวินิจฉัยแยกรวมทั้ง restless legs syndrome, ขากะเผลก (claudication), กล้ามเนื้ออักเสบ และโรคเส้นประสาทส่วนปลาย (peripheral neuropathy) โดยแยกอาศัยการสอบประวัติคนไข้และตรวจร่างกายอย่างละเอียด[9]

การยืดกล้ามเนื้อที่เป็นตะคริว การนวดเบา ๆ การยืน การเดิน การอาบน้ำอุ่นอาจช่วยระงับตะคริว[11] ถ้าเป็นที่น่อง การดัดนิ้วโป้งขึ้นไปทางด้านหลัง (เช่น เหยียดเข่าและกระดกปลายเท้าขึ้น หรือยืนกดปลายเท้ากับพื้น หรืองอเข่าและโน้มตัวไปข้างหน้า) จะช่วยยืดกล้ามเนื้อ และในบางกรณีจะบรรเทาอาการได้ทันที การประคบด้วยน้ำอุ่นอาจช่วยได้โดยเฉพาะที่กล้ามเนื้อท้อง มีหลักฐานจำกัดในการทานแมกนีเซียม แคลเซียมแชนแนลบล็อกเกอร์ carisoprodol (ยาคลายกล้ามเนื้อ) หรือวิตามินบี12 เพื่อบรรเทาอาการ[9] ไม่แนะนำให้ทานควินินเพื่อรักษาตะคริวขาตอนกลางคืนเพราะอาจแพ้จนถึงตายและเกิดภาวะเกล็ดเลือดน้อย อาการต่าง ๆ รวมทั้งภาวะหัวใจเสียจังหวะ, cinchonism[A] และ hemolytic-uremic syndrome[B] ยังอาจเกิดถ้าทานมาก[9]

ตะคริวกล้ามเนื้อเรียบ[แก้]

ตะคริวกล้ามเนื้อเรียบอาจเป็นอาการของเยื่อบุมดลูกต่างที่ (endometriosis) หรือปัญหาทางสุขภาพอื่น ๆ และก็อาจเกิดกับสตรีในช่วงมีประจำเดือน (Menstrual cramps หรือ Period cramps) ด้วย

ผลข้างเคียงจากการใช้ยา/รักษา[แก้]

ยาหลายอย่างอาจเป็นเหตุให้เป็นตะคริวขาตอนกลางคืน รวมทั้ง[9][12]

ในบรรดาผลข้างเคียงต่าง ๆ statin อาจทำให้ปวดกล้ามเนื้อและเป็นตะคริวด้วย ส่วน raloxifene เป็นยาที่ทำให้ขาเป็นตะคริวบ่อยมาก ปัจจัยอื่น ๆ ที่เพิ่มโอกาสผลข้างเคียงเหล่านี้รวมทั้งการออกกำลังกาย อายุ เป็นหญิง ประวัติว่าเป็นตะคริว และโรคไทรอยด์

นักกีฬาที่ใช้ statins เกือบถึง 80% มีปัญหาทางกล้ามเนื้อ รวมทั้งตะคริว[13] แต่กลุ่มประชากรปกติที่ใช้ยาในอัตราร้อยละ 10-25 จะมีปัญหา[14][15] ในบางกรณี ผลที่ไม่ต้องการจะหายไปถ้าใช้ยา statin แบบอื่น ๆ แต่เป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจถ้าอาการยังคงยืนเพราะอาจแย่ลงเป็นปัญหาหนักขึ้น การทานโคเอนไซม์คิว10 อาจช่วยเลี่ยงผลที่ไม่ต้องการ แต่ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานพอว่าช่วยแก้ปัญหาโรคกล้ามเนื้อหรือปวดกล้ามเนื้อ[16]

การรักษา[แก้]

