ไข้เด็งกี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
"ไข้เลือดออก" เปลี่ยนทางมาที่นี่ บทความนี้เกี่ยวกับไข้เลือดออกเด็งกี สำหรับกลุ่มโรคไข้เลือดออกโดยรวม ดูที่ ไข้เลือดออกจากไวรัส
ไข้เด็งกี
(Dengue fever)
การจำแนกและทรัพยากรภายนอก
ภาพถ่ายหลังของบุคคลที่ผิวหนังแสดงผื่นลักษณะเฉพาะของไข้เด็งกี
ผื่นลักษณะเฉพาะของไข้เลือดออกเด็งกี
ICD-10 A90
ICD-9 061
DiseasesDB 3564
MedlinePlus 001374
eMedicine med/528
MeSH C02.782.417.214

ไข้เด็งกี (อังกฤษ: Dengue fever) หรือในประเทศไทยนิยมเรียกว่า ไข้เลือดออก เป็นโรคติดเชื้อซึ่งระบาดในเขตร้อน เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเด็งกี ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ และมีผื่นลักษณะเฉพาะซึ่งคล้ายกับผื่นของโรคหัด ผู้ป่วยส่วนหนึ่งจะมีอาการรุนแรง จนกลายเป็นไข้เลือดออกเด็งกี (Dengue hemorrhagic fever) ที่เป็นอันตรายถึงชีวิต ซึ่งทำให้มีเลือดออกง่าย มีเกล็ดเลือดต่ำ และมีการรั่วของพลาสมา หรือรุนแรงมากขึ้นเป็นกลุ่มอาการไข้เลือดออกช็อก (Dengue shock syndrome) ซึ่งมีความดันโลหิตต่ำอย่างเป็นอันตรายได้

ไข้เลือดออกติดต่อผ่านทางพาหะคือยุงหลายสปีชีส์ในจีนัส Aedes โดยเฉพาะ A. aegypti หรือยุงลายบ้าน ไวรัสเด็งกีมีชนิดย่อยอยู่สี่ชนิด การติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งมักทำให้ผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสชนิดนั้น ๆ ไปตลอดชีวิต แต่มีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสเด็งกีชนิดอื่น ๆ ในเวลาสั้น ๆ การติดเชื้อไวรัสเด็งกีชนิดอื่นในภายหลังเพิ่มความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนรุนแรง การป้องกันโรคทำโดยลดจำนวนแหล่งเพาะพันธุ์และจำนวนของยุง และป้องกันมิให้ยุงลายกัด เพราะยังไม่มีวัคซีนในทางพาณิชย์

ยังไม่มีวิธีจำเพาะในการรักษาไข้เลือดออก การรักษาหลัก ๆ เป็นการรักษาประคับประคอง สำหรับผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรงรักษาโดยการคืนน้ำ อาจใช้การกินทางปากหรือการให้ทางหลอดเลือดดำ และสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงรักษาโดยให้สารน้ำหรือเลือดหรือองค์ประกอบของเลือดทางหลอดเลือดดำ อุบัติการณ์ของไข้เลือดออกเพิ่มขึ้นมากตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1960 โดยมีผู้ป่วยติดเชื้อ 50-100 ล้านคนต่อปี โรคนี้มีการอธิบายเอาไว้ครั้งแรกตั้งแต่ ค.ศ. 1779 ส่วนไวรัสที่เป็นสาเหตุและกลไกการติดต่อนั้นค้นพบเมื่อช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา ไข้เลือดออกได้กลายเป็นปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งทั่วโลก มีประเทศที่เป็นพื้นที่ระบาดมากกว่า 110 ประเทศ ปัจจุบันนอกจากความพยายามลดจำนวนยุงแล้วยังมีความพยายามพัฒนาวัคซีนและยาที่ออกฤทธิ์โดยตรงกับไวรัสด้วย

อาการและอาการแสดง[แก้]

Outline of a human torso with arrows indicating the organs affected in the various stages of dengue fever
ภาพแสดงอาการของผู้ป่วยไข้เลือดออก

ผู้ติดเชื้อไวรัสเด็งกีส่วนใหญ่ไม่มีอาการ (80%) หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น เป็นไข้ และไม่มีภาวะแทรกซ้อนใด ๆ[1][2][3] อีกส่วนหนึ่งมีอาการรุนแรงกว่า (5%) และเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่อาการรุนแรงมากจนเสี่ยงต่อการเสียชีวิต[1][3] ระยะฟักตัวของโรคอยู่ที่ 3-14 วัน แต่ส่วนใหญ่ประมาณ 4-7 วัน[4] ดังนั้นสำหรับคนที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ระบาด แต่เดินทางกลับมาจากพื้นที่ระบาด และเมื่อเดินทางกลับแล้ว มีไข้ตั้งแต่หลังวันที่ 14 มีโอกาสน้อยมากที่จะเป็นไข้เลือดออกเด็งกี[5] ผู้ป่วยเด็กส่วนใหญ่มีอาการไม่ต่างจากหวัดหรือกระเพาะอาหารกับลำไส้อักเสบ (ท้องร่วงและอาเจียน) [6] แต่มีโอกาสป่วยหนักได้มากกว่าผู้ใหญ่[5] แม้อาการระยะแรกจะค่อนข้างไม่รุนแรง แต่จะมีไข้สูงด้วย[7]

การดำเนินโรค[แก้]

อาการที่เป็นลักษณะเฉพาะของไข้เลือดออกคือมีไข้เฉียบพลัน ปวดศีรษะ (มักปวดหลังดวงตา) ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ และผื่น อาการปวดข้อและปวดกล้ามเนื้อนี้เป็นที่มาของชื่ออีกชื่อหนึ่งของไข้เลือดออก คือ break-bone fever ("ไข้กระดูกแตก") [1][8] การดำเนินโรคแบ่งเป็นสามระยะ คือระยะไข้ ระยะวิกฤต และระยะฟื้น[9]

ในระยะไข้ ผู้ป่วยจะมีไข้สูง มักสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส มีอาการปวดตามตัวและปวดศีรษะ ระยะนี้มักกินเวลา 2-7 วัน[8][9] อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนด้วย[7] ผู้ป่วยระยะไข้ที่มีอาการ 50-80% จะมีผื่นขึ้น[8][10] ในวันแรกหรือวันที่สองของอาการป่วย ลักษณะเป็นปื้นแดง (erythema) หรือพบในวันที่ 4-7 ลักษณะเป็นผื่นคล้ายผื่นของโรคหัด[10][11] อาจมีจุดเลือดออก[9] (จุดเลือดออกนี้เกิดจากเส้นเลือดฝอยแตก และไม่ปรากฏเมื่อผิวหนังถูกกด) หรืออาจมีเลือดออกจากเยื่อบุปากและจมูกได้เล็กน้อย[5][8] ลักษณะเฉพาของอาการไข้ในไข้เลือดออก คือ ผู้ป่วยมีไข้ขึ้นสองรอบ โดยจะมีไข้ขึ้นครั้งหนึ่งก่อน จากนั้นไข้ลดลงไป และมีไข้ขึ้นอีก 1-2 วันให้หลัง แต่แบบแผนอาการไข้ของไข้เลือดออกมีความแตกต่างกันมาก และยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนว่าแบบแผนไข้เฉพาะเช่นนี้ปรากฏขึ้นบ่อยเพียงใด[11][12]

ผู้ป่วยบางคนมีอาการดำเนินไปถึงระยะวิกฤต คือช่วงที่ไข้ลง ระยะนี้มักกินเวลา 1-2 วัน[9] ซึ่งผู้ป่วยอาจมีสารน้ำสะสมในช่องปอดและช่องท้องมากเนื่องจากสารน้ำรั่วออกจากผนังหลอดเลือดฝอยที่อยู่ในภาวะที่มีสภาพให้ซึมผ่านได้สูงขึ้นอย่างมาก ทำให้มีสารน้ำในระบบไหลเวียนน้อยลง และมีการไหลของเลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญน้อยลง[9] ระยะนี้อาจพบอวัยวะทำหน้าที่ผิดปกติ และมีเลือดออกมาก โดยมักออกจากทางเดินอาหาร[5][9] ภาวะช็อก (กลุ่มอาการช็อกจากไข้เลือดออก, dengue shock syndrome) และการมีเลือดออก ("ไข้เลือดออกเด็งกี", dengue hemorrhagic fever) นั้นพบในผู้ป่วยไข้เด็งกีไม่ถึง 5%[5] อย่างไรก็ดีผู้ที่เคยติดเชื้อไวรัสเด็งกีชนิดอื่นมาก่อนแล้ว (ติดเชื้อครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง) จะมีความเสี่ยงสูงขึ้น[5][13] ระยะวิกฤตนี้พบบ่อยในเด็กและวัยรุ่นมากกว่าวัยอื่น แม้จะพบน้อย[7]

