สมเด็จพระจักรพรรดิโชวะ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

สมเด็จพระจักรพรรดิโชวะ
พระปรมาภิไธย สมเด็จพระจักรพรรดิโชวะ
พระอิสริยยศ สมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น

พระประมุขแห่งเกาหลี

ราชวงศ์ ราชวงศ์ญี่ปุ่น
ระยะครองราชย์ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2469 - 7 มกราคม พ.ศ. 2532 (63 ปี)
รัชกาลก่อนหน้า สมเด็จพระจักรพรรดิไทโช
รัชกาลถัดไป สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ

เจ้าหญิงเฮวอน

จักรพรรดิโชวะ และสมเด็จพระจักรพรรดินี
จักรพรรดิโชวะ ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
จักรพรรดิโชวะ ตอนเสด็จขึ้นครองราชย์

สมเด็จพระจักรพรรดิโชวะ (「昭和天皇」 Shōwa Tennō – โชวะเทนโน?) (29 เมษายน 2444 - 7 มกราคม 2532) พระนามเดิม ฮิโรฮิโต (裕仁) ทรงเป็นจักรพรรดิพระองค์ที่ 124 ของประเทศญี่ปุ่น ครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ. 2469 - พ.ศ. 2532 รวมแล้วถึง 63 ปี

สมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโตทรงมีบทบาทที่สำคัญในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง โดยเป็นผู้นำญี่ปุ่นเข้าร่วมฝ่ายอักษะร่วมกับนาซีเยอรมันและฟาสซิสต์ของอิตาลี

สมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโตเสด็จพระราชสมภพ ณ ปราสาทอาโอยามะ กรุงโตเกียว เมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2444 ทรงเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระจักรพรรดิไทโช และเจ้าหญิงซาดาโกะ โดยมีพระนามในวัยเด็ก ว่า เจ้าชายมิจิ (迪宮)

เนื้อหา

[แก้] พระราชโอรส-ธิดา

พระองค์ทรงได้อภิเษกสมรสกับ เจ้าหญิงนางาโกะ คุนิ (จักรพรรดินีโคจุน) พระธิดาพระองค์โตในเจ้าชายคุนิ คุนิโยะชิ เมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2467 (ค.ศ. 1924) และทรงมีพระราชโอรส 2 พระองค์ และพระราชธิดา 5 พระองค์

พระราชวงศ์ในสมัยจักรพรรดิโชวะ จากซ้าย: เจ้าหญิงเทรุ, สมเด็จพระจักรพรรดิโชวะ, สมเด็จพระจักรพรรดินีโคจุน, เจ้าชายมะซะฮิโตะ ฮิตะชิ, เจ้าหญิงโยริ, เจ้าหญิงทากะ

[แก้] มกุฎราชกุมาร

หลังจากสมเด็จพระจักรพรรดิไทโชทรงประชวร เจ้าชายฮิโรฮิโตจึงได้ถูกแต่งตั้งขึ้นมาเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในขณะนั้นเจ้าชายฮิโรฮิโตทรงมีพระชนมายุได้ 20 พรรษา และทรงกลายมาเป็นจักรพรรดิของประเทศตามพฤตินัย ขาดเพียงพระอิสริยยศว่า "สมเด็จพระจักรพรรดิ" เท่านั้น ขณะที่สมเด็จพระจักรพรรดิไทโชกลับเป็นพระประมุขเพียงในทางนิตินัย

เจ้าชายฮิโรฮิโต ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในส่วนของสมเด็จพระจักรพรรดิในทันที เช่นการเสด็จไปร่วมพิธีเปิดการประชุมสภา ต้อนรับอาคันตุกะต่างแดน และเสด็จพระราชดำเนินชมแสนยานุภาพของการทหาร เจ้าชายยังทรงเอาพระราชกิจด้านการเมืองการปกครองทั้งหมดในวังหลวงของสมเด็จพระจักรพรรดิมาทำ รวมถึงการหารือกับนายกรัฐมนตรี และออกราชโองการรับรองนโยบายของรัฐบาลอย่างเป็นทางการ

