ดอมเพริโดน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ดอมเพริโดน
Domperidone 2D structure.svg
Domperidone ball-and-stick model.png
ข้อมูลทางคลินิก
ชื่อทางการค้าMotilium และอื่น ๆ
AHFS/Drugs.comMicromedex Detailed Consumer Information
ระดับความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์
  • US: ไม่ได้กำหนด
ช่องทางการรับยาทางปาก ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ทางเส้นเลือดดำ (หยุดใช้แล้ว) เหน็บทางทวารหนัก[1]
Drug classD2 receptor antagonist; Prolactin releaser
รหัส ATC
กฏหมาย
สถานะตามกฏหมาย
ข้อมูลเภสัชจลนศาสตร์
ชีวประสิทธิผลปาก: 13-17%[1][4]
ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ: 90%[1]
Protein binding~92%[1]
การเปลี่ยนแปลงยาตับ (CYP3A4/CYP3A5
สารซึ่งได้หลังการเปลี่ยนแปลงยาทั้งหมดไร้ฤทธิ์[1][5]
ครึ่งชีวิตทางชีวภาพ7.5 ชม.[1][4]
การขับออกอุจจาระ: 66%[1]
ปัสสาวะ: 32%[1]
นมมารดา: น้อย[1]
ตัวบ่งชี้
เลขทะเบียน CAS
PubChem CID
IUPHAR/BPS
DrugBank
ChemSpider
UNII
KEGG
ChEBI
ChEMBL
ECHA InfoCard100.055.408
ข้อมูลทางกายภาพและเคมี
สูตรC22H24ClN5O2
มวลต่อโมล425.911 กรัม/โมล
แบบจำลอง 3D (JSmol)
Melting point242.5 °C (468.5 °F)
  (verify)
Pharmaklog.png สารานุกรมเภสัชกรรม

ดอมเพริโดน (อังกฤษ: Domperidone) ซึ่งขายในยี่ห้อรวมทั้ง Motilium และอื่น ๆ เป็นยาต้านหน่วยรับโดพามีนแบบดี2 (dopamine D2 receptor antagonist) และมีฤทธิ์อย่างเจาะจงนอกระบบประสาทกลาง (peripherally selective) ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยบริษัทเบลเยียม Janssen Pharmaceutica และใช้เป็นยาแก้อาเจียน ยาโปรคิเนติก และยาขับน้ำนม[1][6][7] ยาสามารถให้ทางปากหรือทวารหนัก ในรูปแบบยาเม็ด ยาเม็ดละลายในปาก (โดยใช้เทคโนโลยี Zydis)[8] ยาน้ำโดยเป็นสารแขวนลอย และยาเหน็บ[9] ยาใช้สำหรับบรรเทาอาการคลื่นไส้และอาเจียน เพื่อเร่งขับอาหารผ่านกระเพาะลำไส้ (โดยเพิ่มการบีบตัวของทางเดินอาหาร) และเพื่อขับน้ำนมมารดาโดยมีผลให้หลั่งฮอร์โมน prolactin[1][7]

การแพทย์[แก้]

รายงานปี 2007 ระบุว่า ยามีขายในประเทศ 58 ประเทศ[10] แต่ข้อบ่งใช้ยาจะต่างกัน เช่นในอิตาลี มันใช้รักษาโรคกรดไหลย้อน และในแคนาดา ยาให้ใช้รักษาโรคการบีบตัวของทางเดินอาหารส่วนบน (upper gastrointestinal motility disorder) และเพื่อกันอาการทางเดินอาหารที่เกิดเนื่องจากยารักษาโรคพาร์คินสัน (dopamine agonist antiparkinsonian agent)[11] ในสหราชอาณาจักร ยาให้ใช้เพียงเพื่อรักษาอาการคลื่นไส้อาเจียน และจำกัดให้ใช้เพียง 1 อาทิตย์

ในสหรัฐ ยาโดยทั่วไปไม่อนุมัติให้ใช้ในมนุษย์ ในปี 2004 องค์การอาหารและยาสหรัฐ (FDA) ได้แจ้งเตือนว่า การแจกจ่ายผลิตภัณฑ์ที่มีดอมเพริโดนเป็นการกระทำผิดกฎหมาย[12]

อาการคลื่นไส้และอาเจียน[แก้]

มีหลักฐานบ้างว่า ยามีฤทธิ์แก้อาเจียน (antiemetic)[13] แนวทางการรักษาของสมาคมปวดศีรษะแคนาดา (Canadian Headache Society) แนะนำให้ใช้รักษาความคลื่นไส้ที่สัมพันธ์กับไมเกรนแบบฉับพลัน[14]

อัมพฤกษ์กระเพาะอาหาร[แก้]

อัมพฤกษ์กระเพาะอาหาร (gastroparesis) เป็นภาวะที่อาหารออกจากกระเพาะช้าแม้เมื่อไม่มีการอุดตัน ปกติจะไม่รู้สาเหตุ หรือเป็นภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน หรือเป็นผลของการบาดเจ็บที่ท้อง เป็นภาวะที่ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ท้องแน่นหลังทานอาหาร อิ่มเร็ว ปวดท้อง และท้องพอง (bloating) ยาจึงอาจมีประโยชน์สำหรับคนไข้โรคเบาหวานและอัมพฤกษ์กระเพาะอาหาร[15][16]

อย่างไรก็ดี ก็ยังไม่แน่นอนว่า กระเพาะอาหารที่ว่างเร็วขึ้นเนื่องจากยาเช่นนี้ จะบรรเทาอาการ[17]

โรคพาร์คินสัน[แก้]

โรคพาร์คินสันเป็นโรคเรื้อรังทางประสาท ที่ระดับโดพามีนซึ่งลดลงในสมองจะก่อสภาพแข็งเกร็ง (คือขยับตัวอย่างแข็ง ๆ) อาการสั่น และอาการอื่น ๆ ทางเดินอาหารที่ทำงานได้ไม่ดี คลื่นไส้ และอาเจียน เป็นปัญหาใหญ่สำหรับคนไข้ เพราะยาที่ใช้เพื่อรักษาโรคนี้โดยมากเป็นยาทาน และยาเหล่านี้เช่น levodopa ก็ยังอาจทำให้คลื่นไส้โดยเป็นผลข้างเคียง อนึ่ง ยาแก้คลื่นไส้ เช่น metoclopramide ยังสามารถข้ามตัวกั้นสมองจากระบบเลือด (blood-brain barrier) จึงอาจทำให้อาการ extrapyramidal[A] ของโรคแย่ลง

ดอมเพริโดนสามารถใช้บรรเทาอาการทางเดินอาหารสำหรับโรคพาร์คินสัน เพราะมันระงับการทำงานของหน่วยรับโดพามีนแบบดี2 แต่ก็ไม่ข้ามตัวกั้นสมองจากระบบเลือด ดังนั้น จึงไม่มีผลต่ออาการ extrapyramidal[A] ของโรค[19] อนึ่ง ยาอาจเพิ่มความพร้อมใช้ทางชีวภาพ (bioavailability) ของ levodopa ซึ่งเป็นยาหลักในการรักษาโรคพาร์คินสันอย่างหนึ่ง[20]

แม้ลักษณะต่าง ๆ เช่นนี้อาจจะทำให้ยามีประโยชน์สำหรับโรคพาร์คินสัน แต่ก็จะต้องระมัดระวังเพราะมีผลข้างเคียงเป็นพิษต่อหัวใจ โดยเฉพาะถ้าให้ทางเส้นเลือดดำ หรือให้ผู้สูงอายุ หรือให้มากกว่า 30 มก. ต่อวัน[21] อาการเป็นพิษต่อหัวใจของยาก็คือความยาวขึ้นของคลื่นหัวใจช่วง QT interval[22]