ระยะต่อมาคือระยะฟื้น สารน้ำที่รั่วออกจากหลอดเลือดจะไหลกลับคืนเข้ามา[9] ระยะนี้กินเวลา 2-3 วัน[5] ผู้ป่วยอาจรู้สึกดีขึ้นอย่างมาก อาจมีอาการคันมาก หรือหัวใจเต้นช้าได้[5][9] ในระยะนี้ผู้ป่วยอาจมีสารน้ำในร่างกายเกิน ซึ่งหากเสียสมดุลจนทำให้สมองบวม ก็อาจมีระดับการรู้สึกตัวลดลงหรือมีอาการชักได้[5] ผู้ป่วยผู้ใหญ่อาจรู้สึกล้าต่อไปอีกหลายสัปดาห์[7]

ปัญหาที่พบร่วม[แก้]

บางครั้งไข้เลือดออกอาจส่งผลต่อระบบอื่นของร่างกายได้[9] โดยอาจมีอาการของไข้เลือดออกร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้[6] 0.5-6% ของผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง มีระดับความรู้สึกตัวลดลง ซึ่งอาจเป็นผลโดยตรงจากการติดเชื้อไวรัสที่สมอง ทำให้เกิดสมองอักเสบ หรือเป็นผลโดยอ้อมจากการที่อวัยวะสำคัญทำงานบกพร่อง เช่น ตับ[6][12]

ความผิดปกติอื่นทางระบบประสาทที่มีการรายงานในผู้ป่วยไข้เลือดออก เช่น ไขสันหลังอักเสบตามขวาง และกลุ่มอาการกิลแลง-บาร์เร[6] ความผิดปกติอื่นที่พบได้ แต่น้อย เช่น กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากการติดเชื้อ และตับวายเฉียบพลัน เป็นต้น[5][9]

สาเหตุ[แก้]

โรคไข้เลือดออก เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากยุงลาย (Aedes aegyti) ตัวเมีย บินไปกัดคนที่ป่วยเป็นไข้เลือดออกโดยเฉพาะช่วงที่มีไข้สูง ทำให้ได้รับเชื้อไวรัสเด็งกี เชื้อจะเพิ่มจำนวนในตัวยุงประมาณ 8-10 วัน เชื้อไวรัสแดงกี่จะไปที่ผนังกระเพาะและต่อมน้ำลายของยุง เมื่อยุงกัดคนก็จะแพร่เชื้อสู่คน เชื้อจะอยู่ในร่างกายคนประมาณ 2-7 วันในช่วงที่มีไข้ หากยุงกัดคนในช่วงนี้ก็จะรับเชื้อไวรัสมาแพร่ให้กับคนอื่น ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นเด็ก โรคนี้ระบาดในฤดูฝน ยุงลายชอบออกหากินในเวลากลางวันตามบ้านเรือน และโรงเรียน ชอบวางไข่ในน้ำสะอาดที่อยู่นิ่งๆ ตามภาชนะที่มีน้ำขัง เช่น ยางรถยนต์ กะลา กระป๋อง จานรองขาตู้กับข้าว แต่ไม่ชอบวางไข่ในท่อระบายน้ำ ห้วย หนอง คลอง บึง ฯลฯ

วิทยาไวรัส[แก้]

ดูบทความหลักที่: ไวรัสเด็งกี
A transmission electron microscopy image showing dengue virus
ภาพจากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน แสดงให้เห็นกลุ่มของตัวไวรัสไข้เด็งกี (จุดดำๆ กลางภาพ)

ไวรัสไข้เด็งกี (Dengue fever virus, DENV) เป็นไวรัสชนิดอาร์เอ็นเอไวรัสในวงศ์ Flaviviridae จีนัส Flavivirus ไวรัสอื่นในแฟมิลีนี้ เช่น ไวรัสไข้เหลือง ไวรัสเวสท์ไนล์ ไวรัสไข้สมองอักเสบเซนต์หลุยส์ ไวรัสไข้สมองอักเสบเจอี ไวรัสไข้สมองอักเสบซึ่งมีหมัดเป็นพาหะ ไวรัสโรคป่ายาซานูร์ และไวรัสไข้เลือดออกออมส์ก[12] ส่วนใหญ่ติดต่อโดยมีแมลงหรือแมง (ยุง หรือหมัด เห็บ เป็นต้น) เป็นพาหะ จึงเรียกรวมกันว่า arbovirus มาจาก arthropod-borne virus (ไวรัสซึ่งติดต่อโดยมีสัตว์ขาปล้อง [arthropod] เป็นพาหะ) [12]

จีโนมของไวรัสไข้เด็งกีมีขนาดประมาณ 11,000 นิวคลีโอไทด์เบส ถอดรหัสออกมาเป็นโมเลกุลโปรตีน 3 ชนิด (C, prM และ E) ซึ่งประกอบกันเป็นตัวไวรัส และโมเลกุลโปรตีนชนิดอื่น ๆ อีก 7 ชนิด (NS1, NS2a, NS2b, NS3, NS4a, NS4b, NS5) ซึ่งจะพบเฉพาะในเซลล์โฮสท์ที่ติดเชื้อ โดยเป็นโปรตีนที่มีความจำเป็นในการสร้างไวรัส[13][14] ไวรัส DENV มีอยู่ 4 สายพันธุ์หรือซีโรไทป์ คือ DENV-1, DENV-2, DENV-3 และ DENV-4[2] เชื่อกันว่าการติดเชื้อไวรัสซีโรไทป์หนึ่ง ๆ จะทำให้มีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสซีโรไทป์นั้น ๆ ไปตลอดชีวิต และมีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสซีโรไทป์อื่น ๆ ได้ในช่วงสั้น ๆ[2][8]

การติดต่อ[แก้]

Close-up photograph of an Aedes aegypti mosquito biting human skin
ยุงลายบ้านกำลังดูดเลือดมนุษย์

ไวรัสเด็งกีติดต่อผ่านทางยุงลายเป็นหลัก โดยเฉพาะยุงลายบ้าน หรือ A. aegypti[2] ซึ่งมีถิ่นอาศัยในเขตศูนย์สูตร บริเวณพื้นที่ละติจูด 35° เหนือและใต้เส้นศูนย์สูตร ซึ่งสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 1,000 เมตร[2] ส่วนใหญ่จะกัดคนในเวลากลางวัน[15] ยุงลายชนิดอื่นๆ ที่เป็นพาหะของไข้เลือดออกได้แก่ A. albopictus, A. polynesiensis และ A.scutellaris[2] โฮสต์หลักของไวรัสไข้เลือดออกคือมนุษย์[2][12] แต่ก็สามารถพบเชื้อในไพรเมตชนิดอื่นนอกจากมนุษย์ได้[16] การกัดเพียงครั้งเดียวก็สามารถทำให้ติดเชื้อได้[17] เมื่อยุงตัวเมียดูดเลือดจากผู้ติดเชื้อไข้เลือดออกจะทำให้มีการติดเชื้อในทางเดินอาหารของยุงตัวนั้น ต่อมา 8-10 วัน ไวรัสจะแพร่ไปยังเนื้อเยื่ออื่นๆ ของตัวยุงรวมทั้งต่อมน้ำลายของยุงด้วย ทำให้มีการหลั่งตัวไวรัสออกมาในน้ำลายของยุง ยังไม่ปรากฏว่าการติดเชื้อไวรัสไข้เลือดออกจะมีผลเสียใดๆ ต่อยุงที่ติดเชื้อ ซึ่งจะมีการติดเชื้อไปตลอดอายุขัย ยุงลายบ้านมักวางไข่ในแหล่งน้ำขัง ใกล้ที่อยู่อาศัยของมนุษย์ และมักดูดเลือดจากมนุษย์มากกว่าสัตว์มีกระดูกสันหลังอื่นๆ[18]