ในปี พ.ศ. 2464 (ค.ศ. 1921) เจ้าชายฮิโรฮิโตในฐานะมกุฎราชกุมารได้เสด็จประพาสทวีปยุโรปเป็นเวลาครึ่งปี ซึ่งประกอบด้วย สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส อิตาลี นครรัฐวาติกัน เนเธอร์แลนด์ และ เบลเยียม ซึ่งการเสด็จประพาสในครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นมกุฎราชกุมารพระองค์แรกที่ได้เสด็จไปยุโรป

[แก้] ขึ้นครองราชย์ และสถานการณ์ในราชสำนัก

เจ้าชายฮิโรฮิโตเสด็จขึ้นครองราชย์ โดยพระนามว่า สมเด็จพระจักรพรรดิโชวะ ที่หมายถึงสันติภาพอันส่องสว่าง ทรงตั้งความหวังไว้กับประเทศญี่ปุ่นไว้สูง โดยในพระราชโองการฉบับแรกแห่งรัชสมัยที่ทรงประกาศเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2469 มีข้อความว่า

โลกเราในขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของการวิวัฒน์ไปอย่างต่อเนื่อง ประวัติศาสตร์บทใหม่แห่งอารยธรรมโลกกำลังพลิกเผยตัวเองให้เราได้เห็นกัน

กระแสพระราชดำรัสต่อไปว่า

นโยบายของชาติเรามักจะมุ่งเน้นไปที่กระบวนการอันต่อเนื่องพร้อมกับการปรับปรุงให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ ความเรียบง่ายแทนการสร้างภาพที่ไร้ประโยชน์ ความมีเอกลักษณ์เฉพาะตนแทนการลอกเลียนแบบที่ไม่รู้จักคิด วิธีดำเนินงานที่สอดคล้องกับวิวัฒนาการแห่งยุคสมัยที่ดำเนินอยู่ การปรับปรุงให้ดียิ่งๆขึ้นเพื่อให้ไหลลื่นไปกับกระแสความก้าวหน้าแห่งอารยธรรมโลก ความกลมเกลียวในชาติทั้งในด้านจุดหมายที่ต้องไปให้ถึงและวิธีการที่จะทำให้บรรลุจุดหมายนั้นๆ คุณงามความดีเผยแผ่ไปทุกชนชั้น และสุดท้าย ความมีมิตรจิตต่อประเทศทั้งมวลบนผืนโลก สิ่งเหล่านี้คือจุดหมายหลักที่เราใฝ่ใจและมุ่งที่จะไปให้ถึงอย่างที่สุด

[แก้] วังหลวงกับวิกฤตการณ์การเมือง

หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง สิ้นสุดลง ญี่ปุ่นกระทำการหลายอย่างที่แสดงถึงความเปิดกว้างและเป็นมิตร โดยเข้าร่วมแนวคิดสากลนิยมที่ประกาศไว้ในหลักการขององค์การสันนิบาตชาติ นอกจากนี้ในการประชุมร่วมที่กรุงวอชิงตัน ญี่ปุ่นยังเห็นชอบที่จะสลายความเป็นพันธมิตรระหว่างอังกฤษกับญี่ปุ่น เพื่อแลกกับการลงนามในสนธิสัญญาว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยร่วมกับมหาอำนาจตะวันตก ซึ่งระบุให้จำกัดจำนวนยุทโธปกรณ์ทางน้ำ และยอมรับสิทธิและอำนาจเต็มของจีนเหนือดินแดนจีนเองด้วย ค.ศ. 1925 ญี่ปุ่นยังขยายความสัมพันธ์ทางการทูตไปถึงสหภาพโซเวียต แม้กลุ่มโคมินเทิรน์จะคอยสนับสนุนความเคลื่อนไหวของฝ่ายคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคเอเชียนอยู่ก็ตาม แต่ในอีกด้านหนึ่งความสัมพันธ์ของสหรัฐอเมริกากับญี่ปุ่นกลับเลวลง เมื่อมีกฎหมายห้ามชาวญี่ปุ่นเข้าสหรัฐอเมริกา สร้างความโกรธแค้นให้แก่ชาวญี่ปุ่นอย่างยิ่ง เพราะไปประจวบกับเวลาที่ญี่ปุ่เพิ่งถูกองค์กรสันนิบาตชาติปฏิเสธที่จะรับรองข้อเสนอของญี่ปุ่นว่ามนุษย์ทุกเผ่าพันธ์เท่าเทียมกัน เข้าไว้ในพันธะสัญญาขององค์กร แม้กระนั้น ก็แทบจะไม่มีสัญญาณใดๆในช่วงทศวรรษ 1920 ถึงวิกฤตความสัมพันธ์ในอนาคตระหว่างญี่ปุ่นกับ สหรัฐอเมริกาเลย