อาหารไม่ย่อยโดยหน้าที่ (functional dyspepsia)[แก้]

ยาสามารถใช้รักษาอาหารไม่ย่อยโดยหน้าที่ (functional dyspepsia) ทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก[23][24]

การหลั่งน้ำนม[แก้]

ฮอร์โมน prolactin จะกระตุ้นให้ต่อมน้ำนมผลิตน้ำนม แต่โดพามีนที่หลั่งโดยไฮโปทาลามัสจะระงับการหลั่ง prolactin จากต่อมใต้สมอง เพราะดอมเพริโดนมีฤทธิ์ต้านโดพามีน มันจึงทำให้หลั่ง prolactin มากขึ้น และดังนั้น จึงเป็นยาขับน้ำนม ในบางประเทศ รวมทั้งออสเตรเลีย ยาจะใช้นอกข้อบ่งใช้อาศัยหลักฐานโดยเรื่องเล่าที่ไม่แน่นอน เพื่อบำบัดมารดาที่มีปัญหาเลี้ยงลูกด้วยนม[25][26] ในสหรัฐ ยานี้ไม่อนุมัติให้ใช้ในการนี้หรือการอื่น ๆ[27][28]

อย่างไรก็ดี งานศึกษาที่ชื่อว่า EMPOWER ได้ประเมินประสิทธิผลและความปลอดภัยของยาเพื่อช่วยมารดาที่คลอดบุตรก่อนกำหนดให้สามารถให้นมแก่บุตรได้[29] งานได้จัดมารดาผู้คลอดก่อนกำหนด 90 คนเข้ากลุ่มโดยสุ่ม กลุ่ม A ได้รับยา 10 มก. ทางปาก 3 ครั้งต่อวันเป็นเวลา 28 วัน กลุ่ม B ได้ยาหลอกเท่ากัน ๆ แต่แค่ 14 วัน ตามด้วยยาจริงอีก 14 วัน ปริมาณนมที่ผลิตโดยเฉลี่ยคล้าย ๆ กันทั้งสองกลุ่มในเบื้องต้น แต่หลังจาก 14 วัน มารดา 78% ที่ได้ยา (กลุ่ม A) ผลิตนมมากขึ้น 50% และมารดา 58% คนที่ได้ยาหลอก (กลุ่ม B) ผลิตนมมากขึ้น 50% เช่นกัน[30] ซึ่งแสดงว่ายานี้มีผลเพิ่มการผลิตนม

เพื่อให้หลั่งนม ยาจะให้ในขนาด 10-20 มก. 3-4 ครั้งต่อวันทางปาก[31] ผลจะเห็นได้ภายใน 24 ชม. หรือภายใน 3-4 วัน[31] ผลระดับสูงสุดจะเกิดภายใน 2-3 สัปดาห์ และโดยทั่วไปจะให้ยาเป็นเวลา 3-8 สัปดาห์[31]

งานปริทัศน์เป็นระบบแบบคอเคลนปี 2012 แสดงว่า ไม่มีหลักฐานสนับสนุนให้ใช้ยาขับน้ำนมแบบป้องกันไว้ก่อน ไม่ว่าจะในช่วงการตั้งครรภ์ใด ๆ รวมทั้งยานี้[32]

กรดไหลย้อนในเด็ก[แก้]

ยานี้พบว่ามีประสิทธิผลเพื่อรักษาโรคกรดไหลย้อนในเด็ก[33] แต่ผู้ชำนาญการบางพวกก็พิจารณาว่ามันเสี่ยงมากเกินไปเพื่อใช้รักษาแบบนี้[34]

ข้อห้ามใช้[แก้]

  • ร่วมกับสารที่ยับยั้งระบบเอนไซม์ CYP3A4 เช่น
  • ร่วมกับยาที่เพิ่มความยาวคลื่นหัวใจช่วง QT-interval เช่น amiodarone[35]
  • เมื่อมีเนื้องอกต่อมใต้สมองที่หลั่ง prolactin (โปรแลกติโนมา) หรือภาวะมี prolactin ในเลือดเกิน (hyperprolactinemia)
  • เมื่อมีโรคลำไส้ที่เป็นโรคทางกายภาพ เช่น ลำไส้อุดตัน การตกเลือดในทางเดินอาหาร หรือลำไส้ทะลุ
  • เมื่อตับพิการในระดับปานกลาง
  • เมื่อไตพิการอย่างหนัก
  • เมื่อมีโรคหัวใจ

ผลข้างเคียง[แก้]

ผลข้างเคียงของยารวมทั้งปากแห้ง ตะคริวที่ท้อง ท้องร่วง คลื่นไส้ เป็นผื่น คัน ลมพิษ และภาวะมี prolactin ในเลือดเกิน (ซึ่งอาการอาจรวมนมใหญ่ขึ้น น้ำนมไหล ปวดเต้านม นมโตในชาย ต่อมบ่งเพศทำงานน้อยเกิน และการมีประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ)[31]

เพราะระงับการทำงานของหน่วยรับโดพามีนแบบดี2ในระบบประสาทกลาง ยาต้านหน่วยรับดี2 เช่น metoclopramide สามารถมีผลข้างเคียงอื่น ๆ รวมทั้งง่วงนอน, นั่งไม่ติดที่ (akathisia), อยู่ไม่เป็นสุข, นอนไม่หลับ, อิดโรย, ล้า, อาการ extrapyramidal[A], dystonia[B] อาการโรคพาร์คินสัน อาการยึกยือเหตุยาที่เกิดภายหลัง (tardive dyskinesia) และอารมณ์ซึมเศร้า[1][7] แต่ดอมเพริโดนไม่เป็นเช่นนี้ เพราะไม่เหมือนกับสารต้านหน่วยรับดี2อื่น ๆ มันสามารถข้ามตัวกั้นสมองจากระบบเลือดได้น้อยมาก และเพราะเหตุนี้ จึงไม่ค่อยมีผลข้างเคียงเหล่านี้[1][7]

ระดับ prolactin เกิน[แก้]

เนื่องจากระงับการทำงานปกติของหน่วยรับดี2 ยาจึงเป็นเหตุให้เกิดสภาพ prolactin เกินในเลือด[38] ซึ่งก็จะระงับการหลั่งฮอร์โมน gonadotropin-releasing hormone (GnRH) จากไฮโปทาลามัส ซึ่งก็จะงับการหลั่งฮอร์โมน follicle-stimulating hormone (FSH) และ luteinizing hormone (LH) และมีผลเป็นต่อมบ่งเพศทำงานน้อยเกิน (hypogonadism) คือมีฮอร์โมนทางเพศน้อยเกิน เช่น เทสโทสเตอโรนและ estradiol[39] ดังนั้น คนไข้ชายอาจจะมีอารมณ์ทางเพศต่ำ การแข็งตัวของอวัยวะเพศที่ผิดปกติ (erectile dysfunction) และการสร้างสเปิร์มที่หย่อนสมรถถภาพ[39]

อนึ่ง เพราะการมี prolactin ในเลือดเกิน คนไข้หญิง 10-15% รายงานว่าเกิดนมโต (mammoplasia) ปวดเต้านม (mastodynia) น้ำนมไหล (galactorrhea) และการไม่มีประจำเดือน (amenorrhea) เพราะรักษาด้วยยา[38] ภาวะนมโตในชายก็มีด้วยเมื่อรักษาด้วยยา[40] และน้ำนมไหลก็สามารถเกิดในชายได้เช่นกัน[39]

