ฮิเดะกิ โทโจ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ฮิเดะกิ โทโจ
東條英機
นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น
ดำรงตำแหน่ง
18 ตุลาคม พ.ศ. 2484 – 7 เมษายน พ.ศ. 2488
สมัยก่อนหน้า เจ้าชายโคโนเอะ ฟุมิมาโระ
สมัยถัดไป คุนิอะกิ โคะอิโซะ
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 30 ธันวาคม พ.ศ. 2427
กรุงโตเกียว จักรวรรดิญี่ปุ่น ญี่ปุ่น
เสียชีวิต 23 ธันวาคม พ.ศ. 2491 (63 ปี)
กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
คู่สมรส คะสึโกะ อิโต
ศาสนา ชินโต
ลายมือชื่อ

ฮิเดะกิ โทโจ (ญี่ปุ่น: 東條英機, 東条 英機 เกี่ยวกับเสียงนี้ Tōjō Hideki )  ?; 30 ธันวาคม พ.ศ. 2427 - 23 ธันวาคม พ.ศ. 2491) เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของญี่ปุ่น (สมัยที่ 40) และเป็นผู้บัญชาการกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง [1][2]

ประวัติ[แก้]

เกิดที่เมืองโคจิมะชิชานกรุงโตเกียวในปี พ.ศ. 2427 เป็นบุตรคนที่สามของฮิเดโนะริ โทโจ นายทหารในกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น พี่ชายสองคนเสียชีวิตก่อนที่เขาจะเกิด ในปี พ.ศ. 2452 เขาได้สมรสกับคัตสุโกะ อิโตะ มีบุตร 3 คน และธิดา 4 คน

เข้ารับราชการทหาร[แก้]

ฮิเดะกิ โทโจ สำเร็จการศึกษาระดับที่ 17 จากโรงเรียนนายร้อยแห่งกองทัพกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น ในปี พ.ศ. 2458 ในอันดับที่ 42 จากจำนวนนักเรียนนายร้อย 50 คน ได้รับแต่งตั้งยศร้อยตรี สังกัดทหารราบ

ต่อมาในปีเดียวกันเขาได้สำเร็จการศึกษาขั้นสูงสุดจาก Army War College จากนั้นในปี พ.ศ. 2462 เขาได้เลื่อนยศเป็นร้อยเอก บัญชาการกองร้อยทหารรักษาพระองค์ที่ 3 ต่อมาเขาได้ถูกส่งไปประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในฐานะทูตทหาร หลังจากกลับมาจากภารกิจ ในปี พ.ศ. 2463 เขาได้เลื่อนยศขึ้นเป็นพันตรี ในปีต่อมาเขาก็ถูกส่งไปทำงานเป็นที่ปรึกษาฝ่ายพลเรือนที่ประเทศเยอรมนี

การบริหารประเทศในภาวะสงคราม[แก้]