ภาวะเสี่ยง[แก้]

ผู้ป่วยที่เป็นทารกหรือเด็กเล็กมีโอกาสป่วยรุนแรงมากกว่าช่วงอายุอื่น และมักพบบ่อยในเด็กที่มีสุขภาพทั่วไปค่อนข้างดี ซึ่งขัดกับโรคติดเชื้อจำนวนมาก[5] ปัจจัยเสี่ยงอื่นที่ทำให้เกิดโรครุนแรง ได้แก่ เป็นเพศหญิง มีดัชนีมวลกายสูง และปริมาณไวรัส แม้ไวรัสทุกชนิดสามารถทำให้เกิดโรคได้ทั้งแบบไม่รุนแรงไปจนถึงรุนแรงมากไม่ต่างกัน[2] แต่สายพันธุ์ไวรัสก็เป็นปัจจัยเสี่ยงหนึ่ง ความเสี่ยงการเป็นโรครุนแรงจากการติดเชื้อครั้งที่สองเพิ่มขึ้นหากผู้ป่วยเคยได้รับซีโรไทป์ DENV-1 แล้วได้รับซีไรโทไทป์ DENV-2 หรือ DENV-3 ภายหลัง หรือหากผู้ป่วยเคยได้รับ DENV-3 แล้วติดเชื้อ DENV-2 ภายหลัง[14] และผู้ที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรังอยู่เดิมแล้ว (เช่น เบาหวาน หรือหอบหืด) มีโอกาสป่วยรุนแรงถึงชีวิตมากกว่า[14]

มีการศึกษาพบความแตกต่างตามปกติ (โพลีมอร์ฟิซึม) ของยีนบางยีนมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มโอกาสการมีอาการป่วยรุนแรงเมื่อป่วยเป็นไข้เลือดออก ตัวอย่างของยีนเหล่านี้ เช่น ยีนที่ถอดรหัสออกมาเป็น TNFα, mannan-binding lectin,[1] CTLA4, TGFβ,[13] DC-SIGN และ HLA บางชนิด[14] ภาวะพร่องเอนไซม์กลูโคส-6-ฟอสเฟตดีไฮโดรจีเนส (ภาวะพร่องเอนไซม์จี-6-พีดี) ก็เพิ่มความเสี่ยง[19] นอกจากนี้ยังพบว่าการมีโพลีมอร์ฟิซึมของยีนที่ถอดรหัสออกมาเป็นตัวรับวิตามินดีและ FcγR อาจสามารถลดโอกาสการป่วยรุนแรงในการติดเชื้อครั้งที่สองได้[14]

กลไก[แก้]

เมื่อยุงที่มีไวรัสเด็งกีกัดมนุษย์ ไวรัสจะเข้าสู่ผิวหนังร่วมกับน้ำลายของยุง ไวรัสจะยึดเกาะและเข้าสู่เม็ดเลือดขาวและสืบพันธุ์อยู่ในเซลล์ขณะที่เม็ดเลือดขาวเคลื่อนไปทั่วร่างกาย เม็ดเลือดขาวจะตอบสนองโดยผลิตโปรตีนส่งสัญญาณหลายชนิด เช่น ไซโตไคน์และอินเตอร์เฟียรอน ซึ่งทำให้เกิดอาการหลายอย่าง เช่น ไข้ อาการคล้ายหวัด และอาการปวดรุนแรง ในการติดเชื้อรุนแรง มีการผลิตไวรัสภายในร่างกายสูงขึ้นมาก และอาจเกิดผลกระทบกับหลายอวัยวะ (เช่น ตับและไขกระดูก) ได้ ของเหลวจากกระแสเลือดซึมผ่านผนังหลอดเลือดขนาดเล็กเข้าสู่ช่องว่างลำตัวเนื่องจากสภาพให้ซึมผ่านได้ของหลอดเลือดฝอย ผลทำให้มีเลือดไหลเวียนอยู่ในหลอดเลือดน้อยลง และความดันเลือดต่ำลงจนไม่สามารถส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญเพียงพอ ยิ่งกว่านั้น การทำหน้าที่ผิดปรกติของไขกระดูกเนื่องจากเซลล์พยุงติดเชื้อทำให้เกล็ดเลือดมีน้อยลง ซึ่งเกล็ดเลือดจำเป็นต่อการเกิดลิ่มเลือด จึงเพิ่มความเสี่ยงของอาการเลือดออก อันเป็นภาวะแทรกซ้อนหลักภาวะหนึ่งของไข้เลือดออก[19]

การถ่ายแบบของไวรัส[แก้]

เมื่ออยู่ในผิวหนังแล้ว ไวรัสเด็งกียึดเกาะกับเซลล์แลงเกอร์ฮานส์ (กลุ่มเซลล์เดนไดรต์ในผิวหนังที่เป็นตัวระบุจุลชีพก่อโรค)[19] ไวรัสเข้าสู่เซลล์โดยการยึดเกาะระหว่างโปรตีนไวรัสกับโปรตีนเยื่อหุ้มบนเซลล์แลงเกอร์ฮานส์ โดยเฉพาะ C-type lectin ที่เรียกว่า DC-SIGN ตัวรับแมนโนส และ CLEC5A[13] ดูเหมือนว่า DC-SIGN ซึ่งเป็นตัวรับไม่จำเพาะกับสิ่งแปลกปลอมบนเซลล์เดนไดรต์ เป็นช่องทางเข้าเซลล์หลัก[14] เซลล์เดนไดรต์เคลื่อนไปยังปุ่มน้ำเหลืองที่ใกล้ที่สุด ขณะเดียวกัน มีการแปลรหัสจีโนมไวรัสในเวสิเคิลที่มีเยื่อหุ้มบนเอนโดพลาสมิกเรติคูลัมของเซลล์ จากนั้นมีการผลิตโปรตีนไวรัสใหม่ซึ่งถ่ายแบบอาร์เอ็นเอไวรัสและเริ่มก่อเป็นอนุภาคไวรัส อนุภาคไวรัสที่ยังเจริญไม่เต็มที่ถูกส่งไปยังกอลจิคอมเพล็กซ์ ซึ่งเป็นส่วนของเซลล์ที่โปรตีนบางชนิดได้รับสายน้ำตาลที่จำเป็น (ไกลโคโปรตีน) ไวรัสใหม่ที่เจริญเต็มที่แล้วจะไปดันตัว (bud) บนผิวเซลล์ที่ติดเชื้อและปล่อยออกไปโดยกระบวนการเอกโซไซโทซิส จากนั้น ไวรัสจะสามารถเข้าสู่เม็ดเลือดขาวอื่น ๆ ได้ เช่น โมโนไซต์และแมโครฟาจ[13]

เซลล์ที่ติดเชื้อจะมีปฏิกิริยาระยะแรก คือ สร้างอินเตอร์เฟียรอน ซึ่งเป็นไซโตไคน์ที่เพิ่มการป้องกันการติดเชื้อไวรัสผ่านระบบภูมิคุ้มกันแต่กำเนิดโดยเพิ่มการผลิตโปรตีนกลุ่มใหญ่ที่อาศัย JAK-STAT pathway เป็นสื่อกลาง ไวรัสเด็งกีบางซีโรไทป์อาจมีกลไกชะลอกระบวนการนี้ อินเตอร์เฟียรอนยังกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นภายหลัง ซึ่งนำไปสู่การผลิตแอนติบอดีต่อไวรัส เช่นเดียวกับเซลล์ทีซึ่งจะทำลายเซลล์ทั้งหมดที่ติดเชื้อไวรัสโดยตรง[13] มีการผลิตแอนติบอดีหลายชนิด บางชนิดจับกับโปรตีนไวรัสอย่างแน่นและช่วยในกระบวนการฟาโกไซโทซิส (การกินโดยเซลล์ที่เปลี่ยนไปทำหน้าที่เฉพาะ แล้วย่อยทำลาย) แต่บางชนิดเกาะกับไวรัสไม่แน่นและดูเหมือนจะส่งไวรัสไปยังส่วนของฟาโกไซต์ที่ไวรัสไม่ถูกทำลายแต่สามารถถ่ายแบบได้มากขึ้น[13]