ปฏิกิริยาที่มีน้อย[แก้]

ทางหัวใจ[แก้]

การใช้ยาสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงตายเหตุหัวใจแบบฉับพลัน (sudden cardiac death) ถึง 70%[41] เพราะมันอาจยืดคลื่นหัวใจช่วง QT interval แล้วก่อภาวะหัวใจเสียจังหวะ (ventricular arrhythmia)[42][43] เหตุเชื่อว่าเพราะมันหยุดช่องไอออนโพแทสเซียมที่เปิดปิดด้วยศักย์ไฟฟ้าแบบ hERG[44][45] ความเสี่ยงจะขึ้นอยู่กับขนาดที่ใช้ และดูเหมือนจะมากที่สุดเมื่อให้ในขนาดสูงและสูงมากผ่านเส้นเลือดดำ ในผู้สูงอายุ และเมื่อใช้ร่วมกับยาอื่น ๆ ที่มีปฏิสัมพันธ์กับดอมเพริโดนโดยเพิ่มความเข้มข้นของมัน (คือเป็นยาที่ยับยั้งระบบเอนไซม์ CYP3A4)[46][47] แต่ก็มีรายงานต่าง ๆ ที่ขัดแย้งกันด้วยเหมือนกัน[48] ในเด็กเพิ่งเกิดใหม่และทารก การยืดช่วงคลื่นหัวใจคือ QT prolongation ยังเป็นเรื่องไม่ชัดเจน[49][50]

องค์กรควบคุมยาของสหราชอาณาจักร (MHRA) ได้จำกัดการใช้ยาในปี 2014 เนื่องจากความเสี่ยงที่สูงขึ้นเนื่องกับหัวใจ[51]

ดอมเพริโดน (Motilium) สัมพันธ์กับความเสี่ยงผลข้างเคียงเกี่ยวกับหัวใจอย่างหนักซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อย การใช้มันต่อแต่นี้ไปให้จำกัดเพื่อบรรเทาอาการคลื่นไส้และอาเจียน ทั้งขนาดและระยะการใช้ก็ให้ลดลง มันไม่ควรใช้รักษาอาการท้องพอง (bloating) และอาการแสบร้อนกลางอก ดอมเพริโดนต่อแต่นี้ไปห้ามใช้ในบุคคลที่มีโรคหัวใจและปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ คนไข้ที่มีภาวะเหล่านี้ และคนไข้ที่กำลังรักษาในระยะยาวด้วยดอมเพริโดนควรประเมินใหม่เมื่อไปหาหมอตามนัด อาศัยคำแนะนำใหม่นี้

แต่งานทบทวนวรรณกรรมปี 2015 ของออสเตรเลียก็ได้สรุปดังต่อไปนี้[47]

อาศัยผลงานศึกษา TQT (ซึ่งเป็นวิธีการประเมินมาตรฐานทองขององค์กรในปัญหาการยืดคลื่นหัวใจ) สองงาน ดอมเพริโดนไม่ปรากฏว่าสัมพันธ์กับคลื่นหัวใจช่วง QT-interval ที่ยาวขึ้นอย่างสำคัญเมื่อใช้ทานในขนาด 20 มก. 4 ครั้งต่อวันในอาสาสมัครที่มีสุขภาพดี นอกจากนั้น รายงานกรณีคนไข้ที่สนับสนุนความสัมพันธ์กับการทำงานผิดปกติของหัวใจก็มีจำกัด และงานศึกษาแบบ case-control ที่บ่อยครั้งอ้างก็มีข้อบกพร่องต่าง ๆ ที่สำคัญ แม้จะมีความเสี่ยงที่ยังไม่ชัดเจนเมื่อความเข้มข้นทั่วร่างกายสูงกว่านี้ โดยเฉพาะในคนไข้ผู้มีความเสี่ยงพื้นฐานต่อการยืดช่วงคลื่นหัวใจ QT-interval ที่สูงขึ้น งานทบทวนของเราก็ไม่สนับสนุนมุมมองว่า ดอมเพริโดนมีความเสี่ยงที่ทนรับไม่ได้

พิษที่อาจมีต่อระบบประสาทกลางในทารก[แก้]

ในสหราชอาณาจักร มีคดีเกี่ยวกับมารดาที่มีลูกสามคนผู้ล้วนแต่มีภาวะไอออนโซเดียมเกินในเลือด (hypernatraemia) และเด็กสองคนได้เสียชีวิต เธอจึงถูกจับข้อหาวางยาพิษแก่เด็กโดยใช้เกลือ เด็กคนหนึ่ง ผู้คลอดหลังจากอยู่ในครรภ์เพียง 28 อาทิตย์ผู้มีภาวะแทรกซ้อนทางการหายใจ ต้องผ่าตัดผูกหูดรูดกระเพาะอาหารเนื่องจากโรคกรดไหลย้อน และไม่โตตามวัย ได้รับยาดอมเพริโดนตามแพทย์สั่ง ทนายของมารดาได้เสนอว่า เด็กอาจเกิดอาการ neuroleptic malignant syndrome[C] โดยเป็นผลข้างเคียงของยา เนื่องจากมันสามารถข้ามตัวกั้นสมองจากระบบเลือดที่ยังไม่เจริญอย่างสมบูรณ์ของเด็กได้[54]

ปฏิสัมพันธ์[แก้]

ดอมเพริโดนจะสลายผ่านระบบเอนไซม์ CYP3A4 เกือบทั้งหมด และเพราะเหตุนี้ ยายับยั้งหรือเสริมเอนไซม์นี้อาจเปลี่ยนเมแทบอลิซึมและความเข้มข้นของยาในเลือด นอกจากนั้น ยายังได้ระบุว่าเป็นตัวยับยั้งระบบเอน์ไซม์ CYP3A4 แบบผันกลับไม่ได้อย่างพอประมาณ (ที่ Ki = 12 μM) และได้ประเมินว่า มันอาจเพิ่มความเข้มข้นของตัวถูกเปลี่ยนของเอนไซม์ CYP3A4 ในเลือดโดยประมาณ 50%[55]

ยาคีโตโคนาโซลและ itraconazole ที่ล้วนใช้รักษาการติดเชื้อรา เป็นตัวยับยั้งเอนไซม์ CYP3A4 ที่มีฤทธิ์ และจะเพิ่มความเข้นข้นในเลือดของดอมเพริโดน[56][57] ในอาสาสมัครผู้มีสุขภาพดี คีโตโคนาโซลเพิ่มความเข้มข้นของดอมเพริโดนวัดโดย Cmax และ AUC ถึง 3-10 เท่า[58] ซึ่งตามมาด้วยการยืดคลื่นหัวใจช่วง QT interval ประมาณ 10-20 มิลลิวินาที เมื่อให้ดอมเพริโดน 10 มก. 4 ครั้งต่อวัน และให้คีโตโคนาโซล 200 มก. ต่อวัน เทียบเมื่อให้ดอมเพริโดนเท่ากันแต่อย่างเดียวจะไม่มีผลดังที่ว่า[58] ดังนั้น การใช้ดอมเพริโดนร่วมกับคีโตโคนาโซล หรือกับสารยับยั้ง CYP3A4 อื่น ๆ อาจเป็นอันตราย[58]