นโยบายเปิดเสรีการค้าของญี่ปุ่นที่ใช้ความร่วมมือทางการทูต โดยสันติเป็นสื่อก็ตรงกับนโยบายเปิดประตูความสัมพันธ์และการค้า ซึ่งริเริ่มโดยวุฒิสมาชิก จอห์น เฮย์ ในช่วงต้นศตวรรษด้วยซ้ำ ด้วยความไว้วางใจในข้อตกลงที่ทำไว้กับนานาประเทศว่าจะเป็นหนทางเสริมสร้างสันติภาพและความมั่นคงในประเทศและภูมิภาคเอเชียได้

สมเด็จพระจักรพรรดิโชวะ เจ้าชายไซองจิ มากิโนะ และผู้นำที่สนับสนุนระบอบรัฐธรรมนูญคนอื่นๆในวังต่างพากันให้ความเห็นชอบกับนโยบาย ความร่วมมือทางการทูตของชาติมหาอำนาจ อังกฤษ-สหรัฐฯ และจีนกันหมดทุกคน เจ้าชายไซองจิขึ้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าผู้แทนชาติญี่ปุ่นไปร่วมประชุมสันติภาพที่กรุงปารีส โดยมีมากิโนะ และ จินดะ สุเทมิ เป็นผู้ช่วย เจ้าชายไซองจิเคยกล่าวไว้ว่า

หน้าที่ของฉันในการรับใช้สมเด็จพระจักรพรรดิมี 2 ด้าน คือคอยหลบเลี่ยงความเสียหายใดๆที่อาจกระทบต่อรัฐธรรมนูญของญี่ปุ่น และส่งเสริมเกียรติสนธิสัญญาที่ทำไว้กับนานาชาติ

[1]

แต่ในไม่ช้าสถานการณ์ในประเทศจีนทำลายภาพฝันที่จะมีความสงบสุขอย่างถาวรในประเทศจีนจนสิ้น เริ่มตั้งแต่ความสำเร็จของ แผนยึดแดนเหนือ ของเจียงไคเช็ก ในปีค.ศ. 1926 เพื่อรวมชาติจีนให้อยู่ภายใต้การปกครองของพรรคชาตินิยม หรือ กว๋อหมินตั่ง หรือที่คนไทยรู้จักกันในนาม ก๊กมินตั๋ง ที่สร้างความตระหนกแก่นายทหารญี่ปุ่นประจำกองทัพกวานตง ที่ปักหลักอยู่แถบแมนจูเรียใต้ เพราะพวกเขาไม่ไว้ใจ จางจว้อหลิน ผู้นำกองทัพที่เป็นลูกค้าของญี่ปุ่นอยู่ทางตอนเหนือของจีน คิดไปว่าจางจว้อหลินอาจช่วยหยุดยั้ง เจียงไคเช็ก และปกป้องสิทธิประโยชน์ของญี่ปุ่นเหนือดินแดนแมนจูเรียไม่ให้ถูกองกำลังของเจียงไคเช็กคุกคามไม่ได้ ดังนั้นในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1928 ทหารญี่ปุ่นเหล่านี้จึงลอบสังหารจางจว้อหลิน ด้วยการระเบิดรถไฟที่เขาโดยสารมาขณะกำลังมุ่งสู่เมืองมุกเด็น (ปัจจุบันคือเมือง เสิ่นหยาง) และโยนความผิดให้กองโจรชาวจีน ว่าเป็นผู้ลงมือ

[แก้] สงครามโลกครั้งที่ 2

จักรพรรดิโชวะ และจักรพรรดินีนางาโกะ ตอนเสด็จประพาสสหรัฐอเมริกาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
จักรพรรดิโชวะ ตอนเสด็จประพาสสหรัฐอเมริกาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