โรครุนแรง[แก้]

ยังไม่แน่ชัดว่าการติดเชื้อไวรัสเด็งกีอีกสายพันธุ์หนึ่งซ้ำจะทำให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงเป็นไข้เลือดออกเด็งกีหรืออาการช็อกเด็งกีหรือไม่ สมมุติฐานซึ่งเป็นที่ยอมรับกันมากที่สุด คือ สมมุติฐานการเร่งที่อาศัยแอนติบอดี (antibody-dependent enhancement, ADE) ยังไม่ทราบกลไกของ ADE แน่ชัด อาจเกิดจากแอนติบอดีซึ่งไม่ต่อต้านไวรัส (non-neutralizing antibody) จับไม่ดี และส่งไปยังส่วนที่ผิดของเม็ดเลือดขาวซึ่งย่อยไวรัสเพื่อทำลาย[13][14] มีข้อสงสัยว่า ADE อาจไม่ใช่กลไกเดียวที่เป็นสาเหตุของอาการแทรกซ้อนรุนแรงที่เกี่ยวกับไข้เด็งกี[1] และมีงานวิจัยจำนวนมากที่แสดงนัยบทบาทของเซลล์ทีและปัจจัยอย่างไซโทไคน์และระบบคอมพลิเมนต์[19]

ลักษณะของโรครุนแรง คือ ปัญหาสภาพให้ซึมผ่านของหลอดเลือดฝอย (การยอมให้ของเหลวและโปรตีนซึ่งปกติอยู่ในเลือดผ่านเข้าออกได้) และการเกิดลิ่มเลือดผิดปรกติ[6][7] การเปลี่ยนเปลงเหล่านี้ปรากฏขึ้นสัมพันธ์กับสภาพไกลโคแคลิกซ์ของเนื้อเยื่อบุโพรงผิดปรกติ ซึ่งทำหน้าที่เป็นเส้นใยโมเลกุลของส่วนประกอบของเลือด[7] คาดกันว่า หลอดเลือดฝอยรั่ว (และระยะวิกฤต) เกิดจากการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน[7] กระบวนการอื่นที่สนใจรวมถึง เซลล์ที่ติดเชื้อซึ่งมีการตายเฉพาะส่วน ซึ่งกระทบต่อทั้งการที่เลือดจับตัวเป็นลิ่มและการสลายไฟบริน (ระบบการเกิดลิ่มเลือดและการสลายลิ่มเลือดที่ตรงข้ามกัน) และภาวะเกล็ดเลือดต่ำในเลือด ที่เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การเกิดลิ่มเลือดเป็นปกติ[19]

การวินิจฉัย[แก้]

อาการเตือน[20]
ปวดท้อง
อาเจียนมาก
ตับโต
เลือดออกในเยื่อบุ
ความเข้มข้นเม็ดเลือดแดงสูง เกล็ดเลือดต่ำ
อ่อนเปลี้ย

การให้การวินิจฉัยไข้เลือดออกส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในพื้นที่ระบาด เช่น ประเทศไทย เป็นการวินิจฉัยทางคลินิก อาศัยอาการและผลการตรวจร่างกาย[1] อย่างไรก็ดีอาการระยะแรกของไข้เลือดออกแยกจากการติดเชื้อไวรัสอื่นได้ยาก[5] สำหรับผู้ป่วยที่อยู่ในพื้นที่ระบาด อาการที่น่าสงสัยว่าอาจจะเป็นไข้เลือดออกคืออาการไข้ร่วมกับอาการสองอย่างจากอาการต่าง ๆ ต่อไปนี้ คลื่นไส้อาเจียน ผื่น ปวดตามตัว เม็ดเลือดขาวต่ำ การทดสอบทูนิเกต์ผลบวก หรืออาการเตือนใด ๆ ตามตาราง[20] ซึ่งอาการเตือนเหล่านี้มักปรากฏก่อนโรคดำเนินไปเป็นไข้เลือดออกรุนแรง[9] การทดสอบทูนิเกต์เป็นการตรวจที่มีประโยชน์มากในพื้นที่ที่ไม่สามารถส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการได้ทันที ทำโดยใช้เครื่องวัดความดันโลหิตพันรอบแขนและรัดไว้ให้ความดันโลหิตอยู่ระหว่างความดันช่วงหัวใจบีบและความดันช่วงหัวใจคลาย ห้านาที จากนั้นนับจุดเลือดออกที่ปรากฏขึ้น ยิ่งมีจุดมากก็ยิ่งมีความน่าจะเป็นของการเป็นไข้เลือดออกมาก[9]

ควรวินิจฉัยทุกคนที่มีไข้ในสองสัปดาห์หลังเดินทางไปในเขตร้อนหรือกึ่งเขตร้อน[7] โรคไข้เด็งกีแยกจากไข้ชิคุนกุนยาได้ยาก ซึ่งโรคนี้เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มีอาการคล้ายกันและยังระบาดในหลายพื้นที่ซึ่งโรคไข้เลือดออกระบาดด้วย[8] บ่อยครั้งต้องใช้การตรวจอื่น ๆ เพื่อแยกโรคที่ทำให้เกิดอาการคล้ายกัน เช่น มาลาเรีย ฉี่หนู ไข้รากสาดน้อย ไข้กาฬหลังแอ่น โรคหัดและไข้หวัดใหญ่[5]

ความผิดปกติที่พบได้เร็วที่สุดจากการตรวจทางห้องปฏิบัติการคือการพบเม็ดเลือดขาวต่ำ ซึ่งต่อมาอาจพบมีเกล็ดเลือดต่ำและเลือดเป็นกรดเหตุเมตาบอลิกได้[5] ระดับอะมิโนทรานสเฟอร์เรส (AST และ ALT) จากตับที่สูงขึ้นพอสมควรมักสัมพันธ์กับเกล็ดเลือดและเม็ดเลือดขาวต่ำ[7] ในกรณีที่มีอาการรุนแรง การรั่วของพลาสมาจะทำให้ตรวจพบเลือดมีความเข้มข้นสูง (พบฮีมาโตคริตสูง) และอัลบูมินในเลือดต่ำ[5] ภาวะมีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดและท้องมานอาจพบได้จากการตรวจร่างกายหากเป็นมาก ๆ[5] แต่อาจตรวจพบได้เร็วขึ้น จากการใช้การตรวจอื่น ๆ เช่น การตรวจด้วยคลื่นอัลตราซาวนด์ ซึ่งช่วยให้สามารถตรวจพบผู้ป่วยที่จะกลายเป็นกลุ่มอาการช็อคจากไข้เลือดออกได้เร็วขึ้นในระยะแรก[1][5] แต่ยังมียังข้อจำกัดเนื่องจากจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ราคาแพง ซึ่งไม่ได้มีในสถานพยาบาลทุกๆ ที่[1] กลุ่มอาการช็อคเด็งกียังพบได้หากความดันชีพจรลดลง ≤ 20 มม. ปรอท ร่วมกับระบบไหลเวียนโลหิตส่วนปลายล้มเหลว[7] ระบบไหลเวียนโลหิตส่วนปลายล้มเหลวในเด็กสังเกตจากมีการเติมเต็มเลือดกลับเข้าเส้นเลือดฝอย (capillary refill) นาน หัวใจเต้นเร็ว หรือมือเท้าเย็น[9]

การจำแนกประเภท[แก้]