อิริโทรมัยซินและยาปฏิชีวนะกลุ่ม macrolide บางอย่าง เป็นสารยับยั้ง CYP3A4 และยับยั้งการสลายดอมเพริโดน (ในสภาพแวดล้อมที่ทำเทียมขึ้น) และดังนั้น ก็อาจเพิ่มความเข้มข้นของดอมเพริโดนและผลข้างเคียงที่อาจเกิดของมัน นี่น่าเป็นห่วง เพราะยาทั้งสองอาจใช้รักษาอัมพฤกษ์กระเพาะอาหาร (gastroparesis)[59]

มีหลักฐานว่า ยาไม่ควรทานกับน้ำเกรปฟรูต ซึ่งก็เป็นตัวยับยั้ง CYP3A4 ด้วย[60]

เภสัชวิทยา[แก้]

Pharmacodynamics[แก้]

ดอมเพริโดนเป็นยาต้าน (antagonist) หน่วยรับโดพามีนแบบดี2 (dopamine D2 receptor) และแบบดี3 (dopamine d3 receptor) มีฤทธิ์อย่างเจาะจงนอกระบบประสาทกลาง (peripherally selective)[7] และไม่มีปฏิสัมพันธ์ที่สำคัญทางคลินิกกับหน่วยรับแบบดี1 ซึ่งไม่เหมือน metoclopramide[7] ยาบรรเทาอาการคลื่นไส้โดยระงับการทำงานของหน่วยรับดี2ในเขต chemoreceptor trigger zone (ในระบบประสาทส่วนที่อำนวยอาการคลื่นไส้) ซึ่งอยู่ที่ฐานของโพรงสมองที่สี่ ยาเพิ่มการบีบตัวของทางเดินอาหารส่วนบนในระดับกลาง ๆ และเพิ่ม[61] แรงดันที่หูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง (LES) โดยระงับการทำงานของหน่วยรับโดพามีนในกระเพาะส่วนปลาย (gastric antrum) และในลำไส้เล็กส่วนต้น ยาระงับการทำงานของหน่วยรับโดพามีนในต่อมใต้สมองส่วนหน้า (anterior) ซึ่งมีผลเพิ่มการหลั่งฮอร์โมน prolactin ซึ่งก็มีผลเพิ่มการหลั่งน้ำนม[62][63] ยาอาจมีประโยชน์ในคนไข้บางพวกแต่อาจเป็นอันตรายในอีกพวกเนื่องกับกรรมพันธุ์ของบุคคล เช่น ภาวะพหุสัณฐานของยีนขนส่งยาคือ ABCB1 (ซึ่งเข้ารหัสโปรตีน P-glycoprotein), ของยีนช่องโพแทสเซียมที่เปิดปิดโดยศักย์ไฟฟ้า (voltage-gated potassium channel) คือ KCNH2 (hERG/Kv11.1), และของยีน α1D—adrenoceptor คือ ADRA1D[64]

ผลต่อระดับ prolactin[แก้]

ยาทานขนาด 20 มก. พบว่าเพิ่มระดับฮอร์โมน prolactin ในเลือด (วัด 90 นาทีหลังทาน) ในหญิงที่หลั่งน้ำนมโดยเพิ่มจาก 8.1 นาโนกรัม/มล. เป็น 110.9 นาโนกรัม/มล. (เพิ่มขึ้น 13.7 เท่า)[7][65][66][67] ซึ่งคล้ายกับเมื่อทานยา metoclopramide ขนาด 20 มก. (เพิ่มจาก 7.4 นาโนกรัม/มล. เป็น 124.1 นาโนกรัม/มล. คือ 16.7 เท่า)[66][67] หลังจากการทานตลอด 2 อาทิตย์ โดยทาน 30 มก. ต่อวัน การเพิ่มระดับ prolactin ของดอมเพริโดนจะลดลง (เป็น 53.2 นาโนกรัม/มล. คือ 6.6 เท่าเหนือค่าพื้นฐาน) แต่ของ metoclopramide กลับเพิ่มยิ่งขึ้น (เป็น 179.6 นาโนกรัม/มล. คือ 24.3 เท่าเหนือค่าพื้นฐาน)[7][67] ซึ่งแสดงว่า การให้ยาทั้งสองไม่ว่าจะโดยชั่วคราวหรือโดยต่อเนื่องมีประสิทธิผลเพิ่มระดับ prolactin แต่การให้ยาระยะยาวมีผลต่างกันในระหว่างยาทั้งสอง[66][67]

กลไกความแตกต่างยังไม่ชัดเจน[67] การเพิ่มระดับ prolactin ของยาทั้งสองเกิดในหญิงมากกว่าชายตามคาด[66][67] โดยน่าจะเป็นเพราะระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่สูงกว่าในหญิง เพราะเอสโตรเจนกระตุ้นให้หลั่ง prolactin[68]

เพื่อการเปรียบเทียบ ระดับ prolactin ของหญิงปกติจะน้อยกว่า 20 นาโนกรัม/มล. โดยถึงขีดสูงสุดที่ 100-300 นาโนกรัม/มล. ในหญิงมีครรภ์เมื่อกำลังคลอด คือระดับจะอยู่ที่ 90 นาโนกรัม/มล. 10 วันหลังคลอด และ 44 นาโนกรัม/มล. 180 วันหลังคลอด[69][70]

ผลต่อระดับฮอร์โมน TSH[แก้]

ยายังเพิ่มการหลั่งฮอร์โมนกระตุ้นต่อมไทรอยด์ (TSH) ในระดับที่น้อยกว่าการเพิ่ม prolactin แม้ในคนไข้ภาวะขาดไทรอยด์ (hypothyroidism)[66] การให้ยาสำหรับหญิงที่มีภาวะขาดไทรอยด์ทางเส้นเลือดขนาด 4 mg จะเพิ่มระดับ TSH โดยได้ค่าสูงสุดที่ 1.9 เท่าเหนือค่าพื้นฐาน และเพิ่มระดับ prolactin โดยได้ค่าสูงสุดที่ 23 เท่าเหนือค่าพื้นฐาน หลังจากให้ยา 30 นาที[66] ระดับ TSH และ prolactin จะลดลงเหลือ 1.6 เท่าและ 17 เท่าเหนือค่าพื้นฐานตามลำดับ หลังให้ยา 120 นาที[66]

Pharmacokinetics[แก้]

สำหรับยาทาน ดอมเพริโดนจะสลายในตับเกือบทั้งหมดผ่านระบบเอนไซม์ CYP3A4/CYP3A5 (แม้มีรายงานว่าระบบ CYP1A2, CYP2D6, และ CYP2C8 ก็มีบทบาทเล็กน้อย)[71] และในลำไส้[5] เนื่องจากเมแทบอลิซึมรอบแรก (first-pass effect) อย่างหนักเช่นนี้ สภาพพร้อมใช้ทางชีวภาพ (bioavailability) ของยาจึงค่อนข้างต่ำ (13-17%)[1] ในนัยตรงข้าม สภาพพร้อมใช้ทางชีวภาพของยาที่ให้ทางเส้นเลือดจึงสูง (90%)[1] ครึ่งชีวิต (terminal half-life) ของยาอยู่ที่ 7.5 ชม. ในคนปกติ แต่อาจยาวถึง 20 ชม. สำหรับผู้ที่ไตทำงานผิดปกติอย่างหนัก[1] เมแทบอไลต์ทั้งหมดของยาไม่มีฤทธิ์โดยอยู่ในสภาพเป็นลิแกนด์ของหน่วยรับดี2[1][5] ยาเป็นตัวถูกเปลี่ยนของโปรตีนขนส่ง ABCB1 (P-glycoprotein transporter) และงานศึกษาในสัตว์แสดงนัยว่า นี่เป็นเหตุให้ยาเข้าไปในระบบประสาทกลางได้น้อย[72]

