อีโบลา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Ebola virus disease
Ebola virus em.png
โครงสร้างเส้นใยของไวรัสอีโบลาถ่ายโดยกล้องจุลทัศน์อีเล็กตรอน
การจำแนก และแหล่งข้อมูลอื่น
ICD-10 A98.4
ICD-9 065.8
DiseasesDB 18043
MedlinePlus 001339
eMedicine med/626
MeSH D019142
โครงสร้างเส้นใยของไวรัสอีโบลาถ่ายโดยกล้องจุลทัศน์อีเล็กตรอน

อีโบลา (อังกฤษ: Ebola) เป็นคำสามัญที่ใช้กับทั้งกลุ่มของไวรัสที่อยู่ในสกุลอีโบราไวรัส (Ebolavirus) วงศ์ ฟิโลไวลิเดอี (Filoviridae) และใช้กับโรคที่ไวรัสชนิดนี้ก่อขึ้นคือโรค "ไข้เลือดออกอีโบลา" (Ebola hemorrhagic fever) ลักษณะของไวรัสจะเป็นรูปเส้นยาวล้อมด้วยลิปิดหรือไขมันตัวห่อหุ้มไวรัส (viral envelope) ไวรัสอีโบลามีรูปลักษณะคล้ายคลึงกับไวรัสมาร์เบิร์ก (Marburg virus) ซึ่งอยู่ในวงศ์ฟิโลไวลิเดอีเช่นเดียวกัน และยังมีอาการของโรคคล้ายคลึงกันด้วย โรคระบาดอีโบลาสร้างปัญหาที่หนักและร้ายแรงและเป็นที่กล่าวขวัญมากกันที่สุดนับตั้งแต่เมื่อถูกค้นพบในการระบาดครั้งแรก รวมทั้งการถูกนำไปทำภาพยนตร์ประเภทสยองขวัญ

เชื่อว่าอีโบลาเป็นไวรัสประเภทซูโนติก (zoonoticvirus -ผ่านจากสัตว์ไปยังคน) แม้องค์การอนามัยโลกจะได้พยายามอย่างหนักก็ยังไม่สามารถบอกได้โดยชัดเจนว่าสัตว์ชนิดใดเป็นตัวพาหะคาดเพียงว่าน่าจะเป็นค้างคาวประเภทกินผลไม้

เนื่องจากยังไม่อาจทราบได้ว่าสัตว์ชนิดใดเป็นพาหะของไวรัส องค์การอนามัยโลกจึงวางมาตรการเข้มงวดกำหนดให้จัดไวรัสอีโบลาไว้เป็น "ความปลอดภัยชีวภาพ ระดับ 4" (Biosafety Level 4) ซึ่งจะต้องจัดการห่อหุ่มในการขนย้ายและจัดเก็บด้วยความระมัดระวังอย่างสูง

ไข้เลือดออกอีโบลามีความร้ายแรงถึงเสียชีวิตเนื่องจากยังไม่มีวัคซีนที่สามารถใช้ป้องกันและรักษาได้ นอกจากถูกจัดด้านการระมัดระวังไว้ด้านความปลอดภัยทางชีวภาพไว้ที่ระดับ 4 แล้ว อีโบลา ยังถูกจัดเป็นตัวการที่อาจใช้ "ก่อการร้ายทางชีวภาพประเภท ก" (Category A bioterrorism) อีกด้วยโดยศูนย์ป้องกันและควบคุมโรค ขององค์การอนามัยโรคด้วย ไวรัสอีโบลามีศักยภาพที่จะนำมาใช้พัฒนาเป็นอาวุธได้ในสงครามชีวภาพทั้งโดยฝ่ายสหภาพโซเวียตและสหรัฐฯ ประสิทธิภาพของอีโบลาได้แก่ความร้ายแรงที่สูงมากและความรวดเร็ว ซึ่งอาจใช้กับหมู่บ้านเล็กๆ หรือโรงพยาบาลซึ่งเมื่อฆ่าประชากรทั้งหมดก็จะเผาทำลายให้หยุดก่อนระบาดเข้าไปในชุมชนที่ใหญ่