ฮิเดะกิ โทโจ เป็นนายทหารอาชีพที่มีเกียรติประวัติดีเด่น เป็นคนดีซื่อสัตย์และมีคุณสมบัติครบถ้วนของความเป็นสุภาพบุรุษตามมาตรฐาน ของซามูไร เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงทหารบกในรัฐบาลของเจ้าชายโคโนเอะ เมื่อที่ประชุมร่วมกับสมเด็จพระจักรพรรดิของรัฐบาลโน้มเอียงไปในทางการทำสงคราม เจ้าชายโคโนเอะได้กราบถวายบังคมลาออกจากนายกรัฐมนตรี และ โทโจ ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นสืบต่อมา อันเป็นการเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่สอง ด้วยการถล่มเพิร์ลฮาเบอร์ พร้อม ๆ บุกเข้าสู่อินโดจีน สยาม มลายู ฟิลิปปินส์ ฯลฯ ในเวลาต่อ ๆ มา ด้วยชัยชนะติดต่อกันมาระยะหนึ่ง ก่อนจะเริ่มพ่ายแพ้และกลายเป็นฝ่ายรับหลังยุทธนาวีที่มิดเวย์ ในช่วงแรกๆจะมีขบวนการสันติภาพที่ก่อตั้งขึ้นโดยอดีตนายกรัฐมนตรี ข้าราชสำนัก และแม้กระทั่งเชื้อพระวงศ์บางองค์ ให้ปลดโทโจออกตามคำเรียกร้องของฝ่ายที่ต้องการจะหยุดยั้งสงครามไว้ แต่สมเด็จพระจักรพรรดิก็ไม่ทรงยอดปลดโทโจออกตามคำเรียกร้อง เพราะในระหว่างสงครามยังไงเสียญี่ปุ่นก็ต้องอาศัยโทโจดำเนินการรบ แต่เมื่อชัดเจนว่าญี่ปุ่นกำลังเพลี่ยงพล้ำในสงครามหลังจากยุทธการโอะกินะวะ อันเป็นผลจากการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ถล่มฮิโระชิมะและนะงะซะกิ[3] และการประกาศสงครามต่อญี่ปุ่นของสหภาพโซเวียต เมื่อสหรัฐอเมริกาประกาศให้ญี่ปุ่นยอมแพ้โดยไม่มีเงื่อนไข โทโจ จึงลาออกและสมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโตทรงประกาศยุติสงครามด้วยการยอมแพ้ต่อฝ่ายสัมพันธมิตรอย่างไม่มีเงื่อนไข โดยหวังว่าทางสหรัฐอเมริกาจะใจกว้างกว่าสหภาพโซเวียต ช่วง 1 วันก่อนจักรพรรดิฮิโรฮิโตทรงประกาศยอมแพ้สงครามอย่างไม่มีเงื่อนไข มีความพยายามจากนายทหารฝ่ายขวาจัดบางกลุ่มพยายามก่อการรัฐประหาร เพื่อให้กองทัพสู้ตายและไม่ยอมแพ้แต่ศัตรู ทหารกบฏบางส่วนก็ฆ่าตัวตายหนีความผิดแต่ไม่ประสบความสำเร็จ หลังจากจักรพรรดิทรงประกาศยอมแพ้ในวันที่ 15 สิงหาคมแล้ว [4]

ฮิเดะกิ โทโจในเครื่องแบบ

ชีวิตส่วนตัว[แก้]

ในระหว่างบริหารประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลานานในช่วงสงคราม เขาเป็นตัวอย่างของนายทหารที่จงรักภักดีต่อสมเด็จพระจักรพรรดิอย่างยิ่งยวด มีหลักฐานหลายครั้งว่าเขาดำเนินนโยบายด้วยความเคารพในแนวทางที่สมเด็จพระจักรพรรดิมีพระประสงค์แม้จะมีเหตุผลด้านอื่นที่ดีกว่า หลังสงครามเขาถูกจับกุมตัวนำขึ้นพิจารณาคดีในศาลอาชญากรสงคราม ในวันที่ถูกจับเขาพยายามยิงตัวตาย แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ คำให้การของเขาต่อศาลอาชญากรสงครามนั้นยืนยันความรับผิดชอบแต่ผู้เดียวในการ ก่อสงคราม รวมไปถึงคำให้การที่ชี้ว่า สมเด็จพระจักรพรรดิฮิโระฮิโตะมิได้ทรงเกี่ยวข้องกับการเริ่มสงคราม

วาระสุดท้าย[แก้]

ฮิเดะกิ โทโจ พยายามกระทำอัตวินิบาตกรรม แต่ไม่สำเร็จ

ภายหลังสงครามสิ้นสุดลง ฮิเดะกิ โทโจได้ถูกตัดสินลงโทษประหารชีวิตในข้อหาอาชญากรรมสงคราม ในวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2491 ตามคำพิพากษาของศาลอาชญากรสงครามของฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่ง เถ้ากระดูกของโทโจ อยู่ที่ศาลเจ้ายะซุกุนิ[5] ภายหลังได้มีการสำรวจทรัพย์สินที่ทางสัมพันธมิตรอายัดไว้ และพบว่าไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรเหลืออยู่เลยนอกจากบ้านเก่า ๆ หนึ่งหลัง ฝ่ายสัมพันธมิตรจึงตัดสินใจส่งคืนให้กับภรรยาหม้ายของโตโจไป [6]

อ้างอิง[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]