เคมี[แก้]

ยาเป็นสารอนุพันธ์ของ benzimidazole และสัมพันธ์ทางโครงสร้างกับยารักษาโรคจิตกลุ่ม butyrophenone เช่น haloperidol[73][74]

ประวัติ[แก้]

  • 1974 - ยาสังเคราะห์ขึ้นที่บริษัท Janssen Pharmaceutica[75] โดยอาศัยงานศึกษายารักษาโรคจิต[76] คือ บริษัทได้พบว่า ยารักษาโรคจิตบางอย่างมีผลสำคัญต่อหน่วยรับโดพามีนใน chemoreceptor trigger zone ในระบบประสาทกลาง และดังนั้น จึงไร้ผลข้างเคียงแบบ extrapyramidal[A] ที่มักจะมีในยาประเภทนี้[76] ซึ่งนำไปสู่การค้นพบดอมเพริโดนโดยเป็นยาแก้อาเจียนที่มีผลข้างเคียงน้อยต่อระบบประสาทกลาง[76][77]
  • 1978 - วันที่ 3 มกราคม 1978 ยาได้รับสิทธิบัตรในสหรัฐ (หมายเลข US4066772 A) โดยยื่นเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 1976
  • 1979 - ยาวางตลาดในยี่ห้อ "Motilium" ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์และเยอรมนี (ตะวันตก)[78]
  • 1999 - เริ่มวางขายยาในรูปแบบละลายในปาก (โดยใช้เทคโนโลยี Zydis)[79]
  • บริษัทได้ยื่นเรื่องเพื่ออนุมัติยาให้องค์การอาหารและยาสหรัฐ (FDA) หลายครั้งหลายหน รวมทั้งในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1990
  • 2014 - ในเดือนเมษายน 2014 กลุ่ม CMDh ได้ประกาศแก่สื่อข่าวเพื่อเสนอให้จำกัดใช้ยาที่มีดอมเพริโดน และอนุมัติข้อเสนอจากคณะกรรมการ PRAC ของ EMA ที่ได้ตีพิมพ์ก่อน ให้ใช้ยาเพื่อเพียงรักษาอาการคลื่นไส้และอาเจียน และลดขนาดสูงสุดต่อวันเหลือแค่ 10 มิลลิกรัม[9]

สังคมและวัฒนธรรม[แก้]

ชื่อ[แก้]

ดอมเพริโดน (domperidone) เป็นชื่อสามัญของยา เป็นชื่อระหว่างประเทศที่ไม่มีเจ้าของ (INN), ชื่อยาที่รับอนุญาตของอเมริกา (USAN), ชื่อยาที่ได้รับอนุญาตของอังกฤษ (BAN), และชื่อยาที่รับอนุญาตของญี่ปุ่น (JAN)[80][6][81]

การวางขาย[แก้]

ในปี 2007 มีรายงานว่ายามีขายในประเทศ 58 ประเทศ[1] และมีขายแบบไม่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์เพื่อรักษาโรคกรดไหลย้อนและอาหารไม่ย่อยโดยหน้าที่ (functional dyspepsia) ในประเทศต่าง ๆ เช่น ไอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ อิตาลี แอฟริกาใต้ เม็กซิโก ชิลี และจีน[82]

ยาไม่ได้รับอนุมัติให้ใช้โดยทั่วไปในสหรัฐอเมริกา แต่มีข้อยกเว้นสำหรับคนไข้ที่มีอาการกระเพาะลำไส้ที่รักษาด้วยยาอื่นไม่หายในโปรแกรม Investigational New Drug ขององค์กรอาหารและยาสหรัฐ[1]

งานวิจัย[แก้]

มีการศึกษาดอมเพริโดนในฐานะยาคุมกำเนิดทางฮอร์โมนสำหรับหญิง[83]