ระบบการจำแนกประเภทไข้เลือดออกเด็งกีขององค์การอนามัยโลกฉบับ พ.ศ. 2552 จำแนกไข้เลือดออกเด็งกีเอาไว้เป็นสองประเภท คือชนิดไม่มีภาวะแทรกซ้อนและชนิดรุนแรง[1][20] โดยใช้แทนระบบจำแนกประเภทฉบับ พ.ศ. 2550 ซึ่งมีรายละเอียดมากกว่า เนื่องจากต้องการให้การจำแนกประเภทมีความเข้าใจง่าย อย่างไรก็ดีระบบจำแนกประเภทแบบเดิมก็ยังคงมีผู้ใช้อยู่อย่างกว้างขวาง[20] โดยระบบ พ.ศ 2550 นี้ได้จำแนกประเภทของไข้เลือดออกเด็งกีเอาไว้เป็น ไข้ซึ่งจำแนกประเภทไม่ได้ (undifferentiated fever), ไข้เด็งกี (dengue fever) และไข้เลือดออกเด็งกี (dengue hemorrhagic fever) [5][21] โดยสำหรับประเภทไข้เลือดออกเด็งกีเองก็แบ่งออกเป็นระดับ (grade) 1-4 โดยระดับ 1 ผู้ป่วยจะมีไข้และมีอาการเบื้องต้นของ "เลือดออก" ได้แก่มีจ้ำเลือดตามตัวง่ายหรือทูนิเกต์เทสท์ให้ผลบวก, ระดับ 2 จะมีเลือดออกเองจากผิวหนังหรือที่อื่น, ระดับ 3 มีอาการช็อค และระดับ 4 ช็อครุนแรงจนไม่สามารถวัดความดันโลหิตและชีพจรได้[21] ไข้เลือดออกเด็งกีระดับ 3 และ 4 เรียกรวมว่า "กลุ่มอาการช็อคจากเด็งกี" (dengue shock syndrome) [20][21]

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ[แก้]

อาจสามารถวินิจฉัยไข้เลือดออกได้ด้วยการตรวจทางจุลชีววิทยาหรือการตรวจหาเชื้อก่อโรค[20] ซึ่งอาจทำได้โดยการแยกเชื้อไวรัสด้วยการเพาะเลี้ยงเซลล์ การตรวจหาสารพันธุกรรมด้วยปฏิกิริยาลูกโซ่พอลิเมอเรส การทางวิทยาเซรุ่มเพื่อตรวจหาแอนติเจนของไวรัสด้วยปฏิกิริยาการจับกับแอนติบอดี[14][22] โดยการแยกเชื้อไวรัสและการตรวจหาสารพันธุกรรมเป็นการตรวจที่ให้ผลแม่นยำกว่าการตรวจหาแอนติบอดี แต่การตรวจเหล่านี้ยังไม่มีการใช้แพร่หลายเนื่องจากยังมีราคาสูงมาก[22] และยังอาจให้ผลลบ (ตรวจไม่พบ) ได้ในผู้ป่วยระยะแรก[5][14]

การตรวจเหล่านี้จะมีคุณค่าช่วยในการวินิจฉัยก็ต่อเมื่อทำในการป่วยระยะเฉียบพลัน ยกเว้นการตรวจทางวิทยาเซรุ่ม การตรวจหาแอนติบอดี IgG และ IgM ที่จำเพาะต่อชนิดของไวรัสให้ประโยชน์เป็นการยืนยันการวินิจฉัยในระยะท้ายๆ ของการดำเนินโรค ร่างกายจะเริ่มผลิต IgG และ IgM หลังจากติดเชื้อไปแล้ว 5-7 วัน ระดับ IgM จะตรวจพบได้สูงสุดหลังการติดเชื้อครั้งแรก แต่ในการติดเชื้อครั้งที่สองหรือสามก็ยังมีการผลิต IgM อยู่เช่นกันแม้จะไม่มากเท่า หลังการติดเชื้อครั้งแรก 30-90 วัน ระดับ IgM จะลดลงจนไม่สามารถตรวจพบได้ โดยในการติดเชื้อที่ไม่ใช่ครั้งแรก ระดับ IgM จะลงลงเร็วกว่านี้ ในทางกลับกัน IgG จะยังคงอยู่ให้ตรวจพบได้นานกว่า 60 ปี แม้จะไม่มีอาการเลยก็ตาม จึงมีประโยชน์ในการตรวจว่าเคยติดเชื้อมาก่อนหรือไม่ เมื่อมีการติดเชื้อครั้งแรก ระดับ IgG จะเพิ่มขึ้นจนถึงระดับสูงสุดที่ 14-21 วัน และในการติดเชื้อครั้งต่อๆ มา ระดับจะขึ้นสูงเร็วกว่าและสูงมากกว่า ทั้ง IgG และ IgM เป็นสารภูมิคุ้มกันที่มีผลป้องกันการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ (ซีโรไทป์) นั้นๆ การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาระดับ IgG และ IgG นั้นอาจมีการแสดงปฏิกิริยาข้ามกันระหว่างไวรัสอื่นๆ ในกลุ่มฟลาวิไวริดีได้ เช่น ไวรัสไข้เหลือง ทำให้การแปลผลการตรวจมีความซับซ้อนและยากมากขึ้น[8][14][23] การตรวจหาระดับ IgG เพียงอย่างเดียวนั้นจะใช้เป็นเกณฑ์การวินิจฉัยไข้เลือดอองเด็งกีได้ก็ต่อเมื่อเก็บห่างกัน 14 วัน และพบว่ามีระดับเพิ่มขึ้นมากกว่า 4 เท่าเท่านั้น ส่วนการตรวจ IgM ในผู้ป่วยที่มีอาการนั้น สามารถใช้ในการวินิจฉัยได้[23]

การรักษา[แก้]

ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสจำเพาะต่อไข้เด็งกี สิ่งที่สำคัญที่สุดในการรักษาคือการรักษาสมดุลสารน้ำเอาไว้[7] การรักษาที่ให้จะขึ้นอยู่กับอาการ ซึ่งมีตั้งแต่การให้กินสารน้ำร่วมกับการติดตามใกล้ชิดโดยไม่ต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาล ไปจนถึงการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลโดยมีการให้ของเหลวทางหลอดเลือดดำ และ/หรือ การถ่ายเลือด[24] ข้อพิจารณาในการรับเข้ารักษาในโรงพยาบาลโดยทั่วไปจะดูจากการมีอาการเตือนดังที่แสดงไว้ข้างต้น โดยเฉพาะผู้มีโรคประจำตัว[5]

ผู้ป่วยมักมีความจำเป็นต้องได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำอยู่ไม่เกิน 1-2 วัน[24] อัตราจะค่อย ๆ ถูกปรับให้เหมาะสมเพื่อให้มีปัสสาวะออกประมาณ 0.5-1 มล./กก./ชั่วโมง สัญญาณชีพคงที่ และฮีมาโตคริตคงที่[5] งดเว้นหัตถการทางการแพทย์แบบล่วงล้ำ (invasive medical procedure) (เช่น การใส่สายจมูกถึงกระเพาะอาหาร การฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ และการเจาะเลือดจากหลอดเลือดแดง) เว้นแต่จำเป็น ด้วยมีความเสี่ยงเลือดออก[5] ใช้ยาพาราเซตามอล (อะเซตามิโนเฟน) เพื่อลดไข้ แก้ปวด และหลีกเลี่ยงยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตอรอยด์ เช่น ไอบูโปรเฟนและแอสไพริน เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงการมีเลือดออกได้[24] ผู้ป่วยบางรายที่มีสัญญาณชีพไม่คงที่และฮีมาโตคริตลดลงเท่านั้นที่จะได้รับการให้เลือดหรือส่วนประกอบของเลือด โดยไม่ต้องเฝ้าดูระดับฮีมาโตคริตลดลงจนถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า[25] ในกรณีที่ต้องได้รับเลือดหรือส่วนประกอบของเลือดแนะนำให้ใช้เม็ดเลือดแดงเข้มข้น (เลือดที่ปั่นแยกส่วนประกอบของเลือดและคัดมาเฉพาะเม็ดเลือดแดง) หรือเลือดเต็ม (เลือดที่ไม่ได้ปั่นแยกส่วนประกอบของเลือด) ส่วนใหญ่ไม่มีความจำเป็นในการให้เกล็ดเลือดหรือพลาสมาสดแช่แข็ง[25]