เมื่อญี่ปุ่นเข้าสู่สงคราม สมเด็จพระจักรพรรดิโชวะย่อมมีพระราชประสงค์ที่จะให้ญี่ปุ่นได้ชัยชนะ พระองค์จึงพอพระทัยเป็นอันมากที่ปฏิบัติการโจมตีเพิร์ล ฮาร์เบอร์ สร้างความเสียหายอย่างหนักให้แก่กองกำลังสหรัฐอเมริกาประจำภาคพื้นแปซิฟิก

ต้นเดือนมีนาคม พ.ศ. 2485 ทรงพอพระทัยไม่น้อยไปกว่ากันกับชัยชนะปานสายฟ้าแลบของญี่ปุ่นเหนือเกาะฮ่องกง กรุงมะนิลา สิงคโปร์ ปัตตาเวีย (จาร์กาตา) และย่างกุ้ง

ขณะเดียวกัน ก็ทรงกังวลเกี่ยวกับปัญหาในการลำเลียงเสบียงและเชื้อเพลิงไปให้กับกองกำลังญี่ปุ่นที่กำลังรบอยู่ในสมรภูมิที่ห่างไกลมาตุภูมิ "ชัยชนะที่ได้ออกจะมาเร็วไปหน่อย" พระองค์จึงมักจะทรงเตือนผู้นำทหารบกและทหารเรือให้ปรับปรุงการทำงานระหว่างสองกองทัพให้ประสานงานได้ดีขึ้น เพราะสภาพที่เป็นอยู่นั้นจัดว่าไร้ประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิง และยังทรงเตือนให้สองกองทัพ เลิกใช้วิธีเหมือนเล่นการเมืองพาทะเลาะกันเรื่องการเคลื่อนย้ายฝูงบินเสียที เมื่อทรงได้รับรายงานเกี่ยวกับความปราชัยครั้งสำคัญของญี่ปุ่นเช่นที่ ยุทธภูมิมิดเวย์ จึงมีแต่พระราชดำรัสให้ผู้นำทหารทั้งหลายทำงานของตนให้ดีที่สุดในการปฏิบัติครั้งหน้า โดยแทบจะมิได้ทรงแสดงอารมณ์ใดๆออกมาอีก ราวกับทรงปลงเสียแล้ว

พระราชกรณียกิจที่ทรงปฏิบัติในระหว่างสงครามกระตุ้นให้ประชาชนฮึกเหิมกับศึกที่เกิดขึ้นด้วยอีกแรงหนึ่งไม่ว่าจะเป็นการทรงม้าขาวออกเสด็จตรวจกำลังพล หรือมีพระราชดำรัสเปิดการประชุมรัฐสภาที่ปลุกเร้ากำลังใจของราษฎรให้ช่วยกันพยายามเพื่อชัยชนะของประเทศตามหนังสือที่ร่างโดยรัฐบาล พระราชกรณียกิจเหล่านี้ล้วนสร้างภาพว่า พระองค์กำลังทรงบัญชาการความเคลื่อนไหวทั้งหมดของกองทัพในฐานะที่ทรงเป็นจอมทัพของชาติ แต่ขณะที่พระองค์ทรงอ่านรายงานการรบและลงพระนามรับรองแผนปฏิบัติการทางทหารต่างๆอยู่อย่างขะมักเขม้นทุกวี่ทุกวันนั้น สมเด็จพระจักรพรรดิโชวะมิได้ทรงมีส่วนในการบังคับบัญชาใดๆ เฉกเช่นที่สมเด็จพระจักรพรรดิเมจิไม่เคยได้ทรงกระทำหน้าที่นี้ทุกครั้งที่มีสงครามขึ้นเลย

หากมองจากภายนอก ประชาชนอาจคิดว่าพระจักรพรรดิของพวกเขาเป็นกษัตริย์นักรบ แต่แท้จริงแล้วพระองค์มีพระราชประสงค์ให้สงครามยุติลงโดยเร็วต่างหาก

เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1942 สมเด็จพระจักรพรรดิโชวะได้มีพระราชดำรัสให้พลเอกโตโจรับทราบข้อเท็จจริงข้อนี้ "เราหวังตลอดเวลาที่ผ่านมานี้ ท่านจะได้ใช้ความพยายามอย่างที่สุดและใช้ทุกโอกาสที่มีเพื่อยุติการประหัตประหารกันนี้ในทันทีที่ทำได้ หากคิดถึงความสงบสุขของมนุษย์ด้วยกันแล้วการปล่อยสงครามยืดเยื้อต่อไปรังแต่จะเปล่าประโยชน์" ทรงเสริมด้วยว่า "เราเกรงว่า ประสิทธิภาพของทหารเราจะอ่อนด้อยลงไปหากสงครามต้องยืดเยื้อ" แต่โดยหน้าที่แล้ว โตโจจำเป็นต้องทำสงครามต่อไป และแม้กระแสการรบจะพัดย้อนไปกระหน่ำญี่ปุ่นแทน สงครามก็ยังไม่อาจยุติลงได้ ดูเหมือนว่าสมเด็จพระจักรพรรดิโชวะกลับเป็นผู้ต่อเวลาทำสงครามออกไปเสียเองถึง 2 ทางด้วยกัน ประการแรก แม้ในช่วงแรกๆจะมีขบวนการสันติภาพที่ก่อตั้งขึ้นโดยอดีตนายกรัฐมนตรี ข้าราชสำนัก และแม้กระทั่งเชื้อพระวงศ์บางองค์ แต่สมเด็จพระจักรพรรดิก็ไม่ทรงยอดปลดโตโจออกตามคำเรียกร้องของสมาชิกขบวนการที่ต้องการจะหยุดยั้งสงครามไว้ให้ได้ เพราะในระหว่างยังไงเสียญี่ปุ่นก็ต้องอาศัยโตโจดำเนินการรบไปจนกว่าสถานะของญี่ปุ่นในการเจรจาสันติภาพจะดีขึ้น และบรรลุเงื่อนไขตามที่ญี่ปุ่นต่อรอง โดยพระองค์ทรงตรัสกับ เจ้าชายทาคาทัตสึ พระอนุชาองค์รองว่า

"ใครๆก็ว่าโตโจไม่ดี แต่จะหาใครดีไปกว่านี้ได้อีกไหมในเมื่อไม่มีคนเหมาะสมกว่า ยังจะมีทางเลือกอื่น นอกจากร่วมงานกับคณะของโตโจหรือ"

อิโนอุเอะ คิโยชิ นักประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นเขียนไว้ว่า

"บุคคลที่ชื่อ ฮิโรฮิโตนั้น คือสุภาพบุรุษที่เปี่ยมไปด้วยความเห็นอกเห็นใจและกล้าหาญในสายตาของสมาชิกในครอบครัวและบรรดาที่ปรึกษาใกล้ชิดทั้งหลาย แต่สมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโต กลับขึ้นปกครองบ้านเมืองในสมัยที่ระบอบเผด็จการอันแข็งกร้าว และชูลัทธินิยมจักรพรรดิ รุ่งเรืองถึงขีดสุด ทั้งยังทรงดำรงอยู่ในฐานะผู้นำที่ก่อสงครามร้ายแรงหลายต่อหลายครั้ง ชี้นำการปกครองประเทศภายใต้ระบบที่กดขี่พลเมืองของตนเอง" [2]

ในหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ ได้รายงานคำประกาศของพรรคคอมมิวนิสต์ญี่ปุ่นเขียนขึ้นในวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2524 หนึ่งวันหลังจากสมเด็จพระจักรพรรดิโชวะสวรรคตว่า

"พวกเราจำต้องแสดงความรู้สึกในนามของเหยื่อสงครามอันเหี้ยมโหดและเหยื่อกฏเมืองที่โหดร้ายจำนวนหลายสิบล้านชีวิตผู้ไม่มีโอกาสจะเอ่ยคำใดได้อีกแล้ว สมเด็จพระจักรพรรดิโชวะคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อสงครามเลวร้ายที่เกิดขึ้นมากที่สุด และหนักหน่วงที่สุด"

เมื่อพิจารณาจากมุมมองนี้ การที่นายพลดักลาส แมคอาเธอร์ ลดหย่อนโทษให้แก่สมเด็จพระจักรพรรดิโชวะ ไม่นำพระองค์ไปขึ้นศาลโลกในฐานะอาชญากรสงครามหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลงนั้น ก็อาจจะเกิดมาจากคำตรัสคำนี้ก็เป็นได้