เชิงอรรถ[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 1.3 Extrapyramidal symptoms (EPS) เป็นความผิดปกติทางการเคลื่อนไหวที่เกิดจากยารวมทั้งแบบฉับพลันและแบบเกิดทีหลัง (acute and tardive) อาการรวมทั้ง dystonia (กล้ามเนื้อเกร็งและกระตุกอย่างต่อเนื่อง), อาการนั่งไม่ติดที่ (akathisia), อาการโรคพาร์คินสัน เช่น สภาพแข็งเกร็งคือขยับตัวอย่างแข็ง ๆ อาการเคลื่อนไหวช้า และสั่น, และอาการยึกยือเหตุยา (dyskinesia)[18]
  2. dystonia เป็นความผิดปกติทางการเคลื่อนไหวเนื่องกับระบบประสาท ที่การเกร็งกล้ามเนื้อแบบคงยืนหรือซ้ำ ๆ มีผลเป็นการเคลื่อนไหวแบบบิด ๆ ซ้ำ ๆ หรือมีท่าทางที่ผิดปกติ[36] การเคลื่อนไหวอาจคล้ายอาการสั่น โดยเป็นมากขึ้นถ้าออกกำลังและอาการอาจขยายเข้าไปยังกล้ามเนื้อติด ๆ กัน[37]
  3. neuroleptic malignant syndrome (NMS) เป็นปฏิกิริยาที่เป็นอันตรายต่อชีวิตซึ่งบางครั้งเกิดเพราะใช้ยารักษาโรคจิต คือ neuroleptic หรือ antipsychotic[52] อาการรวมทั้งมีไข้สูง สับสน กล้ามเนื้อแข็งแกร็ง ความดันโลหิตแปรเปลี่ยน เหงื่อออก และหัวใจเต้นเร็ว[52] ภาวะแทรกซ้อนอาจรวม rhabdomyolysis (ภาวะกล้ามเนื้อโครงร่างที่เสียหายสลายตัวเร็วเกิน), โพแทสเซียมในเลือดสูง, ไตวาย, หรือชัก[52][53]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.00 1.01 1.02 1.03 1.04 1.05 1.06 1.07 1.08 1.09 1.10 1.11 1.12 1.13 1.14 1.15 1.16 1.17 1.18 Reddymasu, Savio C.; Soykan, Irfan; McCallum, Richard W. (2007). "Domperidone: Review of Pharmacology and Clinical Applications in Gastroenterology". The American Journal of Gastroenterology. 102 (9): 2036–2045. doi:10.1111/j.1572-0241.2007.01255.x. ISSN 0002-9270. PMID 17488253.
  2. "БРЮЛІУМ ЛІНГВАТАБС" [BRULIUM LINGUATABS]. Нормативно-директивні документи МОЗ України (in ยูเครน). 2014-03-18. สืบค้นเมื่อ 2015-05-29.
  3. "Domperidone". Archived from the original on 2013-05-22. สืบค้นเมื่อ 2013-06-30.
  4. 4.0 4.1 Rose, Suzanne (2004-10). Gastrointestinal and Hepatobiliary Pathophysiology. Hayes Barton Press. pp. 523-. ISBN 978-1-59377-181-2. Check date values in: |date= (help)
  5. 5.0 5.1 5.2 "Identification of the cytochrome P450 enzymes involved in the metabolism of domperidone". 2008. doi:10.1080/00498250400015301.
  6. 6.0 6.1 Index Nominum 2000: International Drug Directory. Taylor & Francis. 2000-01. pp. 366-. ISBN 978-3-88763-075-1. Check date values in: |date= (help)
  7. 7.0 7.1 7.2 7.3 7.4 7.5 7.6 7.7 Barone, JA (1999). "Domperidone: a peripherally acting dopamine2-receptor antagonist". The Annals of Pharmacotherapy. 33 (4): 429–40. doi:10.1345/aph.18003. PMID 10332535.
  8. "MOTILIUM INSTANTS PL 13249/0028" (PDF). Medicines and Healthcare Products Regulatory Agency. 2010-02-23. Archived (PDF) from the original on 2014-10-31. สืบค้นเมื่อ 2014-10-31.
  9. 9.0 9.1 "CMDh confirms recommendations on restricting use of domperidone-containing medicines: European Commission to take final legal decision". European Medicines Agency. 2014-04-25. Archived from the original on 2016-01-30. สืบค้นเมื่อ 2014-10-31.
  10. Reddymasu, SC; Soykan, I; McCallum, RW (2007). "Domperidone: review of pharmacology and clinical applications in gastroenterology". Am. J. Gastroenterol. 102 (9): 2036–45. doi:10.1111/j.1572-0241.2007.01255.x. PMID 17488253.
  11. "Domperidone - heart rate and rhythm disorders." Canadian adverse reactions newsletter. Government of Canada. January 2007 17(1)
  12. "How to Obtain". Food and Drug Administration. 2015-02-10. สืบค้นเมื่อ 2016-02-24.
  13. Swann, IL; Thompson, EN; Qureshi, K (1979-11). "Domperidone or metoclopramide in preventing chemotherapeutically induced nausea and vomiting". British Medical Journal. 2 (6199): 1188. doi:10.1136/bmj.2.6199.1188. PMC 1597274. PMID 519355. Check date values in: |date= (help)
  14. Worthington, I; Pringsheim, T; Gawel, MJ; Gladstone, J; Cooper, P; Dilli, E; Aube, M; Leroux, E; Becker, WJ (2013-09). "Canadian Headache Society Guideline: acute drug therapy for migraine headache". The Canadian Journal of Neurological Sciences. 40 (5 Suppl 3): S1–S80. PMID 23968886. Check date values in: |date= (help)
  15. Stevens, JE; Jones, KL; Rayner, CK; Horowitz, M (2013-06). "Pathophysiology and pharmacotherapy of gastroparesis: current and future perspectives". Expert Opinion on Pharmacotherapy. 14 (9): 1171–86. doi:10.1517/14656566.2013.795948. PMID 23663133. Check date values in: |date= (help)
  16. Silvers, D; Kipnes, M; Broadstone, V; Patterson, D; Quigley, EM; McCallum, R; Leidy, NK; Farup, C; Liu, Y; Joslyn, A (1998). "Domperidone in the management of symptoms of diabetic gastroparesis: efficacy, tolerability, and quality-of-life outcomes in a multicenter controlled trial. DOM-USA-5 Study Group". Clinical Therapeutics. 20 (3): 438–53. doi:10.1016/S0149-2918(98)80054-4. PMID 9663360.
  17. Janssen, P; Harris, MS; Jones, M; Masaoka, T; Farré, R; Törnblom, H; Van Oudenhove, L; Simrén, M; Tack, J (2013-09). "The relation between symptom improvement and gastric emptying in the treatment of diabetic and idiopathic gastroparesis". The American Journal of Gastroenterology. 108 (9): 1382–91. doi:10.1038/ajg.2013.118. PMID 24005344. Check date values in: |date= (help)
  18. "Extrapyramidal symptoms with atypical antipsychotics: incidence, prevention and management". 2005. PMID 15733025.
  19. Ferrier, J. "Domperidone as an unintended antipsychotic". Can Pharm J. 147: 76–7. doi:10.1177/1715163514521969. PMC 3962062. PMID 24660005.
  20. Nishikawa, N; Nagai, M; Tsujii, T; Iwaki, H; Yabe, H; Nomoto, M (2012). "Coadministration of domperidone increases plasma levodopa concentration in patients with Parkinson disease". Clinical Neuropharmacology. 35 (4): 182–4. doi:10.1097/WNF.0b013e3182575cdb. PMID 22751085.
  21. Lertxundi, U; Domingo-Echaburu, S; Soraluce, A; García, M; Ruiz-Osante, B; Aguirre, C (2013-02). "Domperidone in Parkinson's disease: a perilous arrhythmogenic or the gold standard?". Current Drug Safety. 8 (1): 63–8. doi:10.2174/1574886311308010009. PMID 23656449. Check date values in: |date= (help)
  22. Malek, NM; Grosset, KA; Stewart, D; Macphee, GJ; Grosset, DG (2013-06). "Prescription of drugs with potential adverse effects on cardiac conduction in Parkinson's disease". Parkinsonism & Related Disorders. 19 (6): 586–9. doi:10.1016/j.parkreldis.2013.02.004. PMID 23522959. Check date values in: |date= (help)
  23. Xiao, M; Qiu, X; Yue, D; Cai, Y; Mo, Q (2013). "Influence of hippophae rhamnoides on two appetite factors, gastric emptying and metabolic parameters, in children with functional dyspepsia". Hellenic Journal of Nuclear Medicine. 16 (1): 38–43. doi:10.1967/s002449910070 (inactive 2017-01-14). PMID 23529392.
  24. Huang, X; Lv, B; Zhang, S; Fan, YH; Meng, LN (2012-12). "Itopride therapy for functional dyspepsia: a meta-analysis". World Journal of Gastroenterology. 18 (48): 7371–7. doi:10.3748/wjg.v18.i48.7371. PMC 3544044. PMID 23326147. Check date values in: |date= (help)