ศัพท์มูลวิทยา[แก้]

ไวรัสชนิดนี้ได้ชื่อมาจากพื้นที่ลุ่มแม่น้ำอีโบลาในประเทศในทวีปแอฟริกาคือ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ชื่อเดิมว่า ซาอีร์) ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับพื้นที่ที่โรคนี้ระบาดเป็นครั้งแรก

โครงสร้าง[แก้]

ขนาดและรูปร่าง[แก้]

จากการดูไวรัสอีโบลาด้วยกล้องจุลทัศน์อิเล็กตรอนพบว่าตัวมันมีลักษณะเป็นเส้นด้ายในกลุ่มฟิโลไวรัส ไวรัสอีโบลาหรือ EBOV VP30 มีความยาวประมาณ 288 หน่วยกรดอะมิโน ตัวไวรัสมีลักษณะเป็นท่อมีรูปร่างขดตัวต่างกันหลายแบบ เช่นคล้ายตัว "U" หรือเลข "6" แต่อาจเป็นไปได้ที่เครื่องปั่นหนีศูนย์ที่ใช้ในกระบวนการทำบริสุทธิ์อาจทำให้ตัวมันมีลักษณะดังที่เห็นก็เป็นได้ โดยทั่วไปเส้นผ่าศูนย์กลางของไวรัสนี้จะตกอยู่ประมาณ 80 นาโนเมตร ความยาวผันแปรแตกต่างกันมากกว่าลำตัว ซึ่งอาจยาวได้ถึง 1,400 นาโนเมตร แต่โดยปกติแล้วไวรัสอีโบลาจะยาวประมาณ 1,000 นาโนเมตร

จีโนม[แก้]

จีโนม ของไวรัสแต่ละตัวจะมีโมเลกุลย่อยที่ยาวเป็นเส้นเดี่ยว และเป็น อาร์เอนเอ ประเภทเนกาทีฟ (negative sense RNA) ยาวเป็นจำนวน 18959 ถึง 18961 นิวคลิโอไทด์


โรคไข้เลือดออกอีโบลา[แก้]

อาการโรคและการติดโรค[แก้]

ภาพพยาบาลสองคนถ่ายในโรงพยาบาลเมืองคินชาซาเมื่อ พ.ศ. 2519 กำลังยืนอยู่หน้าเตียงคนไข้รายที่ 3 ซึ่งเป็นพยาบาลที่ติดโรค เธอได้รับการรักษาแต่ก็เสียชีวิต

อาการของโรคมีความผันแปรและมักเกิดฉับพลัน อาการแรกเริ่มได้แก่การมีไข้สูง (อย่างต่ำ 38.8°C หรือ 102°F) ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ปวดกล้ามเนื้อ ข้อและช่องท้องรุนแรง อ่อนเพลียอย่างหนักและวิงเวียนศีรษะ ในช่วงแรกๆ ที่เกิดการระบาดและยังไม่เป็นที่รู้จักมากมักวินิจฉัยว่าเป็นไข้มาลาเรีย ไข้ไทฟอยด์ ท้องร่วง ไข้หวัดใหญ่ รวทั้งโรคอื่นๆ ที่เกิดจากแบคทีเรียซึ่งมีอาการคล้ายคลึงแต่ไม่รุนแรงถึงชีวิต

อาการอาจรุนแรงลามถึงขั้นร้ายขึ้น เช่นอาการท้องร่วงอย่างแรง อุจจาระกลายเป็นสีดำหรือแดงจัด อาเจียนเป็นโลหิต ตาแดงจัด ความดันโลหิตลดต่ำกว่า 90/60 ไต ม้ามและตับได้รับความเสียหาย อัตราการตายสูงมากถึงระหว่าง 50% - 90% สาเหตุที่ตายเกิดจากขาดเลือด หรืออวัยวะวาย