เมื่อถึงระยะฟื้นตัวแพทย์จะหยุดให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำเพื่อป้องกันภาวะสารน้ำเกิน[5] ถ้าเกิดมีภาวะสารน้ำเกินขึ้นโดยที่อาการและสัญญาณชีพอื่น ๆ ปกติ การหยุดสารน้ำเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอโดยไม่ต้องให้ยาขับสารน้ำออก[25] ทั้งนี้แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาขับปัสสาวะ เช่น ฟูโรซีไมด์ เพื่อกำจัดของเหลวส่วนเกินออกได้ หากไม่ได้อยู่ในระยะวิกฤต[25]

การป้องกัน[แก้]

A black and white photograph of people filling in a ditch with standing water
การป้องกันไข้เลือดออกเด็งกีทำได้โดยการกำจัดแหล่งน้ำนิ่ง ซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ภาพถ่ายที่สหรัฐอเมริกาตอนใต้ เมื่อราว ค.ศ. 1920

ยังไม่มีวัคซีนที่ป้องกันไวรัสไข้เลือดออกเด็งกีอย่างได้ผล[1] ดังนั้นการป้องกันโรคจึงต้องอาศัยการควบคุมการแพร่พันธุ์ยุงลายและป้องกันไม่ให้ยุงลายกัด[15][26] องค์การอนามัยโลกได้แนะนำโครงการควบคุมพาหะแบบบูรณาการเอาไว้ โดยมีองค์ประกอบ 5 อย่าง ได้แก่ 1)  ต้องมีการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนเพื่อให้ระบบบริการสุขภาพและชุมชนมีความเข้มแข็ง 2) มีความร่วมมือระหว่างองค์กรสุขภาพและภาคส่วนอื่น ๆ 3) ส่งเสริมให้มีการควบคุมโรคอย่างบูรณาการโดยใช้ทรัพยากรที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด 4) มีการตัดสินใจโดยอิงหลักฐานเพื่อให้มีการออกมาตรการที่เหมาะสม และ 5) มีการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์การระบาดในแต่ละที่อยู่เสมอ[15]

วิธีการในการควบคุมการแพร่ระบาดของยุงลายคือการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย[15] ทำโดยป้องกันไม่ให้มีน้ำขังในภาชนะ เช่น คว่ำขัน กะละมัง ที่อยู่นอกบ้าน ไม่ให้มีน้ำขัง ใส่สารฆ่าแมลงหรือสารควบคุมการเจริญเติบโตของยุงลาย เช่น ทรายอะเบต ในพื้นที่[15] อย่างไรก็ดีเชื่อกันว่าการพ่นยาฆ่าแมลงเป็นครั้ง ๆ ไปนั้นได้ผลไม่คุ้มค่า[3] เมื่อพิจารณาว่าการใส่สารฆ่าแมลงลงในพื้นที่นั้นมีผลเสียมากกว่าที่จะรับได้ และการให้สารควบคุมการเจริญเติบโตของยุงลายนั้นเป็นการยากที่จะทำได้ทั่วถึง การลดปริมาณแหล่งน้ำขังด้วยการควบคุมภาชนะนอกบ้านจึงเป็นวิธีที่เป็นที่นิยมและได้รับการยอมรับมากที่สุด[15] นอกจากนี้ยังอาจสามารถป้องกันไม่ให้ยุงลายกัดได้โดยใส่เสื้อผ้าที่มิดชิด นอนกางมุ้ง หรือใช้สารขับไล่แมลง เป็นต้น โดยสารที่ได้ผลดีที่สุด คือ DEET[17]

สำหรับในประเทศไทย ศูนย์ควบคุมโรคไข้เลือดออก กองควบคุมโรค สำนักอนามัย แนะนำแนวทางในการป้องกันโรคไข้เลือดออกโดยเน้นการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย และการป้องกันไม่ให้ยุงลายกัด[27] ซึ่งเป็นไปตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก

วิทยาการระบาด[แก้]

แผนที่โลกแสดงประเทศที่พบยุง Aedes เช่นเดียวกับประเทซที่มีรายงาน Aedes และไข้เด็งกี
การกระจายของไข้เด็งกีใน ค.ศ. 2006
แดง: เด็งกีระบาดและมี Ae. aegypti
ฟ้า: มีเฉพาะ Ae. aegypti

บุคคลส่วนใหญ่ที่ป่วยเป็นไข้เด็งกีฟื้นตัวโดยไม่มีปัญหาต่อเนื่อง[20] อัตราตายอยู่ที่ 1–5% โดยปราศจากการรักษา[5] และน้อยกว่า 1% โดยได้รับการรักษาอย่างเพียงพอ[20] อย่างไรก็ดี โรครุนแรงมีอัตราตายที่ 26%[5] ไข้เด็งกีเป็นโรคประจำถิ่นในกว่า 110 ประเทศ[5] มีผู้ติดเชื้อทั่วโลก 50 ถึง 100 ล้านคนต่อปี ทำให้ต้องเข้าโรงพยาบาลห้าแสนครั้ง[1] และมีผู้เสียชีวิตประมาณ 12,500–25,000 คน[6][28]

ไข้เด็งกีเป็นโรคไวรัสที่ส่งต่อผ่านสัตว์ขาปล้องที่พบมากที่สุด[13] มีการประเมินภาระโรคเอาไว้ที่ 1,600 ปีสุขภาวะที่สูญเสียไปจากโรคและการบาดเจ็บของประชากร (DALY, disability-adjusted life year) ต่อประชากรหนึ่งล้านคน ซึ่งคล้ายกันกับวัณโรค[14] ด้วยความเป็นโรคเขตร้อน ไข้เด็งกีจึงดูมีความสำคัญเป็นรองมาลาเรีย[5] แต่องค์การอนามัยโลกจะนับไข้เด็งกีเป็นหนึ่งในสิบหกโรคเขตร้อนที่ถูกละเลย[29]

อุบัติการณ์ของไข้เด็งกีเพิ่มขึ้น 30 เท่า ระหว่าง ค.ศ. 1960 และ 2010[30] ซึ่งการเพิ่มขึ้นนี้เชื่อว่าเป็นผลของการมีลักษณะแบบเมือง การเติบโตของประชากร การท่องเที่ยวระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น และปรากฏการณ์โลกร้อนประกอบกัน[1] การกระจายทางภูมิศาสตร์อยู่รอบเส้นศูนย์สูตร โดย 70% ของประชากรรวม 2,500 ล้านคนอาศัยอยู่ในพื้นที่ระบาดจากทวีปเอเชียและมหาสมุทรแปซิฟิก[30] ในสหรัฐอเมริกา อัตราการติดเชื้อเด็งกีในผู้ที่เดินทางกลับจากพื้นที่ระบาดพร้อมกับไข้เด็งกีอยู่ที่ 2.9–8.0%[17] และเป็นการติดเชื้อที่พบมากที่สุดเป็นอันดับสองรองจากมาลาเรียที่ได้รับวินิจฉัยในกลุ่มนี้[8]

ไวรัสเด็งกีถูกรักษาอยู่ในธรรมชาติในวัฏจักรที่เกี่ยวข้องกับพาหะดูดเลือดที่ไวรัสชอบไปอยู่และโฮสต์สัตว์มีกระดูกสันหลัง เช่นเดียวกับอาร์โบไวรัสส่วนใหญ่[31] ไวรัสถูกรักษาในป่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแอฟริกาโดยการส่งผ่านจากยุง Aedes เพศเมีย นอกเหนือจากสปีชีส์ A. aegypti ไปยังลูกและไพรเมตชั้นต่ำกว่า[31] ในเมืองและนคร ไวรัสส่งผ่านโดย A. aegypti เป็นหลัก ซึ่งมักอยู่ในบ้าน ในชนบท ไวรัสส่งผ่านสู่มนุษย์โดย A. aegypti และ Aedes สปีชีส์อื่น เช่น A. albopictus[31] ทั้งสองสปีชีส์มีเขตที่อยู่อาศัยขยายขึ้นในช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 20[7] แต่ในทุกที่ ไพรเมตชั้นต่ำกว่าหรือมนุษย์ที่ติดเชื้อเพิ่มจำนวนไวรัสเด็งกีหมุนเวียนในกระบวนการที่เรียกว่า amplification[31] การติดเชื้อได้รับมาในสิ่งแวดล้อมเมืองมากที่สุด[32] ในทศวรรษหลัง การขยายหมู่บ้าน เมืองและนครในพื้นที่ระบาด และอัตราตายของประชากรที่เพิ่มสูงขึ้น เพิ่มจำนวนโรคระบาดและไวรัสหมุนเวียน ไข้เด็งกี ซึ่งครั้งหนึ่งเคยจำกัดอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันแพร่ไปถึงจีนตอนใต้ ประเทศในมหาสมุทรแปซิฟิกและทวีปอเมริกาแล้ว[32] และอาจคุกคามยุโรป[3]