การยืดกล้ามเนื้อที่เป็นตะคริว การนวด และการดื่มน้ำให้มาก อาจช่วยแก้ปัญหาตะคริวธรรมดา[17] ถ้าเป็นตะคริวเพราะออกแรง ขาดน้ำและเกลือเพราะเสียเหงื่อมาก แล้วเกิดภาวะอิเล็กโทรไลต์ไม่สมดุล (โดยหลักคือโซเดียม แต่ไม่มีผลสำหรับแคลเซียม แมกนีเซียม และโพแทสเซียม) การดื่มน้ำและการได้เกลือจะทำให้ดีขึ้น[18]

ยา[แก้]

ควินินน่าจะมีประสิทธิผล แต่เพราะผลข้างเคียงที่มี จึงใช้ต่อเมื่อวิธีอื่น ๆ ไม่ได้ผล[19] วิตามินบี, naftidrofuryl, lidocaine และแคลเซียมแชนแนลบล็อกเกอร์ก็อาจได้ผลด้วย[19] งานวิจัยได้แสดงว่า น้ำแตงกวาดองอาจมีประโยชน์เพราะมีโซเดียมและอิเล็กโทรไลต์สูง[20] ยาคลายกล้ามเนื้อ cyclobenzaprine มีผลป้องกันตะคริวกล้ามเนื้อ แม้ข้อมูลจะแสดงว่า ผลจะลดลงเมื่อทานเป็นเวลาหลายอาทิตย์[ต้องการอ้างอิง]

การป้องกัน[แก้]

ก่อนเล่นกีฬา การเตรียมอบอุ่นร่างกาย การดัดกาย การยืดเส้นยืดสาย การเตรียมตัวเตรียมใจให้ดี การดื่มน้ำให้พอและการรักษาดุลอิเล็กโทรไลต์ คือดื่มน้ำและเกลือแร่ทดแทนให้เพียงพอ น่าจะช่วยป้องกันตะคริวกล้ามเนื้อ[17] ไม่ควรอยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานาน ๆ หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิกะทันหัน หลีกเลี่ยงอากาศเย็นมาก ผู้สูงอายุไม่ควรเปลี่ยนอิริยาบถเร็วเกิน หากเป็นบ่อย ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและแก้ไข

เชิงอรรถ[แก้]

  1. cinchonism หรือ quinism เป็นความผิดปกติเพราะทานยาควินินหรือควินิดีนเกิน (quinidine) หรือแม้เมื่อได้ยาจากแหล่งธรรมชาติของมันคือเปลือกไม้ Cinchona ควินินปกติใช้รักษามาลาเรีย แต่อาจใช้ใส่เครื่องดื่มโทนิกในขนาดน้อยกว่านั้นมาก เป็นตัวเพิ่มรสขม cinchonism อาจเกิดจากควินินหรือควินิดีนในขนาดที่ใช้รักษา
  2. hemolytic-uremic syndrome หรือ haemolytic-uraemic syndrome (HUS) เป็นโรคที่มีอาการสามอย่างคือ hemolytic anemia (โลหิตจางที่เกิดจากเซลล์เม็ดเลือดแดงถูกทำลาย) ไตวายเฉียบพลัน และการมีเกล็ดเลือดต่ำ เป็นโรคที่เกิดโดยมากในเด็ก

อ้างอิง[แก้]