  25. Grzeskowiak, LE; Lim, SW; Thomas, AE; Ritchie, U; Gordon, AL (2013-02). "Audit of domperidone use as a galactogogue at an Australian tertiary teaching hospital". Journal of Human Lactation. 29 (1): 32–7. doi:10.1177/0890334412459804. PMID 23015150. Check date values in: |date= (help)
  26. Donovan, TJ; Buchanan, K (2012). "Medications for increasing milk supply in mothers expressing breastmilk for their preterm hospitalised infants". The Cochrane Database of Systematic Reviews. 3 (3): CD005544. doi:10.1002/14651858.CD005544.pub2. PMID 22419310.
  27. da Silva, OP; Knoppert, DC (2004-09). "Domperidone for lactating women". CMAJ. 171 (7): 725–6. doi:10.1503/cmaj.1041054. PMC 517853. PMID 15451832. Check date values in: |date= (help)
  28. "FDA warns against women using unapproved drug, domperidone to increase milk production". U.S. Food and Drug Administration. 2004-06-07. Archived from the original on 2016-03-04.
  29. Asztalos, EV; Campbell-Yeo, M; daSilva, OP; Kiss, A; Knoppert, DC; Ito, S (2012). "Enhancing breast milk production with Domperidone in mothers of preterm neonates (EMPOWER trial)". BMC Pregnancy and Childbirth. 12: 87. doi:10.1186/1471-2393-12-87. PMC 3532128. PMID 22935052.
  30. Asztalos, EV; Campbell-Yeo, M; da Silva, OP; Ito, S; Kiss, A; Knoppert, D; EMPOWER Study Collaborative Group (2017). "Enhancing human milk production with Domperidone in mothers of preterm infants". Journal of Human Lactation. 33 (1): 181–187. doi:10.1177/0890334416680176. PMID 28107101.
  31. 31.0 31.1 31.2 31.3 Henderson, Amanda (2003). "Domperidone: Discovering New Choices for Lactating Mothers". AWHONN Lifelines. 7 (1): 54–60. doi:10.1177/1091592303251726. ISSN 1091-5923. PMID 12674062.
  32. Donovan, Timothy J; Buchanan, Kerry (2012-03-14). Cochrane Database of Systematic Reviews (in อังกฤษ). John Wiley & Sons, Ltd. doi:10.1002/14651858.cd005544.pub2/full.
  33. Kapoor, A.K.; Raju, S.M. (2013). "7.2 Gastrointestinal Drugs". Illustrated Medical Pharmacology. JP Medical Ltd. p. 677. ISBN 9350906554. สืบค้นเมื่อ 2014-10-31. (Google Books)
  34. Smith, Rebecca (2014-08-01). "Fear that reflux treatment for babies will be denied under new Nice guidance". The Daily Telegraph. Archived from the original on 2014-10-31. สืบค้นเมื่อ 2014-10-31.
  35. Swannick, G. (ed.) "MIMS Australia." December 2013
  36. "Dystonias Fact Sheet". National Institute of Neurological Disorders and Stroke. 2018-07-06. Archived from the original on 2018-07-28.
  37. "Dystonia". 2014. PMID 24978640.
  38. 38.0 38.1 Joslin, Elliott Proctor; Kahn, C Ronald (2005). Joslin's Diabetes Mellitus: Edited by C. Ronald Kahn ... [et Al.]. Lippincott Williams & Wilkins. pp. 1084-. ISBN 978-0-7817-2796-9.
  39. 39.0 39.1 39.2 Sabanegh, Edmund S (Jr) (2010-10-20). Male Infertility: Problems and Solutions. Springer Science & Business Media. pp. 83-. ISBN 978-1-60761-193-6.
  40. Gerald G. Briggs; Roger K. Freeman; Sumner J. Yaffe (2012-03-28). Drugs in Pregnancy and Lactation: A Reference Guide to Fetal and Neonatal Risk. Lippincott Williams & Wilkins. pp. 442-. ISBN 978-1-4511-5359-0.
  41. Leelakanok, N; Holcombe, A; Schweizer, ML (2015). "Domperidone and Risk of Ventricular Arrhythmia and Cardiac Death: A Systematic Review and Meta-analysis". Clin Drug Investig. 36 (2): 97–107. doi:10.1007/s40261-015-0360-0. PMID 26649742.
  42. van Noord, C; Dieleman, JP; van Herpen, G; Verhamme, K; Sturkenboom, MC (2010-11). "Domperidone and ventricular arrhythmia or sudden cardiac death: a population-based case-control study in the Netherlands". Drug Safety. 33 (11): 1003–14. doi:10.2165/11536840-000000000-00000. PMID 20925438. Check date values in: |date= (help)
  43. Johannes, CB; Varas-Lorenzo, C; McQuay, LJ; Midkiff, KD; Fife, D (2010-09). "Risk of serious ventricular arrhythmia and sudden cardiac death in a cohort of users of domperidone: a nested case-control study". Pharmacoepidemiology and Drug Safety. 19 (9): 881–8. doi:10.1002/pds.2016. PMID 20652862. Check date values in: |date= (help)
  44. Rossi, M; Giorgi, G (2010). "Domperidone and long QT syndrome". Curr Drug Saf. 5 (3): 257–62. doi:10.2174/157488610791698334. PMID 20394569.
  45. Doggrell, SA; Hancox, JC (2014). "Cardiac safety concerns for domperidone, an antiemetic and prokinetic, and galactogogue medicine". Expert Opin Drug Saf. 13 (1): 131–8. doi:10.1517/14740338.2014.851193. PMID 24147629.
  46. Marzi, Marta; Weitz, Darío; Avila, Aylén; Molina, Gabriel; Caraballo, Lucía; Piskulic, Laura (2015). "Efectos adversos cardíacos de la domperidona en pacientes adultos: revisión sistemática". Revista médica de Chile. 143 (1): 14–21. doi:10.4067/S0034-98872015000100002. ISSN 0034-9887.
  47. 47.0 47.1 Buffery, PJ; Strother, RM (2015). "Domperidone safety: a mini-review of the science of QT prolongation and clinical implications of recent global regulatory recommendations". N. Z. Med. J. 128 (1416): 66–74. PMID 26117678.
  48. Ortiz, Arleen; Cooper, Chad J.; Alvarez, Alicia; Gomez, Yvette; Sarosiek, Irene; McCallum, Richard W. (2015). "Cardiovascular Safety Profile and Clinical Experience With High-Dose Domperidone Therapy for Nausea and Vomiting". The American Journal of the Medical Sciences. 349 (5): 421–424. doi:10.1097/MAJ.0000000000000439. ISSN 0002-9629.
  49. Djeddi, DKongolo, G; Lefaix, C; Mounard, J; Léké, A (2008-11). "Effect of domperidone on QT interval in neonates". The Journal of Pediatrics. 153 (5): 663–6. doi:10.1016/j.jpeds.2008.05.013. PMID 18589449. Check date values in: |date= (help)
  50. Günlemez, A; Babaoğlu, A; Arisoy, AE; Türker, G; Gökalp, AS (2010-01). "Effect of domperidone on the QTc interval in premature infants". Journal of Perinatology. 30 (1): 50–3. doi:10.1038/jp.2009.96. PMC 2834362. PMID 19626027. Check date values in: |date= (help)
  51. "Domperidone: risks of cardiac side effects". MHRA. 2014-05-30. Archived from the original on 2018-08-25. สืบค้นเมื่อ 2018-09-14.
  52. 52.0 52.1 52.2 "Neuroleptic malignant syndrome: a review for neurohospitalists". 2011-01. PMID 23983836. Check date values in: |date= (help)
  53. "Neuroleptic Malignant Syndrome - NORD (National Organization for Rare Disorders)". NORD (National Organization for Rare Disorders). 2004. สืบค้นเมื่อ 2017-07-01.
  54. Coulthard, MG; Haycock, GB (2003-01). "Distinguishing between salt poisoning and hypernatraemic dehydration in children". BMJ (Clinical Research Ed.). 326 (7381): 157–60. doi:10.1136/bmj.326.7381.157. PMC 1128889. PMID 12531853. Check date values in: |date= (help)