ประวัติศาสตร์[แก้]

บันทึกแรกของผู้ป่วยที่อาจป่วยเป็นโรคไข้เด็งกีปรากฏในสารานุกรมการแพทย์จีนจากราชวงศ์จิ้น (ค.ศ. 265–420) ซึ่งอ้างถึง "พิษน้ำ" ที่เกี่ยวข้องกับแมลงบิน[33][34] พาหะหลัก A. aegypti แพร่กระจายออกจากแอฟริกาในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ถึง 19 บางส่วนเนื่องจากโลกาภิวัฒน์เพิ่มขึ้น รองต่อการค้าทาส[7] มีคำอธิบายโรคระบาดในคริสต์ศตวรษที่ 17 แต่รายงานการระบาดของเด็งกียุคแรกที่น่าเชื่อถือที่สุดมาจาก ค.ศ. 1779 และ 1780 เมื่อโรคระบาดได้กวาดทั่วเอเชีย แอฟริกาและอเมริกาเหนือ[34] นับแต่นั้นจนถึง ค.ศ. 1940 เกิดโรคระบาดเด็งกีไม่บ่อยนัก[34]

ใน ค.ศ. 1906 มีการยืนยันการส่งผ่านโดยยุง Aedes และใน ค.ศ. 1907 เด็งกีเป็นโรคลำดับที่สองที่ถูกแสดงว่าเกิดจากไวรัส ถัดจากไข้เหลือง[35] การสืบส่วนเพิ่มเติมโดยจอห์น เคลแลนด์และโจเซฟ แฟรงกลิน ซีเลอร์ทำให้ความเข้าใจการส่งผ่านเด็งกีเบื้องต้นสมบูรณ์[35]

การรบกวนระบบนิเวศคาดว่าเป็นสาเหตุของไข้เด็งกีระบาดชัดเจนระหว่างและหลังสงครามโลกครั้งที่สอง กระแสเดียวกันนี้ยังนำไปสู่การระบาดของไข้เด็งกีเซโรไปต์ต่าง ๆ ไปยังพื้นที่ใหม่ และกำเนิดไข้เลือดออกเด็งกี รูปแบบรุนแรงของโรคเด็งกีมีรายงานครั้งแรกในประเทศฟิลิปปินส์ใน ค.ศ. 1953 จนถึงคริสต์ทศวรรษ 1970 ไข้เด็งกีเป็นสาเหตุหลักของการตายในเด็กและกำเนิดขึ้นในแปซิฟิกและทวีปอเมริกา[34] ไข้เลือดออกเด็งกีและกลุ่มอาการไข้เลือดออกช็อกมีการสังเกตครั้งแรกในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ใน ค.ศ. 1981 เมื่อ DENV-2 สัมผัสผู้ที่เคยได้รับเชื้อ DENV-1 เมื่อหลายปีก่อน[12]

การวิจัย[แก้]

ความพยายามวิจัยเพื่อป้องกันและรักษาไข้เด็งกี รวมถึงการใช้หลายวิธีในการควบคุมตัวนำโรค[36] การพัฒนาวัคซีน และยาต้านไวรัส[26]

สำหรับการควบคุมตัวนำโรค มีการใช้วิธีการใหม่ ๆ จำนวนหนึ่งเพื่อลดจำนวนยุงโดยประสบความสำเร็จอยู่บ้าง รวมถึงการปล่อยปลาหางนกยูงในแหล่งน้ำนิ่งเพื่อกินลูกน้ำยุงลาย[36] ปัจจุบันกำลังมีความพยายามทำให้ประชากรยุงติดเชื้อแบคทีเรียในสกุล Wolbachia ซึ่งทำให้ยุงมีภูมิคุ้มกันบางส่วนต่อไวรัสเด็งกี[7] นอกจากนี้ ยังมีการทดสอบ A. aegypti เพศผู้ ที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรม ซึ่งหลังจากปล่อยให้ผสมพันธุ์กับยุงเพศเมียแล้ว ลูกหลานของมันจะมีชีวิตอยู่ผ่านขั้นลูกน้ำแต่ตายในระยะดักแด้ ก่อนจะโตเต็มวัยพร้อมสืบพันธุ์[37]

ขณะนี้กำลังมีโครงการพัฒนาวัคซีนไข้เด็งกีให้ครอบคลุมทั้งสี่เซโรไทป์[26] ความกังวลหนึ่ง คือ วัคซีนอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรครุนแรงผ่าน antibody-dependent enhancement (ADE)[38] วัคซีนในอุดมคตินั้นจะต้องปลอดภัย มีผลหลังการฉีดหนึ่งหรือสองครั้ง ครอบคลุมทุกเซโรไทป์ ไม่ส่งผลต่อ ADE ขนส่งและเก็บรักษาง่าย และทั้งสามารถจ่ายได้และคุ้มทุน[38] จนถึงปี 2012 วัคซีนจำนวนหนึ่งกำลังอยู่ระหว่างการทดสอบ[39][38] วัคซีนที่พัฒนามากที่สุดอาศัยไวรัสไข้เหลืองและไวรัสเด็งกีสี่เซโรไทป์ที่ถูกทำให้อ่อนกำลังลงรวมกัน[39][40] หวังกันว่า ผลิตภัณฑ์ชุดแรกจะพร้อมวางจำหน่ายเชิงพาณิชย์ในปี 2015[26]