การรักษา[แก้]

หอผู้ป่วยแยกในโรงพยาบาลที่เมืองกูลู อูกานดา เมื่อคราวการระบาดเมื่อ พ.ศ. 2543

ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาจำเพาะสำหรับโรคไวรัสอีโบลา มีแต่เพียงการรักษาประคับประคอง (supportive treatment) ได้แก่ทำหัตถการแบบรุกล้ำให้น้อยที่สุด รักษาสมดุลอิเล็กโตรไลต์และสารน้ำเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ ให้สารต้านการแข็งตัวของเลือดในระยะแรกเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดลิ่มเลือดแข็งตัวในหลอดเลือดแบบแพร่กระจาย (DIC) ให้สารช่วยการแข็งตัวของเลือดในระยะท้ายเพื่อควบคุมไม่ให้มีเลือดออก รักษาระดับออกซิเจน บรรเทาอาการปวด และใช้ยาต้านเชื่อแบคทีเรียหรือยาต้านเชื้อราเพื่อรักษาการติดเชื้อซำซ้อน (ถ้ามี)

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. Death Called a River Jason Socrates Bardi. Scribbs Research Institute. Retrieved 2006-12-08.
  2. a b c d e f g Hans-Dieter K, Feldmann H. Ebola and Marburg Viruses, Molecular and Cellular Biology. 2004, Horizon Bioscience.
  3. http://www.itg.be/ebola/ebola-12.htm Two Belgian nurses died of Ebola
  4. http://virus.stanford.edu/filo/eboci.html
  5. a b c WHO Fact Sheet Ebola haemorrhagic fever
  6. Bray et al. “Ebola virus: the role of macrophages and dendritic cells in the pathogenesis of Ebola haemorrhagic fever.”, Int J Biochem Cell Biol. 2005 Aug, 37 (8) :1560-1566
  7. "Dr. Matthew's Passion", New York Times, 18 February 2001
  8. http://www.usamriid.army.mil/press%20releases/warfield_press_release.pdf
  9. Jones et al. “Live attenuated recombinant vaccine protects nonhuman primates against Ebola and Marburg viruses”, Nat Med. 2005 Jul, 11 (7) :786-790
  10. Hevey et al. "Marburg virus vaccines based upon alphavirus replicons protect guinea pigs and nonhuman primates", Virology, 1998, 251:28-37
  11. Sullivan et al. “Accelerated vaccination for Ebola virus haemorrhagic fever in non-human primates”, Nature 2003 Aug, 424 (6949) :602
  12. NIAID Ebola Vaccine Enters Human Trial, November 18, 2003
  13. a b c Pourrut, X, Kumulungui, B, Wittmann, T et al. (2005). The natural history of Ebola virus in Africa. Microbes and Infection. 7:1005–1014.
  14. Morvan, JM, Deubel, V, Gounon, P et al. (1999). Identification of Ebola virus sequences present as RNA or DNA in organs of terrestrial small mammals of the Central African Republic. Microbes and Infection. 1:1193–1201.
  15. Fruit bats may carry Ebola virus, BBC News, December 1, 2005
  16. Swanepoel, R, Leman, PA, Burt, FJ. (1996). Experimental inoculation of plants and animals with Ebola virus. Emerging Infectious Diseases. 2:321–3215.
  17. Leroy, EM, Kimulugui, B, Pourrut, X et al. (2005). Fruit bats as reservoirs of Ebola virus. Nature. 438:575–576.
  18. Hoenen et al. “Ebola virus: unravelling pathogenesis to combat a deadly disease.”, Trends Mol. Med. 2006 May, 12 (5) :206-215
  19. http://www.medicalnewstoday.com/medicalnews.php?newsid=6042,
  20. http://www.technologyreview.com/read_article.aspx?ch=biotech&sc=&id=16485&pg=4
  21. http://www.zkea.com/archives/archive02006.html
  22. http://cns.miis.edu/pubs/reports/pdfs/aum_chrn.pdf