และครั้นสมเด็จพระจักรพรรดิได้เสด็จไปพบปะกับนายพลแมคอาเธอร์หลังสงครามโลกนั้น ตามคำที่นายพลได้เขียนไว้ พระจักรพรรดิได้ตรัสกับเขาว่า

"ข้าพเจ้าจะเป็นอย่างไรก็ไม่ว่า โทษนั้นข้าพเจ้าจะรับเอง แต่อยากให้ช่วยประชาชนแทน" เมื่อนายพลแมคอาเธอร์ได้ฟัง เขาก็ได้ทราบซึ้งใจอย่างมาก แต่เนื่องจากการสนทนานี้ไม่ค่อยมีใครรู้กันมากนัก จึงไม่ทราบว่าเป็นจริงหรือไม่ ครั้นมีการสัมภาษณ์สมเด็จพระจักรพรรดิเมื่อปี พ.ศ. 2518 พระองค์ก็ทรงตรัสว่า "ไม่สามารถที่จะเปิดเผยได้ เพราะเป็นคำสัญญาของลูกผู้ชาย"

[แก้] พระราชจริยวัตรและสายพระเนตรที่มองโลก

หลังวันประสูติวันที่ 29 เมษายน ค.ศ. 1901 ได้ไม่นาน เจ้าชายฮิโรฮิโตถูกมอบให้อยู่ในความดูแลของนายทหารเรือเกษียณราชการผู้หนึ่ง คือ คาวามุระ สึมิโยชิ และภรรยา เมื่อคาวามุระถึงแก่กรรมลงในปี ค.ศ. 1904 เจ้าชายองค์น้อยได้เสด็จกลับไปประทับร่วมกับพระบิดาและพระมารดาอีกครั้ง ณ วังอาคาซากะ ทรงรู้สึกใกล้ชิดพระบิดาและพระชนนีเท่าใดนั้นยากที่จะกล่าว แต่หนึ่งในบรรดามหาเล็กที่ถวายการดูแลเจ้าชายอยู่คือ คันโรจิ โอซานางะ ให้ความเห็นว่าเจ้าชายรักและผูกพันกับสมเด็จพระจักรพรรดิเมจิ ซึ่งเป็นสมเด็จพระอัยกา (ปู่) เป็นพิเศษ และโปรดที่จะเกาะแจอยู่กับพระองค์ ยามที่เสด็จไปหาเสด็จปู่ที่พระราชวังอิมพีเรียล แต่โอกาสเช่นนั้นก็เกิดแทบจะนับครั้งได้ [3] ในทางกลับกันสมเด็จพระจักรพรรดิเมจิจะพระราชทานของขวัญแก่พระราชนัดดาองค์น้อยและแย้มพระโอษฐ์ให้ แม้จะตรัสกับพระราชนัดดาน้อยเหลือเกิน เช่นเดียวกันกับแทบที่จะไม่มีพระดำรัสใดๆกับเจ้าชายโยชิฮิโตพระโอรสเลย หลายปีต่อมา เจ้าชายฮิโรฮิโตจะถือเอาแบบจากสมเด็จพระจักรพรรดิเมจิเป็นแบบอย่างทางการปกครองของพระองค์

ด้านกายภาพแล้วเจ้าชายฮิโรฮิโตมิได้มีพระวรกายที่น่าประทับใจแก่ผู้พบเห็นแต่อย่างใด เพราะสายพระเนตรสั้น จึงต้องทรงฉลองพระเนตรตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ และเหล่ามหาดเล็กก็ต้องคอยทูลให้เปลี่ยนท่าทางพระวรกายอยู่เสมอ เพราะบุคลิกภาพในพระองค์ไม่ค่อยดีนัก นอกจากนี้ยังทรงเป็นเด็กเรียนรู้ช้า มักจะมีปัญหาแม้กระทั่งกลัดกระดุมเครื่องแบบนักเรียน การฝึกซ้อมร่างกาย ทรงม้า ว่ายน้ำ และวิธีออกกำลังกายอื่นๆอีกมากช่วยปรับเปลี่ยนบุคลิกภาพพระองค์ให้ดีขึ้น แต่พระวรกายยังเล็กอยู่เช่นเดิมแม้เมื่อเจริญพระชันษาแล้ว