นอกจากความพยายามควบคุมการแพร่ของยุง Aedes และการทำงานเพื่อพัฒนาวัคซีนต่อต้านไข้เด็งกีแล้ว ขณะนี้ยังมีความพยายามที่จะพัฒนายาต้านไวรัส ที่จะใช้เพื่อรักษาการป่วยเป็นไข้เด็งกีและป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรง[41][42] การค้นพบโครงสร้างโปรตีนของไวรัสอาจช่วยในการพัฒนายาที่มีประสิทธิภาพ[42] มีหลายเป้าหมายที่เป็นไปได้ แนวทางแรก คือ การยับยั้ง RNA-dependent RNA polymerase ของไวรัส ซึ่งคัดลอกสารพันธุกรรมของไวรัสด้วยนิวคลีโอไซด์แอนาล็อก แนวทางที่สอง เป็นไปได้ที่จะพัฒนาตัวยับยั้งเฉพาะของเอนไซม์โปรตีเอสของไวรัส ซึ่งจะผูกโปรตีนของไวรัสติดกัน[43] แนวทางสุดท้าย เป็นไปได้ที่จะพัฒนาตัวยับยั้งชนิดยับยั้งการนำเข้า (entry inhibitor) ซึ่งจะไปหยุดไม่ให้ไวรัสเข้าสู่เซลล์ หรือยับยั้งกระบวนการ 5′ capping ที่จำเป็นต้องการถ่ายแบบของไวรัส[41]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.00 1.01 1.02 1.03 1.04 1.05 1.06 1.07 1.08 1.09 1.10 1.11 Whitehorn J, Farrar J (2010). "Dengue". Br. Med. Bull. 95: 161–73. doi:10.1093/bmb/ldq019. PMID 20616106. 
  2. 2.0 2.1 2.2 2.3 2.4 2.5 2.6 2.7 WHO (2009), pp. 14–16.
  3. 3.0 3.1 3.2 3.3 Reiter P (2010-03-11). "Yellow fever and dengue: a threat to Europe?". Euro Surveill 15 (10): 19509. PMID 20403310. 
  4. Gubler (2010), p. 379.
  5. 5.00 5.01 5.02 5.03 5.04 5.05 5.06 5.07 5.08 5.09 5.10 5.11 5.12 5.13 5.14 5.15 5.16 5.17 5.18 5.19 5.20 5.21 5.22 5.23 5.24 5.25 5.26 Ranjit S, Kissoon N (July 2010). "Dengue hemorrhagic fever and shock syndromes". Pediatr. Crit. Care Med. 12 (1): 90–100. doi:10.1097/PCC.0b013e3181e911a7. PMID 20639791. 
  6. 6.0 6.1 6.2 6.3 6.4 6.5 Varatharaj A (2010). "Encephalitis in the clinical spectrum of dengue infection". Neurol. India 58 (4): 585–91. doi:10.4103/0028-3886.68655. PMID 20739797. 
  7. 7.00 7.01 7.02 7.03 7.04 7.05 7.06 7.07 7.08 7.09 7.10 7.11 7.12 7.13 Simmons CP, Farrar JJ, Nguyen vV, Wills B (April 2012). "Dengue". N Engl J Med 366 (15): 1423–32. doi:10.1056/NEJMra1110265. PMID 22494122. 
  8. 8.0 8.1 8.2 8.3 8.4 8.5 8.6 8.7 Chen LH, Wilson ME (October 2010). "Dengue and chikungunya infections in travelers". Curr. Opin. Infect. Dis. 23 (5): 438–44. doi:10.1097/QCO.0b013e32833c1d16. PMID 20581669. 
  9. 9.00 9.01 9.02 9.03 9.04 9.05 9.06 9.07 9.08 9.09 9.10 9.11 9.12 WHO (2009), pp. 25–27.
  10. 10.0 10.1 Wolff K, Johnson RA (eds.) (2009). "Viral Infections of Skin and Mucosa". Fitzpatrick's Color Atlas and Synopsis of Clinical Dermatology (6th ed.). New York: McGraw-Hill Medical. pp. 810–2. ISBN 9780071599757. 
  11. 11.0 11.1 Knoop KJ, Stack LB, Storrow A, Thurman RJ (eds.) (2010). "Tropical Medicine". Atlas of Emergency Medicine (3rd ed.). New York: McGraw-Hill Professional. pp. 658–9. ISBN 0071496181. 
  12. 12.0 12.1 12.2 12.3 12.4 12.5 Gould EA, Solomon T (February 2008). "Pathogenic flaviviruses". The Lancet 371 (9611): 500–9. doi:10.1016/S0140-6736 (08) 60238-X Check |doi= value (help). PMID 18262042. 
  13. 13.0 13.1 13.2 13.3 13.4 13.5 13.6 13.7 13.8 Rodenhuis-Zybert IA, Wilschut J, Smit JM (August 2010). "Dengue virus life cycle: viral and host factors modulating infectivity". Cell. Mol. Life Sci. 67 (16): 2773–86. doi:10.1007/s00018-010-0357-z. PMID 20372965. 
  14. 14.00 14.01 14.02 14.03 14.04 14.05 14.06 14.07 14.08 14.09 14.10 Guzman MG, Halstead SB, Artsob H, et al. (December 2010). "Dengue: a continuing global threat". Nat. Rev. Microbiol. 8 (12 Suppl): S7–S16. doi:10.1038/nrmicro2460. PMID 21079655. 
  15. 15.0 15.1 15.2 15.3 15.4 15.5 WHO (2009), pp. 59–60.
  16. "Vector-borne viral infections". World Health Organization. สืบค้นเมื่อ 17 January 2011. 
  17. 17.0 17.1 17.2 Center for Disease Control and Prevention. "Chapter 5 – Dengue Fever (DF) and Dengue Hemorrhagic Fever (DHF)". 2010 Yellow Book. สืบค้นเมื่อ 2010-12-23. 
  18. Gubler (2010), pp. 377–78.
  19. 19.0 19.1 19.2 19.3 19.4 Martina BE, Koraka P, Osterhaus AD (October 2009). "Dengue virus pathogenesis: an integrated view". Clin. Microbiol. Rev. 22 (4): 564–81. doi:10.1128/CMR.00035-09. PMC 2772360. PMID 19822889. 
  20. 20.0 20.1 20.2 20.3 20.4 20.5 20.6 20.7 WHO (2009), pp. 10–11.
  21. 21.0 21.1 21.2 WHO (1997). "Chapter 2: clinical diagnosis". Dengue haemorrhagic fever: diagnosis, treatment, prevention and control (2nd ed.). Geneva: World Health Organization. pp. 12–23. ISBN 9241545003. 
  22. 22.0 22.1 WHO (2009), pp. 90–95.
  23. 23.0 23.1 Gubler (2010), p. 380.
  24. 24.0 24.1 24.2 WHO (2009), pp. 32–37.
  25. 25.0 25.1 25.2 25.3 WHO (2009), pp. 40–43.
  26. 26.0 26.1 26.2 26.3 WHO (2009), p. 137.
  27. แผ่นพับประชาสัมพันธ์โรคไข้เลือดออก ศูนย์ควบคุมโรคไข้เลือดออก กองควบคุมโรค สำนักอนามัย [1]
  28. WHO media centre (March 2009). "Dengue and dengue haemorrhagic fever". World Health Organization. สืบค้นเมื่อ 2010-12-27. 
  29. Neglected Tropical Diseases. "Diseases covered by NTD department". World Health Organization. สืบค้นเมื่อ 2010-12-27. 
  30. 30.0 30.1 WHO (2009), p. 3.
  31. 31.0 31.1 31.2 31.3 Gubler (2010), pp. 376.
  32. 32.0 32.1 Gubler (2010), pp. 377.
  33. Anonymous (2006). "Etymologia: dengue". Emerg. Infec. Dis. 12 (6): 893. doi:10.3201/eid1206.ET1206. 
  34. 34.0 34.1 34.2 34.3 Gubler DJ (July 1998). "Dengue and dengue hemorrhagic fever". Clin. Microbiol. Rev. 11 (3): 480–96. PMC 88892. PMID 9665979. 
  35. 35.0 35.1 Henchal EA, Putnak JR (October 1990). "The dengue viruses". Clin. Microbiol. Rev. 3 (4): 376–96. doi:10.1128/CMR.3.4.376. PMC 358169. PMID 2224837. 
  36. 36.0 36.1 WHO (2009), p. 71.
  37. Black, Richard (October 30, 2011). "GM mosquitoes show fever promise". BBC News. สืบค้นเมื่อ January 19, 2013. 
  38. 38.0 38.1 38.2 Webster DP, Farrar J, Rowland-Jones S (November 2009). "Progress towards a dengue vaccine". Lancet Infect Dis 9 (11): 678–87. doi:10.1016/S1473-3099(09)70254-3. PMID 19850226. 
  39. 39.0 39.1 Global Strategy For Dengue Prevention And Control. World Health Organization. 2012. pp. 16–17. ISBN 9789241504034. 
  40. Guy, B; Barrere, B; Malinowski, C; Saville, M; Teyssou, R; Lang, J (23 September 2011). "From research to phase III: preclinical, industrial and clinical development of the Sanofi Pasteur tetravalent dengue vaccine". Vaccine 29 (42): 7229–41. doi:10.1016/j.vaccine.2011.06.094. PMID 21745521. 
  41. 41.0 41.1 Sampath A, Padmanabhan R (January 2009). "Molecular targets for flavivirus drug discovery". Antiviral Res. 81 (1): 6–15. doi:10.1016/j.antiviral.2008.08.004. PMC 2647018. PMID 18796313. 
  42. 42.0 42.1 Noble CG, Chen YL, Dong H, et al. (March 2010). "Strategies for development of Dengue virus inhibitors". Antiviral Res. 85 (3): 450–62. doi:10.1016/j.antiviral.2009.12.011. PMID 20060421. 
  43. Tomlinson SM, Malmstrom RD, Watowich SJ (June 2009). "New approaches to structure-based discovery of dengue protease inhibitors". Infectious Disorders Drug Targets 9 (3): 327–43. PMID 19519486. 

บรรณานุกรม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]