  55. Chang, SY; Fancher, RM; Zhang, H; Gan, J (2010). "Mechanism-based inhibition of human cytochrome P4503A4 by domperidone". Xenobiotica. 40 (2): 138–45. doi:10.3109/00498250903406762. PMID 20082577.
  56. Yoshizato, T; Kotegawa, T; Imai, H; Tsutsumi, K; Imanaga, J; Ohyama, T; Ohashi, K (2012-09). "Itraconazole and domperidone: a placebo-controlled drug interaction study". European Journal of Clinical Pharmacology. 68 (9): 1287–94. doi:10.1007/s00228-012-1258-x. PMID 22418831. Check date values in: |date= (help)
  57. Boyce, MJ; Baisley, KJ; Warrington, SJ (2012-03). "Pharmacokinetic interaction between domperidone and ketoconazole leads to QT prolongation in healthy volunteers: a randomized, placebo-controlled, double-blind, crossover study". British Journal of Clinical Pharmacology. 73 (3): 411–21. doi:10.1111/j.1365-2125.2011.04093.x. PMC 3370345. PMID 21883386. Check date values in: |date= (help)
  58. 58.0 58.1 58.2 Aronson, Jeffrey K (2009-11-27). Meyler's Side Effects of Antimicrobial Drugs. Elsevier. pp. 2244-. ISBN 978-0-08-093293-4.
  59. Ung, D; Parkman, HP; Nagar, S (2009-10). "Metabolic interactions between prokinetic agents domperidone and erythromycin: an in vitro analysis". Xenobiotica. 39 (10): 749–56. doi:10.1080/00498250903096121. PMID 19575604. Check date values in: |date= (help)
  60. "Grapefruit, Medicine Interaction Warning Expanded". ABC News. 2012-11-26. Archived from the original on 2014-10-31. สืบค้นเมื่อ 2014-10-31.
  61. Bron, B; Massih, L (1980). "Domperidone: A drug with powerful action on the lower esophageal sphincter pressure". Digestion. 20 (6): 375–8. doi:10.1159/000198476. PMID 7409348.
  62. Saeb-Parsy, K (1999). Instant pharmacology. John Wiley & Sons. p. 216. ISBN 9780471976394.
  63. Sakamoto, Y; Kato, S; Sekino, Y; Sakai, E; Uchiyama, T; Iida, H; Hosono, K; Endo, H; Fujita, K; Koide, T; Takahashi, H; Yoneda, M; Tokoro, C; Goto, A; Abe, Y; Kobayashi, N; Kubota, K; Maeda, S; Nakajima, A; Inamori, M (2011). "Effects of domperidone on gastric emptying: a crossover study using a continuous real-time 13C breath test (BreathID system)". Hepato-gastroenterology. 58 (106): 637–41. PMID 21661445.
  64. Parkman, HP; Jacobs, MR; Mishra, A; Hurdle, JA; Sachdeva, P; Gaughan, JP; Krynetskiy, E (2011-01). "Domperidone treatment for gastroparesis: demographic and pharmacogenetic characterization of clinical efficacy and side-effects". Digestive Diseases and Sciences. 56 (1): 115–24. doi:10.1007/s10620-010-1472-2. PMID 21063774. Check date values in: |date= (help)
  65. Gabay, MP (2002). "Galactogogues: medications that induce lactation". J Hum Lact. 18 (3): 274–9. doi:10.1177/089033440201800311. PMID 12192964.
  66. 66.0 66.1 66.2 66.3 66.4 66.5 66.6 Hofmeyr, GJ; Van Iddekinge, B; Blott, JA (1985). "Domperidone: secretion in breast milk and effect on puerperal prolactin levels". Br J Obstet Gynaecol. 92 (2): 141–4. doi:10.1111/j.1471-0528.1985.tb01065.x. PMID 3882143.
  67. 67.0 67.1 67.2 67.3 67.4 67.5 Brouwers, JR; Assies, J; Wiersinga, WM; Huizing, G; Tytgat, GN (1980). "Plasma prolactin levels after acute and subchronic oral administration of domperidone and of metoclopramide: a cross-over study in healthy volunteers". Clin. Endocrinol. 12 (5): 435–40. doi:10.1111/j.1365-2265.1980.tb02733.x. PMID 7428183.
  68. Fujino, T; Kato, H; Yamashita, S; Aramaki, S; Morioka, H; Koresawa, M; Miyauchi, F; Toyoshima, H; Torigoe, T (1980). "Effects of domperidone on serum prolactin levels in human beings". Endocrinol. Jpn. 27 (4): 521–5. doi:10.1507/endocrj1954.27.521. PMID 7460861.
  69. Riordan, Jan (2005-01). Breastfeeding and Human Lactation. Jones & Bartlett Learning. pp. 76-. ISBN 978-0-7637-4585-1. Check date values in: |date= (help)
  70. Becker, Kenneth L (2001). Principles and Practice of Endocrinology and Metabolism. Lippincott Williams & Wilkins. pp. 147-. ISBN 978-0-7817-1750-2.
  71. Youssef, AS; Parkman, HP; Nagar, S (2015). "Drug-drug interactions in pharmacologic management of gastroparesis". Neurogastroenterol. Motil. 27 (11): 1528–41. doi:10.1111/nmo.12614. PMID 26059917.
  72. Bardal, Stan K; Waechter, Jason E; Martin, Douglas S (2011). Applied Pharmacology. Elsevier Health Sciences. pp. 184-. ISBN 1-4377-0310-0.
  73. Hospital Formulary. HFM Publishing Corporation. 1991. p. 171. Domperidone, a benzimidazole derivative, is structurally related to the butyrophenone tranquilizers (eg, haloperidol (Haldol, Halperon]).
  74. Giovanni Biggio; Erminio Costa; P. F. Spano (2013-10-22). Receptors as Supramolecular Entities: Proceedings of the Biannual Capo Boi Conference, Cagliari, Italy, 7-10 June 1981. Elsevier Science. pp. 3-. ISBN 978-1-4831-5550-0.
  75. Wan, EW; Davey, K; Page-Sharp, M; Hartmann, PE; Simmer, K; Ilett, KF (2008-05-27). "Dose-effect study of domperidone as a galactagogue in preterm mothers with insufficient milk supply, and its transfer into milk". British Journal of Clinical Pharmacology. 66 (2): 283–289. doi:10.1111/j.1365-2125.2008.03207.x. PMC 2492930. PMID 18507654.
  76. 76.0 76.1 76.2 Sneader, Walter (2005). "Plant Product Analogues and Compounds Derived from Them". Drug discovery : a history. Chichester: John Wiley & Sons Ltd. p. 125. ISBN 0-471-89979-8.
  77. Corsini, Giovanni Umberto (2010). "Apomorphine: from experimental tool to therpeutic aid". In Ban, Thomas A; Healy, David & Shorter, Edward. The Triumph of Psychopharacology and the Story of CINP (PDF). CINP. p. 54. ISBN 9634081819. Archived from the original (PDF) on 2014-11-01.
  78. "Domperidone". Pharmaceutical Manufacturing Encyclopedia. 1–4 (3rd ed.). William Andrew Publishing. 2013. p. 138. ISBN 9780815518563. สืบค้นเมื่อ 2014-12-12.
  79. Rathbone, Michael J.; Hadgraft, Jonathan; Roberts, Michael S. (2002). "The Zydis Oral Fast-Dissolving Dosage Form". Modified-Release Drug Delivery Technology. CRC Press. p. 200. ISBN 9780824708696. สืบค้นเมื่อ 2014-10-31.
  80. Elks, J (2014-11-14). The Dictionary of Drugs: Chemical Data: Chemical Data, Structures and Bibliographies. Springer. pp. 466-. ISBN 978-1-4757-2085-3.
  81. "Domperidone". drugs.com. Archived from the original on 2017-12-01. สืบค้นเมื่อ 2018-09-14.
  82. Fais, Paolo; Vermiglio, Elisa; Laposata, Chiara; Lockwood, Robert; Gottardo, Rossella; De Leo, Domenico (2015). "A case of sudden cardiac death following Domperidone self-medication". Forensic Science International. 254: e1–e3. doi:10.1016/j.forsciint.2015.06.004. ISSN 0379-0738. PMID 26119456.
  83. Hofmeyr, G. J.; Van Iddekinge, B.; Van Der Walt, L. A. (2009). "Effect of domperidone-induced hyperprolactinaemia on the menstrual cycle; a placebo-controlled study". Journal of Obstetrics and Gynaecology. 5 (4): 263–264. doi:10.3109/01443618509067772. ISSN 0144-3615.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]