  1. "Muscle Cramps Symptoms, Causes, Treatment - Do all muscle cramps fit into the above categories on MedicineNet". Medicinenet.com. Archived from the original on 2008-08-24. สืบค้นเมื่อ 2011-02-13.
  2. Bergin, J (2007). The Vein Book.
  3. "Muscle Cramps at WebMD". WebMD. Archived from the original on 2007-10-15.
  4. Roberts, HJ (1965). "Spontaneous Leg Cramps and "restless Legs" Due to Diabetogenic Hyperinsulinism: Observations on 131 Patients". Journal of the American Geriatrics Society. 13: 602–38. doi:10.1111/j.1532-5415.1965.tb00617.x. PMID 14300967.
  5. "Night leg cramps - Mayo Clinic". Mayo Clinic. Archived from the original on 2011-09-23.
  6. Weiner, Israel H. "Nocturnal Leg Muscle Cramps". JAMA. Archived from the original on 2010-12-28. สืบค้นเมื่อ 2011-10-26.
  7. Schwellnus, MP; Nicol, J; Laubscher, R; Noakes, TD (2004). "Serum electrolyte concentrations and hydration status are not associated with exercise associated muscle cramping (EAMC) in distance runners". Br J Sports Med. 38 (4): 488–492. doi:10.1136/bjsm.2003.007021. PMC 1724901.
  8. Sulzer, NU; Schwellnus, MP; Noakes, TD (2005). "Serum electrolytes in Ironman triathletes with exercise-associated muscle cramping". Med Sci Sports Exerc. 37 (7): 1081–1085. doi:10.1249/01.mss.0000169723.79558.cf.
  9. 9.0 9.1 9.2 9.3 9.4 Allen, RE; Kirby, KA (2012). "Nocturnal Leg Cramps". American Family Physician. 86 (4): 350–355. Archived from the original on 2016-03-29.
  10. Wick, Myra (2016-04-06). "Pregnancy week by week: What causes leg cramps during pregnancy, and can they be prevented?". Mayo Clinic. Archived from the original on 2018-07-19. สืบค้นเมื่อ 2018-04-03.
  11. Ray, C. Claiborne (2009-06-09). "Q & A - A Charley Horse in Bed". New York Times. Archived from the original on 2013-04-07. สืบค้นเมื่อ 2009-06-09.
  12. Garrison, Scott R.; Colin R. Dormuth; Richard L. Morrow; Greg A. Carney; Karim M. Khan (2011-12-12). "Nocturnal Leg Cramps and Prescription Use That Precedes Them: A Sequence Symmetry Analysis". Arch Intern Med. 172: archinternmed.2011.1029. doi:10.1001/archinternmed.2011.1029.
  13. Sinzinger, H; O'Grady, J (2004). "Professional athletes suffering from familial hypercholesterolaemia rarely tolerate statin treatment because of muscular problems". Br J Clin Pharmacol. 57 (4): 525–8. doi:10.1111/j.1365-2125.2003.02044.x. PMC 1884475. PMID 15025753.
  14. Bruckert, E; Hayem, G; Dejager, S; Yau, C; Bégaud, B (2005). "Mild to moderate muscular symptoms with high-dosage statin therapy in hyperlipidemic patients—the PRIMO study". Cardiovasc Drugs Ther. 19 (6): 403–14. doi:10.1007/s10557-005-5686-z. PMID 16453090.
  15. Dirks, A. J.; Jones, KM (2006). "Statin-induced apoptosis and skeletal myopathy". Am. J. Physiol., Cell Physiol. 291 (6): C1208–12. doi:10.1152/ajpcell.00226.2006. PMID 16885396.
  16. Lamperti, C; Naini, AB; Lucchini, V และคณะ (2005). "Muscle coenzyme Q10 level in statin-related myopathy". Arch. Neurol. 62 (11): December 1709. doi:10.1001/archneur.62.11.1709. PMID 16286544.
  17. 17.0 17.1 Bentley, S (June 1996). "Exercise-induced muscle cramp. Proposed mechanisms and management". Sports Med. 21 (6): 409–20. doi:10.2165/00007256-199621060-00003. PMID 8784961.
  18. Bergeron, MF (2003). "Heat cramps: fluid and electrolyte challenges during tennis in the heat". Journal of Science and Medicine in Sport. 6 (1): 19–27. doi:10.1016/S1440-2440(03)80005-1.
  19. 19.0 19.1 Katzberg, HD; Khan, AH; So, YT (2010). "Assessment: Symptomatic treatment for muscle cramps (an evidence-based review) : Report of the Therapeutics and Technology Assessment Subcommittee of the American Academy of Neurology". Neurology. 74 (8): 691–6. doi:10.1212/WNL.0b013e3181d0ccca. PMID 20177124.
  20. Reynolds, Gretchen (2010-06-09). "Phys Ed: Can Pickle Juice Stop Muscle Cramps?". The New York Times. Archived from the original on 2013-04-04. สืบค้นเมื่อ 2012-11-09.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]