เมื่อเจ้าชายแห่งเวลส์เสด็จพระราชดำเนินมาเยือนญี่ปุ่น เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดจำต้องแสร้งหวดวืด เมื่อทอดพระเนตรเห็นว่าเจ้าชายฮิโรฮิโตตีลูกกอล์ฟฟไม่ค่อยถูก[4]

[แก้] อ้างอิง

  1. ^ Harada Kumao, "Saionji-ko to saikyoku', 9 vols., Tokyo: Iwanami Shoten, 1950-56
  2. ^ อิโนอุเอะ คิโยชิ, เทนโนโนะเซงโซเซะกินิง, โตเกียว: Gendai Hyoronsha , 2518
  3. ^ Osanaga Kanroji, "Hirohito"An Intimate Portrait of the Japanese Emperor , Los Angeles : Gateway, 1975
  4. ^ HRH The Duke of Windsor, 'A King's Story', London: Cassell, 1951
  • Behr, Edward Hirohito: Behind the Myth, Villard, New York, 1989. - A controversial book that posited that Hirohito had a more active role in WWII than had publicly been portrayed; it contributed to the re-appraisal of his role.
  • Bix, Herbert P. Hirohito and the Making of Modern Japan, HarperCollins, 2000. ISBN 0-06-019314-X, A recent scholarly (and copiously sourced) look at the same issue.
  • Drea, Edward J. (1998). "Chasing a Decisive Victory: Emperor Hirohito and Japan's War with the West (1941-1945)". In the Service of the Emperor: Essays on the *Imperial Japanese Army. Nebraska: University of Nebraska Press. ISBN 0-8032-1708-0.
  • Fujiwara, Akira, Shōwa Tennō no Jū-go Nen Sensō (Shōwa Emperor's Fifteen-year War), Aoki Shoten, 1991. ISBN 4-250-91043-1 (Based on the primary sources)
  • Hoyt, Edwin P. Hirohito: The Emperor and the Man, Praeger Publishers, 1992. ISBN 0-275-94069-1
  • Kawahara, Toshiaki Hirohito and His Times: A Japanese Perspective, Kodansha International, 1997. ISBN 0-87011-979-6 (Japanese official image)
  • Mosley, Leonard Hirohito, Emperor of Japan, Prentice-Hall, Englewood Cliffs, 1966. ISBN 1-111-75539-6 ISBN 1-199-99760-9, The first full-length biography, it gives his basic story.
  • Wetzler, Peter Hirohito and War: Imperial Tradition and Military Decision Making in Prewar Japan, University of Hawaii Press, 1998. ISBN 0-8248-1925-X
  • Yamada, Akira, Daigensui Shōwa Tennō (Shōwa Emperor as Commander in Chief), Shin-Nihon Shuppansha, 1994. ISBN 4-406-02285-6 (Based on the primary sources)
Commons
คอมมอนส์ มีภาพและสื่ออื่นๆ เกี่ยวกับ:
สมเด็จพระจักรพรรดิโชวะ


สมเด็จพระจักรพรรดิไทโช จักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น
ราชวงศ์ญี่ปุ่น
(พ.ศ. 2469 - พ.ศ. 2534)
สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ



สมเด็จพระจักรพรรดิไทโช ประมุขแห่งเกาหลี
ราชวงศ์ญี่ปุ่น
(พ.ศ. 2469 - สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2)
สมเด็จพระจักรพรรดินีเฮวอน (อย่างไม่เป็นทางการ)




สมเด็จพระจักรพรรดิโชวะ เป็นบทความเกี่ยวกับ ชีวประวัติ ที่ยังไม่สมบูรณ์ ต้องการตรวจสอบ เพิ่มเนื้อหาหรือเพิ่มแหล่งอ้างอิง คุณสามารถช่วยเพิ่มเติมหรือแก้ไข เพื่อให้สมบูรณ์มากขึ้น
ข้อมูลเกี่ยวกับ สมเด็จพระจักรพรรดิโชวะ ในภาษาอื่น อาจสามารถหาอ่านได้จากเมนู ภาษาอื่น ด้านซ้ายมือ


เครื่องมือส่วนตัว